เปิดแผนธุรกิจ Mc Group ตั้งเป้ารายได้เติบโต 10%

Mc Group ตอกย้ำความแข็งแกร่ง 42 ปี เดินหน้าบุกตลาดรีเทลผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น พร้อมเปิดแผนครึ่งปีหลังปรับโฉม E-Commerce บวกพัฒนานวัตกรรมสินค้า ตอบสนองการใช้งานของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เตรียมทุ่มงบอีกกว่า 70 ลบ. เปิด 25 สาขาใหม่และขยายพื้นที่สาขาเดิม หนุนเป้ารายได้เติบโต 10%

คุณบัณฑิต ประดิษฐ์สุขถาวร ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงินและบัญชี บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ Mc Group ดำเนินธุรกิจค้าปลีกเครื่องแต่งกายและไลฟ์สไตล์ ภายใต้เครื่องหมายการค้า Mc Jeans และ Mc Lady เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจโดยรวมของแม็คกรุ๊ปในปีนี้ว่า บริษัทมีแผนที่รุกตลาดรีเทลผ่านช่องทางการจำหน่ายออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าได้สะดวกยิ่งขึ้น นอกเหนือจากสาขาที่กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 830 สาขา รวมทั้งยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอีกด้วย

โดยบริษัทได้ลงทุนกระจายแทบเล็ตให้แต่ละสาขากว่า 200 สาขา เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการเลือกซื้อสินค้าหรือค้นหาสินค้าที่มีมากกว่าหน้าร้าน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่จะช่วยให้ลูกค้าได้เลือกซื้อสินค้าที่มีมากกว่าหน้าร้านและได้สินค้าตามที่ต้องการอีกด้วย

ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลัง บริษัทเตรียมที่จะลงทุนในเรื่อง Customer Relationships Management เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะดำเนินการเก็บฐานข้อมูลลูกค้า เพื่อรวบรวมข้อมูลลูกค้าและนำข้อมูลที่ได้ไปศึกษาแนวทางในการขยายช่องทางการจำหน่าย การเพิ่มประเภทสินค้า และชนิดสินค้าให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้มากขึ้น

ขณะเดียวกัน บริษัทยังลงทุนในการปรับเปลี่ยนรูปแบบ E-Commerce ทั้งหมด อาทิ การปรับปรุงรูปแบบหน้าเว็บไซต์ www.mcshop.com ให้มีความทันสมัยมากขึ้น สามารถรองรับ Marketing Campaign ต่างๆ และยังเป็นฐานข้อมูลในการเชื่อมต่อ Online Marketplace อื่นๆ เป็นต้น เพื่อให้ลูกค้าได้สร้างประสบการณ์ในการเลือกซื้อสินค้าที่มีความหลากหลายและมีความสุขในการเลือกซื้อสินค้าที่ชอบ

นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งมั่นในการพัฒนาสินค้าที่มีนวัตกรรมเพื่อตอบสนองการใช้งานของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดได้ออกผลิตภัณฑ์ยีนส์ Mc Move Collection ใช้นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และ Function ของลูกค้า ด้วยผ้าผสมที่มีความโดดเด่นในเรื่องความยืดหยุ่นและสัมผัสนุ่มสบาย สอดคล้องกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันที่เหมาะกับทุกกิจกรรมทีมีการ "MOVE"

รวมทั้งการพัฒนานวัตกรรม Mc Cool Collection อีกหนึ่งนวัตกรรมการเพิ่มคุณสมบัติพิเศษของผ้า ด้วยการนำเทคโนโลยีการทักทอเนื้อผ้าให้มีความเหมาะสมกับสภาพอากาศ และมีคุณสมบัติการระบายความชื้นที่เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ตัวผ้าแห้งเร็วอีกด้วย โดยทั้ง 2 นวัตกรรมจะเป็นส่วนที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นความหลากหลายของตลาดยีนส์ให้มีความแปลกใหม่มากกว่าการปรับรูปทรงธรรมดาทั่วไปอีกด้วย

คุณบัณฑิต ประดิษฐ์สุขถาวร ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงินและบัญชี บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ Mc Group

 

คุณบัณฑิต กล่าวต่อถึงการรุกธุรกิจใหม่ว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริษัทยังมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิว หรือเรียกว่า Masstige Home Spa โดยลูกค้าที่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์จะสัมผัสถึงความรู้สึกที่แตกต่างจากสินค้าทั่วไปและล่าสุดได้เปิดให้บริการแล้วที่ Centerpoint of Siam Square ซึ่งเจาะกลุ่มลูกค้าทั่วไป ทุกเพศ และทุกวัย

โดยธุรกิจโฮมสปา บริษัทดำเนินการภายใต้ 2 แบรนด์ คือ แบรนด์ M&C จะเป็นแบรนด์ที่บริษัทเป็นผู้ลงทุน เจาะกลุ่มลูกค้าที่ใส่ใจสุขภาพผิว ความงาม และบุคลิกภาพ ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และมูลค่าตลาดของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ยังคงเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง ส่วนอีกแบรนด์คือ Nature Touch เป็นแบรนด์ Premium Home Spa บริษัทเป็นผู้จัดจำหน่ายและจะเจาะกลุ่มลูกค้าในระดับ Premium

ขณะเดียวกัน บริษัทได้ออกผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าสำหรับการออกกำลังกาย หรือ Active Wear ภายใต้แบรนด์สินค้า “UP” ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งมากขึ้น โดยจุดขายของสินค้าอยู่ที่รูปแบบที่สวมใส่ง่าย ดูดี ทันสมัย ด้วยการใช้วัสดุที่มีนวัตกรรมที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคและได้มาตรฐานสากล

โดยบริษัทได้เล็งเห็นว่า ตลาดเสื้อผ้าสำหรับการออกกำลังกายยังคงเป็นตลาดที่มีการเติบโตเพิ่มสูงขึ้นและมีช่องว่างของตลาดที่สามารถขยายธุรกิจเข้าไปได้ ซึ่งบริษัทจะใช้ประโยชน์จากการปรับเป็น Retail Platform ของ Mc Group ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นช่องทางในการกระจายสินค้าที่มีคุณภาพสูงและมีการออกแบบสินค้าที่เทียบเท่ากับแบรนด์ต่างชาติ ด้วยราคาที่สามารถจับต้องได้ ทั้งนี้คาดว่าจะเริ่มชัดเจนได้ในช่วงไตรมาส 4/2560

ส่วนแผนการขยายสาขาบริษัทยังคงมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้มีแผนที่จะเปิดอีกประมาณ 20-25 จุดขายโดยเน้นเปิดในช่วงครึ่งปีหลัง และการขยายพื้นที่ในสาขาเดิมเพื่อรองรับสินค้าได้เพิ่มมากขึ้น บริษัทคาดว่าจะใช้งบในการลงทุนประมาณ 70  70 ล้านบาท ซึ่งจะเร่งดำเนินการขยายในโซนต่างจังหวัด เนื่องจากบริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่สูง ลูกค้าให้ความเชื่อมั่น และมีการขยายตัวของตลาดที่เพิ่มสูงกว่าตลาดในกรุงเทพมหานคร

นอกจากตลาดในประเทศแล้ว บริษัทยังมีแผนขยายสาขาในต่างประเทศ โดยมองตลาดในประเทศอิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรสูง และผู้บริโภคมีกำลังซื้อ ปัจจุบันบริษัทมีจุดขาย 1 แห่งอยู่ที่ Kish Island และล่าสุด บริษัทได้เข้าไปทำ Account Review และ Reprogram การขายในประเทศเมียนมา รวมทั้งยังอยู่ระหว่างการศึกษาตลาดประเทศใหญ่ๆ ในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย

คุณบัณฑิต กล่าวต่อถึงงบประมาณในการทำการตลาดว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้ใช้งบประมาณทางการตลาดในแต่ละปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 2-3% ของยอดขาย ทั้งการลงทุนผ่านสื่อและการทำการตลาดแบบแจกสินค้าให้กับลูกค้าทดลองใช้ ส่วนการเปิดตัวสินค้าใหม่ที่จะเปิดตัว บริษัทคาดว่าจะมีการเพิ่มงบการตลาดมากขึ้น เพื่อสร้างแบรนด์และกระตุ้นการรับรู้ให้กับลูกค้าเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

ด้านเป้ารายได้ของบริษัทในปีนี้บริษัทมองว่าเป็นปีที่มีความท้าทายในการทำธุรกิจเป็นอย่างมาก ซึ่งในไตรมาส 1 ที่ผ่านมาบริษัทโตเพียง 7% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และในปีนี้บริษัทตั้งเป้าเติบโต 10% สำหรับในระยะยาวบริษัทตั้งเป้าหมายที่จะเติบโตเฉลี่ยในแต่ละปีอยู่ที่ 15% แต่จะต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยที่จะเกิดขึ้นในปีนั้นๆ ตามไปด้วย

“ในปีนี้ เราได้มีการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรในหลายส่วนและตรงกับช่วงชะลอตัวของตลาด จึงทำให้การเสียโอกาสลดน้อยลงไปด้วย แต่เราได้รับผลกระทบไม่มาก ด้วยการสร้างประสบการณ์ใหม่ในการซื้อของให้กับลูกค้าและความเชื่อมั่นในด้านสินค้าที่มีคุณภาพสูง ลูกค้าให้การยอมรับกับแบรนด์ตลอดมา” คุณบัณฑิตกล่าว

คุณบัณฑิต กล่าวต่อถึงจุดเด่นและจุดแข็งของ Mc Group ว่า ด้วยจุดแข็งในเรื่องของ Platform ในการค้าปลีกและการบริหารจัดการ Shopping Experience ในร้านค้า อีกทั้งการรวม Value Chain ทั้ง Retail Platform และโรงงานผู้ผลิตสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จึงทำให้สินค้ามีราคาและมีคุณภาพที่สามารถแข่งขันในตลาดได้และไม่เป็นรองใคร

นอกจากนี้ ด้วยตลอดระยะเวลา 42 ปีที่ผ่านมา บริษัทและแบรนด์มีการเติบโตมายาวนาน มีสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาด อีกทั้งสามารถเจาะกลุ่มลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ได้เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทมีความภาคภูมิใจที่สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและตั้งเป้าหมายที่จะให้ทุกแบรนด์ของบริษัทเป็น National Brand ที่สร้างความภาคภูมิใจและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

คุณบัณฑิต กล่าวปิดท้ายถึงสิ่งที่อยากจะฝากถึงลูกค้าว่า ตนอยากให้ลูกค้ามีความมั่นใจในสิ่งที่ Mc Group พยายามมุ่งมั่นและสร้างสรรค์ให้ทุกฝ่าย Win Win ไปด้วยกัน ทั้งบริษัท พาร์ทเนอร์ และสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับจากผลิตภัณฑ์คุณภาพ เพื่อให้ลูกค้าได้รับสินค้าที่ดีและทำให้ความเป็นอยู่ของคนไทยดีขึ้น รวมทั้ง ทำให้ประเทศไทยมีแบรนด์ที่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้อย่างแข็งแกร่ง