SMPC ประกาศแผนธุรกิจปี 61

SMPC ประกาศแผนธุรกิจปี 61

SMPC” เตรียมปรับปรุงโรงงานและติดตั้งเครื่องจักรอัพกำลังการผลิตพุ่ง 10 ล้านลูกต่อปี บวกขยายการลงทุนในต่างประเทศ หนุนเสริมแกร่งธุรกิจอย่างยั่งยืน ชูจุดเด่นผู้ผลิตถังแก๊สที่มีคุณภาพสูงภายใต้ราคาที่มีความยุติธรรม ด้านรายได้ปีนี้ตั้งเป้า 5.5 พัน ลบ.

คุณสุรศักดิ์ เอิบสิริสุข กรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท สหมิตรถังแก๊ส จำกัด (มหาชน)

คุณสุรศักดิ์ เอิบสิริสุข กรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท สหมิตรถังแก๊ส จำกัด (มหาชน) หรือ SMPC ดำเนินธุรกิจธุรกิจผลิตถังแก๊สปิโตรเลียมเหลวสำหรับบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ภายใต้เครื่องหมายการค้า “SMPC” เปิดเผยว่า ในปี 2561 บริษัทมีแผนที่จะปรับปรุงโรงงานและติดตั้งเครื่องจักรใหม่เพื่อขยายกำลังการผลิต และขยายการลงทุนในต่างประเทศ รองรับความต้องการของลูกค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทสามารถสร้างความความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

สำหรับแผนปรับปรุงโรงงานและติดตั้งเครื่องจักรใหม่เพื่อขยายกำลังการผลิต บริษัทจะใช้งบประมาณไม่เกิน 40 ล้านบาท รวมค่าเครื่องจักรที่นำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา เช่น เครื่องเชื่อมเหล็ก เป็นต้น ส่วนเครื่องจักรอื่นๆ เช่น เครื่องตัด เครื่องปั๊ม และเครื่องขึ้นรูป จะเป็นการสั่งซื้อจากผู้ผลิตภายในประเทศ

ประกอบกับบริษัทมีความรู้ในด้านการพัฒนาเครื่องจักรเพื่อใช้ในการผลิตถังแก๊สเป็นอย่างดีจึงได้ทำการพัฒนาเครื่องจักรเพื่อใช้ในการขยายกำลังการผลิตในครั้งนี้ขึ้นเอง ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถลดต้นทุนในการสั่งซื้อและนำเข้าจากต่างประเทศได้อีกด้วย คาดว่าจะสามารถดำเนินการปรับปรุงและติดตั้งเครื่องจักรให้แล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน และเริ่มทดลองเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในเดือนกรกฏาคม 2561 ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตถังแก๊สเพิ่มเป็น 10 ล้านลูกต่อปี

ส่วนแผนการขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศ บริษัทตั้งงบประมาณ 400 ล้านบาท (ค่าที่ดิน ค่าก่อสร้าง และค่าดำเนินการติดตั้งเครื่องจักร) เพื่อใช้ในการก่อสร้างโรงงานผลิตถังแก๊สขนาดกำลังการผลิต 3 ล้านลูกต่อปี เบื้องต้นคาดว่าจะเป็นประเทศในโซนเอเชียใต้ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาเลือกพื้นที่ในการก่อสร้างโรงงาน ทั้งนี้ หากที่ตั้งของโรงงานผ่านหลักเกณฑ์ของกฏหมายที่ดินในประเทศดังกล่าว คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ในปลายปีนี้

“ปัจจุบันรัฐบาลในประเทศต่างๆ ได้ผลักดันและส่งเสริมให้ประชากรในประเทศของตนหันมาให้แก๊สเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นดีมานด์ในการใช้ถังแก๊สจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เรามีออเดอร์จากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น แต่กำลังการผลิตไม่เพียง ดังนั้นเราจึงต้องเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับออเดอร์ดังกล่าว ซึ่งถือเป็นโอกาสที่จะทำให้เราสามารถสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน” คุณสุรศักดิ์กล่าว

คุณสุรศักดิ์ กล่าวต่อถึงจุดเด่นของบริษัทว่า บริษัทเป็นผู้ผลิตถังแก๊สที่มีคุณภาพสูงภายใต้ราคาที่มีความยุติธรรม และยังมีการส่งมอบงานให้กับลูกค้าที่ตรงต่อเวลา ซึ่งสินค้าทุกหน่วยจะผลิตด้วยเหล็กชั้นเยี่ยมที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ อีกทั้งยังตระหนักถึงการผลิตถังแก๊สให้มีความปลอดภัยและคำนึงถึงการใช้งานที่คงทนเพื่อตอบโจทย์กับการดำเนินชีวิตของผู้ใช้งานในทุกประเทศ

ด้านมาตรฐานสากล ปัจจุบัน บริษัทได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพ ISO 9001 และมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 นอกจากนี้ ยังรวมถึง มาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากประเทศต่างๆ ที่บริษัทส่งสินค้าไปจำหน่าย เช่น มาตรฐานประเทศสหรัฐอเมริกา (DOT 4 BA, DOT-4 BW), มาตรฐานประเทศออสเตรเลีย (AS2469, AS2470, AS/NZS 3509), มาตรฐานประเทศอังกฤษ (BS 5045), มาตรฐานประเทศเคนยา (KS ISO 4706) และมาตรฐานประเทศแอฟริกาใต้ (SABS ISO 4706) เป็นต้น

สำหรับผลประกอบการในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าไว้ที่ 5,500 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีรายได้ประมาณ 4,326 ล้านบาท คาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะเป็นไปได้อย่างแน่นอน เนื่องจากจะได้รับปัจจัยบวกจากการปรับปรุงโรงงานและขยายกำลังการผลิตเป็น 10 ล้านลูกต่อปี อีกทั้งในปีที่ผ่านมาบริษัทยังมีการขยายตลาดไปยังในโซนเอเชียใต้ ประกอบประเทศเพื่อบ้านยังมีแนวโน้มที่ต้องการใช้พลังงานแก๊สเพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าในต่างประเทศมากกว่า 90% เช่น ประเทศสหัฐอเมริกา, เอเชียใต้, ออสเตรเลีย และยุโรป เป็นต้น ส่วนที่เหลือไม่เกิน 10% จะเป็นยอดขายในประเทศ โดยสินค้าหลักจะเป็นถังแก๊สสำหรับบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) รองลงมาคือถังแก๊สปิโตรเลียมเหลวสำหรับใช้เป็นแหล่งพลังงานรถยนต์ ถังแก๊สปิโตรเลียมเหลวสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงหุงต้ม ถังสำหรับบรรจุสารทำความเย็น ถังเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง และถังคลอรีน/แอมโมเนีย โดยรายได้จะมาจากการจำหน่ายสินค้า 99% และ 1% จะเป็นรายได้จากงานซ่อมและงานบริการ