บทบรรณาธิการ September 2019

เป็นไปตามคาด  สำหรับอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ไตรมาส 2 ของปีนี้ ที่หลายฝ่ายประมาณการว่าจะต่ำกว่า 2.8% ในไตรมาสแรก โดยล่าสุด สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้ออกมายืนยันแล้วว่าเติบโตเพียง 2.3% และเป็นตัวเลขต่ำสุดในรอบ 19 ไตรมาส นับจากไตรมาส 4 ปี 2557 ที่เติบโต 2.4% พร้อมทั้งคาดว่าจะเป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำสุดของปีนี้ ซึ่งส่งผลให้จีดีพีครึ่งปีแรก 2562 เติบโต 2.6%

สำหรับเหตุผลหลักเนื่องจาก มูลค่าและปริมาณการส่งออกสินค้าลดลง โดยอยู่ที่ 60,553 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.2% ต่อเนื่องจากการลดลง 4% ในไตรมาสก่อนหน้า และปริมาณการส่งออกที่ลดลงต่อเนื่อง 4.4% ตามการส่งออกและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัว ผลกระทบจากมาตรการสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐอเมริกาที่ยังคงทวีความตึงเครียดมากขึ้น รวมทั้งฐานการส่งออกสินค้าเกษตรบางรายการที่อยู่ในเกณฑ์สูงและข้อจำกัดด้านปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรบางรายการ เป็นต้น

ทั้งนี้ จากตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ที่ปรับลดลงดังกล่าว ดังนั้น สภาพัฒน์จึงได้มีการปรับประมาณการตัวเลขจีดีพีทั้งปี โดยคาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง 2.7-3.2% (ค่ากลาง 3%) ลดลงจากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 3.3-3.8% (ค่ากลาง 3.6%) จากฐานการขยายตัวที่อยู่ในระดับต่ำ แนวโน้มการส่งออกที่ค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นอย่างช้าๆ และอุปสงค์ในประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ดีต่อเนื่องช่วงครึ่งหลังของปีทั้งด้านการใช้จ่ายครัวเรือนและการลงทุนภาคเอกชน พร้อมทั้งระบุว่าการเติบโตในช่วงที่เหลือของปีหลังยังจำเป็นต้องพึ่งพาปัจจัยสนับสนุนภายในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

ขณะที่ความคืบหน้าในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนตามที่กระทรวงการคลังเสนอวงเงิน 3.16 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพิ่ม 0.5-0.6%

โดยประกอบด้วย 1. มาตรการแจกเงินเพิ่มให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการ 14.5 ล้านคน เดือนละ 500 บาท จำนวน 2 เดือน ซึ่งเริ่มจ่ายเงินเดือนสิงหาคมและกันยายนนี้ ทั้งนี้ ผู้ที่ถือบัตรและสูงอายุจะได้เพิ่มอีกเดือนละ 500 บาท และคนที่มีบุตรจะได้เพิ่มอีกเดือนละ 300 บาท

2. มาตรการกระตุ้นใช้จ่ายท่องเที่ยว ซึ่งจะมีการแจกเงินผ่านแอปพิเคชันคนละ 1,000 บาท ให้กับผู้ลงทะเบียนจำนวน 10 ล้านคน โดยมาตรการจะมีระยะเวลา 3 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน-พฤศจิกายน 2562

3. มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง และการปล่อยสินเชื่อของธนาคารรัฐ ทั้ง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) วงเงินรวม 2 แสนล้านบาท และ 4.มาตรการด้านส่งเสริมการลงทุนในประเทศ สำหรับเอสเอ็มอีรายย่อย ที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อธนาคารพาณิชย์

ปิดท้ายฉบับนี้กับวิสัยทัศน์ คุณกนกทิพย์ จันทร์พลังศรี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TPCH โดยเปิดแผนธุรกิจครึ่งปีหลัง เดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะชุมชน ขนาด 9.5 เมกะวัตต์ งบลงทุน 2,000 ลบ. คาด  COD ปลายปีหน้า บวกเตรียมขยายลงทุนในต่างประเทศเต็มสูบ คาดปีนี้รายได้เพิ่มจากปีที่ผ่านมา พร้อมคว้า Thailand Energy Award 2019 และ ESG 100 การันตีผลงานคุณภาพ ตอกย้ำผู้นำด้านธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวลอันดับต้นๆ ของประเทศและอาเซียน

Rate this item
(0 votes)
Last modified on Thursday, 17 October 2019 12:44