then
July 04, 2022

เทรนด์ไมโครเผยผลสำรวจ พบว่าหลายองค์กรยังขาดแคลน บุคลากรที่มีทักษะด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรที่ทำการสำรวจพบว่ายังขาดทักษะที่จำเป็น ในการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์

กรุงลอนดอน, เมษายน 2562 – บริษัท เทรนด์ไมโคร (TYO: 4704; TSE: 4704) ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นความปลอดภัยทางไซเบอร์ ได้ออกมาเปิดเผยผลการสำรวจที่ชี้ให้เห็นถึงภาวะขาดแคลนบุคลากรผู้มีความสามารถด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างมากและต่อเนื่องจนทำให้องค์กรส่วนใหญ่ต้องมองหาความช่วยเหลือจากภายนอก ที่เรามักพบในรูปของเทคโนโลยีออโตเมชั่น, การจัดอบรมให้ความรู้เพิ่มมากขึ้น, ไปจนถึงการเอาต์ซอร์สทั้งด้านการตรวจจับและป้องกันอันตราย

ซึ่งองค์กรไม่ว่าขนาดเล็กหรือใหญ่ในปัจจุบันต่างก็เผชิญกับปัญหาลักษณะเดียวกันได้แก่ การขาดแคลนทีมด้านความปลอดภัยไอที และภาระงานที่ล้นเกินกว่าจะรับไว้ ไม่ว่าจะมาจากการแจ้งเตือนทางด้านความปลอดภัย, ปัญหาการจัดลำดับความสำคัญของงาน, หรือการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้เกิดความเสี่ยงตามมา

จากงานวิจัยของเทรนด์ไมโครในครั้งนี้ ที่สำรวจผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจในสายงานด้านไอทีกว่า 1,125 ท่านทั่วโลก1 พบว่า 69 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรทั้งหมดต่างเห็นด้วยว่า การทำให้งานด้านการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นแบบอัตโนมัติโดยใช้เทคโนโลยี AI จะช่วยลดผลกระทบที่เกิดจากภาวะขาดแคลนแรงงานด้านการรักษาความปลอดภัยได้ โดยเฉพาะเมื่อองค์กรกว่า 64 เปอร์เซ็นต์พบจำนวนการเกิดอันตรายทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา

“จริงอยู่ที่ตอนนี้เราต่างเจอปัญหาขาดแคลนเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างหนัก แต่เราก็มีแนวทางแก้ไขรองรับไว้แล้ว” Greg Young รองประธานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของเทรนด์ไมโครกล่าว “AI และแมชชีนเลิร์นนิ่งสามารถนำมาลดโหลดงานในปัจจุบันที่ทีมงานกำลังแบกรับได้ด้วยการแบ่งเบาภาระงานที่มีความสำคัญต่ำที่ก่อนหน้าเคยใช้บุคลากรที่มีคุณค่ามากลงมาทำด้วยตนเอง รวมทั้งช่วยลดปริมาณการแจ้งเตือนที่ไม่มีความสำคัญที่เคยถาโถมเข้าใส่ทีมงาน ซึ่งปกติการเพิ่มจำนวนผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัยมักเป็นการเพิ่มการแจ้งเตือนตามไปด้วย ส่งผลให้ขาดประสิทธิภาพในการจัดการโดยรวม

เราควรเลือกระบบความปลอดภัยที่เป็นอัจฉริยะและทำงานผสานร่วมกันได้มากกว่า ที่ช่วยลดจำนวนการแจ้งเตือนที่ไร้สาระลงได้ การรวบรวมข้อมูลด้านความปลอดภัยมากขึ้นนั้นไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณการแจ้งเตือนเสมอไป ในทางกลับกันข้อมูลที่มากขึ้นควรนำมาใช้วิเคราะห์เพื่อลดการแจ้งเตือนที่หลอกลวงได้มากกว่า เปิดให้เจ้าหน้าที่มีเวลาให้ความสำคัญกับการโจมตีของจริงที่ซับซ้อนแทน เราถือว่าความพึงพอใจในการทำงานเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กร โดยเฉพาะในภาวะที่ตลาดแรงงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์กำลังขาดแคลนอย่างหนักขณะนี้”

นอกจากนี้ จากผลการสำรวจยังพบว่า 63 เปอร์เซ็นต์ของผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีได้วางแผนที่จะนำเทคโนโลยี AI มาใช้ช่วยให้กระบวนการจัดการด้านความปลอดภัยเป็นแบบอัตโนมัติมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะช่วยประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การอบรมความรู้เพิ่มเติมให้เจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยในการวิเคราะห์ผลที่ AI ประมวลให้ และจัดการยุทธศาสตร์ความปลอดภัยโดยรวม

การศึกษาของ Gartnerระบุว่า “ภาวะขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้านความปลอดภัยนั้นถือเป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนาน ซึ่งปัจจุบันมีบริการอย่าง Managed Detection and Response (MDR) ที่เข้ามาเติมเต็มความต้องการเหล่านี้ในองค์กรทุกขนาดที่ขาดแคลนทั้งทรัพยากรและทักษะภายในด้านความปลอดภัย และอยากขยายการลงทุนด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยเชิงป้องกันให้ครอบคลุมทั้งการตรวจจับ, ตอบสนอง, และการตรวจสอบสถานะให้ครอบคลุมตลอด 24 ชั่วโมง”

เพื่อช่วยธุรกิจในการแก้ปัญหาดังกล่าว เทรนด์ไมโครได้ทุ่มเททั้งเทคโนโลยีและบุคลากรเพื่อเติมเต็มช่องว่างด้านทักษะและความเชี่ยวชาญที่ขาดแคลน โดยมีหลายบริษัทหันมาเลือกใช้โซลูชั่น MDRและ Endpoint Detection and Response (EDR)ของเทรนด์ไมโครเพื่อยกระดับประสิทธิภาพทั้งด้านความสามารถในการมองเห็น, จัดลำดับความสำคัญของอันตราย, และประหยัดทั้งเวลาและทรัพยากรของทีมงานในองค์กร

 

เกี่ยวกับเทรนด์ไมโคร

เทรนด์ไมโคร ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นความปลอดภัยทางไซเบอร์ ได้มุ่งมั่นในการทำให้โลกของเราสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลทางดิจิตอลได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น โดยได้พัฒนาโซลูชั่นที่เป็นนวัตกรรมใหม่ทั้งระดับคอนซูเมอร์, ระดับธุรกิจ, และหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์, การทำงานบนคลาวด์, เน็ตเวิร์ก, และเอนด์พอยต์ผลิตภัณฑ์ของเราสามารถแบ่งปันข้อมูลด้านความปลอดภัยระหว่างกันได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง พร้อมรับมือกับอันตรายทางไซเบอร์ได้ด้วยความสามารถในการมองเห็นและตรวจสอบจากศูนย์กลาง เพื่อให้ปกป้องระบบโดยรวมได้ดียิ่งขึ้น และรวดเร็วมากขึ้น ด้วยเจ้าหน้าที่มากกว่า 6,000 คนจาก 50 ประเทศ รวมทั้งเครือข่ายค้นคว้าวิจัยด้านความปลอดภัยที่ถือว่าล้ำหน้าที่สุดในโลกนี้ ทำให้เทรนด์ไมโครสามารถช่วยปกป้ององค์กรทั่วโลกให้เชื่อมต่อระหว่างกันได้อย่างปลอดภัย สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ www.trendmicro.com

 

ระเบียบวิธีวิจัย

งานวิจัยครั้งนี้จัดทำขึ้นโดย Opiniumซึ่งสนับสนุนโดยเทรนด์ไมโคร เป็นการสำรวจออนไลน์กับผู้มีอำนาจในการตัดสินใจด้านไอทีจำนวนกว่า 1,125 คนที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ทั้งในสหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา, เยอรมัน, สเปน, อิตาลี, สวีเดน, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เนเธอร์แลนด์, โปแลนด์, เบลเยี่ยม, และสาธารณรัฐเชค 

1ประเทศที่ทำการสำรวจได้แก่ สหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา, เยอรมัน, สเปน, อิตาลี, สวีเดน, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เนเธอร์แลนด์, โปแลนด์, เบลเยี่ยม, และสาธารณรัฐเชค
2Gartner, Top Security and Risk Management Trends, 31 มกราคม 2562

 

..............................

 

Trend Micro Survey Confirms Organizations Struggle With a Lack of Security Talent and Tidal Waves of Threat Alerts

Nearly 50 percent of organizations surveyed lack the necessary talent to maintain security measures

Trend Micro Incorporated (TYO: 4704; TSE: 4704), a global leader in cybersecurity solutions, today reported survey results that the ongoing and often detrimental shortage of cybersecurity talent has led a majority of organizations to turn outward for help. This is most often seen through automating technology, increasing training programs, and outsourcing detection and prevention.

Regardless of their size, organizations today share a common challenge: IT security teams are understaffed and overextended. The number of security alerts, the challenge of what to prioritize, and the shortage of expertise can be overwhelming and introduce risk.

The research – which surveyed 1,125 IT decision makers across the globe1 shows that 69 percent of organizations agree that automating cybersecurity tasks using Artificial Intelligence (AI) would reduce the impact from the lack of security talent. This comes after 64 percent of organizations experienced increased cyber threats in the last year.

“There’s a real and critical shortage of cybersecurity people. But there’s a fix for it today,” said Greg Young, vice president for cybersecurity at Trend Micro commented. “AI and machine learning can reduce the workload today on the people we have, by handling the low value tasks we currently use our high value people for. Next is lowering the tsunami of low value alerts we throw at teams. More security products adding more alerts is not helpful, instead when we add smarter and integrated security it should have more intelligence and be better integrated, ideally reducing junk alerts. More security data collected doesn’t have to mean more alerts, that data should be used to weed out the false alarms. Let staff focus on the real and complex attacks. Satisfying work is a staff retention element in this tight cybersecurity people market.”

From the survey, 63 percent of IT decision makers plan to leverage AI technology to automate their security processes. However, while AI can effectively handle data processing, trained cybersecurity professionals are needed to analyze the results and manage the overall security strategy.

According to Gartner2, “The shortage of skilled security professionals has been a perennial problem that consistently results in failed security technology deployments. The number of unfilled cybersecurity roles is expected to grow from 1 million in 2018 to 1.5 million by the end of 2020.”

The Gartner report continues, “Most organizations are struggling to fill the open positions they have, let alone retain skilled staff. Managed detection and response (MDR) services are filling the need of organizations of all sizes that lack internal security resources and expertise, and want to expand their investments beyond preventive security technologies to address their detection, response and 24/7 monitoring gaps.”

To help solve this business problem, Trend Micro tackles both the technology and people needs of the skills gap. Companies are increasingly adopting Trend Micro’s MDR and Endpoint Detection and Response (EDR) solutions to streamline visibility, prioritize threats and optimize the time and talent of in-house teams.

 

About Trend Micro

Trend Micro Incorporated, a global leader in cybersecurity solutions, helps to make the world safe for exchanging digital information. Our innovative solutions for consumers, businesses, and governments provide layered security for data centers, cloud workloads, networks, and endpoints. All our products work together to seamlessly share threat intelligence and provide a connected threat defense with centralized visibility and investigation, enabling better, faster protection. With more than 6,000 employees in 50 countries and the world’s most advanced global threat research and intelligence, Trend Micro enables organizations to secure their connected world. For more information, visit www.trendmicro.com.

Research methodology

Research carried out by Opinium, commissioned by Trend Micro. Online survey among 1,125 IT decision-makers responsible for cybersecurity across the UK, US, Germany, Spain, Italy, Sweden, Finland, France, Netherlands, Poland, Belgium and Czech Republic.

1 Countries surveyed include: UK, US, Germany, Spain, Italy, Sweden, Finland, France, Netherlands, Poland, Belgium and Czech Republic
2 Gartner, Top Security and Risk Management Trends, 31 January 2019

วีเอ็มแวร์เร่งทรานส์ฟอร์มองค์กรธุรกิจในไทย จับมือไอเน็ตผลักดันบริการคลาวด์และนวัตกรรม เร่ง “ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น” ให้เกิดในองค์กร

ไอเน็ตเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ด้วยเทคโนโลยีของวีเอ็มแวร์รายแรกในไทยที่นำเสนอบริการคลาวด์ VMware HCX รองรับการโยกย้ายระบบคลาวด์ การเคลื่อนย้ายแอปพลิเคชั่น และการผสมผสานโครงสร้างพื้นฐาน

บริษัท วีเอ็มแวร์ (NYSE: VMW) ผู้นำด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมซอฟต์แวร์ระดับองค์กร เปิดตัวบริการคลาวด์ VMware HCX อย่างเป็นทางการในประเทศไทย พร้อมแต่งตั้ง บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ไอเน็ต (INET) ผู้นำด้านบริการโครงสร้างพื้นฐานไอซีทีชั้นนำของไทย นำเสนอบริการคลาวด์ HCX ให้แก่องค์กรต่างๆ ในประเทศไทย ในฐานะผู้ให้บริการคลาวด์รายแรกในประเทศไทยที่ให้บริการดังกล่าว ไอเน็ตมีเป้าหมายในการช่วยเสริมศักยภาพให้แก่องค์กรต่างๆ เปลี่ยนย้ายจากดาต้าเซ็นเตอร์รุ่นเก่าแบบดั้งเดิม ไปสู่สภาพแวดล้อมมัลติคลาวด์ที่ทันสมัย รองรับการให้บริการแอปพลิเคชั่นที่รวดเร็วยิ่งขึ้น และเพิ่มความเร็วในการนำผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ออกสู่ตลาด

ภายใต้วิสัยทัศน์ Thailand 4.0 องค์กรหลายแห่งในประเทศไทยกำลังเร่งปรับปรุงระบบไอทีรุ่นเก่าเพื่อให้มีความทันสมัยและปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น ค่าใช้จ่ายสำหรับบริการด้านไอทีเพิ่มขึ้นถึง 9.2% โดยแตะระดับ 92.6 พันล้านบาทเมื่อปี 2561[1] ตามข้อมูลจากบริษัทวิจัย ไอดีซี (IDC)  ขณะเดียวกัน ยอดใช้จ่ายสำหรับบริการคลาวด์สาธารณะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมญี่ปุ่น คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมากที่อัตราเฉลี่ย 32.58% ต่อปี[2] ในปี 2559 ถึง 2564  ความร่วมมือระหว่างวีเอ็มแวร์และไอเน็ตมีจุดมุ่งหมายในการช่วยส่งเสริมกลยุทธ์ Thailand 4.0 ด้วยการผลักดันให้องค์กรปลี่ยนย้ายไปสู่สภาพแวดล้อมไฮบริดคลาวด์และมัลติคลาวด์ และช่วยให้องค์กรของไทยปรับใช้นวัตกรรมและการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ

VMware HCX ช่วยให้องค์กรดำเนินการโยกย้ายระบบขนาดใหญ่จากดาต้าเซ็นเตอร์แบบดั้งเดิมที่ติดตั้งภายในองค์กรไปยังสถาปัตยกรรมแบบใหม่ที่ทันสมัยได้อย่างปลอดภัยมากขึ้นและไม่มีสะดุด ด้วยบริการคลาวด์ HCX เวิร์กโหลดต่างๆ จะถูกโยกย้ายไปมาระหว่างระบบคลาวด์ โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนที่ต้นทาง การเคลื่อนย้ายของแอปพลิเคชั่นก็เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่หลากหลาย  นอกจากนี้ยังมีการรักษาความปลอดภัยด้วยระบบเครือข่ายแบบไฮบริดที่ก้าวล้ำ การรีพลิเคตข้อมูล และความสามารถในการกู้คืนระบบในกรณีที่เกิดปัญหา ทั้งยังสามารถทำการโยกย้ายระบบขณะใช้งานอยู่โดยที่ระบบไม่หยุดทำงาน ช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจตามปกติได้อย่างต่อเนื่อง

มร. ซานเจย์ เค เดซมุขฮ์ รองประธานและกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลี (SEAK) บริษัทวีเอ็มแวร์

มร. ซานเจย์ เค เดซมุขฮ์ รองประธานและกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลี (SEAK) บริษัทวีเอ็มแวร์ กล่าวว่า “เพื่อสร้างรากฐานดิจิทัลแก่องค์กรธุรกิจต่างๆ ในประเทศไทย วีเอ็มแวร์เดินหน้าขยายความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งนี้ เราได้ร่วมมือกับ ไอเน็ต ภายใต้ความมุ่งมั่นที่จะเร่งขับเคลื่อนองค์กรต่างๆ ให้สามารถเข้าถึง VMware Cloud Foundation โซลูชั่นสำหรับระบบไฮบริดคลาวด์ที่รวมความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่สำคัญ ตั้งแต่ ระบบประมวลผล ระบบจัดเก็บข้อมูล ระบบเชื่อมต่อเครือข่าย และระบบการจัดการคลาวด์ครบวงจร ด้วย VMware Cloud Foundation องค์กรต่างๆ จะสามารถปรับปรุงดาต้าเซ็นเตอร์ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย้ายแอปพลิเคชั่นและดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดไปยังคลาวด์ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมความสามารถในการกู้คืนระบบกรณีที่เกิดปัญหาและอัพเกรดความสามารถใหม่ๆ อยู่เสมอโดยไม่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ซึ่งถือเป็นการสร้างรากฐานดิจิทัลที่สำคัญให้แก่องค์กรต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับความสำเร็จในยุคดิจิทัลอีโคโนมี”

นางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน)

นางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างรวดเร็ว และไอเน็ตมีความมุ่งมั่นในการจัดหาเครื่องมือที่จำเป็นเพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานไอทีให้ทันสมัย และมีการเชื่อมต่อถึงกันเพิ่มมากขึ้นควบคู่กับการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานให้เป็นแบบดิจิทัล  เราเชื่อว่าโซลูชั่นชั้นนำของวีเอ็มแวร์จะช่วยให้ลูกค้าของเราปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานไอทีได้อย่างง่ายดายและคล่องตัว การสร้างรากฐานดิจิทัลที่ยืดหยุ่นและมีความมั่นคงปลอดภัย ช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จในการทำดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั้น”

นายเอกภาวิน สุขอนันต์ ผู้จัดการประจำประเทศไทยของวีเอ็มแวร์

นายเอกภาวิน สุขอนันต์ ผู้จัดการประจำประเทศไทยของวีเอ็มแวร์ กล่าวว่า “VMware HCX นับเป็นนวัตกรรมที่เรียกได้ว่าเป็น Game Changer ในการให้บริการคลาวด์รูปแบบใหม่สำหรับองค์กรที่ต้องการปรับใช้สถาปัตยกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ที่ทันสมัยโดยรองรับการเคลื่อนย้ายเวิร์กโหลดได้แบบไม่สะดุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  ไอเน็ตเป็นผู้ให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานไอซีทีที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย และเรามีความยินดีที่ไอเน็ตเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ระดับพรีเมียร์ด้วยเทคโนโลยีของวีเอ็มแวร์ (VMware Cloud Verified Partners) เราเชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้และการพัฒนาด้านไอซีทีจะช่วยผลักดันให้องค์กรของไทยก้าวสู่โลกของไฮบริดคลาวด์ และมัลติคลาวด์ได้อย่างรวดเร็ว สร้างโอกาสใหม่ๆทางธุรกิจ และช่วยกระตุ้นการเติบโตในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล”

VMware Cloud Verified Partners คือ พันธมิตรผู้ให้บริการคลาวด์ของวีเอ็มแวร์ เป็นพาร์ทเนอร์ที่มีการกำหนดกลยุทธ์เพื่อรองรับการให้บริการ VMware SDDC ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงมีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริการ และการสนับสนุนระดับดาต้าเซ็นเตอร์ผ่าน Cloud Foundation โดย VMware Cloud Verified เป็นเครื่องหมายรับรองให้องค์กรต่างๆ มั่นใจได้ว่าผู้ให้บริการคลาวด์จะนำเสนอบริการอย่างสมบูรณ์แบบและทันสมัยที่สุดผ่านเทคโนโลยีของวีเอ็มแวร์ ด้วยโครงสร้างที่มีเสถียรภาพ และการทำงานบนมัลติคลาวด์อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันวีเอ็มแวร์มีผู้ให้บริการคลาวด์ที่ผ่านการรับรองจาก VMware Cloud Verified 35 ราย

 

เกี่ยวกับ วีเอ็มแวร์

วีเอ็มแวร์เป็นผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความซับซ้อน ด้วยความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์กว่า 75,000 ราย ผนวกกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของวีเอ็มแวร์ อาทิ ระบบประมวลผล ระบบคลาวด์ โมบิลิตี้ เน็ตเวิร์คกิ้ง และระบบรักษาความปลอดภัย วีเอ็มแวร์จึงเป็นผู้ให้บริการระบบดิจิทัลพื้นฐานที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคล่องตัว โดยให้บริการแก่ลูกค้ากว่า 500,000 รายทั่วโลก สำนักงานใหญ่วีเอ็มแวร์ตั้งอยู่ที่เมืองพาโล อัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย ในปีนี้ วีเอ็มแวร์ฉลองครบรอบ 20 ปีแห่งความก้าวหน้าในการพัฒนานวัตกรรมที่สร้างผลประโยชน์ต่อทั้งภาคธุรกิจและสังคม สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ https://www.vmware.com/company.html

VMware, VMware SD-WAN, VeloCloud, vCloud, vCloud NFV, VMware Cloud, VMware Smart Assurance, NSX-T, NSX-T Data Center, VMware Ready, Workspace ONE, Pulse, Pulse IoT Center, Photon, and Photon OS เป็นเครื่องหมายทางการค้าของวีเอ็มแวร์ อิงค์ หรือ บริษัทในเครือในประเทศสหรัฐอเมริกาและเขตอื่น ๆ

เกี่ยวกับ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน)

ไอเน็ต (INET) ผู้ให้บริการ ICT Infrastructure as a Service Provider ด้วยประสบการณ์การให้บริการด้านไอซีทีโซลูชั่นมายาวนาน ประกอบกับเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ได้พัฒนาแนวทางการให้บริการเป็น ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีที (ICT Infrastructure as a Service Provider) เพื่อมุ่งมั่น คิดค้น พัฒนานวัตกรรม สินค้า บริการและแอปพลิเคชั่นส์ต่างๆ รวมถึงให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้งระบบโครงข่าย เพื่อตอบสนองความต้องการทางธุรกิจของลูกค้าและสร้างความพึงพอใจอย่างต่อเนื่องด้วยมาตรฐานระดับสากล

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจากไอเน็ตได้ที่ https://inet.co.th เฟสบุ๊ค: inetclub

 

[1] Worldwide Semiannual Services Tracker, IDC, ธันวาคม 2561

[2] APeJ Public Cloud Services Spending Forecast to Reach $15 Billion in 2018, รายงานของ IDC, กุมภาพันธ์ 2561

อะโดบีจับมือไมโครซอฟท์และลิงค์อิน เร่งสร้างสรรค์และผลักดันประสบการณ์ตามบัญชีผู้ใช้ (Account-Based Experiences - ABX)

อะโดบี (Nasdaq : ADBE) ประกาศขยายความร่วมมือกับไมโครซอฟท์และผนวกรวมระบบเข้ากับลิงค์อิน (LinkedIn) เพื่อเร่งการสร้างสรรค์ประสบการณ์ตามบัญชีผู้ใช้ (Account-Based Experience - ABX) ผ่านการผนวกรวมโซลูชั่นใหม่ๆ ด้านการตลาด  นอกจากนี้ อะโดบีและไมโครซอฟท์กำลังปรับเปลี่ยนแหล่งข้อมูลสำคัญๆ ให้สอดคล้องกัน เพื่อใส่ข้อมูลไว้ในโปรไฟล์ลูกค้าซึ่งอ้างอิงตามบัญชีผู้ใช้ใน Adobe Experience Cloud รวมถึง Marketo Engage และ Microsoft Dynamics 365 for Sales  การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความสะดวกให้แก่ฝ่ายการตลาด B2B และฝ่ายขายในการระบุ ทำความเข้าใจ และดึงดูดทีมงานฝ่ายจัดซื้อของลูกค้า B2B  ความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยผลักดันการผนวกรวม ตรวจวัด และนำเสนอเนื้อหาคอนเทนต์แบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อมอบประสบการณ์ที่มีลักษณะแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น ทั้งในระดับของบุคคลและบัญชีผู้ใช้ บนแพลตฟอร์ม B2B ที่สำคัญอย่างเช่น LinkedIn

นาย สตีฟ ลูคัส รองประธานอาวุโส ฝ่ายธุรกิจประสบการณ์ดิจิทัลของอะโดบี กล่าวว่า “การผสานรวมการติดต่อสื่อสารของหลายๆ บุคคลในกิจกรรมด้านการตลาดและการขายที่ซับซ้อนถือเป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์ตามบัญชีผู้ใช้ รวมถึงการดำเนินการในแต่ละวันของนักการตลาด B2B  ด้วยความสามารถใหม่ๆ ที่อ้างอิงบัญชีผู้ใช้ ทีมงานฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบุคคลและบัญชีผู้ใช้ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายได้อย่างสอดคล้องมากขึ้น รวมถึงวิธีการใหม่ๆ ในการตรวจวัดผลกระทบทางด้านธุรกิจ”

นางอลิสา เทย์เลอร์ รองประธานบริษัท ฝ่ายแอพพลิเคชั่นธุรกิจและอุตสาหกรรมระดับโลกของไมโครซอฟท์ กล่าวว่า “ความสามารถในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อค้นหาโอกาสที่เหมาะสมและการใช้ข้อมูลเชิงลึกจะช่วยให้ทีมงานฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายสามารถวางแผนการดำเนินการขั้นถัดไปร่วมกับคณะกรรมการฝ่ายจัดซื้อ ภายใต้ความร่วมมือกับอะโดบีและลิงค์อิน ไมโครซอฟท์จะสามารถให้ความช่วยเหลือในการนำเสนอโซลูชั่นแบบครบวงจร ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วจะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ และสร้างโอกาสสำหรับการปรับปรุงการให้บริการและการขายเพิ่มเติม จึงช่วยเพิ่มมูลค่าของลูกค้าในระยะยาว”

เจน วีดน์ รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจของลิงค์อิน กล่าวว่า “หนึ่งในปัญหาท้าทายที่สำคัญที่สุดสำหรับนักการตลาดที่จัดการแคมเปญก็คือ การตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อความที่ต้องการสื่อสารไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง และสร้างผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ตามเป้า ด้วยการขยายความสามารถด้านการตลาดตามบัญชีผู้ใช้ของ LinkedIn ไปสู่ผู้ใช้ Adobe Experience Cloud เราได้สร้างแนวทางที่ไร้รอยต่อสำหรับการระบุและเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมบน LinkedIn โดยนำเสนอเนื้อหาคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสำเร็จให้กับแคมเปญด้านการตลาด”

ความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นการกระชับความสัมพันธ์ที่ยาวนานระหว่างอะโดบีและไมโครซอฟท์ ขณะที่การบูรณาการระบบเข้ากับ LinkedIn Marketing Solution จะช่วยขยายช่องทางใหม่ๆ สำหรับนักการตลาดในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าและทีมงานฝ่ายจัดซื้ออย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะสามารถดำเนินการดังต่อไปนี้:

  • รับทราบข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับลูกค้าเป้าหมาย: ทีมงานฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายจะสามารถใช้ข้อมูลจาก Marketo Engage และ Microsoft Dynamics 365 for Sales เพื่อให้รับทราบข้อมูลเชิงลึกในแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับลูกค้าเป้าหมาย รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ อิทธิพล และรสนิยมของบุคคลดังกล่าว ด้วยการผสานรวม Matched Audiences ของลิงค์อิน เข้ากับ Marketo Engage จะทำให้สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายตามบัญชีผู้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้นักการตลาดสามารถระบุชื่อบุคคลที่ควรจะติดต่อด้วยภายในองค์กรของลูกค้าและทำการติดต่อผ่านแพลตฟอร์ม LinkedIn
  • กำหนดกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยใช้โปรไฟล์ลูกค้าที่มีรายละเอียดมากกว่าเดิม:เพื่อระบุบัญชีผู้ใช้ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการติดต่อ ฟีเจอร์ Account Profiling ของ Marketo Engage ผสานรวมพลังของการสร้างแบบจำลองเชิงคาดการณ์และการทำงานอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วยระบบอัจฉริยะเข้าไว้ในโซลูชั่น ABX หนึ่งเดียว ช่วยให้นักการตลาดสามารถระบุบัญชีผู้ใช้ที่เหมาะสมจากกว่า 25 ล้านบริษัทภายในเวลาไม่กี่นาที
  • ขับเคลื่อนแคมเปญที่อ้างอิงบุคคลได้แม่นยำมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน: Adobe Audience Manager ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการจัดการข้อมูล (Data Management Platform - DMP) ที่ทำงานบน Azure จะช่วยให้แบรนด์ต่างๆ สามารถผนวกรวมข้อมูลของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อขับเคลื่อนแคมเปญที่อ้างอิงผู้ติดต่อบน LinkedIn และช่องทางอื่นๆ ควบคู่ไปกับการแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อสื่อได้แม่นยำมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน การกำกับดูแลข้อมูลและการควบคุมการเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวจะช่วยให้แน่ใจว่าข้อมูลลูกค้าได้รับการคุ้มครองดูแลให้ปลอดภัย และช่วยให้แบรนด์ต่างๆ ปฏิบัติตามนโยบายการเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัว รวมไปถึงกฎหมายว่าด้วยการปกป้องข้อมูลส่วนตัว

 

เกี่ยวกับอะโดบี

อะโดบีเปลี่ยนโลกผ่านประสบการณ์ด้านดิจิทัล รายละเอียดเพิ่มเติม www.adobe.com.

เอสน็อคเผยไทยติดโผอันดับ 4  กลุ่มประเทศ APAC ถูกใช้เป็นฐานโจมตี DDoS เร่งผนึกเน็กซัสการ์ด พัฒนาบริการป้องกัน Web Application Firewall และDDoS Protection ครบวงจร

เอสน็อค ผู้ให้บริการ Web Application Firewall และ ป้องกัน DDoS ผ่านคลาวด์รายแรกในไทย เผยปี 2561 ไทยตกเป็นฐานโจมตีดีดอสอันดับที่ 4 ในกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก (APAC) เดินหน้าจับมือพันธมิตรธุรกิจ เน็กซัสการ์ด ผู้ให้บริการระบบป้องกัน DDoS ผ่านคลาวด์รายใหญ่ของโลก พัฒนาบริการเว็บแอปพลิเคชันไฟร์วอลล์ (WAF) พร้อมรับมือการโจมตีของดีดอส (DDoS) ด้วยแบนด์วิดท์กว่า 3 เทอราบิต หนุนเสริมด้วยศูนย์บริการโซลูชันคัดกรองและแก้ไขปัญหา (Global Scrubbing Center) รวม 16 แห่งทั่วโลก หวังตอบโจทย์องค์กรออนไลน์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันบนมือถือ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซและเกมส์ออนไลน์ มั่นใจปี 2562 บริษัทยังโตต่อเนื่อง 100%

จากรายงานภัยคุกคามความปลอดภัยด้วยดีดอส (Distributed Denial of Services –DDoS) โดย เน็กซัสการ์ด ได้เปิดเผยผลสำรวจล่าสุดในไตรมาสที่ 4 ของปี 2561  ระบุว่า ประเทศไทยติดอันดับที่ 4 ในกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก ซึ่งถูกใช้เป็นฐานโจมตีด้วยดีดอสถึง 3.63% โดยประเทศจีนเป็นฐานโจมตีอันดับ 1 ที่ 61.16 % ตามมาด้วยเวียดนาม 9.52% และอินเดีย 7.33% รั้งอันดับที่ 2 และ 3 ตามลำดับ โดยตัวเลขการโจมตีต่อหนึ่งไอพี พรีฟิกซ์ (IP Prefix) ในปีที่ผ่านมาสูงถึง 176 กิกะบิตต่อวินาที (Gbps) และทำให้ระบบล่มได้นานถึง 18 วัน, 21ชั่วโมง, 59 นาที

นายวิศรุต มานูญพล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท ซีเคียว เน็ตเวิร์ค โอเปอเรชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด หรือ เอสน็อค เปิดเผยเพิ่มเติมถึงผลกระทบของดีดอสในประเทศไทย ว่า ปี 2561 เป็นปีที่พบขนาดการโจมตีด้วยดีดอสที่มีแบนด์วิดท์สูงถึง 14 กิกะบิตต่อวินาที และส่งผลทำให้ระบบล่มได้ยาวนานถึง 4 ชั่วโมง  โดยส่วนใหญ่จะเป็นการโจมตีผ่านระบบของผู้ให้บริการการสื่อสาร อินเทอร์เน็ต คลาวด์ หรือ ไอเอสพี เพื่อให้เกิดผลกระทบทางอ้อมต่อเนื่องไปถึงระบบของลูกค้าที่มาเช่าใช้บริการเพื่อประกอบธุรกรรมการค้า หรือให้บริการแอปพลิเคชันในรูปแบบออนไลน์ต่าง ๆ ส่งผลให้ระบบล่ม ไม่สามารถเข้าถึงหรือติดต่อเว็บไซต์ที่ต้องการได้ เกิดการตอบกลับที่ล่าช้าหรือไม่สามารถให้บริการลูกค้าเป้าหมายได้ตามที่ร้องขอ ทำให้พลาดโอกาสในการทำธุรกิจ เสียหายต่อชื่อเสียงของแบรนด์และบริษัท หรือกระทั่งสูญเสียลูกค้าให้กับคู่แข่งไปในที่สุด  

“เราพบว่า 70% ของบริษัทในประเทศไทยติดตั้งการใช้งานแบนด์วิดท์อยู่ที่ราว ๆ 100 เมกะบิต หรือ 1 กิกะบิต เป็นส่วนใหญ่ มีเพียง 10% เท่านั้น ที่สามารถลงทุนในระดับ 10 กิกะบิตได้ ทั้งนี้ เพราะค่าใช้จ่ายในการติดตั้งแบนด์วิดท์ขนาดใหญ่มีราคาสูง ประกอบกับการใช้งานไอโอทีที่เติบโอย่างรวดเร็ว ได้กลายเป็นช่องโหว่สำคัญที่ทำให้เกิดการโจมตีด้วยแบนด์วิดท์ที่ใหญ่กว่า จากอุปกรณ์ทุกรูปแบบ และทุกทิศทาง“

ด้วยเหตุนี้ เอสน็อค จึงได้ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ เน็กซัสการ์ด ในการพัฒนาระบบบริการเว็บแอปพลิเคชันไฟร์วอลล์ และระบบป้องกันการโจมตีของดีดอสในรูปแบบ Security as a Service เป็นรายแรกในประเทศไทย เพื่อปลดล็อคปัญหาเรื่องของงบประมาณ โดยสามารถช่วยลูกค้าในการประหยัดงบลงทุนได้กว่า 6 เท่า แต่ยังคงได้รับบริการที่ครอบคลุมความต้องการได้ครบถ้วน ตลอด 24x7 วัน ได้แก่ การจัด บริการเว็บแอปพลิเคชันไฟร์วอลล์ (Web Application Firewall –WAF) ร่วมกับระบบป้องกันการโจมตีแอปพลิเคชันโดยเฉพาะ การให้บริการแบบโอพี (Original Protection) ที่เน้นป้องกันการโจมตีของดีดอสแบบ Volumetric ในลักษณะการรุมถล่มเน็ตเวิร์คด้วยทราฟฟิคปลอมพร้อมกันในปริมาณมาก ๆ  ร่วมด้วยการทำโหลด บาลานซิ่ง (Load Balancing) ในการกระจายปริมาณงานของเซิร์ฟเวอร์ต่าง ๆ เพื่อป้องกันการหยุดชะงักของระบบจากปัญหาความหนาแน่นในแบนด์วิดท์ และ บริการป้องกันการโจมตีดีเอ็นเอส  (DNS) ซึ่งมุ่งป้องกันที่ตัวโดเมนเนมของเว็บไซต์ต่าง ๆ เป็นหลัก ให้มีความปลอดภัย สามารถเข้าถึงและใช้งานได้เมื่อร้องขอ

นอกจากนี้ ยังเสริมด้วยการจัดตั้งศูนย์บริการตรวจจับ คัดกรอง และป้องกันการโจมตีระบบโดยดีดอส (Global Scrubbing Center) ในประเทศไทย  ด้วยแบนด์วิดท์ขนาด 700 กิกะบิต ซึ่งเมื่อรวมกับศูนย์บริการของเน็กซัสการ์ดอีก 15 แห่ง ทั่วโลก จะทำให้ลูกค้าของบริษัทมีแบนด์วิดท์ไว้รองรับการโจมตีของดีดอสราว 3 เทอราบิต การพัฒนาทีมงานสนับสนุนที่สามารถรองรับการทำงานได้ทั้งเว็บไซต์ภาษาไทยและเทศ ซึ่งพร้อมให้คำปรึกษาลูกค้าแบบเรียลไทม์ รวมถึงสามารถตั้งวอร์รูมแบบเวอร์ช่วลที่พร้อมแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ทันทีที่เกิดวิกฤติฉุกเฉิน ตลอดจนการทำงานร่วมกับเน็กซัสการ์ดในการจัดกิจกรรมสัมมนาความรู้เรื่องภัยของดีดอส การทำแผนการจัดอบรมและเวิร์คช็อปเกี่ยวกับดีดอสให้กลุ่มเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลระบบความปลอดภัยด้านไอทีขององค์กร และผู้สนใจทั่วไป เพื่อให้ตระหนักถึงภัยเงียบของดีดอสที่สามารถบ่อนทำลายศักยภาพการดำเนินธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์แบบไม่ทันตั้งตัว

“ที่ผ่านมา เราได้ทำงานร่วมกับผู้ให้บริการการสื่อสาร อินเทอร์เน็ต และคลาวด์ หรือ ไอเอสพี อาทิ กสท. อินเทอร์เน็ตประเทศไทย ในฐานะผู้ดูแลระบบบริการโครงสร้างพื้นฐานของไอเอสพีให้ปลอดจากการโจมตีด้วยดีดอส แต่ในปีนี้ เราจะยกระดับการทำงานกับไอเอสพีไปสู่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในฐานะตัวแทนขาย (Reseller) บริการความปลอดภัยของบริษัท โดยจะมีการร่วมลงทุนติดตั้งระบบไว้ที่ศูนย์บริการของ   ไอเอสพี เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในการใช้บริการตามความสะดวกและด้วยค่าใช้จ่ายที่จับต้องได้ โดยลูกค้าสามารถเลือกขอใช้บริการแบบต่อตรงถึงคลาวด์ของเน็กซัสการ์ดและเอสน็อค หรือจะใช้งานผ่านคลาวด์ของไอเอสพีในประเทศโดยยังคงมีศูนย์ของเน็กซัสการ์ดจากทั่วโลกเป็นแบ็คอัพ ซึ่งจะทำให้ระบบบริการโดยไอเอสพีในระดับท้องถิ่นมีความเสถียร มีประสิทธิภาพสูงในการรับมือดีดอสที่มีแบนด์วิดท์ใหญ่ ๆ ได้มากขึ้น”  

นายวิศรุต กล่าวปิดท้ายว่า ปัจจุบัน บริษัทได้ให้บริการระบบความปลอดภัยดังกล่าวกับลูกค้าในกลุ่มธนาคารชั้นนำ 5 ใน 10 แห่ง  บริษัทเกมส์ออนไลน์ยักษ์ใหญ่ 2 ใน 3 ราย  และเว็บออนไลน์ไทยมากกว่า 150 แห่ง อย่างไรก็ตาม บริษัทได้วางเป้าหมายในการขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นในกลุ่มสถาบันผู้ให้บริการด้านการเงิน ดาต้าเซ็นเตอร์ ผู้ทำธุรกิจด้านอีคอมเมิร์ซ เกมออนไลน์ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันบนมือถือ เอพีไอต่าง ๆ  โดยตั้งเป้าการเติบโตด้านรายได้ในปีนี้ที่ 40 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโตที่สูงจากปีที่แล้ว 100%

 

เกี่ยวกับเอสน็อค

เอสน็อค เป็นผู้ให้บริการ Web Application Firewall และ ป้องกัน DDoS ผ่านคลาวด์รายแรกในไทย  บริษัทฯ มีความพยายามในการนำเอาเทคโนโลยีมาเพื่อต่อสู้และป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ซึ่งถูกพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปด้วยความราบรื่น มั่นคงปลอดภัยและมีความเชื่อมั่นจากลูกค้าที่มาใช้บริการ

บริษัทฯ มีผู้เชี่ยวชาญและห้องปฏิบัติการ (Security Operation Center) ตั้งอยู่ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์การโจมตีรูปแบบใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งจะคอยช่วยเหลือ, ให้คำที่ปรึกษา และคอยป้องกันการโจมตี (Incident Response) ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน เยี่ยมชมเว็บไซต์ www.snoc.co.th

เกี่ยวกับเน็กซัสการ์ด

เน็กซัสการ์ด ก่อตั้งเมื่อปี 2551 เป็นผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจากภัยคุกคามด้วยดีดอส ทำให้มั่นใจว่าบริการรอินเทอร์เน็ตจะไม่ถูกรบกวน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และสามารถควบคุมจัดการเครือข่ายได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เน็กซัสการ์ด มุ่งเน้นในการพัฒนาและนำเสนอโซลูชันรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ที่ดีที่สุด สำหรับลูกค้าในทุกๆ อุตสาหกรรม รวมไปถึงช่วยให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต สามารถนำเอาโซลูชันการป้องกัน DDoS ให้บริการแก่ลูกค้าได้ เยี่ยมชมเว็บไซต์ www.nexusguard.com

อะโดบี อวดโฉมนวัตกรรม Adobe Experience Cloud ที่งาน Adobe Summit 2019 พร้อมขับเคลื่อนอนาคตของการจัดการประสบการณ์ลูกค้า

เปิดตัว Adobe Commerce Cloud, Marketo Engage และ Adobe Experience Platform พร้อมประกาศความร่วมมือกับ Microsoft, ลิงค์อิน LinkedIn และ ServiceNow

อะโดบี (Nasdaq:ADBE) เปิดฉากงาน Adobe Summit 2019 ซึ่งเป็นงานประชุมเพื่อเสริมศักยภาพนักการตลาดดิจิทัลสู่การสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ ลาสเวกัส ประเทศสหรัฐฯ ปัจจุบันทุกธุรกิจจำเป็นต้องดำเนินการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และบริษัทหลายพันแห่งไว้วางใจให้ Adobe Experience Cloud ทำหน้าที่บริหารจัดการธุรกิจดิจิทัลในแต่ละขั้นตอนของการติดต่อสื่อสารและให้บริการแก่ลูกค้า พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมล่าสุดสำหรับ Adobe Experience Cloud ได้แก่ Adobe Commerce Cloud และ Marketo Engage พร้อมทั้งเปิดให้บริการ Adobe Experience Platform ทั่วโลก ภายในงานยังได้รับเกียรติจากผู้บริหารของบริษัทชั้นนำ อาทิ นายสัตยา นาเดลลา ซีอีโอของ Microsoft, นายฮูเบิร์ต โจลี ซีอีโอของ Best Buy, นายแดน โรเซนส์เวจ ซีอีโอของ Chegg, นายแอตติคัส ไทเซน ซีไอโอของ Intuit และนางซูซาน จอห์นสัน ซีเอ็มโอของ SunTrust Bank มาร่วมถ่ายทอดแนวคิดและกลยุทธ์สำหรับดำเนินกิจการภายใต้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล  พร้อมกันนี้ อะโดบียังได้ประกาศความร่วมมือที่สำคัญกับ เซอร์วิสนาว (ServiceNow), ไมโครซอฟท์ (Microsoft) และ ลิงค์อิน (LinkedIn) เพื่อเร่งการปรับใช้ระบบจัดการประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience Management - CXM) ในองค์กรต่างๆ

นายชานทานู นาราเยน ประธานบริษัทและซีอีโอของอะโดบี กล่าวว่า “การจัดการประสบการณ์ลูกค้าเป็นตัวปลดล็อคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และอะโดบีจะเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่องบน Adobe Experience Cloud ภายใต้ความร่วมมือกับ เซอร์วิสนาว (ServiceNow), ไมโครซอฟท์ (Microsoft), ลิงค์อิน (LinkedIn) และ เอสเอพี (SAP)  วันนี้ที่งาน Adobe Summit เราได้เผยโฉมเทคโนโลยีใหม่ๆ ใน Adobe Experience Cloud รวมถึงการเปิดตัว Adobe Commerce Cloud และ Marketo Engage และการเปิดให้บริการ Adobe Experience Platform”

อัพเดทนวัตกรรม ของ Adobe Experience Cloud

อะโดบีเปิดเผยว่า Adobe Experience Cloud ซึ่งขับเคลื่อนด้วย Adobe Experience Platform ผนวกรวมเวิร์กโฟลว์ของโซลูชั่นต่างๆ เข้าด้วยกัน และเพิ่มระบบจัดการแบบเรียลไทม์ซึ่งขับเคลื่อนด้วย Adobe Sensei จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการออกแบบ นำเสนอ และปรับแต่งประสบการณ์สำหรับทุกช่องทาง  ทั้งนี้ Adobe Experience Cloud ได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายโดยองค์กรธุรกิจทุกขนาด รวมไปถึงบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สื่อและความบันเทิง บริการด้านการเงิน ยานยนต์ และโทรคมนาคม

Adobe Experience Platform ที่วันนี้พร้อมเปิดให้บริการทั่วโลก เป็นแพลตฟอร์มแบบเปิดที่รองรับการต่อขยาย ทำหน้าที่ผนวกรวมข้อมูลจากระบบต่างๆ ทั่วทั้งองค์กร รองรับการสร้างโปรไฟล์ลูกค้าแบบเรียลไทม์โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning ใน Adobe Sensei  ทั้งนี้ Adobe Experience Platform เปิดใช้งานคอนเทนต์ตามโปรไฟล์ลูกค้า เพื่อนำเสนอประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องและรอบด้านในแบบเรียลไทม์  แพลตฟอร์มดังกล่าวช่วยเสริมศักยภาพให้อีโคซิสเต็มของอะโดบีที่เปิดให้บริการทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมพาร์ทเนอร์กว่า 13,000 ราย ทั้งในส่วนของเอเจนซี่ ผู้จัดหาโซลูชั่น และบริษัทเทคโนโลยี และนักพัฒนาอีกกว่า 300,000 ราย (อ่านข่าวประชาสัมพันธ์เพิ่มเติม)

Adobe Analytics Cloud เป็นระบบหลักของการทำงานแบบอัจฉริยะและการเปิดใช้งานสำหรับ CXM ได้รับการเพิ่มความสามารถให้จัดหาข้อมูลเชิงลึกพฤติกรรมของผู้บริโภคผ่านช่องทางต่างๆ แบบเรียลไทม์และถูกต้องแม่นยำ พร้อมด้วยการแบ่งเซ็กเมนต์กลุ่มเป้าหมายแบบอัตโนมัติ และใช้งานง่าย  ตอนนี้ Adobe Audience Manager ซึ่งผสานรวมเข้ากับ Adobe Experience Platform นำเสนอแพลตฟอร์มข้อมูลลูกค้า (Customer Data Platform - CDP) แบบเรียลไทม์ ซึ่งผนวกรวมข้อมูลที่รู้จักและข้อมูลที่ไม่เปิดเผยชื่อเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างโปรไฟล์ลูกค้าแบบเรียลไทม์โดยครอบคลุมหลากหลายช่องทางในทุกขั้นตอนของการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า  Adobe Analytics พร้อมด้วย Adobe Experience Platform ช่วยให้แบรนด์ต่างๆ มีวิธีการใหม่ในการกลั่นกรองข้อมูลเชิงลึกโดยใช้ข้อมูลเรียลไทม์ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์  นอกจากนี้ Journey IQ ใน Adobe Analytics จะผสานรวมการติดต่อสื่อสารทั้งหมดของลูกค้าเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างตรงจุดในช่วงเวลาที่เหมาะสม  นอกจากนี้ยังบูรณาการเข้ากับ Adobe Advertising Cloud ในระดับที่ลึกกว่าเดิม เพื่อผสานรวมโซลูชั่นข้อมูลและทรัพยากรต่างๆ เข้าด้วยกัน แก้ปัญหาคลังจัดเก็บสื่อที่แยกกระจัดกระจาย และช่วยให้แน่ใจว่ากิจกรรมด้านการตลาดและโฆษณามีลักษณะสอดคล้องกัน  นอกจากนั้น Adobe Analytics ยังผนวกรวมแดชบอร์ดด้านการค้าจาก Adobe Commerce Cloud อีกด้วย (อ่านบล็อกโพสต์เพิ่มเติม)

Adobe Marketing Cloud เป็นระบบพื้นฐานสำหรับการปรับแต่งคอนเทนต์ การเปิดใช้งานการสนทนา และการปรับแต่งประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคลสำหรับทุกช่องทางการสื่อสาร ได้เพิ่มเติมโซลูชั่นชั้นนำสำหรับระบบงานด้านการตลาด B2B แบบอัตโนมัติ นั่นคือ Marketo Engage เข้าไว้ใน Marketing Cloud  การผนวกรวมระบบในขั้นต้นนี้จะช่วยให้นักการตลาดสามารถดึงหรือแก้ไขคอนเทนต์จาก Adobe Experience Manager หรือ Adobe Creative Cloud ได้อย่างไร้รอยต่อ และสร้างรายชื่อกลุ่มเป้าหมายโดยอัตโนมัติ เพื่อศึกษามาตรการที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการดำเนินการเพื่อสร้างยอดขาย B2B (Marketo Engage)  นวัตกรรมอื่นๆ ใน Adobe Marketing Cloud ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการนำเสนอเนื้อหาคอนเทนต์ที่มีการปรับแต่งแบบเฉพาะบุคคล โดยอาศัยการแจ้งเตือนแบบอัตโนมัติ (Adobe Campaign) รวมไปถึงเอนจิ้นอัจฉริยะสำหรับการแนะนำคอนเทนต์ (Adobe Experience Manager และ Adobe Target) และความสามารถสำหรับการครอบตัดวิดีโอแบบอัตโนมัติ (Adobe Experience Manager)

Adobe Advertising Cloud ช่วยให้แบรนด์ต่างๆ มีฟังก์ชั่นที่จำเป็นสำหรับการวางแผน ซื้อ วัดผล และปรับแต่งโฆษณา โดย Adobe Advertising Cloud ได้เพิ่มความสามารถให้จัดการแคมเปญโฆษณาบนช่องทางที่หลากหลายได้พร้อมกัน และสร้างระบบงานอัตโนมัติ ครอบคลุมวิดีโอทุกรูปแบบ พร้อมทั้งคุ้มครองความปลอดภัยให้กับแบรนด์  ภายใต้ความร่วมมือกับ Roku, Inc. ลูกค้าที่ใช้ Adobe Advertising Cloud จะสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ตนเองจัดเก็บโดยตรง รวมถึงเซ็กเมนต์กลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ที่รวบรวมได้จากกิจกรรมด้านการตลาดและโฆษณาผ่านทาง Adobe Analytics Cloud เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายบนระบบทีวีผ่านอินเทอร์เน็ตของ Roku (อ่านข่าวประชาสัมพันธ์เพิ่มเติม)

อะโดบีได้เปิดตัว Adobe Commerce Cloud ซึ่งพัฒนาต่อยอดจาก Magento Commerce และใช้ประโยชน์จากอีโคซิสเต็มของนักพัฒนากว่า 300,000 ราย โดยนำเสนอโซลูชั่นแบบครบวงจรสำหรับการปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้าและการดำเนินธุรกิจ ด้วยการขับเคลื่อนระบบการค้าที่ได้รับการบูรณาการและจัดการอย่างรอบด้าน ครอบคลุมหน้าร้านทั้งหมด ทั้งทางกายภาพ ดิจิทัล และแบบเสมือนจริง  นอกจากนี้ การผนวกรวมแบบเนทีฟกับ Adobe Experience Cloud รวมไปถึง Adobe Analytics และ Adobe Experience Manager และการทำงานแบบอัจฉริยะโดยอาศัย Adobe Sensei จะรองรับการแสดงข้อมูลเชิงลึกอย่างละเอียดในแดชบอร์ดการค้า และนำเสนอประสบการณ์การค้าที่น่าประทับใจในแบบเรียลไทม์ (อ่านบล็อกโพสต์เพิ่มเติม)

ความร่วมมือใหม่

อะโดบี และ เซอร์วิสนาว (ServiceNow) ประกาศแผนรองรับความร่วมมือระหว่าง Adobe Experience Platform กับ ServiceNow Now Platform เพื่อเพื่อประสิทธิภาพในการปรับปรุงโปรไฟล์ลูกค้าแบบเรียลไทม์ของอะโดบีโดยใช้ข้อมูลสนับสนุนจาก ServiceNow ซึ่งจะช่วยสร้างมุมมองที่ครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้นเกี่ยวกับลูกค้า โดยครอบคลุมทุกขั้นตอนบนระบบดิจิทัล ตั้งแต่การดึงดูดลูกค้าไปจนถึงการให้บริการ  นอกจากนี้ โซลูชั่น Adobe Experience Cloud จะผนวกรวมเข้ากับ ServiceNow Now Platform รวมถึงโซลูชั่นการจัดการบริการลูกค้า (Customer Service Management - CSM)  อะโดบีและ ServiceNow จะร่วมมือกันเพื่อช่วยให้ลูกค้าใช้ประโยชน์จากเวิร์กโฟลว์แบบดิจิทัล บริการแคตตาล็อก ความสามารถแบบอัจฉริยะในการจัดการคอนเทนต์และความรู้ (อ่านข่าวประชาสัมพันธ์เพิ่มเติม)

ความร่วมมือระหว่างอะโดบีกับ ไมโครซอฟท์ (Microsoft) และลิงค์อิน (LinkedIn) จะสร้างสรรค์ประสบการณ์ตามบัญชีผู้ใช้ (Account-Based Experiences - ABX) ผ่านการรวบรวมข้อมูลและความสามารถใหม่ๆ ด้านการตลาดและการขาย  ด้วยการปรับเปลี่ยนแหล่งข้อมูลสำคัญให้สอดคล้องเพื่อใส่ข้อมูลไว้ในโปรไฟล์ตามบัญชีผู้ใช้ บริษัทต่างๆ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับนักการตลาด B2B โดยรวมในการระบุ ทำความเข้าใจ และดึงดูดทีมงานฝ่ายจัดซื้อของลูกค้าได้ง่ายดายมากขึ้น  ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยสร้างประสบการณ์ที่มีลักษณะเป็นแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น ทั้งในระดับบุคคลและระดับบัญชีผู้ใช้บนแพลตฟอร์มการตลาดและการขายที่สำคัญๆ อย่างเช่น LinkedIn (อ่านข่าวประชาสัมพันธ์เพิ่มเติม)

Adobe Sensei

อะโดบีเผยโฉมเจนเนอเรชั่นใหม่ของ Adobe Sensei ซึ่งเป็นเทคโนโลยี AI และ Machine Learning ของอะโดบี ที่รวมอยู่ในโซลูชั่น Adobe Experience Cloud โดยทำหน้าที่ขับเคลื่อนข้อมูลเชิงลึก ความสามารถในการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าเพื่อดึงดูดและเพิ่มการตัดสินใจแบบเรียลไทม์ รวมทั้งเวิร์กโฟลว์ที่ชาญฉลาดขึ้น  ด้วยการเปิดให้บริการ Adobe Experience Platform ทั่วโลก บริการ AI ใหม่ๆ (ในรุ่นเบต้า) จะมอบเลเยอร์ของการทำงานแบบอัจฉริยะ เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลและเนื้อหาคอนเทนต์ ช่วยให้แบรนด์ต่างๆ สามารถนำเสนอข้อความที่เหมาะสมผ่านช่องทางที่เกี่ยวข้องในช่วงเวลาและบริบทที่เหมาะสมที่สุด  ความสามารถของ Adobe Sensei พร้อมใช้งานแล้วสำหรับทุกธุรกิจ

พรีวิวเทคโนโลยีใหม่

อะโดบีจะจัดแสดงตัวอย่างเทคโนโลยีใหม่จากห้องปฏิบัติการ R&D ในช่วง Adobe Sneaks ซึ่งนับเป็นไฮไลท์สำคัญของงาน Adobe Summit โดยมินดี้ คาลิ่ง นักแสดงและโปรดิวเซอร์ จะทำหน้าที่เป็นพิธีกรสำหรับช่วง Sneaks ซึ่งเปิดให้ผู้เข้าร่วมได้รับประสบการณ์ใช้งานเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า และเทคโนโลยีที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดี มีโอกาสที่จะผลิตออกมาให้ใช้งานได้จริงในอนาคต

ผู้มีอิทธิพล เขย่าวงการ และสร้างสรรค์ประสบการณ์

รีส วิทเธอร์สปูน นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ โปรดิวเซอร์ และผู้ก่อตั้ง Draper James และ ดรู บรีส์ ควอเตอร์แบคของทีมนิวออร์ลีนส์เซนต์ ร่วมกล่าวบรรยายบนเวที Adobe Summit โดยทั้งคู่ได้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง  นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัล Adobe Experience Maker Awards เป็นครั้งแรก รวมถึงรางวัล Marketo’s Revvie Awards ซึ่งมอบให้แก่แบรนด์ที่ขับเคลื่อนประสบการณ์ลูกค้าที่ดีที่สุดในโลก (อ่านข่าวประชาสัมพันธ์เพิ่มเติม)

 

เกี่ยวกับ Adobe Experience Cloud

อะโดบีปฏิวัติการจัดการประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience Management - CXM) ด้วย Adobe Experience Cloud ซึ่งเป็นโซลูชั่นแบบครบวงจรเพียงหนึ่งเดียวสำหรับการสร้างเนื้อหาคอนเทนต์ การตลาด โฆษณา การวิเคราะห์ข้อมูล และการค้า  ขณะที่แพลตฟอร์มระดับองค์กรรุ่นเก่าประกอบด้วยข้อมูลโปรไฟล์ลูกค้าที่ตายตัวและแยกออกจากกัน แต่ Adobe Experience Cloud จะช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถนำเสนอประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ต่อเนื่อง และสอดคล้องกัน ผ่านทุกช่องทางการติดต่อสำหรับลูกค้า ควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็ว  นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมระบุว่าอะโดบีคือผู้นำที่โดดเด่นในรายงานผลการศึกษาสำคัญๆ กว่า 20 ฉบับที่มุ่งเน้นเรื่องประสบการณ์ ซึ่งมากกว่าบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ

เกี่ยวกับอะโดบี

อะโดบีเปลี่ยนโลกผ่านประสบการณ์ด้านดิจิทัล รายละเอียดเพิ่มเติม www.adobe.com.

Page Visitor

005473278
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
6164
32898
39062
127380
1299737
5473278
Your IP: 44.192.114.32
2022-07-04 02:59