01Top_HachiEng

บทบรรณาธิการ August 2018

ปัจจุบัน  เบเกอรีนับเป็นธุรกิจหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก เนื่องจาก ใช้งบประมาณในการลงทุนไม่สูงมากนัก อีกทั้ง ยังสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ทุกกลุ่มเป้าหมายแล้ว ยังเป็นการต่อยอดธุรกิจให้มีมูลค่าสูงมากยิ่งขึ้นอีกด้วย โดยสามารถนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานต่างๆ เช่น งานอีเว้นท์ งานเลี้ยงสังสรรค์ และสัมมนา เป็นต้น

ที่ผ่านมา ตลาดเบเกอรีมีอัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี และจะมีผู้ประกอบการรายใหม่ๆ หลายรายกระโดดเข้ามาชิงส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการแข่งขันค่อนข้างดุเดือดทั้งในด้านคุณภาพและราคา โดยผู้ประกอบการจะมีการนำเสนอเมนูใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดึงดูดใจผู้บริโภค

ด้านปัจจัยที่ทำให้เบเกอรีได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง จะผันแปรตามรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้บริโภค ซึ่งในปัจจุบันจะมีแต่ความเร่งรีบและแตกต่างจากอดีต โดยเฉพาะชีวิตคนในสังคมเมือง ส่งผลให้วัฒนธรรมการรับประทานอาหารปลี่ยนไป ประกอบกับการละเลยการรับประทานอาหารในมื้อสำคัญ และหันมานิยมรับประทานเบเกอรี โดยเฉพาะขนมปังชนิดต่างๆ แทนข้าวมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2561 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข  เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย โดยระบุว่าปรากฏหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่า กรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty Acids) จากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially Hydrogenated Oils) ส่งผลเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 6 (8) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ 1.ให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน และอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ข้อ 2. ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ทั้งนี้ การออกประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ส่งผลให้ผู้ประกอบการในธุรกิจเบเกอรีและธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งรายเล็กและรายใหญ่ อาทิ ขนมขบเคี้ยว หรืออาหารฟาสต์ฟู้ด เป็นต้น ได้ทยอยออกมาชี้แจงในเรื่องดังกล่าวกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในภาพรวมทุกองค์กรระบุว่า ได้มีการศึกษารายละเอียดและตระหนักถึงผลเสียของการนำไขมันทรานส์มาใช้ในผลิตอาหารเป็นอย่างมาก

พร้อมทั้ง ได้มีการปรับตัว โดยการปรับสูตรอาหารที่ไม่มีไขมันทรานส์มาก่อนหน้านี้หลายปีแล้ว  เนื่องจากหลายๆ ประเทศได้มีการตื่นตัวในเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ และได้มีการห้ามใช้ไขมันทรานส์ เช่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป เป็นต้น รวมทั้งได้ให้ความมั่นใจผู้บริโภคว่าผลิตภัณฑ์ไม่มีส่วนประกอบของน้ำมัน ที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของไขมันทรานส์อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการบางรายยังได้แสดงความคิดเห็นว่า นับเป็นสิ่งที่ดีที่กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศยกเลิกการใช้ไขมันทรานส์ ซึ่งอาจจะทำให้ขนมหรืออาหารหลายๆ ประเภท หายไปจากตลาด แต่เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะว่าจะส่งผลดีต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค รวมทั้งไม่ต้องสูญเสียงบประมาณในการรักษาอาการป่วยที่เป็นผลต่อเนื่องจากไขมันทรานส์อีกด้วย อีกทั้ง ยังอยากให้ผู้ประกอบการทุกรายเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องดังกล่าว และหันมาให้ใส่ใจกับสุภาพของผู้บริโภคมากกว่าการลดต้นทุนหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค

สำหรับแหล่งกำเนิดของไขมันทรานส์ จะมาจากน้ำมันปกติแต่เติมไฮโดรเจนบางส่วน เพื่อให้เกิดการคงตัวของน้ำมันมากขึ้น ทำให้เก็บรักษาได้นานขึ้น เนื้อสัมผัสที่กรอบมาก ทำให้ผู้ผลิตเลือกใช้วัตถุดิบที่มีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบ เพื่อยืดอายุการเก็บ ทำให้ค่าใช้จ่ายจะลดลง ประกอบกับวัตถุดิบที่มีไขมันทรานส์มีราคาถูก หาซื้อได้ง่าย

ปิดท้ายฉบับนี้กับวิสัยทัศน์ “คุณสาธิต วรธนารัตน์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินทีเกรท ซีเคียวริตี้ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด โดยตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้แตะ 100 ลบ. เติบโตเพิ่ม 35% หนุนสร้างความมั่นคงให้กับองค์กรและพนักงาน มั่นใจตัวเลขไม่พลาดเป้า ด้วยแผนการขยายธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ ชูจุดเด่นทีมบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ บวกการติดตั้งตามมาตรฐานสากลตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างลงตัว พร้อมมุ่งมั่นเข้าสู่ระบบ ISO 9001  เสริมแกร่งบุก ECC และตลาดต่างประเทศ คาดได้รับการรับรองตุลาคมนี้

Rate this item
(0 votes)
Last modified on Thursday, 17 October 2019 12:46

Page Visitor

028033256
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
39624
48658
88282
1020069
1699103
28033256
Your IP: 3.215.177.171
2021-09-20 17:28