โมเดลการบริหารจัดการน้ำ “อมตะซิตี้” ต้นแบบการรีไซเคิลน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ใน EEC

โมเดลการบริหารจัดการน้ำ “อมตะซิตี้” ต้นแบบการรีไซเคิลน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ใน EEC แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ ประหยัดได้ถึง 40%

“น้ำเสีย”กำลังจะได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งน้ำต้นทุนใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ยังมีลักลอบของโรงงานแอบปล่อยน้ำเสียลงสู่คูคลองสาธารณะ ขณะที่ทุกภาคส่วนกำลังเร่งหาแนวทางแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างเต็มกำลัง เพื่อรองรับการเป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่จะเกิดการลงทุนเพิ่มมากขึ้น เมื่อการพัฒนาเต็มรูปแบบในอีก 20 ปี หรือปี พ.ศ.2580 จะทำให้ EEC ซึ่งประกอบด้วย จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง กลายเป็นพื้นที่เดียวของประเทศไทยที่จะมีผู้คนอพยพเข้ามามหาศาล ยังไม่รวมประชากรที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ ทำให้ความต้องการใช้น้ำในทุกภาคส่วนเพิ่มขึ้น สิ่งที่จะตามมาคือปัญหาขาดแคลนน้ำที่รุนแรง หากไม่เร่งจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนใหม่ในวันนี้

เมื่อ“น้ำ”เป็นปัจจัยพื้นฐานของการพัฒนา และเมื่อมองข้อดีของ “น้ำเสีย” ที่จะเข้ามาเป็นแหล่งน้ำต้นทุนใหม่ของ EEC จากประสบการณ์ในช่วงเกิดวิกฤตแล้งในภาคตะวันออกเมื่อปี พ.ศ. 2548 ทำให้นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ตื่นตัวในการบริหารจัดการน้ำอย่างจริงจัง และอาจเรียกได้ว่าเป็นรายแรกๆ ที่มองเห็นคุณค่าและศักยภาพของ“น้ำเสีย”นำมาบำบัดหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ทดแทนแหล่งน้ำจากธรรมชาติหรือน้ำประปา สามารถแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้กับผู้ประกอบการในนิคมฯ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนรายอื่นๆ เข้ามาลงทุนเพิ่มมากขึ้น จนวันนี้ภายใต้พื้นที่กว่า 50,000 ไร่ (ชลบุรี 30,000 ไร่ และระยอง 20,000 ไร่ ) ของนิคม มีอุตสาหกรรมมากกว่า 1,100 โรงงาน ทั้งอุตสาหกรรมยาง อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การบริหารจัดการน้ำภาคอุตสาหกรรมขึ้น เพื่อให้คณะที่สนใจหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนสถาบันการศึกษา เข้ามาศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำตามหลัก 3Rs (Reduce Reuse and Recycle) และแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy System

ชูชาติ สายถิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะ วอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงความสำคัญของพื้นที่ EEC ว่า จากแนวโน้มการเติบโตของขนาดเศรษฐกิจที่ขยายตัวมากขึ้นและจะมีอัตราการขยายตัวที่มากกว่ายุโรปและอเมริกา ด้วยปัจจัยทางด้านการผลิตที่ดีกว่า ทั้งค่าแรงงาน วัตถุดิบ และต้นทุนอื่นๆ ที่ต่ำกว่า สำหรับประเทศไทยในภาพรวมแล้วเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจต่อการลงทุนมากประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร มีสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ดี มีค่าแรงที่ไม่สูงมากนัก

พื้นที่ภาคตะวันออกของไทยมีปัจจัยหลายอย่างที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น ท่าเรือน้ำลึก สนามบิน เส้นทางคมนาคมขนส่ง แหล่งท่องเที่ยว ทั้งทางบกและทางทะเล ล้วนเป็นปัจจัยบวกในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ทว่าความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และคาดว่าจะมีความต้องการสูงขึ้นมากถึง 3,000 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี พ.ศ. 2580 จึงยังเป็นปัญหาสำคัญที่มีความเสี่ยงต่อการพัฒนาเป็นอย่างมาก

สำหรับนิคมอุตสาหกรรมอมตะฯ ได้มีการพัฒนาการบริหารจัดการน้ำมาอย่างต่อเนื่อง จนได้ก้าวข้ามวิกฤตการขาดแคลนน้ำไปแล้ว นับตั้งแต่เกิดวิกฤตภัยแล้งอย่างรุนแรงในปี พ.ศ.2548 อมตะได้ดำเนินการพัฒนาด้านการบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนอย่างจริงจัง บนพื้นฐานที่มีข้อมูลการพยากรณ์อากาศที่ดี การวิเคราะห์แหล่งน้ำทางเลือกต่างๆ ทั้งน้ำผิวดิน แหล่งน้ำใต้ดิน การรีไซเคิลน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ และการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม การสร้างสมดุลของการพัฒนา ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy System) ด้วยการจัดการน้ำโดยใช้หลัก 3Rs (Reduce Reuse and Recycle)การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในกระบวนการผลิตน้ำประปาและบำบัดน้ำเสีย การสร้างศูนย์เรียนรู้การบริหารจัดการน้ำ เพื่อเผยแพร่ความรู้ สร้างความเข้าใจในการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงผลกระทบในทุกๆ มิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดการจัดการแบบ ALL WIN””

ปัจจุบันนิคมอุตสาหกรรมอมตะ มีระบบบำบัดน้ำเสียและการรีไซเคิลน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ภายในนิคมถึง 5 สถานี มีกำลังการผลิตน้ำเสียทั้งหมด 35,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็น 13 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ระบบการหมุนเวียนน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ทั้งหมดสามารถประหยัดหรือลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำได้ถึง 35-40% หรือเท่ากับการนำน้ำดิบ 1 ลูกบาศก์เมตร มาใช้ได้เท่ากับ 1.4 ลูกบาศก์เมตร นอกจากนี้อมตะฯ ยังได้นำระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพที่พัฒนาขึ้นดังกล่าวไปใช้กับนิคมอุตสาหกรรมที่พัฒนาขึ้นในประเทศเวียดนาม พม่า และลาว โดยมีเป้าหมายในการประหยัดน้ำหรือลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเช่นกัน

ชูชาติ กล่าวอีกว่า การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพด้วยหลักการ 3Rs และกระบวนการรีไซเคิลน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ ตามรูปแบบที่ดำเนินการอยู่จะส่งผลโดยตรงทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการใช้น้ำ การจัดการน้ำเสีย และลดการแย่งชิงน้ำกับชุมชนในปีวิกฤตภัยแล้ง รวมถึงการอนุรักษ์แหล่งน้ำ เกิดจากกระบวนการจัดการน้ำเสียที่มีคุณภาพสูงเพื่อให้รองรับกับระบบกรอง RO ( Reverse Osmosis Membrane ) จึงทำให้เกิดประโยชน์ทั้งการประหยัดน้ำ และการจัดการน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพสูง

“การพัฒนาเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการน้ำที่มีความมั่นคงและยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และการตัดสินใจของนักลงทุนในพื้นที่ EEC เป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ส่งเสริมการพัฒนาประเทศให้เติบโต ด้วยความมั่นคงและยั่งยืน เป็นผู้นำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป”

ด้าน รศ.ดร.ชวลิต รัตนธรรมสกุล หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยนวัตกรรมการบำบัดของเสียและการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะหัวหน้าโครงการ“การพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมและเมือง โดยการใช้นำน้ำทิ้งกลับมาใช้ใหม่ในพื้นที่ EEC” ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม แผนการบริหารจัดการน้ำ กล่าวกว่า “น้ำเสีย”จากภาคอุตสาหกรรม จะเป็นหนึ่งในแหล่งน้ำต้นทุนใหม่ของ EEC ที่สำคัญสามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำประปาในช่วงฤดูแล้งได้ดี โดยแนวทางที่จะช่วยให้การจัดการทรัพยากรน้ำและแก้ไขปัญหาน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ การใช้ 3Rs (Reduce Reuse and Recycle)  

โดยจากการวิจัยเบื้องต้น พบว่า ในปี 2563 พื้นที่ EEC มีนิคมอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมการประหยัดน้ำโดยได้ดำเนินการโครงการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ อาทิ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรีและระยอง ประมาณ 40% และที่มากกว่า 15% ได้แก่ สวนอุตสาหกรรมสหพัฒน์ ศรีราชา, นิคมอุตสาหกรรม WHA ตะวันออก, นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง เป็นต้น  นอกจากนี้ผลการสำรวจ พบว่า ประเภทของอุตสาหกรรมที่มีการใช้น้ำมากในพื้นที่ EEC มีศักยภาพในการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ได้มากกว่า 15% อาทิ กลุ่มสิ่งทอมีศักยภาพประหยัดน้ำได้ 15-49.5%, กลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมมีศักยภาพประหยัดน้ำได้ 15-37%, กลุ่มผลิตภัณฑ์อโลหะและยางประหยัดน้ำได้ 18-55%, กลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ประหยัดน้ำได้ 16-34% , กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มประหยัดน้ำได้ 15-18% และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ประหยัดน้ำได้ 15 %

มุมมอง “น้ำเสีย”จากนี้ จะเปลี่ยนไป เมื่อน้ำเสีย จะกลายเป็นแหล่งน้ำจืดในอนาคต เทคโนโลยีการจัดการน้ำตัวช่วยในการยกระดับน้ำเสียให้เป็นน้ำใส การรีไซเคิลน้ำกลับมาใช้ใหม่ คือความหวังของอุตสาหกรรม  เพราะโอกาสของ EEC อยู่ที่ความมั่นคงด้านน้ำ

Rate this item
(0 votes)

Page Visitor

008324760
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
50270
56610
329625
4881210
1253944
1306954
8324760
Your IP: 18.208.202.194
2020-09-25 22:10