บทบรรณาธิการ June 2018

ปัจจุบัน  มีผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการดำเนินกิจกรรมในภาคการผลิตล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงสภาพแวดล้อมที่อยู่ในบริเวณรอบข้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่จะมากหรือน้อยเพียงใดจะขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ และขนาดของโรงงานเป็นสำคัญ

สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมได้แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ประกอบด้วย โรงงานจำพวกที่ 1 ซึ่งสามารถประกอบกิจการโรงงานได้ทันที โดยมีเครื่องจักรไม่เกิน 20 แรงม้า และคนงานไม่เกิน 20 คน, โรงงานจำพวกที่ 2 ซึ่งหากจะมีการประกอบกิจการ จะต้องแจ้งให้ผู้อนุญาตทราบก่อน โดยมีเครื่องจักรไม่เกิน 50 แรงม้าและคนงานไม่เกิน 50 คน และโรงงานจำพวกที่ 3 โดยจะต้องได้รับใบอนุญาตก่อนจึงจะดำเนินการได้ มีครื่องจักรเกิน 50 แรงม้า หรือคนงานเกิน 50 คน

นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หากโรงงานอุตสาหกรรมรายใดไม่มีการบริหารจัดการในด้านต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น ด้านสิ่งแวดล้อม การบำบัดน้ำเสีย การกำจัดขยะทั่วไปหรือกากอุตสาหกรรม เป็นต้น มักจะถูกร้องเรียนจากชุมชนที่ตั้งอยู่ในละแวกใกล้เคียงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจส่งผลให้ปัญหาลุกลามจนกระทั่งต้องมีการปิดโรงงานชั่วคราว หรือปิดแบบถาวร

สำหรับแนวทางการจัดการด้านต่างๆ ภายในโรงงาน เช่น ด้านสิ่งแวดล้อม การบำบัดน้ำเสีย หรือการจัดการขยะทั่วไป ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการภายในโรงงานได้เองยกตัวอย่างเช่น การกําจัดขยะ สิ่งปฏิกูล และวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ด้วยการรักษาโรงงานให้สะอาด และมีพื้นที่รองรับการกําจัดขยะและสิ่งปฏิกูลหรือการติดตั้งเครื่องบำบัดน้ำเสียเป็นต้น

ส่วนการกำจัดกากอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะเพิ่มปริมาณจาก 22 ล้านตันในปี 2560 เป็น 24 ล้านตันในปีนี้ ผู้ประกอบการจะต้องขออนุญาตดำเนินการจากหน่วยงานที่ควบคุมและกำกับดูแลไม่ว่าจะเป็น กรมโรงงานอุตสาหกรรม, สํานักงานอุตสาหกรรมจังหวัดและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้งของโรงงานเป็นหลัก

ที่ผ่านมา ประเทศไทยยังคงประสบปัญหาในเรื่องการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมมาโดยตลอด ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดการกากอุตสาหกรรมเกิดการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการปรับปรุงข้อกฎหมายภายใต้ พ.ร.บ. โรงงาน เกี่ยวกับการขออนุญาตและการอนุญาตนำสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วออกบริเวณโรงงาน (สก.2)  เพิ่มอีก 3 ฉบับเนื่องจากเล็งเห็นถึงความสำคัญในการจัดการกากอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางอย่างครบวงจร ได้แก่ผู้ก่อกำเนิดของเสีย (Waste Generator: WG) ผู้ขนส่งของเสีย (Waste Transporter: WT) และผู้บำบัด กำจัด และรีไซเคิลของเสีย (Waste Processor: WP)โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมเป็นต้นไป

สำหรับการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบดังกล่าว จะช่วยให้เกิดประโยชน์ ต่างๆ ในแต่ละมิติ ได้แก่ ด้านผู้ก่อกำเนิดของเสีย (Waste Generator: WG) คือ โรงงานอุตสาหกรรมทั่วไปจะสามารถย่นระยะเวลาการขออนุญาตและลดภาระพื้นที่การจัดเก็บกากอุตสาหกรรม อีกทั้งยังเพิ่มโอกาสและทางเลือกในวิธีและกระบวนการกำจัดกากอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพได้มากขึ้น

ส่วนผู้รับบำบัด/กำจัดของเสีย (Waste Processor: WP) หรือโรงงานผู้รับบำบัดและกำจัดกากขยะอุตสาหกรรม จะก่อให้เกิดการแข่งขันในเรื่องของกระบวนการกำจัด รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมการกำจัดในรูปแบบใหม่เพื่อให้ได้มาตรฐานที่ดีขึ้นในอนาคต และถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการประกอบการกำจัดกากขยะอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขเรื่องปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน จะต้องเริ่มต้นที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเป็นอันดับแรก โดยจะต้องมีจิตสำนึกที่ดีในการประกอบธุรกิจ รวมถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนรอบข้าง ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยังไม่ใส่ใจและตระหนักถึงถึงผลเสีย ที่เกิดจากการลักลอบนำกากอุตสาหกรรมมาทิ้งในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม ปัญหามลพิษในประเทศไทยคงไม่สามารถแก้ไขได้สำเร็จและจะยังคงขยายตัวในวงกว้างต่อไป ถึงแม้ว่าภาครัฐจะเข้ามาดูแลและกำกับอย่างใกล้ชิดก็ตาม

ปิดท้ายฉบับนี้กับวิสัยทัศน์ “คุณสนั่น อังอุบลกุล” ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SITHAI โดยวางเป้าผลประกอบการโต 10%  มูลค่ากว่าหมื่นลบ. บวกทุ่มงบติดตั้งเครื่องจักรและแม่พิมพ์รองรับความต้องการของตลาด พร้อมพัฒนาด้านวิศวกรรม ผุดสินค้านวัตกรรมเจาะกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ ตอกย้ำความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยกิจกรรมที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคมมากมาย

Rate this item
(0 votes)
Last modified on Thursday, 17 October 2019 12:46