Chula Unisearch เดินหน้างานวิชาการและวิจัยเชิงรุก

Chula Unisearch เดินหน้างานวิชาการและวิจัยเชิงรุก

Chula Unisearch ประกาศความพร้อมลุยพัฒนางานวิชาการและงานวิจัยเต็มร้อย ด้วยผลงานคุณภาพสอดคล้องนโยบายภาครัฐ Thailand 4.0 พร้อมจับมือพันธมิตรเพิ่มศักยภาพการทำงานผ่านโครงการต่างๆ มากมาย บวกเร่งผลักดันเป็นศูนย์กลางการพัฒนาวิชาการและงานวิจัยแบบครบวงจร (One Stop Service) ในอีก 2 ปีข้างหน้า

รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีวงศ์ ศรีบุรี กรรมการผู้อำนวยการ

รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีวงศ์ ศรีบุรี กรรมการผู้อำนวยการ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ Chula Unisearch, Chulalongkorn University เปิดเผยว่า ในฐานะที่ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหน่วยงานวิสาหกิจและเป็นผู้แทนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการดำเนินการร่วมกับองค์กรภายนอก ซึ่งจะมุ่งเน้นในการสร้างและขยายความร่วมมือทางวิชาการในเชิงรุกร่วมกับคณะหรือสถาบันต่างๆ เพื่อให้การดำเนินงานและการให้บริการทางวิชาการมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ยังสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่ผลักดันให้ประเทศเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 (Thailand 4.0) ซึ่งทางศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้มีการรองรับด้วยการพัฒนาและรวบรวมข้อมูลของบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ผ่านระบบคอมพิวเตอร์เพื่อรวบรวมเป็นฐานข้อมูลในการติดต่อประสานงาน อีกทั้ง ยังเป็นศูนย์กลางพัฒนางานบริการวิชาการและงานวิจัยที่พร้อมรองรับงานจากทุกภาคส่วนได้อย่างเต็มความสามารถ

ในปัจจุบัน ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เริ่มดำเนินการตามโครงการดังกล่าวแล้ว แต่ในเบื้องต้นจะเริ่มรวบรวมข้อมูลเฉพาะบุคลากรภายในมหาวิทยาลัยเป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นข้อมูลที่สามารถรวบรวมได้สะดวก ส่วนการประสานงานกับหน่วยงานภายนอกในการขอข้อมูลรายละเอียดยังประสบปัญหาในเรื่องของค่าธรรมเนียมและการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ทั้งระดับมหาวิทยาลัยและระดับกระทรวง

“ปัจจุบัน สภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม และการดำรงชีวิตของคนในประเทศ เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ผลงานทางวิชาการและงานวิจัยที่เป็นประโยชน์และตอบโจทย์ต่อสังคมและประเทศจึงมีความจำเป็นเป็นอย่างมากในการนำมาประยุกต์ใช้ แต่ในภาคเอกชนเริ่มหันไปใช้บริการหน่วยงานวิจัยจากต่างประเทศมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เรามองว่างานบริการทางวิชาการและงานวิจัยต่างๆ ที่คนไทยเป็นผู้ศึกษาและพัฒนาสามารถรองรับได้อย่างมีประสิทธิภาพไปไม่น้อยกว่ากัน เราจึงได้ตั้งเป้าหมายในการขยายงานบริการวิชาการและงานวิจัยให้เข้าถึงภาคอุตสาหกรรมอย่างทั่วถึง และเพื่อให้ระบบการดำเนินงานมีความคล่องตัวและรองรับการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาวิชาการและงานวิจัยแบบครบวงจร (One Stop Service) ภายในอีก 2 ปี ข้างหน้า” รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีวงศ์กล่าว

รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีวงศ์ กล่าวต่อว่า ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้มีการดำเนินโครงการ RUN (Research University Network) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนและพัฒนางานวิชาการและงานวิจัยกับ 7 มหาวิทยาลัย ซึ่งประกอบไปด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทั้งนี้ ในปัจจุบันได้มีมหาวิทยาลัยนเรศวรเข้าร่วมโครงการดังกล่าวด้วย

สำหรับโครงการ RUN (Research University Network) เป็นโครงการที่เกิดขึ้นเพื่อสร้างความร่วมมือทางวิชาการและงานวิจัยของบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถของแต่ละมหาวิทยาลัยในการมุ่งมั่นร่วมพัฒนาโครงงานต่างๆ ที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาได้มีผลงานมากมาย อาทิ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ศึกษาและวิจัย ภายใต้โครงการม่อนแจ่มโมเดล เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละอองในจังหวัดเชียงใหม่ และได้นำผลงานดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในกรุงเทพมหานคร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีวงศ์ กล่าวปิดท้ายในโอกาสที่ดำเนินงานเข้าสู่ปีที่ 33 ว่า ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหน่วยงานที่ให้บริการด้านงานวิชาการและงานวิจัยที่ได้รับการจัดตั้งเมื่อปี 2529 ซึ่งในปัจจุบันมีสัดส่วนการให้บริการกับหน่วยงานภาครัฐประมาณ 80-90% และอีก 10-20% จะเป็นการให้บริการกับภาคเอกชน ทั้งนี้ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังคงมีความมุ่งมั่นในการพัฒนางานวิชาการและงานวิจัยอยู่เสมอ เพื่อรองรับการให้บริการอย่างเต็มที่และก่อให้เกิดการพัฒนาของประเทศ สังคม เศรษฐกิจ และการดำรงชีวิตอย่างต่อเนื่อง