บทบรรณาธิการ February 2019

การลงทุนของทั้งภาครัฐและเอกชน  นับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะนอกจากจะสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในแต่ละปีแล้ว ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอีกด้วย

สำหรับในปี 2561 ที่ผ่านมา ภาครัฐได้มีการอนุมัติเมกะโปรเจคหลากหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) อย่างเช่น โครงการเมืองการบินภาคตะวันออก สนามบินอู่ตะเภา, โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยาน, สนามบินอู่ตะเภาโครงการท่าเรือและ แหลมฉบังระยะที่ 3โครงการท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 เป็นต้น รวมถึง โครงการอื่นๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการบริการหรืออำนวยความสะดวกในด้านการสัญจรให้แก่คนไทยทั้งประเทศ

ส่วนการลงทุนของภาคเอกชนในปีที่ผ่านมา พบว่ามีการขยายตัวเพิ่มจากปี 2560 โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้รายงานสถานการณ์การลงทุนในปี 2561 ซึ่งมีนักลงทุนยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจำนวน 1,626 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 901,770 ล้านบาท สูงกว่าปี 2560 ทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุน โดยจำนวนโครงการเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 และมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 43

โดยยอดคำขอรับส่งเสริมการลงทุนในปี 2561 มีมูลค่าสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่มูลค่า 720,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 สำหรับภาพรวมของโครงการที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนในปี 2561 พบว่าอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเป็นส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยล 84 หรือมูลค่าเงินลงทุนกว่า 758,000 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็น

  1. การลงทุนใน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-curve) ซึ่งประกอบด้วย หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล อากาศยาน การแพทย์ และปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มูลค่ากว่า 539,460 ล้านบาท หรือ คิดเป็นร้อยละ 60
  2. การลงทุนใน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายเดิม (First S-curve) ซึ่งประกอบด้วย ยานยนต์และชิ้นส่วน ท่องเที่ยว เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และแปรรูปอาหาร มูลค่ากว่า 218,950 หรือ คิดเป็นร้อยละ 24
  3. การลงทุนอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น ขนส่งทางอากาศ วิจัยและพัฒนา ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน มูลค่ากว่า 143,360 ล้านบาท หรือ คิดเป็นร้อยละ 16

ด้านโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) มีทั้งสิ้น 422 โครงการ มูลค่า 683,910 ล้านบาท ซึ่งเป็นคำขอลงทุนในพื้นที่จังหวัดชลบุรีมากที่สุดจำนวน 193 โครงการ จังหวัดระยอง 156 โครงการ จังหวัดฉะเชิงเทราจำนวน 73 โครงการ

สำหรับการลงทุนของทั้งภาครัฐในปี 2562 คาดว่าจะมีศักยภาพและจะขยายตัวสูงกว่าปี 2561 โดยได้รับแรงหนุนจากเมกะโปรเจคทั้งที่อยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างแล้ว และที่มีแผนจะทยอยเริ่มก่อสร้างตลอดทั้งปี ส่วนการลงทุนของภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นสูงขึ้นด้วยเช่นกัน โดยในปี 2562 บีโอไอตั้งเป้าหมายการลงทุนไว้ที่ 750,000 ล้านบาท พร้อมทั้งจะเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายต่อไป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยมีความสามารถ

ปิดท้ายฉบับนี้ กับวิสัยทัศน์ คุณอนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย” โดยเผยผลการดำเนินงานกว่า 3 ทศวรรษ  มุ่งเป็นแกนกลางประสานงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร พร้อมชู 2 โปรเจคใหญ่ “ACID 2019” และ “AHC 2020” หนุนสร้างประโยชน์ต่อเกษตรกรไทยและภาพลักษณ์ที่ดีต่อนานาประเทศ

Rate this item
(0 votes)