เวล เกรด ตุน Backlog 2.5 พันลบ.

เวล เกรด ตุน Backlog 2.5 พันลบ.

เวล เกรดโชว์ผลงานเยี่ยม ด้วย Backlog จาก 10 โปรเจค มูลค่า 2,500 ลบ. คาดรับรู้รายได้ในปีนี้ 1,500 ลบ. บวกเดินหน้ารับงานใหม่เติม Backlog ปีหน้า พร้อมทุ่ม 200 ลบ. สร้างโรงงานพรีแฟบแก้ปัญหาแรงงานและลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ

คุณเกรียงศักดิ์ บัวนุ่ม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวล เกรด เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด

คุณเกรียงศักดิ์ บัวนุ่ม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวล เกรด เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด กล่าวว่าในปีนี้ บริษัทดำเนินธุรกิจครบรอบ 9 ปี ซึ่งในระยะแรกจะเน้นรับงานก่อสร้างของภาคราชการเป็นหลัก แต่ในช่วงประมาณ 3-5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมมีอัตราการเติบโตสูง บริษัทจึงได้ขยายธุรกิจสู่การรับงานก่อสร้างคอนโดมิเนียม ซึ่งในปัจจุบันได้แบ่งพอร์ตการทำงานออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ งานราชการ 50% และเอกชน 50%

สำหรับในปี 2562 บริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการประมาณ 10 โครงการ อาทิ โครงการแอทโมซ ลาดพร้าว 15,โครงการดิ เอ็กเซล ไฮด์อะเวย์ รัชดา-ห้วยขวาง, โครงการดีคอนโด และโครงการก่อสร้างอาคารของภาคราชการ เป็นต้น จึงส่งผลให้มี Backlog หรือยอดขายที่รอรับรู้รายได้จากการโอนประมาณ 2,500 ล้านบาท และคาดว่าจะรับรู้รายได้ในปีนี้ 1,500 ล้านบาท หรือมีอัตราการเติบโตเพิ่ม 20% จากปี 2561 ที่มีรายได้ 1,200 ล้านบาท

“เราจะพยายามรักษาอัตราการเจริญเติบโตไว้ที่ 20% ต่อปี โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา มีรายได้อยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท ต่อมาในปี 2561 รายได้ขยับเพิ่มมาอยู่ที่ 1,200 ล้านบาท และในปีนี้ คาดว่าจะมีรายได้ 1,500 ล้านบาท ซึ่งจะมาจาก Backlog จำนวน 10 โครงการที่เรามีอยู่ในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 เป็นต้นไป เราจะเริ่มโฟกัสหางานใหม่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็น Backlog ของปี 2563 ขณะนี้ มีโอกาสที่จะได้รับงานใหม่ประมาณ 2-3 งาน ทั้งงานราชการและเอกชน (คอนโดมิเนียม) ทั้งนี้ หากว่าเป็นไปตามแผนและลูกค้าผ่านการอนุมัติ EIA เราจะสามารถเริ่มงานได้ในไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งจะทำให้รับรู้รายได้ในปีนี้เล็กน้อย และจะเต็มจำนวนในปีหน้า” คุณเกรียงศักดิ์กล่าว

คุณเกรียงศักดิ์ กล่าวต่อถึงกระแสฟองสบู่แตกในภาคอสังหาริมทรัพย์ว่า บริษัทในฐานะที่ดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและเป็นส่วนหนึ่งของภาคอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น ในการทำงาน บริษัทจะมีความระมัดระวัง ซึ่งจะรับงานเฉพาะผู้ประกอบการที่สามารถไว้ใจได้และเป็นมืออาชีพจริงๆ โดยที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ได้รับงานโครงการของบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัดเป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบการเหล่านี้ล้วนแต่มีความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจและการเงินเป็นอย่างดี ในขณะเดียวกัน บริษัทจะต้องมีผลงานคุณภาพเพื่อให้ผู้ประกอบการเหล่านี้เลือกใช้บริการของบริษัทด้วยเช่นกัน

โดยในปัจจุบัน บริษัทมีทีมทำงานทั้งหมด 10 ทีม ซึ่งเป็นทีมงานราชการจำนวน 4 ทีม ส่วนที่เหลือจะเป็นทีมงานภาคเอกชน ซึ่งจำนวนทีมงานดังกล่าวยังไม่เพียงพอต่อการสนองความต้องการของลูกค้า ดังนั้น ในปี 2563 บริษัทจึงมีแผนขยายทีมงานเพิ่มอีกประมาณ 2-3 ทีม เพื่อรองรับงานที่มีขนาดใหญ่และมีมูลค่าสูงได้อย่างมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น

คุณเกรียงศักดิ์ กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาแรงงานและการลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยจะใช้แรงงานต่างด้าวเป็นส่วนใหญ่ และไม่สามารถดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ เนื่องด้วยกฎระเบียบต่างๆ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบริษัท ณ ปัจจุบันได้ใช้แรงงานต่างด้าวที่ถูกต้องตามกฏหมายทั้งหมด โดยมีแรงงานทั้งระบบประมาณ 3,000 คน

ทั้งนี้ จากการที่บริษัทใช้แรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมายทั้งหมด จึงส่งผลให้มีต้นทุนในการดำเนินงานสูงขึ้น เช่น ต้นทุนการนำเข้าแรงงาน ต้นทุนการฝึกอบรมทักษะการทำงาน และค่าแรงการทำงาน เป็นต้น ดังนั้น บริษัทจึงมีแนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยมีแผนที่จะก่อสร้างโรงงานผลิตผนังคอนกรีตสำเร็จรูป หรือระบบพรีแฟบในปี 2563 ซึ่งตั้งอยู่ที่ลาดหลุมแก้วบนพื้นที่ 15 ไร่ มูลค่าการลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท (ค่าที่ดิน การก่อสร้าง และเครื่องจักร) ปัจจุบัน อยู่ระหว่างการถมที่ดิน ทั้งนี้ หากการก่อสร้างโรงงานแล้วเสร็จ บริษัทนับเป็นผู้ประการกอบในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอันดับต้นๆ ของประเทศที่มีโรงงานผลิตผนังคอนกรีตสำเร็จรูป หรือระบบพรีแฟบ

ส่วนจุดเด่นขององค์กรที่ส่งผลให้มีการเติบโตมาอย่างต่อเนื่องตลอดทุกปี คุณเกรียงศักดิ์กล่าวว่า เวล เกรดเป็นบริษัทของคนรุ่นใหม่ โดยพยายามมองทุกสิ่งบนพื้นฐานของความเป็นจริง มีการนำเสนอราคาต่อลูกค้าอย่างสมเหตุสมผล และให้บริการลูกค้าด้วยความประทับใจ ซึ่งนอกจากการก่อสร้างแล้วเสร็จ บริษัทยังรับผิดชอบไปจนถึงการส่งมอบงานให้แก่ผู้ที่อยู่อาศัย ตลอดจนมีทีมงานดูแลหลังบริการการขายอีกด้วย โดยมีระยะเวลาในการรับประกันเป็นเวลา 2 ปี นอกจากนี้ที่ผ่านมา บริษัทยังไม่เคยมีการผิดพลาดในเรื่องระยะเวลาการส่งมอบงาน ซึ่งส่งผลให้ลูกค้าส่วนใหญ่ที่ใช้บริการของบริษัทยังคงมอบหมายงานให้บริษัทดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน และพร้อมก้าวสู่ปีที่ 10 ในปี 2563 อย่างมั่นคง