พานาโซนิค เกาะกระแส สมาร์ท ซิตี้ ส่งเทคโนโลยีกล้องวงจรปิดใหม่ล่าสุด ลุยตลาด 

บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ให้เกียรติเข้าร่วมงาน เปิดตัวเทคโนโลยี เฟสโปร ระบบกล้องวงจรปิดตรวจสอบใบหน้าใหม่ล่าสุด ของ พานาโซนิค ในฐานะที่ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ติดตั้งกล้องวงจรปิดระบบตรวจจับใบหน้า เวอร์ชั่นเดิมมากที่สุดถึง 110 ตัว เพื่อเตรียมความพร้อมในการอัพเกรดเป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด โดยมี มร. ฮิเดคาสึ อิโตะ กรรมการผู้จัดการ ( ที่ 2 จากขวา ) บริษัท พานาโซนิค ซิว เซลส์ ( ประเทศไทย ) จำกัด และ นายวรฉัตร เสนีวงศ์ ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ ( ที่ 6 จากขวา ) บริษัท ซันโย เอส. เอ็ม. ไอ. (ประเทศไทย ) จำกัด ให้การต้อนรับ เมื่อเร็วๆนี้  

พานาโซนิค ขานรับนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ส่งเทคโนโลยี เฟสโปร ระบบกล้องวงจรปิดตรวจสอบใบหน้าใหม่ล่าสุด โดยใช้วิธีประมวลผลแบบเดียวกับสนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่นใช้ จับกระแส สมาร์ท ซิตี้ สร้างความปลอดภัยให้กับสังคม  พร้อมเตรียมนำเสนอเพื่ออัพเกรดระบบตรวจจับใบหน้าเดิม ที่ได้ติดตั้งใช้งานไปแล้วในศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์

มร. ฮิเดคาสึ อิโตะ  กรรมการผู้จัดการ บริษัท พานาโซนิค ซิว เซลส์ ( ประเทศไทย ) จำกัด เปิดเผยในงานเปิดตัวสินค้าใหม่ เฟสโปร และฉลองครบรอบ 100 ปี พานาโซนิค ในประเทศไทย ว่า เทรนด์สินค้าใหม่ด้านกล้องวงจรปิดของบริษัท สำหรับรองรับนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลไทยนั้น จะเน้นไปที่การนำปัญญาประดิษฐ์ของคอมพิวเตอร์  ( AI ) เข้ามาช่วยในการทำให้กล้องวงจรปิด สามารถเชื่อมต่อ และเข้าถึงฐานข้อมูลที่สำคัญในระบบของเซิร์ฟเวอร์ แบบ Deep Leaning ซึ่งเทคโนโลยีใหม่นี้ จะสามารถช่วยให้ผู้ใช้งาน ตรวจจับใบหน้าของบุคคลผู้ต้องสงสัย ผู้ที่เคยก่อเหตุ หรือผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะเป็นคนร้ายแม้จะทำการปกปิด ซ่อนเร้น หรืออำพรางใบหน้า หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงของใบหน้าที่เป็นไปตามวัย กับระบบของฐานข้อมูลของเซิร์ฟเวอร์ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังครอบคลุมไปถึง การพลัดหลงของเด็ก ผู้สูงอายุ โดยระบบซอฟต์แวร์ ของเซิร์ฟเวอร์ สามารถที่จะเรียนรู้ เพื่อจดจำใบหน้า และติดตามคนร้าย หรือ คนหายได้ทันท่วงที ็นผรย แมจทกรกรกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มรักษาความปลอดภัยที่มีพื้นที่กว้าง หรือ พื้นที่สาธารณะ เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาด สนามบิน  แหล่งชุมชนต่างๆ เป็นต้น  ทั้งนี้ในกลุ่มลูกค้าสำคัญที่เลือกใช้เทคโนโลยี กล้องวงจรปิดของ พานาโซนิค อย่างศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ที่ได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดจำนวน 280 ตัว โดยเป็นระบบเทคโนโลยีแบบตรวจจับใบหน้า จำนวน 110 ตัว แต่เป็นรุ่นก่อนที่ พานาโซนิคจะพัฒนาใช้ Deep Learning ซึ่งการเปิดตัวสินค้าใหม่ล่าสุดของ พานาโซนิค ในครั้งนี้คาดว่าจะสร้างความสนใจให้มีการพิจารณาระบบกล้องวงจรปิดแบบใหม่ เพื่อเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าผู้มาใช้บริการในศูนย์การค้าได้รับความปลอดภัยมากขึ้น

ด้าน นายวรฉัตร เสนีวงศ์ ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซันโย เอส. เอ็ม. ไอ. (ประเทศไทย )  จำกัด ในฐานะผู้วางระบบให้กับ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เทคโนโลยีนี้ถือเป็นสิ่งใหม่ล่าสุด มาพร้อมซอฟแวร์เซิร์ฟเวอร์จดจำใบหน้า  โดยเซิร์ฟเวอร์ 1 เครื่อง ต่อกล้องได้มากถึง 20 ตัว และเชื่อมต่อกันได้มากสุด 100 เครื่อง ทำให้รองรับการขยายกล้องได้มากสุดถึง 2,000 ตัว ภายใต้ระบบเดียวกัน  นอกจากความสามารถด้านการตรวจจับใบหน้าแล้ว การนับคนเข้ามาใช้บริการ ข้อมูลด้านสถิติ ข้อมูลด้านเพศ ตลอดจน อายุ เพื่อใช้เป็นสถิติในการต่อยอดทำการตลาดได้  ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ถือเป็นเจ้าแรกที่ติดตั้งระบบตรวจจับใบหน้า ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในประเทศไทย โดยมีกล้องที่สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด 110 ตัว สำหรับการสร้างความมั่นใจ และดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับลูกค้า ซึ่งหลังจากการเปิดตัว เทคโนโลยี เฟสโปร อย่างเป็นทางการในประเทศไทยแล้ว ในฐานะผู้เชี่ยวชาญการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด และเป็นผู้วางระบบให้กับทางศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ นั้น ทางบริษัทจะนำเสนอระบบให้กับห้างสรรพสินค้าชั้นนำอื่นๆ ในประเทศไทยต่อไป

ดร.วัชระ ฉัตรวิริยะ นายกสมาคมสมองกลฝังตัวไทย  ( TESA )  กล่าวถึงเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ในกล้องวงจรปิดว่า  Deep Learning เป็นเทคโนโลยีที่จะเร่งให้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของคอมพิวเตอร์ สามารถทำงานแบบเดียวกับของมนุษย์  เช่น การฟัง การมอง การระบุความเหมือน และแตกต่างของภาพวัตถุ หรือเสียง ให้ใช้งานได้จริง  จากเดิมที่คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปี กลายเป็นภายในสองสามปีข้างหน้านี้  การใช้ประโยชน์ในกล้องวงจรปิด Deep learning จะทำให้กล้องวงจรปิด และระบบวิเคราะห์ภาพ เปลี่ยนไปจากแค่อุปกรณ์บันทึกภาพเหตุการณ์ เป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยทำงานในทุกด้าน ตั้งแต่การระบุตัวตนของบุคคลในภาพ การเชื่อมโยงกับประวัติ และความสนใจสินค้า การตรวจจับ และตรวจสอบคุณสมบัติ เช่น จำนวนหรือความเร็วรถยนต์  หรือการรับรู้สภาพแวดล้อม เช่น ระดับน้ำ การตรวจจับการเกิดภัยหรืออันตราย รวมถึงการรักษาความปลอดภัย จะช่วยให้เกิดการรักษาความปลอดภัยโดยการวิเคราะห์ภาพ ตั้งแต่การระบุตัวตน การตรวจสอบกับบัญชี บุคคลที่ได้รับอนุญาต การวิเคราะห์พฤติกรรม หรือวัตถุที่น่าสงสัย การวิเคราะห์อารมณ์ และการกระทำของบุคคล เป็นต้น

เทคโนโลยี เฟสโปร แม้จะปลอมตัว ก็สามารถตรวจจับใบหน้าได้

 

เทคโนโลยี เฟสโปร แม้จะใส่หมวกหรือใส่แว่นก็สามารถตรวจจับใบหน้าได้

เปิดตัว TicPods Free หูฟังไร้สายอัจฉริยะ ควบคุมทุกอย่างที่ตัวหูฟัง ทำชีวิตให้ง่าย ดีไซน์สุดล้ำ

นายธรรมสร มีรัตน์ Co-Founder บริษัท อินโนเวชั่นอีทีซี จำกัด ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการเพียงรายเดียวของ TicWatch และ TicPods Free ในประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทได้นำเข้าสมาร์ทวอช TicWatch เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา ได้รับเสียงตอบรับอย่างดี

โดยปัจจุบันมียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดบริษัทได้นำ TicPods Free หูฟังอัจฉริยะไร้สาย เข้ามาจัดจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และคาดว่าจะได้รับการตอบรับอย่างดีอีกเช่นกัน เนื่องจาก TicPods Free เพียบพร้อมทั้งคุณสมบัติ Feature ในการใช้งานที่จะเปลี่ยนแปลงการใช้งานหูฟังไร้สายแบบเดิมๆ ไปทั้งหมด สามารถใช้ได้ทั้งกับ Android และ iOS มาพร้อมกับดีไซน์ล้ำสมัย และมีสีให้เลือกได้ตามความชอบถึง 3 สี

คุณสมบัติของ TicPods Free ได้แก่

  • ใช้ได้กับทั้งระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และไอโอเอส สามารถใช้งาน Siri และ Google Assistant ได้
  • ควบคุมด้วยการสัมผัสที่ก้านหูฟัง TicPods Free เอง โดยมีคำสั่งที่สามารถใช้งานได้ ได้แก่ รูดขึ้นลงบนตัวหูฟังเพื่อปรับเสียง ดับเบิ้ลแท็บเพื่อรับหรือวางสายเมื่อมีสายโทรเข้า หรือดับเบิ้ลแท็บเพื่อข้ามเพลงที่กำลังเล่นอยู่ แตะค้างเป็นเวลา 2 วินาที เพื่อปฏิเสธสายที่โทรเข้า หรือแตะค้างเพื่อเรียกใช้งาน voice assistant
  • ตรวจจับการใช้งานหูฟังอัตโนมัติ (In-ear detection) หูฟังจะรู้ได้เองว่าเมื่อไหร่ที่อยู่ในหูคุณ และจะทำงานหรือเล่นเพลงทันทีเมื่อใส่ทั้ง 2 หู และหยุดเล่นเมื่อคุณถอดออก
  • ใช้งานได้ทั้ง 2 หูในระหว่างคุยโทรศัพท์ และเล่นเพลง
  • ไมค์ตัดเสียงรบกวนในการคุยโทรศัพท์ด้วยระบบลดเสียงรบกวนขั้นสูง ทำให้คู่สนทนาได้ยินเสียงของคุณอย่างชัดเจน
  • ได้ยินเสียงชัดเจนขึ้นด้วยดีไซน์ที่ออกแบบมาเฉพาะด้วยหลักการยศาสตร์ (Ergonomic) ที่ทำให้หูฟังบล็อกเสียงจากภายนอกที่จะลอดเข้ามาให้คุณได้ยิน มาพร้อมซิลิโคนหุ้มหูฟัง 2 ขนาดให้เลือกได้ตามความต้องการ
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้น โดยสามารถใช้งานได้นานสูงสุด 4 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งการชาร์จแต่ละครั้งจะใช้เวลาเพียง 40 นาทีเท่านั้น และเมื่อใช้งานกับเคสชาร์จที่สามารถชาร์จได้อีกหลายครั้ง และพกพาสะดวก ทำให้ใช้งานได้รวมนานถึง 18 ชั่วโมง
  • กันน้ำระดับ IPX5 ทนฝน และเหงื่อได้
  • การออกแบบระดับรางวัล จาก Free boast Red Dot และ iF product design awards
  • มีให้เลือกถึง 3 สี คือ ขาว น้ำเงิน และแดง

TicPods Free ได้รับการพัฒนาโดย Mobvoi บริษัทปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชั้นนำที่อยู่ภายใต้การสนับสนุนของ Google และ Volkswagen และโดดเด่นในเรื่องของการออกแบบ และการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อประสิทธิภาพและการใช้งานผลิตภัณฑ์ นำเข้า และจัดจำหน่ายโดย อินโนเวชั่น อีทีซี ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย TicWatch อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดย TicPods Free พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้ววันนี้ ในราคา 4,290 บาท ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ facebook fanpage: Ticwatch Thailand และ www.ticwatchthailand.com

เผยโฉม TicWatch C2 สมาร์ทวอชรุ่นคลาสสิค ที่ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีขั้นสุด

Mobvoi บริษัทปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชั้นนำที่อยู่ภายใต้การสนับสนุนของ Google และ Volkswagen เปิดตัว ทิควอทช์ ซี 2 (TicWatch C2) เจเนอเรชั่นที่ 2 ของสมาร์ทวอชรุ่นคลาสสิคจากทิควอทช์ ในประเทศอังกฤษ เปิดพรีออเดอร์พร้อมกันทั่วโลก เตรียมวางจำหน่ายในประเทศไทยเดือนพฤศจิกายน 61 นี้ โดยบริษัทอินโนเวชั่น อีทีซี

นายธรรมสร มีรัตน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-Founder) บริษัท อินโนเวชั่นอีทีซี จำกัด ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการเพียงรายเดียวของ TicWatch ในประเทศไทย เปิดเผยว่า ภายหลังจากบริษัท ได้เริ่มทำตลาด TicWatch ในประเทศไทยมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ของปี 2561 นี้ ยอดขาย TicWatch ก็เติบโตอย่างต่อเนื่องทุกรุ่น โดยเฉพาะรุ่น TicWatch Pro กำลังที่เป็นที่นิยมของตลาดผู้ใช้สมาร์ทวอชในเมืองไทยอย่างมาก ล่าสุด Mobvoi จึงได้เปิดตัวรุ่นใหม่ TicWatch C2 เจเนอเรชั่นใหม่ของ TicWatch Classic ที่จะมาพร้อมตัวเรือนแสตนเลส สตีล สายหนังแท้ รองรับการใช้งานระบบ NFC Payment ติดตามข้อมูลสุขภาพ และฟิตเนสได้ รวมทั้งคุณสมบัติอื่นๆ อีกมากมาย

“TicWatch C2” เป็นสมาร์ทวอชระบบ Wear OS โดย Google™ ที่มีแอพลิคเคชั่นสำหรับสมาร์ทวอชมากมาย และมีหน้าปัดนาฬิกาให้เลือกนับพัน พร้อมด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานผู้ช่วย Google Assistant ชูจุดเด่นที่วัสดุระดับพรีเมียม สวย ดูดี ทน เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติการใช้งานที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ตัวเรือนด้านหน้าผลิตจากแสตนเลสสตีล ที่มาพร้อมกับสายหนังแท้หรูหรา พน้าจอ AMOLED ขนาด 1.3 นิ้ว (360 x 360 พิกเซล) เชื่อมต่อผ่านบลูทูธ 4.1 และไวไฟ 802.11 b/g/n มี GPS GLONASS Beidou  มีเซ็นเซอร์ตรวจจับด้านสุขภาพและการออกกำลัง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจ การเคลื่อนไหว การหมุน ทิศทางการเคลื่อนที่ แบตเตอรี่ความจุ 400 mAh สามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 2 วัน และฟังก์ชั่นการใช้งานอื่นๆ ครบครัน อาทิ สามารถสั่งงานโดยตรงด้วยเสียงผ่าน Google Assistant™ ใช้ Google Pay ชำระเงินได้โดยตรง ผ่านระบบ NFC Payment มีฟีเจอร์กันน้ำและฝุ่นมาตรฐาน IP68 (IP68 Water and dust resistant) โดยจุดเด่นอีกประการที่สำคัญคือเพิ่มขนาดใหม่สำหรับผู้มีข้อมือเล็ก ในรุ่น TicWatch C2 18mm (มีเฉพาะตัวเรือนสีโรสโกลด์) ที่ตัวเรือนมีความบางพิเศษ คือหนาเพียง 12.80 มิลลิเมตรที่มากับสายหนังแท้ขนาด 18 มิลลิเมตร โดยในรุ่นปกติ TicWatch C2 20mm ที่มีให้เลือก 2 สีคือตัวเรือนสีดำ และสีแพลตตินั่ม (เงิน) จะมีความหนา 13.10 มิลลิเมตร และมากับสายหนังแท้ขนาด 20 มิลลิเมตร

นายชนินทร์ มโนชญากร ผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-Founder) บริษัท อินโนเวชั่นอีทีซี จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า TicWatch C2 จะเข้ามาสร้างสีสันให้กับตลาดผู้ใช้สมาร์ทวอชในเมืองไทยได้อีกรุ่น ด้วยคุณภาพระดับพรีเมียมที่การันตีโดยบริษัทชั้นนำอย่าง Mobvoi และราคาที่จับต้องได้ นอกจากนี้ทาง อินโนเวชั่นอีทีซี ยังสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้ด้วยการรับประกันสินค้าในระยะเวลา 1 ปี และสามารถเปลี่ยนเครื่องใหม่ได้ทันทีภายใน 7 วัน หากเครื่องมีปัญหา  อย่างไรก็ตามคาดว่าการมาของ TicWatch C2 จะสามารถขยายกลุ่มผู้ใช้ได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้เลือกใช้สมาร์ทวอชเรือนแรก และกลุ่มผู้ใช้ที่เคยใช้เจเนอเรชั่นแรกของทิควอท์ชคลาสสิค โดย TicWatch C2 จะวางจำหน่ายในประเทศไทยช่วงเดือนธันวาคม  2561 ที่จะถึงนี้ ในราคาระหว่าง 7,000 – 8,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นและขนาด)

ปัจจุบัน TicWatch ที่จัดจำหน่ายในประเทศไทยได้แก่รุ่น TicWatch C รุ่น TicWatch S&E รุ่น TicWatch Pro ที่ร้าน B2S สาขาเซ็นทรัล พระราม 3, เซ็นทรัลลาดพร้าว, ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต, B2S พัทยา, B2S ชลบุรี ร้าน Be trend สาขาเอ็มโพเรียม และสยามพารากอน หรือสามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่ Lazada, Shopee, facebook fanpage: Ticwatch Thailand และ www.ticwatchthailand.com

Mio เปิดตัวนวัตกรรมกล้องติดรถยนต์อัจฉริยะ  MiVue 7 Series

“มีโอ้” ผู้ผลิตกล้องติดรถยนต์ชั้นนำในยุโรปและเอเชียแปซิฟิก ประกาศเปิดตัวกล้องติดรถยนต์แบบมี WiFi ในตระกูล Mio MiVue 7 Series (มีโอ้ ไมวิว ซีรี่ส์ 7)   อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

Mio มุ่งมั่นในการสร้างประสบการณ์ที่คำนึงถึงความต้องการของผู้ใช้งานอย่างแท้จริงตามแนวคิดที่เป็นหัวใจหลัก “All About You” ล่าสุดประกาศเปิดตัวกล้องติดรถยนต์แบบมี WiFi และระบบนำทาง GPS ในตัว รุ่นใหม่จากตระกูล Mio MiVue 7 Series ครบครันด้วยฟังก์ชั่นการบันทึกวิดีโอคุณภาพความคมชัดสูง พร้อมคุณสมบัติการสำรองข้อมูลแบบเรียลไทม์ ที่ผู้ใช้สามารถอัพโหลดและดูคลิปวิดีโอในโทรศัพท์มือถือได้อย่างสะดวกสบายผ่านแอพพลิเคชัน MiVue

ความคมชัดระดับ Full HD จับภาพความละเอียดสูง สว่างชัดเจนแม้ในเวลากลางคืน

กล้องติดรถยนต์รุ่น MiVue792 (ไมวิว 792) โดดเด่นด้วยสุดยอดเซ็นเซอร์ STARVIS™ ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์รับภาพความไวสูงแบบ CMOS จากโซนี่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบันทึกวิดีโอในสภาวะแสงน้อย   หรือเวลากลางคืนได้สว่างชัดเจน อีกทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีปรับแต่งภาพซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ Mio สามารถปรับความสว่างของภาพได้ถึง 4 ระดับ เพิ่มคุณภาพของภาพให้ดียิ่งขึ้น กล้องสามารถบันทึกวิดีโอที่มีความละเอียดคมชัดสูงในทุกช่วงเวลาด้วยความคมชัดระดับ Full HD 1080p ภาพไหลลื่นด้วยความเร็วเฟรมเรท 60 FPS ต่อวินาที

ถ่ายโอนไฟล์วิดีโออัตโนมัติ สามารถดูได้แบบเรียลไทม์

กล้องติดรถยนต์รุ่น Mio MiVue 792 (มีโอ้ ไมวิว 792) และรุ่น MiVue786 (ไมวิว 786)  เพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยการรองรับการเชื่อมต่อผ่าน WiFi ให้ผู้ใช้งานสามารถถ่ายโอนและดูคลิปวิดีโอที่บันทึกไว้ในโทรศัพท์มือถือได้ทันที  ซึ่งแตกต่างจากกล้องติดรถยนต์ทั่วไปในท้องตลาด ที่ผู้ใช้ต้องเสียเวลาถอดเมมโมรี่การ์ดออกมาเพื่อดูวิดีโอย้อนหลังในคอมพิวเตอร์ ขั้นตอนยุ่งยากและอาจทำให้ล่าช้าเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน

กล้องติดรถยนต์ Mio แบบมี WiFi ในตัวมาพร้อมฟีเจอร์เก็บสำรอง (Backup) ไฟล์วิดีโอแบบอัตโนมัติ ดังนี้

  1. เก็บสำรองไฟล์วิดีโอแบบเรียลไทม์: ตัวกล้องจะทำการบันทึกเหตุการณ์และเก็บสำรองไฟล์โดยอัตโนมัติ สามารถเข้าดูคลิปวิดีโอต่างๆ ได้ทันทีอย่างง่ายดาย
  2. บันทึกวิดีโอต่อเนื่อง: ตัวกล้องจะทำการบันทึกวิดีโออย่างต่อเนื่อง แม้ในขณะที่ผู้ใช้งานกำลังเชื่อมต่อผ่าน WiFi กับโทรศัพท์มือถือ
  3. สามารถตัดแบ่งไฟล์วิดีโอได้: เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา ผู้ใช้สามารถตัดแบ่งคลิปวิดีโอ ณ เวลาที่เกิดเหตุได้ความยาว 20 วินาที (โดยตัวกล้องถูกตั้งค่าไว้ให้บันทึก 5 วินาทีก่อนเกิดเหตุและ 15 วินาทีหลังเวลาที่เกิดเหตุ) ทำให้ได้ไฟล์ขนาดเล็กที่เป็นช่วงเวลาที่เกิดเหตุจริงๆ
  4. สามารถดาวน์โหลดต่อจากที่ดาวน์โหลดค้างไว้ได้ (Download Resume): ใช้งานง่ายสุดๆ ด้วยการกดคลิกเพียงครั้งเดียว เพื่อเริ่มดาวน์โหลดไฟล์วิดีโอต่อทันทีจากที่ดาวน์โหลดค้างไว้
  5. ไม่รบกวนสายเรียกเข้า: ผู้ใช้ยังคงสามารถรับสายที่โทรเข้ามาได้ แม้ในขณะที่ทำการเก็บสำรองไฟล์วิดีโอลงในมือถือ
  6. รองรับทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง: รองรับการเก็บสำรองข้อมูลทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

กล้องติดรถยนต์ในตระกูล Mio MiVue 7 Series ทุกรุ่นสามารถใช้งานร่วมกับกล้องมองหลังติดรถยนต์ MiVue A30 (ไมวิว เอ30) ได้ โดยกล้องมองหลัง MiVue A30 ใช้เซ็นเซอร์รับภาพแบบ CMOS จากโซนี่ ให้ความคมชัดระดับ Full HD 1080p ใช้เลนส์กระจกคุณภาพสูง เลนส์กล้องมุมมองกว้าง 130 องศา รูรับแสงกว้าง F1.8 และรองรับโหมดบันทึกวิดีโอในเวลากลางคืน

นอกเหนือจากการเปิดตัวกล้องติดรถยนต์รุ่นใหม่ในตระกูล MiVue 7 Series แล้ว ทาง Mio ยังเปิดตัวกล้องติดรถยนต์ Mio MiVue C380D (มีโอ้ ไมวิว ซี380ดี) สามารถบันทึกวิดีโอคุณภาพความคมชัดระดับ Full HD 1080p ที่เฟรมเรท 30 FPS ต่อวินาที ตัวกล้องทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังใช้เซ็นเซอร์รับภาพแบบ CMOS ของโซนี่ มอบความปลอดภัยขณะขับขี่ครอบคลุมในทุกๆ มุมมอง พร้อมมีระบบนำทาง GPS ในตัว ที่นอกจากจะแสดงตำแหน่งของรถแล้ว ยังสามารถบอกความเร็วรถ ระบุพิกัดละติจูดและลองติจูด และบันทึกเส้นทางที่เดินทางไปได้อย่างครบถ้วนทุกการเดินทาง

กล้องติดรถยนต์ทุกรุ่นมีวางจำหน่ายแล้วที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ และร้านค้าออนไลน์บนเว็บไซต์ของลาซาด้าและช้อปปี้ สำหรับรุ่น Mivue 792 และ Mivue C380D ราคาเริ่มต้น 8,900 บาท สำหรับรุ่น Mivue 786 ราคาเริ่มต้นที่ 7,900 บาท และสำหรับรุ่น MiVue A30 ราคาเริ่มต้นที่ 4,900 บาท

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

พลิกโฉมวงการช่างไฟ ส่งแอปฯใหม่ จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค ตอบโจทย์ชีวิตยุค 4.0

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น เปิดตัวแอปพลิเคชัน MySchneider Electrician สำหรับช่างไฟยุค 4.0 ตัวช่วยขั้นเทพที่จะเพิ่มความสะดวกในการทำงานของช่างไฟ หาข้อมูลง่าย เคลมไว รับข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาผลิตภัณฑ์ การสั่งสินค้า โดยสามารถเลือกดูรายการสินค้าที่ต้องการ เช่น เบรกเกอร์ ตู้คอนซูมเมอร์ ยูนิต สวิตช์ไฟต่างๆ เป็นต้น เคลมสินค้าได้ง่าย เพียงถ่ายรูปสินค้าและส่งผ่านแอปฯนี้ นอกจากนี้ช่างไฟจะทราบข้อมูลข่าวสารและโปรโมชั่นอย่างรวดเร็ว ไม่ตกเทรนด์แน่นอน และยังเพิ่มความสะดวกสบายให้ช่างไฟโดยสามารถลงรายละเอียดการซื้อสินค้าและออกใบเสนอราคาได้อีกด้วย แอปฯ นี้มาพร้อมระบบแผนที่ ที่ช่วยให้ช่างไฟเลือกดูตัวแทนจำหน่ายที่ตั้งอยู่ใกล้ไซต์งานมากที่สุด และมีฟังก์ชันโทรติดต่อกับร้านค้าได้ทันที เพื่อความสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

คุณกุศล กุศลส่ง รองประธานฝ่ายธุรกิจค้าปลีก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย เผยว่า “ในยุค 4.0 เรามีเทคโนโลยีที่จะช่วยให้ชีวิตการทำงานง่ายขึ้น สมาร์ทโฟนในปัจจุบันนับเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่เอื้อประโยชน์ในการทำงานได้มากขึ้น โดยที่ผ่านมาเราได้ติดตั้งคิวอาร์โค้ดที่ตู้ไฟ และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเราเพื่อให้ช่างไฟ หรือวิศวกรสามารถตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ได้ผ่านสมาร์ทโฟน วันนี้เราได้พัฒนาแอปพลิเคชัน สำหรับช่างไฟยุค 4.0 โดยเฉพาะ โดยใช้อุปกรณ์สมาร์ทโฟนคู่กายของช่างไฟเอง ในการเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพสร้างรายได้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น  ขณะที่ใช้เวลาลดลง พร้อมสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เราจะมอบให้กับช่างไฟผ่านแอปพลิเคชัน MySchneider Electrician ที่ช่างไฟทั่วประเทศจะพลาดไม่ได้ นอกจากนี้เรายังเพิ่มส่วนของฟังก์ชั่นของข้อมูลผลิตภัณฑ์ และองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีของเราในรูปแบบเป็นภาษาไทยเพื่อให้ช่างไฟได้เติบโตไปด้วยกันพร้อมๆ กับเรา”

แอปพลิเคชัน MySchneider Electrician พร้อมให้ดาวน์โหลดแล้วในระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ที่เพลย์สโตร์ นับเป็นเทคโนโลยีที่ช่างไฟยุคใหม่และยุคเก๋าก็พลาดไม่ได้

Page 5 of 6

Page Visitor

004648321
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
34429
32582
34429
1608516
176468
1261906
4648321
Your IP: 18.205.109.152
2020-07-05 23:32