Print this page

บทบรรณาธิการ December 2018

By January 10, 2019 417

ปัจจุบัน  การขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) หรือ อีอีซี มีความเป็นรูปธรรมชัดเจนอย่างต่อเนื่อง โดย 5 โครงการสำคัญได้ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ครบทุกโครงการแล้ว มูลค่าเงินลงทุนรวมอยู่ที่ 652,559 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนภาครัฐ 209,916 ล้านบาท และภาคเอกชน 442,643 ล้านบาท ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อประเทศ 819,662 ล้านบาท ไม่นับรวมการจ้างงาน

ส่วนผลตอบแทนทางการเงินโครงการอยู่ที่ 559,715 ล้านบาท แบ่งเป็น ภาครัฐ 446,960 ล้านบาท ภาคเอกชน 112,755 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าทั้ง 5 โครงการจะได้เอกชนผู้รับผิดชอบโครงการในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 และจะแล้วเสร็จประมาณปี 2566

สำหรับรายละเอียดของ 5 โครงการดังกล่าวประกอบด้วย 1. โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ในรูปแบบ PPP Net Cost  มูลค่าการลงทุน 119,425.75 ล้านบาท โดยภาครัฐลงทุนค่างานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และภาคเอกชนลงทุนค่าโยธา ค่าระบบรถไฟฟ้าและขบวนรถไฟฟ้า ค่าพัฒนาพื้นที่เพื่อสนับสนุนบริการรถไฟฟ้าและบริการผู้โดยสาร และค่าจ้างที่ปรึกษาโครงการ รวมทั้งดำเนินงานบริหารและซ่อมบำรุง

2. โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก เงินลงทุนรวม 290,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ภาครัฐ 17,768 ล้านบาท ภาคเอกชน 272,232 ล้านบาท ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 189,999 ล้านบาท ไม่นับรวมการจ้างงาน 15,640 ตำแหน่งต่อปี ผลตอบแทนโครงการ 193,612 ล้านบาท ภาครัฐ 119,353 ล้านบาท ภาคเอกชน 74,259 ล้านบาท

3. โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา ซึ่งเป็นการย้ายศูนย์ซ่อมของการบินไทย ออกจากที่เดิม เพื่อก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 และอาคารผู้โดยสารใหม่ โดยใช้เป็นโอกาสในการลงทุนให้ศูนย์ซ่อมใหม่ ให้มีขนาดใหญ่และทันสมัยมากขึ้นเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมอากาศยานของประเทศ เงินลงทุนรวม 10,588 ล้านบาท ภาครัฐ 6,333 ล้านบาท ภาคเอกชน 4,255 ล้านบาท ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 22,100 ล้านบาท ไม่นับรวมการจ้างงานเทคโนโลยีขั้นสูง ประมาณ 80,000 ล้านบาทและการเพิ่มรายได้จากบริการสายการบินต่างประเทศ ประมาณ 200,000 ล้านบาท ผลตอบแทนโครงการ 38,872 ล้านบาท ภาครัฐ 36,000 ล้านบาท ภาคเอกชน 2,872 ล้านบาท

4. โครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 โดยเป็นโครงการที่สำคัญมากเพราะเป็นประตูส่งออกของประเทศ หากไม่เร่งดาเนินการจะทำให้ท่าเรือเดิมเต็มความจุ ซึ่งเป็นข้อจำกัดการส่งออก จึงต้องขยายท่าเรือแหลมฉบังให้เป็นท่าเรือระดับภูมิภาค เงินลงทุนโครงการท่าเรือ F รวม 84,361 ล้านบาท ภาครัฐ 53,490 ล้านบาท ภาคเอกชน 30,871 ล้านบาท ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 180,000 ล้านบาท ไม่นับรวมการจ้างงาน ผลตอบแทนโครงการ 76,078 ล้านบาท ภาครัฐ 73,358 ล้านบาท ภาคเอกชน 2,720 ล้านบาท นอกจากนี้ ในอนาคตจะเปิดท่าเรือ E โดยเอกชนจะลงทุนเพิ่มอีก 29,686 ล้านบาท ส่วนภาครัฐไม่ต้องลงทุนเพิ่ม รวมเงินลงทุนทั้งหมดของท่าเรือ F และ E ประมาณ 114,047 ล้านบาท

5. โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 เป็นการขยายท่าเรือมาบตาพุดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและความจุในการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติ เงินลงทุนโครงการท่าเรือก๊าซ 47,900 ล้านบาท ภาครัฐ 12,900 ล้านบาท ภาคเอกชน 35,000 ล้านบาท ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 85,300 ล้านบาท ไม่นับรวมการจ้างงาน ผลตอบแทนโครงการ 47,357 ล้านบาท ภาครัฐ 34,221 ล้านบาท ภาคเอกชน 13,136 ล้านบาท และในอนาคตจะเปิดท่าเรือสินค้าเหลวและพื้นที่คลังสินค้าโดยเอกชนจะลงทุนเพิ่มอีก 7,500 ล้านบาท โดยภาครัฐไม่ต้องลงทุนเพิ่มแล้ว รวมเงินลงทุนทั้งหมด ท่าเรือก๊าซ ท่าเรือสินค้าเหลว และพื้นที่คลังสินค้า ประมาณ 55,400 ล้านบาท

ทั้งนี้ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor)  หรือ อีอีซี เป็นแผนยุทธศาสตร์ภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่ต่อยอดความสำเร็จมาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ Eastern Seaboard ซึ่งดำเนินมาตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา โดยในระยะแรกจะเป็นการยกระดับพื้นที่ในเขต 3 จังหวัดคือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเพื่อรองรับการขับเคลื่อน เศรษฐกิจอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

ปิดท้ายฉบับนี้กับวิสัยทัศน์ คุณจุติเสฎฐ์ สุดประเสริฐ ผู้อำนวยการ บริษัท ดับบลิวเอ็ม ซิมูเลเตอร์ จำกัด โดยเผยแผนธุรกิจปี 2562 เดินหน้าพัฒนาระบบจำลองทั้งทางอากาศและการขับขี่บนท้องถนนอย่างปลอดภัย ตอบสนองความต้องการของลูกค้าเพิ่มมากขึ้น พร้อมชูหลักการทำงานและบริหารงานภายใต้ 3 นโยบายสำคัญ

Rate this item
(0 votes)