PTT กวาด 3 รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ

PTT คว้า 3 รางวัลเกียรติยศ สุดยอดแบรนด์ทรงพลังปี 2016 (The Most Powerful Brands of Thailand 2016)”, “สุดยอดแบรนด์ครองใจมหาชน (BrandAge Thailand’s Most Admired Brand 2017)” และ “No.1 Brand Thailand” การันตีแบรนด์คุณภาพครองใจมหาชนมาอย่างยาวนาน

คุณอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยถึงความสำเร็จในโอกาสคว้ารางวัลแห่งความภาคภูมิใจว่า ล่าสุด บริษัทได้รับ 3 รางวัล ซึ่งประกอบด้วย รางวัลสุดยอดแบรนด์ทรงพลังปี 2016 (The Most Powerful Brands of Thailand 2016) , รางวัลสุดยอดแบรนด์ครองใจมหาชน (BrandAge Thailand’s Most Admired Brand 2017) และรางวัล No.1 Brand Thailand

สำหรับรางวัลสุดยอดแบรนด์ทรงพลังปี 2016 (The Most Powerful Brands of Thailand 2016) เป็นรางวัลที่จัดโดยคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย 32 ผลิตภัณฑ์ จาก 6 ประเภทอุตสาหกรรม ซึ่งบริษัทได้รับการจัดอันดับให้เป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและมีพลังที่สุดในประเภทยานยนต์และพลังงาน กลุ่มผลิตภัณฑ์สถานีบริการน้ำมัน

ส่วนรางวัลสุดยอดแบรนด์ครองใจมหาชน (BrandAge Thailand’s Most Admired Brand 2017) เป็นงานวิจัยที่นิตยสาร BrandAge จัดทำขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ปตท. ได้รับรางวัลในกลุ่มที่ 5 ยานยนต์ โดยได้รับรางวัลใน 2 กลุ่มย่อย คือ สถานีบริการน้ำมัน ซึ่งได้รับรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 และน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ ได้รับรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 8

ด้านรางวัล No.1 Brand Thailand เป็นรางวัลที่มาจากการสำรวจความคิดเห็นจากผู้บริโภคเพื่อสำรวจแบรนด์สินค้าและการบริการต่างๆ จัดขึ้นโดยนิตยสาร Marketeer ซึ่งเป็นนิตยสารชั้นนำทางการตลาดของประเทศไทย โดยอ้างอิงผลวิจัยจากบริษัท วีดีโอ รีเสิร์ช อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด

โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้มุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจค้าปลีกน้ำมันอย่างต่อเนื่องทั้งในเรื่องคุณภาพของผลิตภัณฑ์และการให้บริการที่สถานีบริการต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม รวมทั้งการปรับปรุงสถานีบริการน้ำมัน ปตท. เพื่อให้ผู้ใช้บริการทุกเพศ ทุกวัย ได้รับความสะดวกสบายเมื่อเข้าใช้บริการ

ประกอบกับการพัฒนาสถานีบริการภายใต้แนวคิด PTT Life Station ที่มีความหลายหลากของผลิตภัณฑ์และการบริการ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบวงจร และในอนาคตบริษัทจะมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกกับผู้บริโภคที่เข้ามาใช้บริการที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. มากขึ้น

คุณอรรถพล กล่าวต่อว่า การได้รับรางวัลดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ ปตท. และเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงคุณภาพของสินค้าและการบริการของ ปตท. ทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นในแบรนด์ ปตท. ตลอดจนเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการรักษามาตรฐานของสถานีบริการน้ำมัน ทั้งนี้ บริษัทยังคงมุ่งมั่นพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้ลูกค้าและให้แบรนด์ ปตท. เป็นที่หนึ่งในใจของลูกค้าตลอดไป

“ประโยชน์ที่เราได้รับจากการได้รับรางวัลต่างๆ นั้น นอกจากจะเป็นเครื่องที่ยืนยันในด้านความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อผลิตภัณฑ์และการให้บริการของ ปตท. แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือการที่ทำให้เรามีความเข้าถึงศักยภาพและกำหนดทิศทางในการพัฒนาแนวทางการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งการประเมินความคุ้มค่าของลงทุนในด้านต่างๆ ได้อีกด้วย” คุณอรรถพลกล่าว

คุณอรรถพล กล่าวต่อถึงเป้าหมายการดำเนินการในปีนี้และปีหน้าว่า ด้วยภารกิจหลักของ ปตท. คือ การสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศและประชาชนในประเทศควบคู่ไปกับการทำธุรกิจอยู่คู่คนไทยมาตั้งแต่ปี 2521 ซึ่งจากภารกิจดังกล่าว แบรนด์ ปตท. จึงไม่ใช่สถานีบริการน้ำมันสำหรับลูกค้าระดับใดระดับหนึ่ง แต่เป็นของลูกค้าคนไทยทุกคน โดยจะมีการให้บริการที่ครบวงจร ตามแนวคิด PTT Life Station ที่สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ได้อย่างลงตัว

ทั้งนี้ บริษัทได้เริ่มกลยุทธ์การพัฒนาสถานีบริการน้ำมันให้เป็นได้มากกว่าสถานีบริการ โดยไม่ได้ตั้งโจทย์ให้สถานีบริการน้ำมันเป็นเพียงสถานที่เพื่อจำหน่ายน้ำมัน ผลิตภัณฑ์ Non-Oil และการให้บริการอื่นๆ แก่ผู้บริโภคเท่านั้น หากแต่พัฒนากลยุทธ์อย่างเป็นระบบให้สถานีบริการน้ำมันเป็น Platform พื้นฐานที่เปรียบเหมือน Smart Phone ที่สามารถนำธุรกิจต่างๆ มาร่วมต่อยอดบน Platform เดียวกัน

ประกอบกับการดำเนินธุรกิจของ ปตท. มีเป้าหมายในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ดังนั้นจึงมุ่งมั่นเน้นการพัฒนา Platform ให้ประสบความสำเร็จ สามารถตอบโจทย์ทั้งทางธุรกิจและความต้องการของผู้บริโภคให้เป็นที่ยอมรับจะถูนำไปต่อยอดสร้างการเติบโตให้กับพาร์ทเนอร์หรือคู่ค้าของ ปตท. ให้ได้มีโอกาสในการเติบโตร่วมกัน

คุณอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT

 

ปัจจุบัน แม้ว่า ปตท. จะเป็นเบอร์หนึ่งในด้าน Share of Market และ Share of Mind แล้วก็ตาม แต่บริษัทยังมุ่งเน้นที่จะปรับเปลี่ยนธุรกิจให้เป็นไปตามความต้องการของลูกค้าอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งพยายามหาช่องว่างและโอกาสทางการตลาด เพื่อสร้างความแตกต่างที่ได้เปรียบทางการแข่งขันอยู่เสมอ

บริษัทได้กำหนดกลยุทธ์ให้สถานีบริการน้ำมันเป็นศูนย์กลางของชุมชน และได้ริเริ่มให้สถานีบริการน้ำมันของ ปตท. ปรับตัวเองให้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมชุมชน ช่วยเหลือ พัฒนา หยิบยื่นในสิ่งที่ชุมชนมีความต้องการและยังขาด Platform นี้ ได้เติบโตและมีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยในชุมชนให้ดียิ่งขึ้นไปด้วยกันอย่างแท้จริง

โดยล่าสุด บริษัทได้จัดโครงการ แยก แลก ยิ้ม ที่ได้สร้างการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคและสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ในการช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม ด้วยการสร้างนิสัยการแยกขยะลงถังให้ถูกประเภท ณ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ทั่วประเทศ โดยรายได้จากการขายขยะที่ถูกคัดแยกจะถูกนำไปสร้างรอยยิ้มให้กับชุมชนโดยรอบสถานีบริการ ปตท.

นอกจากนี้ ปตท. ได้ปรับปรุงสถานีบริการน้ำมัน เพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้กับคนทุกเพศทุกวัย ทุกสภาพร่างกายอย่างเต็มที่ ได้แก่ ที่จอดรถสำหรับคนพิการ ทางลาดขึ้นทางเดิน และห้องน้ำสำหรับผู้พิการ คนชรา และสตรีมีครรภ์ รวมทั้งองค์ประกอบที่ช่วยควบคุมความปลอดภัยภายในสถานีบริการน้ำมัน อาทิ กล้อง CCTV และสัญญาณเตือนภัยเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

โดยเข้าอยู่ในมาตรฐานสถานีบริการน้ำมันด้วย Concept ที่ชื่อ PTT Friendly Design สัญลักษณ์แห่งความเอาใจใส่ ภายใต้แนวคิด “Care & Safety for All” ซึ่งภายในปี 2560 จะมีสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ที่ได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมองค์ประกอบดังกล่าว จำนวน 180 แห่ง และจะดำเนินการทยอยปรับปรุงให้ครบทุกแห่งต่อไป

สำหรับการเติบโตในต่างประเทศถือเป็นขอบเขตการทำธุรกิจใหม่ที่สำคัญของบริษัทในอนาคต ซึ่งสถานีบริการน้ำมัน ปตท. มีแผนมุ่งสู่การเป็น Regional Top Brand ภายในปี 2563 (2020) ผ่านการขยายสาขาสถานีบริการน้ำมันในอาเซียน จากปัจจุบันมีอยู่ใน 4 ประเทศ ได้แก่ สปป.ลาว, กัมพูชา และฟิลิปปินส์ รวม 180 แห่ง และภายในปี 2563 (2020) จะเพิ่มเป็น 500 แห่ง

โดยจะใช้ Concept “PTT Life Station” ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคในประเทศไทย เป็นโมเดลในการขยายไปสู่เพื่อนบ้าน ให้ได้ใช้สินค้าคุณภาพและบริการที่มีมาตรฐานอย่างทั่วถึง รวมทั้งนำ Business Model ที่ประสบความสำเร็จภายในประเทศไปต่อยอด สร้างโอกาสในการเติบโตให้กับ ปตท. ในต่างประเทศ ซึ่งจะเน้นผลิตภัณฑ์ที่บริษัทเป็นเจ้าของแบรนด์เป็นหลัก

อนึ่ง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2521 ในนามการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ซึ่งตรงกับระยะที่ทั่วโลกกำลังเกิดภาวะน้ำมันขาดแคลน (วิกฤตการณ์น้ำมันโลก ครั้งที่ 2 ) ปตท. จึงเริ่มต้นการดำเนินงานด้วยการจัดหาน้ำมันสนองความต้องการใช้ในประเทศให้เพียงพออย่างเร่งด่วน

ดังนั้น ด้วยภาระอันหนักหน่วงดังกล่าวจึงได้เป็นแรงสนับสนุนให้ ปตท. มุ่งจัดหาปิโตรเลียมจากแหล่งในประเทศเพิ่มเติม เป็นผลให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองทางด้านพลังงานได้ในระดับหนึ่ง ลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศได้เป็นจำนวนมาก

ต่อมา ได้จดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท ปตท. จำกัด ( มหาชน ) หรือ ปตท. ขึ้น เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2544 โดยการแปลงสภาพจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย โดยรับโอนกิจการ สิทธิ หนี้ ความรับผิด สินทรัพย์ และพนักงานทั้งหมด ภายใต้พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 ปตท. มีทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 2,000 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท

โดยได้ทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวันแรก ในวันที่ 6 ธันวาคม 2544 และมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ขณะเดียวกัน ในปี 2554 จัดตั้ง บริษัท พีทีที เอ็มซีซี ไบโอเคม จำกัด, บริษัท เอนเนอร์ยี่ โซลูชั่น จำกัด และเปิดดำเนินการสถานีรับจ่ายก๊าซ LNG

ส่วนวิสัยทัศน์ของบริษัท คือ Thai  Premier  Multinational  Energy Company : บริษัทพลังงานไทยข้ามชาติชั้นนำ และมีพันธกิจที่ยิ่งใหญ่ของ ปตท. ที่มีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) นั้นมีมากกว่าเพียงแค่การสร้างผลงานและผลกำไร เฉกเช่นองค์กรธุรกิจทั่วไป หากแต่บริษัทจำเป็นต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ ด้วยบริษัทต้องทำหน้าที่ในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ทั้งในการแสวงหา ผลิต คิดค้นจำหน่าย

พร้อมทั้งกระตุ้นเตือนใจให้คนตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ในการใช้พลังงานและรู้รักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้อย่างมีดุลยภาพ เพื่อโลกในวันนี้และโลกในอนาคต  เพราะเชื่อว่า เมื่อมีความมั่นคงทางพลังงานได้อย่างยั่งยืน ก็จะสามารถสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้เติบโตต่อเนื่องและยั่งยืนได้เช่นเดียวกัน ในฐานะองค์กรพลังงานของชาติ บริษัทจึงต้องสร้างรายได้ของแผ่นดินให้มากขึ้น พอๆ กับการสร้างรอยยิ้มให้แก่คนในสังคมไทย ให้ได้อยู่ดีมีสุขบนโลกที่สวยงามนี้อย่างยั่งยืน

ด้านพันธกิจของบริษัท คือ การดำเนินธุรกิจด้านพลังงานและปิโตรเคมีอย่างครบวงจรในฐานะเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติ โดยมีพันธกิจในการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสมดุล ดังนี้ 1. ต่อประเทศ ในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาวโดยการจัดหาพลังงานในปริมาณที่เพียงพอมีคุณภาพได้มาตรฐาน และราคาเป็นธรรมเพื่อเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ

2. ต่อสังคมชุมชน ในการเป็นองค์กรที่ดีของสังคมดำเนินธุรกิจที่มีการบริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล และ มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีแก่สังคมชุมชน 3. ต่อผู้ถือหุ้น มุ่งดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์ สามารถสร้าง ผลตอบแทนที่ดี และมีการขยายธุรกิจ ให้เติบโตต่อเนื่องอย่างยั่งยืน 4. ต่อลูกค้า มุ่งสร้างความพึงพอใจและความผูกพันแก่ลูกค้าโดยผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพในระดับ มาตรฐานสากลด้วยราคาเป็นธรรม

 5.​​ ต่อคู่ค้า ดำเนินธุรกิจร่วมกันบนพื้นฐานของความเป็นธรรม มุ่งสร้างความไว้วางใจ ความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ดี เพื่อพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพ ในการดำเนินธุรกิจร่วมกันในระยะยาว และ 6. ต่อพนักงาน ในการสนับสนุนการพัฒนาความสามารถ การทำงานระดับมืออาชีพอย่างต่อเนื่อง ให้ความมั่นใจในคุณภาพชีวิตการทำงาน ของพนักงานทัดเทียมบริษัทชั้นนำ เพื่อสร้างความผูกพันต่อองค์กร