เปิดแผนการลงทุน TPCH

เปิดแผนการลงทุน TPCH

TPCH ประกาศแผนธุรกิจ เดินหน้าโปรเจคโครงการพืชพลังงานรากแก้ว หนุนลดต้นทุนเชื้อเพลิงการผลิต นำร่องด้วยโรงไฟฟ้าชีวมวลมหาชัย กรีน เพาเวอร์ (MGP) ตามติดโรงไฟฟ้าชีวมวลแม่วงศ์ เอ็นเนอยี่ (MWE) ด้านโปรเจคโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ เผยหากได้ PPA พร้อมลุยเต็มร้อย ตั้งเป้าเติบโตเพิ่มจากปีที่ผ่านมา 25% หรือมีรายได้รวมประมาณ 1,300 ลบ.

คุณกนกทิพย์ จันทร์พลังศรี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)

คุณกนกทิพย์ จันทร์พลังศรี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TPCH เปิดเผยถึงแผนการลงทุนในปี 2561 ว่า ในปีนี้ บริษัทจะเน้นการลดต้นทุนของเชื้อเพลิงเป็นหลัก เนื่องจากในปัจจุบันราคาเชื้อเพลิงได้มีการปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมีการแข่งขันสูง ดังนั้นบริษัทจึงมีโครงการนำพืชพลังงานรากแก้วมาใช้เป็นเชื้อเพลิง โดยมีแผนจะนำมาใช้ในโรงไฟฟ้าชีวมวลมหาชัย กรีน เพาเวอร์ ( MGP) เป็นแห่งแรก จำนวน 900 ตัน

สำหรับผลดีของการใช้พืชพลังงานรากแก้ว จะสามารถช่วยลดต้นทุนได้เป็นอย่างดี เนื่องจาก มีต้นทุนในการดำเนินการต่ำ เฉลี่ยราคาประมาณ 850 บาทต่อตัน ในขณะที่ราคาเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ เช่น ไม้จะอยู่ที่ 1,250 บาทต่อตัน เป็นต้น ประกอบกับพืชพลังงานรากแก้วตัดได้เฉลี่ย 4 ครั้งต่อปี รวมถึงไม่ต้องมีการดูแลมากนัก ทั้งการรดน้ำและใส่ปุ๋ย

“เราจะนำร่องโครงการลดต้นทุนด้วยพืชพลังงานรากแก้วแห่งแรกที่โรงไฟฟ้าชีวมวลมหาชัย กรีน เพาเวอร์ (MGP) ซึ่งแต่เดิมโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งนี้ใช้มะพร้าวเป็นเชื้อเพลิง  100% แต่เนื่องจากประสบปัญหาในเรื่องความชื้น ขณะนี้ จึงมีการซื้อเครื่องหีบ เพื่อมาทดลองหีบ และหลังจากนั้นจึงนำไปอบแห้งเพื่อให้ได้ความชื้น 40% โดยจะช่วยลดต้นทุนได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม หากมีการนำพืชพลังงานรากแก้วมาใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ด้วย จะทำให้สามารถลดต้นทุนได้เป็นอย่างมาก ต่อจากนั้น เรามีแผนที่จะนำพืชพลังงานรากแก้วไปใช้ในโรงไฟฟ้าชีวมวลแม่วงศ์ เอ็นเนอยี่ (MWE) รวมถึง มีแผนจะนำไปใช้ในโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ภาคใต้ให้ครบทุกโรงตามลำดับ” คุณกนกทิพย์กล่าว

คุณกนกทิพย์ กล่าวต่อว่า โครงการพืชพลังงานรากแก้ว นอกจากจะช่วยลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจได้เป็นอย่างดีตามนโยบายการผลักดันพืชพลังงานของภาครัฐแล้ว ยังสอดคล้องกับโครงการประชารัฐในการเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชนอีกด้วย สำหรับโครงการนี้บริษัทได้มีร่วมทุนกับนักลงทุน และได้มีการทดลองปลูกบนพืชพลังงานรากแก้วบนที่ 600 ไร่ ในอำเภอแม่วงศ์ จังหวัดนครสวรรค์ มูลค่าการดำเนินการ 15 ล้านบาท

นอกเหนือจากโครงการลดต้นทุนของโรงไฟฟ้าชีวมวลแล้ว ในปีนี้บริษัทจะโฟกัสไปยังโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ ทั้งนี้ หากบริษัทได้เซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement หรือ PPA) บริษัทจะลุยเรื่องขยะเต็มที่ นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสนใจในนโยบายของภาครัฐที่ออกมาใหม่ อย่างเช่น โครงการ SMART GRID (สมาร์ทกริด) และโครงการไมโครกริด (Microgrid) อีกด้วย

คุณกนกทิพย์ กล่าวต่อว่า ในปี 2560 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 1,092 ล้านบาท มีกำไร 326 ล้านบาท ส่วนรายได้ของปีนี้ เนื่องจากในไตรมาสแรก บริษัทมีรายได้ 342 ล้านบาท กำไร 120 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากโรงไฟฟ้าชีวมวลมหาชัย กรีน เพาเวอร์ (MGP) และโรงไฟฟ้าชีวมวลทุ่งสัง กรีน (TSG) ดังนั้นตลอดทั้งปีจึงคาดการณ์ว่ารายได้จะเพิ่มจากปีที่ผ่านมา 25% หรือตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 1,300 ล้านบาท และคาดว่าจะมีกำไรไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาท รวมทั้งคาดการณ์ว่าตัวเลขกำลังการผลิตจะเพิ่มอีก 25% โดยจะเพิ่มจาก 312 ล้านหน่วยในปีที่ผ่านมาเป็น 400 ล้านหน่วย