บทบรรณาธิการ July 2019

ผ่านมาแล้วครึ่งปี  แต่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับปัจจัยลบทั้งภายในและนอกประเทศในหลายๆ ด้าน ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมการเติบโตไม่เป็นไปตามที่หน่วยงานเศรษฐกิจประเมินไว้ก่อนหน้านี้  เช่น การได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจการค้าโลกที่ชะลอตัว หรือความไม่แน่นอนของสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาที่ยังคงทวีความตึงเครียด เนื่องจากยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ เป็นต้น

สำหรับปัจจัยลบภายในประเทศ หนี้ครัวเรือนนับเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องจับตามองและเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะยังคงมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากระดับหนี้ครัวเรือนสูงกว่าร้อยละ 80 อาจจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพราะระดับรายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้น อาจก่อให้เกิดวิกฤตทางการเงินได้

ในทางกลับกัน หากหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับที่เหมาะสมและสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจการเงิน (เช่น การเพิ่มขึ้นของรายได้ประชากร) ย่อมจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ผ่านเงินกู้ยืมที่ครัวเรือนนำไปใช้ในการอุปโภคบริโภคหรือประกอบธุรกิจต่างๆ  โดยเห็นได้จากช่วง 10 ปีที่ผ่านมาที่การส่งออกชะลอตัว แต่เศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตได้ดีด้วยการบริโภคของภาคครัวเรือน

สำหรับหนี้สินครัวเรือนในไตรมาส 4 ปี 2561 อยู่ที่ 12.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0 และคิดเป็นสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เท่ากับร้อยละ 78.6 หรือเพิ่มขึ้นเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับต่างประเทศ พบว่าประเทศไทยมีสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ในอันดับที่ 10 จาก 89 ประเทศทั่วโลก และเป็นอันดับที่ 3 จาก 29 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย

ส่วนหนี้ครัวเรือนไทยช่วงไตรมาสแรกปี 2562 ซึ่งพิจารณาจากยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ขยายตัวถึงร้อยละ 10.1 โดยพุ่งสูงสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ไตรมาสสองปี 2557 เป็นต้นมา โดยสาเหตุหลักมาจากหนี้บัตรเครดิต, สินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อรถยนต์ เป็นต้น

จากแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องของหนี้ครัวเรือน สะท้อนให้เห็นว่ารายได้ของคนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่สมดุลกับรายจ่าย และมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ จึงก่อให้เกิดการสร้างหนี้ หรืออาจกล่าวได้ว่า ขณะนี้ เศรษฐกิจไทยเติบโตด้วยการยืมเงินในอนาคตมาใช้จ่าย

ทั้งนี้ หนี้ครัวเรือนตามนิยามของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หมายถึง เงินให้กู้ยืมที่สถาบันการเงินให้แก่บุคคลธรรมดาที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ ซึ่งบุคคลธรรมดาอาจนำเงินที่กู้ยืมไปใช้เพื่อการจับจ่ายใช้สอยต่างๆ หรือเพื่อประกอบธุรกิจ และไม่รวมหนี้นอกระบบ

สำหรับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน สามารถดำเนินการได้หลายแนวทาง อาทิ ความมีระเบียบวินัยในการใช้จ่าย หรือการเข้าใจพฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเองอย่างชัดเจน, ตั้งเป้าหมายลดค่าใช้จ่าย โดยแบ่งเป้าหมายเป็นแบบขั้นบันไดจากง่ายไปหายาก, การออมเงินให้เป็นกิจวัตร และการออมก่อนกู้เพื่อลดภาระหนี้ที่ต้องจ่ายในอนาคต รวมถึง การควบคุมไม่ให้สัดส่วนภาระหนี้จ่ายต่อเดือนเทียบกับรายได้ต่อเดือนสูงกว่าร้อยละ 40 เป็นต้น

ปิดท้ายฉบับนี้ กับวิสัยทัศน์คุณกฎชยุตม์ บริบูรณ์จตุพร รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  (กฟผ.) โดยสานต่อนโยบายกระทรวงพลังงาน เร่งดำเนินการมาตรการบังคับใช้เกณฑ์มาตรฐานอนุรักษ์พลังงานสำหรับผู้ผลิตและจำหน่ายพลังงาน หรือ EERS ชูโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 Ranking เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน ตั้งเป้าปี 62 สามารถประหยัดไฟฟ้ากว่า 20 ล้านหน่วย และพุ่งเป็น 206 ล้านหน่วยในระยะเวลา 5 ปี

Rate this item
(0 votes)