then
July 04, 2022

ผลวิจัยใหม่จากเดลล์ อีเอ็มซี เผย ธุรกิจทั่วโลกส่วนใหญ่ ตระหนักดีถึงคุณค่าของข้อมูลพร้อมพยายามเต็มที่ ในการหาระบบปกป้องข้อมูลได้อย่างเพียงพอ

องค์กรธุรกิจที่ไม่สามารถกู้คืนข้อมูลหลังเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด มีจำนวนสูงถึงเกือบ 2 เท่าจากปี 2016 ตามรายงานจากดัชนีการปกป้องข้อมูลทั่วโลก ที่สำรวจผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีจำนวน 2,200 รายจาก 18 ประเทศ

  • องค์กรธุรกิจ มีการบริหารจัดการข้อมูลในปี 2018 โดยเฉลี่ยที่ 70PB ซึ่งแสดงถึงการเติบโตอย่างมหาศาลถึง 569 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปริมาณที่มีการบริหารจัดการในปี 2016 ที่ 1.45PB
  • 92 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจในทั่วโลก ยอมรับข้อมูลเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อการดำเนินธุรกิจขององค์กร โดยองค์กร 36 เปอร์เซ็นต์ สามารถทำเงินจากข้อมูลได้แล้ว
  • 76 เปอร์เซ็นต์ของผู้ร่วมการสำรวจ เล็งเห็นและรับรู้ถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของข้อมูลภายใน 12 เดือนที่ผ่านมา และ 27 เปอร์เซ็นต์ มีประสบการณ์ข้อมูลสูญหายยากที่จะกู้คืนได้ คิดเป็นจำนวนเกือบสองเท่าของ 14 เปอร์เซ็นต์ในปี 2016
  • กว่า 3 ใน 4 (35 เปอร์เซ็นต์) ของผู้ตอบสำรวจ มั่นใจมากว่าระบบโครงสร้างด้านการปกป้องข้อมูลขององค์กรตนทำงานได้สอดคล้องตามกฏระเบียบที่มี แต่มีเพียง 16 เปอร์เซ็นต์ ที่เชื่อว่าโซลูชันด้านการปกป้องข้อมูลของตนจะรองรับความท้าทายในอนาคตได้ทั้งหมด
  • เกือบครึ่ง (45 เปอร์เซ็นต์) ของผู้เข้าร่วมการสำรวจกำลังพยายามหาโซลูชันด้านการปกป้องข้อมูลที่เหมาะกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ และ แมชชีน เลิร์นนิ่ง

เดลล์ อีเอ็มซี เผยผลการสำรวจเกี่ยวกับดัชนีการปกป้องข้อมูลทั่วโลก (Global Data Protection Index) โดยจัดทำขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอัตราเติบโตอย่างรวดเร็วของข้อมูลที่สูงถึง 569 เปอร์เซ็นต์ และผู้ที่นำระบบปกป้องข้อมูลมาใช้ มีอัตราเพิ่มแบบก้าวกระโดด สูงถึงเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ปี 2016 โดยงานวิจัยครั้งนี้ได้มีการสำรวจผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีจำนวน 2,200 รายจากองค์กรภาครัฐฯ และเอกชนที่มีพนักงาน 250 คนขึ้นไป ครอบคลุม 18 ประเทศและ 11 อุตสาหกรรม เพื่อให้ความเข้าใจที่ครบถ้วนเกี่ยวกับการปกป้องข้อมูลและการเติบโตของกลยุทธ์ด้านการปกป้องข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดัชนีดังกล่าวได้เปิดเผยถึงปริมาณข้อมูลที่มีการบริหารจัดการซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย จาก 1.45 เพตะไบต์ (PB) ในปี 2016 เป็น 9.70PB ในปี 2018 พร้อมการตระหนักถึงคุณค่าของข้อมูลอย่างจริงจัง จากข้อเท็จจริง มีผู้ตอบสำรวจจำนวน 92 เปอร์เซ็นต์ มองเห็นความเป็นไปได้ในการสร้างคุณค่าจากข้อมูล และ 36 เปอร์เซ็นต์ สามารถทำเงินจากข้อมูลได้แล้ว ในขณะที่การรับรู้เป็นไปในทิศทางที่ดี ผู้ตอบสำรวจส่วนใหญ่ก็กำลังพยายามหาทางปกป้องข้อมูลอย่างถูกต้องและเหมาะสม การผสมผสานกันขององค์ประกอบเหล่านี้เป็นปัจจัยผลักดันผลลัพธ์ของการสำรวจในหลายประเด็นด้วยกัน

องค์กรสูญเสียโอกาสในการดำเนินธุรกิจคิดเป็นมูลค่ามหาศาลเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

ทั้งปริมาณข้อมูลที่มาก และความสำคัญของข้อมูลต่อการดำเนินธุรกิจ ทำให้การปกป้องข้อมูลมีความท้าทายมากยิ่งขึ้น  เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความขัดข้องเกิดบ่อยขึ้น แต่สิ่งที่น่าตระหนักมากขึ้น ก็คือจำนวนข้อมูลที่สูญหายและไม่สามารถกู้คืนได้มีมากขึ้น  มีผู้ตอบสำรวจจำนวนมากกว่า 3 ใน 4 (76 เปอร์เซ็นต์) ในทั่วโลกที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ความขัดข้องบางประเภทภายในช่วงเวลา 12 เดือน และ 27 เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถใช้โซลูชันด้านการปกป้องข้อมูลที่มีอยู่กู้คืนข้อมูลโดยได้ นับเป็นอัตราการเพิ่มเกือบสองเท่า (14 เปอร์เซ็นต์) ของปี 2016

ผลสำราจพบว่า ผู้ตอบสำรวจจำนวน 76 เปอร์เซ็นต์ ทั่วโลก ต่างใช้ระบบปกป้องข้อมูลจากอย่างน้อย 2 โซลูชัน ที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้ 35 เปอร์เซ็นต์มีแนวโน้มว่าเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับความขัดข้องบางประเภทระหว่างช่วงระยะเวลา 12 เดือน เมื่อเทียบกับรายที่ใช้โซลูชันเดียว  การที่ระบบเกิดดาวน์ไทม์โดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า นับเป็นความขัดข้องที่เกิดขึ้นมากที่สุดสำหรับองค์กรที่ใช้ระบบปกป้องข้อมูล 2 โซลูชัน ตามมาด้วยการโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (ransomware attack) ซึ่งป้องกันไม่ให้เข้าถึงข้อมูล (32 เปอร์เซ็นต์) รวมถึงทำให้ข้อมูลสูญหาย (29 เปอร์เซ็นต์)

แม้ว่าการเกิดดาวน์ไทม์ของระบบโดยไม่ได้วางแผน มีให้เห็นมากขึ้นก็ตาม แต่การสูญเสียข้อมูลนั้นมีราคาแพงยิ่งกว่า ตัวอย่างคือ บรรดาผู้ที่ต้องเผชิญหน้ากับดาวน์ไทม์ต่างมีประสบการณ์เกี่ยวกับการดาวน์ไทม์โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 20 ชั่วโมงภายใน 12 เดือนที่ผ่านมา คิดเป็นค่าใช้จ่าย 526,845 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่ผู้ที่ข้อมูลสูญหายเฉลี่ยอยู่ที่ 2.13 เทราไบต์ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าอยู่ที่เกือบ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ  นอกจากนี้ ผู้ที่มีประสบการณ์ความขัดข้องหลายราย ยังชี้ถึงผลกระทบต่อธุรกิจที่มากกว่านั้น จากการที่ลูกค้าเสียความเชื่อมั่นในคุณค่าของแบรนด์ และส่งผลกระทบถึงประสิทธิผลของพนักงาน และอื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากปริมาณข้อมูลที่สูญหายจะมีราคาแพงแล้ว คุณค่าของข้อมูลเป็นสิ่งที่มีราคาแพงเช่นกัน สิ่งที่เห็นได้ชัดคือองค์กรจำนวนมากคิดเป็น 81 เปอร์เซ็นต์ กล่าวว่าการปกป้องข้อมูลเป็นเรื่องที่ต้องให้ความใส่ใจอย่างจริงจังโดยเฉพาะข้อมูลประเภทที่ให้คุณค่าในการสร้างเม็ดเงินได้มากที่สุด

ความท้าทายด้านการปกป้องข้อมูล

ในขณะที่ผู้ที่ถูกจัดประเภทว่าเป็น adopters ที่เริ่มนำระบบปกป้องข้อมูลมาใช้ จะมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ (จาก 9 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2016 เป็น 57 เปอร์เซ็นต์ในปี 2018) และ leaders หรือผู้ที่เป็นผู้นำในการใช้งาน มีอัตราเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ (จาก 2 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2016 เป็น 12 เปอร์เซ็นต์ในปี 2018) ธุรกิจส่วนใหญ่ก็ยังพยายามหาทางติดตั้งโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างเพียงพอ โดยผู้ตอบสำรวจส่วนใหญ่ (95 เปอร์เซ็นต์) ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านการปกป้องข้อมูลอย่างน้อย 1 ประการ ซึ่งความท้าทายหลัก 3 ประการที่เจอทั่วโลก ได้แก่

  1. ความซับซ้อนของการตั้งค่าและจัดการกับฮาร์แวร์/ซอฟต์แวร์ด้านการปกป้องข้อมูล และค่าใช้จ่ายที่บานปลายในการจัดเก็บและบริหารจัดการกับข้อมูลสำรองอันเนื่องมาจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของข้อมูลที่เป็นความท้าทายอันดับแรกอยู่ที่ 46 เปอร์เซ็นต์
  2. การขาดโซลูชันด้านการปกป้องข้อมูลสำหรับเทคโนโลยีเกิดใหม่ ถูกจัดเป็นอันดับสอง อยู่ที่ 45 เปอร์เซ็นต์
  3. การทำให้มั่นใจว่ามีการบังคับใช้งานข้อมูลตามกฏระเบียบ เช่น GDPR ถูกจัดเป็นอันดับสาม อยู่ที่ 41 เปอร์เซ็นต์

สำหรับบรรดาองค์กรที่กำลังพยายามอย่างยิ่งในการหาโซลูชันด้านการปกป้องข้อมูลสำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ กว่าครึ่ง (51 เปอร์เซ็นต์) กล่าวว่าไม่สามารถหาโซลูชันปกป้องข้อมูลที่เหมาะสำหรับ AI และ ML ตามด้วยแอปพลิเคชันที่ใช้บนคลาวด์ (47 เปอร์เซ็นต์) และ IoT (40 เปอร์เซ็นต์)

ความท้าทายที่มาจากเทคโนโลยีเกิดใหม่ และการเติบโตอย่างรวดเร็วของข้อมูล เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะมี 16 เปอร์เซ็นต์ที่เชื่อว่าโซลูชันด้านการปกป้องข้อมูลปัจจุบันจะสามารถตอบโจทย์ความท้าทายด้านธุรกิจทั้งหมดในอนาคตได้

คลาวด์กำลังเปลี่ยนภาพการปกป้องข้อมูล

จากดัชนีการปกป้องข้อมูลทั่วโลก (Global Data Protection Index) การนำพับบลิคคลาวด์มาใช้ในสภาพแวดล้อมไอทีขององค์กรที่ตอบสำรวจ มีอัตราเพิ่มขึ้นจาก 28 เปอร์เซ็นต์ในปี 2016 เป็น 40 เปอร์เซ็นต์ในปี 2018 โดยเฉลี่ย องค์กรเกือบทั้งหมด ที่ใช้พับบลิคคลาวด์ (98 เปอร์เซ็นต์) ยังใช้คลาวด์เป็นส่วนหนึ่งของระบบโครงสร้างด้านการปกป้องข้อมูลด้วยเช่นกัน กรณีการใช้งานหลักๆ สำหรับการปกป้องข้อมูลบนพับบลิคคลาวด์ ได้แก่

  1. บริการ backup/snapshot เพื่อปกป้องเวิร์กโหลดบนพับบลิคคลาวด์ที่ใช้สถาปัตยกรรมแอปพลิเคชันแบบใหม่ (41 เปอร์เซ็นต์)
  2. การทำแบ็กอัพสำหรับเวิร์กโหลด/ข้อมูล ณ ไซต์งาน (41 เปอร์เซ็นต์)
  3. ปกป้องแอปฯ SaaS โดยเฉพาะ (40 เปอร์เซ็นต์)
  4. ซอฟต์แวร์ปกป้องข้อมูล ณ ไซต์งานเวอร์ชั่นที่ใช้บนคลาวด์ เพื่อปกป้องเวิร์กโหลดบนพับบลิคคลาวด์ (40 เปอร์เซ็นต์)
  5. บริการ backup/snapshot เพื่อปกป้องเวิร์กโหลดบนพับบลิคคลาวด์ที่ใช้สถาปัตยกรรมแอปพลิเคชันแบบดั้งเดิม (38 เปอร์เซ็นต์)

เมื่อพิจารณาโซลูชันด้านการปกป้องข้อมูลในสภาพแวดล้อมพับบลิคคลาวด์ การเติบโตของข้อมูลทั้งหมดในโลกมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะ เนื่องจาก 64 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบสำรวจต่างระบุว่าทางเลือกด้านการขยายขีดความสามารถของระบบเป็นเรื่องสำคัญ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 41 เปอร์เซ็นต์อ้างถึงผลกระทบของระบบโครงสร้างหรือบริการด้านการปกป้องข้อมูล ที่จำเป็นต้องรองรับการขยายการปกป้องได้ ในขณะที่ 40 เปอร์เซ็นต์ อ้างถึงความสามารถในการขยายขอบเขตการบริการในกรณีที่มีเวิร์กโหลดบนพับบลิคคลาวด์เพิ่มขึ้น

กฏระเบียบเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนา

กฏระเบียบด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล เช่น กฏหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพลเมืองที่อยู่ในเขตสหภาพยุโรป (GDPR) ค่อนข้างเป็นเรื่องใหม่ และสร้างผลกระทบอย่างแท้จริงต่ออุตสาหกรรมข้อมูล ซึ่งคนยังไม่ค่อยตระหนักกันดี  อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญอย่างรวดเร็วเนื่องจากการบังคับใช้งานที่สอดคล้องตามกฏระเบียบถูกจัดให้เป็นความท้าทายด้านการปกป้องข้อมูลสำคัญ 3 อันดับต้นจากผู้ตอบสำรวจจำนวน 14 เปอร์เซ็นต์

ยิ่งไปกว่านั้นคือ มีเพียง 35 เปอร์เซ็นต์ที่มั่นใจว่า ระบบโครงสร้างด้านการปกป้องข้อมูลขององค์กรตน รวมไปถึงกระบวนการต่างๆนั้น  สอดคล้องตามกฏระเบียบในภูมิภาคที่มีการบังคับใช้ในปัจจุบัน และอย่างน้อย 12 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบสำรวจที่อยู่ในองค์กรที่เคยมีประสบการณ์ข้อมูลสูญหายหรือเกิดดาวน์ไทม์แบบไม่ได้ตั้งใจ ภายใน 12 เดือนที่ผ่านมา รายงานถึงผลที่ได้รับคือต้องจ่ายค่าปรับจากเหตุการณ์ดังกล่าว

คำกล่าวสนับสนุน

“แม้เทคโนโลยีเกิดใหม่ อย่าง AI และ IoT จะเป็นจุดมุ่งเน้นในการปฏิรูปสู่ดิจิทัลขององค์กรก็ตาม แต่ข้อมูลที่เทคโนโลยีเหล่านี้สร้างขึ้น ก็นับเป็นหัวใจสำคัญของการก้าวสู่การปฏิรูปอย่างแน่นอน” เบธ ฟาเลน ประธานและผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายปกป้องข้อมูล ของเดลล์ อีเอ็มซี กล่าว “ด้วยการเติบโตของผู้ที่นำระบบป้องกันข้อมูลมาใช้ ในอัตราที่สูงเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงความจริงที่ว่าองค์กรธุรกิจส่วนใหญ่ในปัจจุบันต่างตระหนักถึงคุณค่าของข้อมูล นับเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเรามาถูกทางแล้วในการปกป้องและควบคุมการใช้งานข้อมูลที่ผลักดันความก้าวหน้าของมนุษย์”

 

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

  • ดูรายละเอียดของดัชนีการปกป้องข้อมูลทั่วโลก รวมถึงอินโฟกราฟฟิกของทั้งทั่วโลกและในภูมิภาค ได้ที่ dellemc.com/gdpi

 

เกี่ยวกับดัชนีการปกป้องข้อมูลทั่วโลก ของเดลล์ อีเอ็มซี

เดลล์ อีเอ็มซี ให้การสนับสนุน Vanson Bourne ในการจัดทำดัชนีการปกป้องข้อมูลทั่วโลกเป็นครั้งที่ 3 โดยทำการสำรวจผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีจำนวน 2,200 รายจากองค์กรภาครัฐฯ และเอกชนที่มีพนักงานมากกว่า 250 คน ครอบคลุม 11 อุตสาหกรรม ใน 18 ประเทศ เกี่ยวกับการเติบโตของกลยุทธ์ด้านการปกป้องข้อมูล ทั้งนี้ Vanson Bourne ได้ทำการสำรวจในช่วงระหว่างเดือนกันยายน จนถึงเดือนธันวาคม ปี 2018 ครอบคลุมประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมัน โดยมีผู้ตอบการสำรวจ 200 รายในแต่ละประเทศ รวมถึง แคนาดา แมกซิโก บราซิล แอฟริกาใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิตาลี สวิสเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ อินเดีย และสิงคโปร์ ซึ่งมีผู้ตอบการสำรวจ 100 รายในแต่ละประเทศ

เกี่ยวกับเดลล์ เทคโนโลยีส์

เดลล์ เทคโนโลยีส์ ประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจที่มีลักษณะเฉพาะที่มอบโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นและสำคัญในการสร้างอนาคตดิจิทัลให้แก่องค์กรธุรกิจ ทั้งเปลี่ยนรูปแบบของไอที และให้การปกป้องข้อมูลที่ถือเป็นสินทรัพย์สำคัญ เดลล์ เทคโนโลยีส์ให้การดูแลสนับสนุนลูกค้าทุกขนาดองค์กรใน 180 ประเทศ – หรือ 99 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับใน Fortune 500 ไปจนถึงลูกค้ารายย่อย – ด้วยสายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่สมบูรณ์พร้อมที่สุดตั้งแต่อุปกรณ์ปลายทาง ไปถึงส่วนกลางในการประมวลผล ตลอดจนถึงคลาวด์

อาชญากรไซเบอร์ทำเงินได้หลายล้านดอลลาร์จาก Formjacking ก่อภัยคุกคามร้ายแรงต่อองค์กรธุรกิจและผู้บริโภค

รายงานภัยคุกคามประจำปีของไซแมนเทคเปิดเผยเกี่ยวกับการโจมตีที่แนบเนียน ทำลายล้างมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงให้กับองค์กร

  • เกือบหนึ่งในสิบของกลุ่มคนร้ายที่ทำการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมายใช้มัลแวร์เพื่อทำลายและทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก เพิ่มขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปี 2560
  • ผู้โจมตีปรับปรุงเทคนิคแบบเดิมๆ เช่น ฟิชชิ่งแบบมีเป้าหมายชัดเจน การดักแก้ไขข้อมูลบนเครื่องมือที่ถูกต้อง และไฟล์อันตรายที่แนบไปกับอีเมล
  • การติดเชื้อมัลแวร์เรียกค่าไถ่ในองค์กรเพิ่มขึ้นถึง 12 เปอร์เซ็นต์
  • ทรัพยากรคลาวด์ตกเป็นเป้าหมายที่ง่ายดายมากขึ้นสำหรับการโจรกรรมทางดิจิทัล โดยข้อมูลกว่า 70 ล้านรายการถูกโจรกรรมหรือรั่วไหลจากคลาวด์สตอเรจสาธารณะ S3 ที่กำหนดค่าอย่างไม่เหมาะสม
  • คนร้ายสนใจเพิ่มมากขึ้นต่อระบบควบคุมอุตสาหกรรมและการดำเนินงานที่มีช่องโหว่ 

รายงานภัยคุกคามด้านความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต (Internet Security Threat Report - ISTR) ฉบับที่ 24 ของไซแมนเทค (Nasdaq: SYMC) ระบุว่า เนื่องจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) และการโจมตีแบบ Cryptojacking ให้ผลตอบแทนที่น้อยลง ดังนั้นอาชญากรไซเบอร์จึงหันไปใช้วิธีอื่นแทน เช่น Formjacking

รายงาน ISTR ของไซแมนเทคให้ภาพรวมเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยคุกคาม รวมถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภัยคุกคามทั่วโลก แนวโน้มของอาชญากรรมไซเบอร์ และแรงจูงใจสำหรับผู้โจมตี  รายงานฉบับนี้วิเคราะห์ข้อมูลจากเครือข่ายข้อมูลข่าวกรองทั่วโลก (Global Intelligence Network) ของไซแมนเทค ซึ่งเป็นเครือข่ายข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคามของพลเรือนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยทำหน้าที่บันทึกเหตุการณ์จากเซ็นเซอร์ตรวจจับการโจมตี 123 ล้านจุดทั่วโลก สกัดกั้นภัยคุกคาม 142 ล้านรายการในแต่ละวัน และตรวจสอบกิจกรรมภัยคุกคามในกว่า 157 ประเทศ  ข้อมูลสำคัญจากรายงานของปีนี้มีดังต่อไปนี้:

Formjacking เป็นช่องทางรายได้ใหม่ที่รวดเร็วสำหรับอาชญากรไซเบอร์

การโจมตีแบบ Formjacking มีรูปแบบที่เรียบง่าย เปรียบได้กับการดักจับรหัสเอทีเอ็มในโลกเสมือนจริง โดยคนร้ายใส่โค้ดแปลกปลอมไว้ในเว็บไซต์ของผู้ค้าปลีก เพื่อโจรกรรมข้อมูลบัตรชำระเงินของผู้ซื้อ โดยเฉลี่ยแล้ว ในแต่ละเดือน ตรวจพบเว็บไซต์กว่า 4,800 แห่งที่มีโค้ด Formjacking ซ่อนอยู่  ไซแมนเทคได้สกัดกั้นการโจมตีแบบ Formjacking มากกว่า 3.7 ล้านครั้งบนอุปกรณ์ลูกข่ายในช่วงปี 2561 โดยเกือบหนึ่งในสามของการตรวจพบทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงที่มีการซื้อสินค้าทางออนไลน์คึกคักที่สุดในรอบปี นั่นคือ ช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม

แม้ว่าเว็บไซต์ชำระเงินออนไลน์ของผู้ค้าปลีกที่มีชื่อเสียงหลายราย เช่น Ticketmaster และ British Airways จะถูกฝังโค้ด Formjacking ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่ผลการศึกษาของไซแมนเทคชี้ว่า โค้ดดังกล่าวปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของผู้ค้าปลีกขนาดเล็กและขนาดกลางอย่างกว้างขวางมากที่สุด

จากตัวเลขประมาณการ คาดว่าอาชญากรไซเบอร์สามารถทำเงินได้หลายสิบล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว จากการโจรกรรมข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงินของผู้บริโภคผ่านการปลอมแปลงและขายบัตรเครดิตบนดาร์คเว็บ  บัตรเครดิตเพียงแค่ 10 ใบที่โจรกรรมได้จากเว็บไซต์แต่ละแห่งอาจสร้างผลตอบแทนมากถึง 2.2 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน เนื่องจากบัตรเครดิตหนึ่งใบมีราคา 45 ดอลลาร์ในฟอรั่มซื้อ-ขายใต้ดิน  เพียงแค่การโจมตีสายการบิน British Airways หนึ่งครั้งก็ส่งผลให้ข้อมูลบัตรเครดิตกว่า 380,000 ใบถูกโจรกรรม ซึ่งอาจทำให้คนร้ายได้รับผลตอบแทนมากกว่า 17 ล้านดอลลาร์

มร.เกร็ก คลาร์ก ซีอีโอของไซแมนเทค กล่าวว่า “Formjacking เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อองค์กรธุรกิจและผู้บริโภค  ผู้บริโภคไม่มีทางรู้เลยว่าเว็บไซต์ของผู้ค้าปลีกออนไลน์ติดเชื้อหรือไม่ ถ้าหากไม่ได้ใช้โซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจร ส่งผลให้ข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงินอาจถูกโจรกรรมและนำไปใช้ในการแอบอ้าง  สำหรับองค์กรต่างๆ การโจมตี Formjacking ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นของการโจมตีระบบซัพพลายเชน รวมไปถึงความเสี่ยงต่อชื่อเสียงและความเสียหายทางการเงินที่องค์กรธุรกิจอาจต้องเผชิญ”

Cryptojacking และ Ransomware ให้ผลตอบแทนลดลง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) และ Cryptojacking ซึ่งคนร้ายลักลอบใช้พลังประมวลผลและซีพียูบนระบบคลาวด์ที่โจรกรรมมาจากผู้บริโภคและองค์กรต่างๆ เพื่อขุดเงินดิจิทัล กลายเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมในการสร้างรายได้อย่างง่ายๆ  อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2561 วิธีดังกล่าวให้ผลตอบแทนที่น้อยลง เนื่องจากสกุลเงินดิจิทัลมีมูลค่าลดลง และมีการใช้ระบบคลาวด์และโมบายล์คอม

พิวติ้งเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การโจมตีดังกล่าวมีประสิทธิภาพน้อยลง  และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2556 ที่การติดเชื้อมัลแวร์เรียกค่าไถ่มีจำนวนลดลง โดยลดลงถึง 20 เปอร์เซ็นต์  แต่กระนั้นองค์กรต่างๆ ยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังต่อไป เพราะการติดเชื้อมัลแวร์เรียกค่าไถ่ในองค์กรเพิ่มขึ้น 12 เปอร์เซ็นต์ในช่วงปี 2561 ซึ่งสวนทางกับแนวโน้มการลดลงโดยรวม และแสดงให้เห็นว่ามัลแวร์เรียกค่าไถ่ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อองค์กร  ที่จริงแล้ว กว่าแปดในสิบของการติดเชื้อมัลแวร์เรียกค่าไถ่ส่งผลกระทบต่อองค์กรต่างๆ

แม้ว่าการโจมตีแบบ Cryptojacking เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อต้นปีที่แล้ว แต่กลับลดลง 52 เปอร์เซ็นต์ตลอดปี 2561  แม้ว่าเงินดิจิทัลจะมีมูลค่าลดลง 90 เปอร์เซ็นต์ และให้ผลกำไรที่ลดลงอย่างมาก แต่การโจมตีแบบ Cryptojacking ยังคงได้รับความสนใจจากคนร้าย เนื่องจากมีอุปสรรคเพียงเล็กน้อยในการเจาะเข้าสู่ระบบ เสียค่าใช้จ่ายน้อย และเป็นเรื่องยากที่จะสืบหาที่มา  ทั้งนี้ ลำพังเพียงแค่เดือนธันวาคม 2561 ไซแมนเทคได้สกัดกั้นเหตุการณ์ Cryptojacking ราว 3.5 ล้านครั้งบนอุปกรณ์ลูกข่าย

ในเรื่องของความปลอดภัย ระบบคลาวด์ไม่ต่างอะไรกับพีซี

ข้อผิดพลาดด้านความปลอดภัยที่เคยเกิดขึ้นกับพีซีในช่วงที่เริ่มต้นใช้งานภายในองค์กรกำลังเกิดขึ้นกับระบบคลาวด์ในตอนนี้ กล่าวคือ เวิร์กโหลดหรืออินสแตนซ์ของสตอเรจบนระบบคลาวด์ที่ถูกกำหนดค่าไม่ถูกต้องเพียงหนึ่งรายการอาจสร้างความเสียหายหลายล้านดอลลาร์ต่อบริษัท หรืออาจทำให้บริษัทต้องประสบปัญหาร้ายแรงเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบ  ลำพังเพียงแค่ปีที่แล้ว มีบันทึกข้อมูลกว่า 70 ล้านรายการถูกโจรกรรมหรือรั่วไหลจากระบบสตอเรจ S3 ที่กำหนดค่าอย่างไม่เหมาะสม  นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือมากมายที่เข้าถึงได้ง่าย ซึ่งช่วยให้ผู้โจมตีสามารถระบุทรัพยากรคลาวด์ที่ตั้งค่าอย่างไม่ถูกต้องบนอินเทอร์เน็ต

นอกจากนั้น การค้นพบช่องโหว่ในชิปฮาร์ดแวร์เมื่อไม่นานมานี้ เช่น ช่องโหว่ Meltdown, Spectre และ Foreshadow ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อบริการคลาวด์ โดยอาจเปิดโอกาสให้คนร้ายเจาะเข้าสู่พื้นที่หน่วยความจำที่ได้รับการป้องกันในทรัพยากรของบริษัทอื่นๆ ที่โฮสต์อยู่บนเซิร์ฟเวอร์เครื่องเดียวกัน

จุดอ่อนในเครื่องมือที่ใช้งานอยู่และซัพพลายเชนกระตุ้นการโจมตีที่รุนแรงและแนบเนียนมากขึ้น

การโจมตีระบบซัพพลายเชนและเครื่องมือที่ผู้ใช้งานมีอยู่แล้ว (Living off the Land - LotL) กลายเป็นกระแสหลักของภัยคุกคามสมัยใหม่ โดยวิธีดังกล่าวได้รับการใช้งานอย่างกว้างขวางในหมู่อาชญากรไซเบอร์และกลุ่มทีมงานมืออาชีพที่ทำการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย  ที่จริงแล้ว การโจมตีซัพพลายเชนเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 78 เปอร์เซ็นต์ในช่วงปี 2561

เทคนิค LotL เปิดโอกาสให้คนร้ายซ่อนเร้นกิจกรรมของตนไว้ท่ามกลางกระบวนการที่ถูกต้องมากมาย ตัวอย่างเช่น การใช้สคริปต์ PowerShell ที่เป็นอันตรายมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 1,000 เปอร์เซ็นต์เมื่อปีที่แล้ว  ขณะที่ไซแมนเทคสกัดกั้นสคริปต์ PowerShell ที่เป็นอันตรายได้ถึง 115,000 รายการในแต่ละเดือน แต่ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของการใช้ PowerShell โดยรวม  การใช้วิธีการแบบกำปั้นทุบดินด้วยการปิดกั้นกิจกรรม PowerShell ทั้งหมดจะส่งผลให้การดำเนินงานขององค์กรต่างๆ หยุดชะงักลง และนั่นคือเหตุผลที่กลุ่มคนร้ายนิยมใช้การโจมตีแบบ LotL มากกว่า

การระบุและสกัดกั้นการโจมตีต้องใช้วิธีการตรวจจับขั้นสูง เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูล และ Machine Learning เช่น บริการ Managed Endpoint Detection and Response (MEDR) ของไซแมนเทค เทคโนโลยี EDR 4.0 ที่ได้รับการปรับปรุง และ Targeted Attack Analytics (TAA) ซึ่งเป็นโซลูชั่น AI ขั้นสูง  ทั้งนี้ TAA ช่วยให้ไซแมนเทคตรวจพบการโจมตีที่ซ่อนเร้นหลายสิบรูปแบบ รวมถึงการโจมตีจากกลุ่ม Gallmaker ซึ่งดำเนินการจารกรรมข้อมูลทางไซเบอร์โดยไม่ใช้มัลแวร์

นอกเหนือจาก LotL และจุดอ่อนในระบบซัพพลายเชนซอฟต์แวร์แล้ว ผู้โจมตียังเพิ่มการใช้วิธีการโจมตีแบบเดิมๆ เช่น ฟิชชิ่งแบบมีเป้าหมายชัดเจน (Spear-phishing) เพื่อแทรกซึมเข้าสู่องค์กร  ขณะที่การเก็บรวบรวมข้อมูลยังคงเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย แต่กลุ่มผู้โจมตีที่ใช้มัลแวร์เพื่อทำลายและทำให้การดำเนินธุรกิจหยุดชะงักมีจำนวนเพิ่มขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ในช่วงปี 2561

Internet of Things ตกเป็นเป้าหมายการโจมตี

ขณะที่การโจมตี Internet of Things (IoT) ยังคงอยู่ในระดับสูงและใกล้เคียงกับปี 2560 แต่รูปแบบการโจมตี IoT กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก  แม้ว่าเราเตอร์และกล้องที่เชื่อมต่อครองสัดส่วนเปอร์เซ็นต์มากที่สุดของอุปกรณ์ที่ติดเชื้อ (90 เปอร์เซ็นต์) แต่พบว่าอุปกรณ์ IoT เกือบทั้งหมดมีช่องโหว่ โดยทุกสิ่งตั้งแต่หลอดไฟอัจฉริยะ ไปจนถึงอุปกรณ์สั่งงานด้วยเสียง กลายเป็นช่องทางเพิ่มเติมสำหรับการโจมตี

กลุ่มทีมงานมืออาชีพที่ทำการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมายหันมาใช้ IoT เป็นช่องทางหลักเพิ่มมากขึ้น  การแพร่ระบาดของมัลแวร์เราเตอร์ VPNFilter แสดงถึงพัฒนาการของภัยคุกคาม IoT ทั่วไป  มัลแวร์ดังกล่าวสร้างขึ้นโดยกลุ่มคนร้ายที่มีความเชี่ยวชาญและทรัพยากรพร้อมสรรพ โดยจะทำให้ผู้โจมตีสามารถทำลายหรือลบข้อมูลทั้งหมดในอุปกรณ์ ขโมยข้อมูลและรหัสผ่าน และแทรกแซงการสื่อสาร SCADA

มร. เชอรีฟ เอล-นาบาบิ รองประธานฝ่ายวิศวกรรมการขาย

มร. เชอรีฟ เอล-นาบาบิ รองประธานฝ่ายวิศวกรรมการขาย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ไซแมนเทค กล่าวว่า “เนื่องจากการผนวกรวมระหว่างระบบไอทีและ IoT ภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นเป้าหมายถัดไปของสงครามไซเบอร์ก็คือ เทคโนโลยีเชิงปฏิบัติงาน หรือ Operational Technology  กลุ่มต่างๆ เช่น Thrip และ Triton แสดงความสนใจที่จะโจมตีระบบปฏิบัติงานและระบบควบคุมภาคอุตสาหกรรม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ทางไซเบอร์”

ความตื่นตัวเรื่องความเป็นส่วนตัว

กรณีข้อมูลรั่วไหลที่เกิดขึ้นกับ Cambridge Analytica และ Facebook รวมไปถึงการบังคับใช้กฎระเบียบว่าด้วยการเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัว (General Data Privacy Regulation - GDPR) และการเปิดเผยเกี่ยวกับจุดบกพร่องด้านการติดตามตำแหน่งของแอพและความเป็นส่วนตัวในแอพที่ใช้งานอย่างแพร่หลาย เช่น ฟีเจอร์ FaceTime ของ Apple ส่งผลให้ประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภคได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในช่วงปีที่แล้ว

เป็นที่ถกเถียงกันกว่าสมาร์ทโฟนอาจเป็นอุปกรณ์สอดแนมที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพราะประกอบด้วยกล้อง อุปกรณ์รับฟัง และเครื่องติดตามตำแหน่งที่ตั้ง ซึ่งเจ้าของเครื่องพกพาติดตัวไปทุกที่  สมาร์ทโฟนจึงตกเป็นเป้าหมายของการสอดแนมโดยรัฐบาลของบางประเทศ และกลายเป็นช่องทางสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนตัวของผู้บริโภค โดยที่นักพัฒนาโมบายล์แอพไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะป้องกันปัญหานี้

ผลการศึกษาของไซแมนเทคชี้ว่า 45 เปอร์เซ็นต์ของแอพ Android ยอดนิยม และ 25 เปอร์เซ็นต์ของแอพ iOS ยอดนิยม ร้องขอการติดตามตำแหน่งที่ตั้ง ขณะที่ 46 เปอร์เซ็นต์ของแอพ Android ยอดนิยม และ 24 เปอร์เซ็นต์ของแอพ iOS ยอดนิยม ร้องขอสิทธิ์การเข้าถึงกล้องถ่ายรูปบนอุปกรณ์ และมีการแชร์ที่อยู่อีเมลให้กับ 44 เปอร์เซ็นต์ของแอพ Android ยอดนิยม และ 48 เปอร์เซ็นต์ของแอพ iOS ที่ได้รับความนิยมสูงสุด

เครื่องมือดิจิทัลที่เก็บรวบรวมข้อมูลโทรศัพท์มือถือสำหรับการติดตามบุตรหลาน เพื่อน หรือโทรศัพท์ที่สูญหายก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน และส่งผลให้มีการตรวจสอบติดตามผู้อื่นโดยไม่ได้รับคำยินยอม  ทั้งนี้ แอพและบริการกว่า 200 รายการนำเสนอความสามารถที่หลากหลายสำหรับการสะกดรอยตาม เช่น การติดตามตำแหน่งที่ตั้งเบื้องต้น การดักรับข้อความ และแม้กระทั่งการลักลอบบันทึกวิดีโอ

เกี่ยวกับรายงานภัยคุกคามด้านความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต

รายงานภัยคุกคามด้านความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต (Internet Security Threat Report) ให้ภาพรวมและข้อมูลวิเคราะห์เกี่ยวกับภัยคุกคามทั่วโลกในแต่ละปี โดยอ้างอิงข้อมูลจากเครือข่ายข้อมูลข่าวกรองทั่วโลก (Global Intelligence Network) ของไซแมนเทค ซึ่งนักวิเคราะห์ของไซแมนเทคใช้ในการระบุ วิเคราะห์ และระบุข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มของการโจมตี โค้ดแปลกปลอม ฟิชชิ่ง และสแปม ไปที่ go.symantec.com/ISTR เพื่อดูข้อมูลสำคัญสำหรับปีนี้ และลงทะเบียนเข้าร่วมการสัมมนาเกี่ยวกับ ISTR ของไซแมนเทค ในวันที่ 28 มีนาคม เวลา 10:00 น. ตามเวลาฝั่งแปซิฟิก / 13:00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก

 

เกี่ยวกับไซแมนเทค

บริษัท ไซแมนเทค (NASDAQ: SYMC) เป็นผู้นำระดับโลกทางด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่พร้อมช่วยให้การปกป้อง คุ้มครองข้อมูลสำคัญ องค์กรธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ และผู้ใช้ทั่วไป ไม่ว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกจัดเก็บเอาไว้ที่ใดก็ตาม  องค์กรต่างๆ ทั่วโลกต่างเลือกใช้บริการของไซแมนเทค เพื่อวางแผนกลยุทธ์ในการป้องกัน ที่สามารถเชื่อมโยงระบบเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อให้สามารถป้องกันภัยคุกคามที่แสนซับซ้อนในปัจจุบันได้อย่างครอบคลุมทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทาง คลาวด์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่นเดียวกับผู้ใช้ทั่วไปมากกว่า 50 ล้านคนที่เชื่อมั่นในบริการของ Symantec’s Norton และ LifeLock เพื่อปกป้องชีวิตในโลกดิจิทัล ที่บ้านและอุปกรณ์ส่วนตัวของพวกเขาเหล่านั้น  เครือข่ายข้อมูลอัจฉริยะทางไซเบอร์ของไซแมนเทค เป็นหนึ่งในเครือข่ายข้อมูลไซเบอร์ภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งช่วยให้บริษัทฯ สามารถตรวจสอบภัยคุกคาม และปกป้องลูกค้าจากการโจมตีรูปแบบใหม่ที่มีความซับซ้อนสูงได้เป็นอย่างดี สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม www.symantec.com หรือติดต่อเราได้ทาง Facebook, Twitter และ LinkedIn

วีเอ็มแวร์เร่งทรานส์ฟอร์มองค์กรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจในยุคอุตสาหกรรม 4.0

อัพเดตกลุ่มผลิตภัณฑ์ VMware Cloud พร้อมเปิดตัว VMware Cloud on AWS ที่สิงคโปร์ ผลักดันองค์กรธุรกิจสร้างความได้เปรียบท่ามกลางกระแสการเติบโตในเอเชีย

บริษัท วีเอ็มแวร์ (NYSE: VMW) เปิดตัวการพัฒนาอีกขั้นของเทคโนโลยีสำหรับ VMware Cloud โดยนำเสนอการลงทุนและสร้างรากฐานทางดิจิทัล (Digital Foundation) เพื่อสนับสนุนองค์กรที่ต้องการขยายธุรกิจให้เติบโตในยุคอุตสาหกรรม 4.0 ที่เริ่มแผ่ขยายในเอเชีย การพัฒนาดังกล่าวครอบคลุมการอัพเดต VMware Cloud Foundation, VMware vCloud Director และ CloudHealth by VMware และการขยายการให้บริการบน Cloud Foundation ผ่านบริการ VMware Cloud ในสิงคโปร์ รวมถึงการขยายเครือข่ายพาร์ทเนอร์ VMware Cloud Verified เพิ่มเติมทั่วโลก

การควบรวมเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ากับระบบเครื่องจักรอัตโนมัตินับเป็นการเปิดศักราชใหม่สำหรับโรงงานอัจฉริยะในเอเชีย ขณะที่อุตสาหกรรม 4.0 จะช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมการผลิตในภูมิภาคนี้ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง  ทั้งนี้คาดว่าอุตสาหกรรม 4.0 จะก่อให้เกิดผลกระทบที่มูลค่าราว 216 พันล้านดอลลาร์ – 637 พันล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2568[1] ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเหตุนี้องค์กรต่างๆ จึงดำเนินการพัฒนาระบบมัลติคลาวด์ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางด้านธุรกิจ ควบคู่ไปกับการขยายกิจการในภูมิภาคนี้  การพัฒนาดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสองกลยุทธ์หลักทางด้านคลาวด์ นั่นคือ ไฮบริดคลาวด์หรือคลาวด์ลูกผสม (Hybrid Cloud) และคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud) แบบเนทีฟ โดยทั้งสองแนวทางมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับองค์กรธุรกิจในลักษณะที่แปลกใหม่และแตกต่าง ช่วยให้องค์กรเหล่านี้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วในภูมิภาคนี้

นายซันเจย์ เค. เดชมุคห์ รองประธานและกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลีของวีเอ็มแวร์ กล่าวว่า “องค์กรธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตระหนักถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่มากมายมหาศาลของอุตสาหกรรม 4.0 และพยายามดำเนินการอย่างจริงจังในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสการเติบโตที่รออยู่ข้างหน้า  วีเอ็มแวร์มุ่งมั่นที่จะสร้างรากฐานดิจิทัลที่เหมาะสมสำหรับองค์กรต่างๆ ในภูมิภาคนี้ เพื่อให้เติบโตและประสบความสำเร็จในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4  การปรับปรุงกลุ่มผลิตภัณฑ์และบริการคลาวด์ของวีเอ็มแวร์ รวมถึงการเปิดตัว VMware Cloud on AWS ที่สิงคโปร์ จะช่วยอัดฉีดพลังให้กับกลยุทธ์มัลติคลาวด์ขององค์กร เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับความสำเร็จทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องของภูมิภาคนี้”

นำเสนอไฮบริดคลาวด์ด้วย VMware Cloud Foundation

VMware Cloud Foundation เป็นโซลูชั่นระดับชั้นนำสำหรับไฮบริดคลาวด์ ซึ่งขยายคำจำกัดความของโครงสร้างพื้นฐานไฮเปอร์คอนเวอร์จ (Hyperconverged Infrastructure - HCI) ด้วยการผสานรวมความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่จำเป็น ทั้งในส่วนของพลังประมวลผล สตอเรจ ระบบเครือข่าย และการจัดการคลาวด์แบบครบวงจร  ทั้งนี้ Cloud Foundation เป็นโซลูชั่นแบบครบวงจรเพียงหนึ่งเดียวที่นำเสนอโครงสร้างพื้นฐานและการดำเนินงานที่สอดคล้องกัน เพื่อช่วยให้ลูกค้าปรับปรุงดาต้าเซ็นเตอร์ให้ทันสมัย รวมทั้งโยกย้ายแอปพลิเคชั่นและดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดไปสู่แพลตฟอร์มคลาวด์ ปรับขนาดตามความต้องการเพื่อรองรับการกู้คืนระบบ การขยายธุรกิจทั่วโลก และยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันตามฤดูกาล และติดตั้งแอปพลิเคชั่นรุ่นใหม่ในสภาพแวดล้อมดาต้าเซ็นเตอร์ที่ทันสมัย

วันนี้ วีเอ็มแวร์ได้เปิดตัว VMware Cloud Foundation 3.7 ซึ่งคาดว่าจะพร้อมใช้งานบน Dell EMC VxRail ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2563 ของวีเอ็มแวร์ นับเป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรมที่มีการนำเสนอโครงสร้างพื้นฐานไฮบริดคลาวด์ที่บูรณาการเข้ากับสถาปัตยกรรม HCI ที่ยืดหยุ่นของวีเอ็มแวร์ ครอบคลุมทุกสแต็ก พร้อมสำหรับแอปพลิเคชั่นทางด้านธุรกิจ  Cloud Foundation บน VxRail แสดงถึงการบูรณาการอย่างใกล้ชิดระหว่างเทคโนโลยีของเดลล์ อีเอ็มซี และวีเอ็มแวร์ โดยประกอบด้วยฟีเจอร์ที่โดดเด่น ได้รับการออกแบบร่วมกันอย่างเหมาะสม ช่วยเพิ่มความสะดวกและความคล่องตัวในการดำเนินงาน และนำเสนอการจัดการวงจรการใช้งานแบบครบวงจร โดยอาศัยการจัดการแบบอัตโนมัติ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ฮาร์ดแวร์เรื่อยไปจนถึงซอฟต์แวร์  Cloud Foundation บน VxRail ได้รับการปรับแต่งสำหรับประสิทธิภาพ การปรับขนาดอย่างเหมาะสม ประสบการณ์ผู้ใช้ และการประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาระบบ (TCO) โดยจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนและการดำเนินงาน พร้อมทั้งมอบความยืดหยุ่นที่เหนือชั้น และความสะดวกในการติดตั้งใช้งาน  ความยืดหยุ่นและความสมบูรณ์ของระบบเครือข่าย รวมถึงตัวเลือกที่หลากหลายในการปรับใช้ เช่น ในรูปแบบของอุปกรณ์และแร็ค ช่วยให้ลูกค้าเลือกใช้ Cloud Foundation บน VxRail ได้อย่างยืดหยุ่น

นายจิล ชนอร์สัน รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปฝ่าย Dell EMC VxRail กล่าวว่า “การผนวกรวมระหว่าง Dell EMC VxRail และ VMware Cloud Foundation นับเป็นการตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของเดลล์ เทคโนโลยี โดยพัฒนาต่อยอดจากความร่วมมือทางด้านวิศวกรรม เพื่อนำเสนอประสบการณ์ที่เหนือชั้นให้แก่ลูกค้า ซึ่งแตกต่างจากโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่รัน VMware Cloud Foundation  ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีดังกล่าว เรานำเสนอวิธีที่รวดเร็ว เรียบง่าย และราบรื่นที่สุดสำหรับการติดตั้งและใช้งานระบบไฮบริดคลาวด์ที่ใช้เทคโนโลยีของวีเอ็มแวร์”

นอกจากนี้ Cloud Foundation 3.7 รองรับการติดตั้ง VMware Horizon 7 virtual desktop infrastructure (VDI) ที่เป็นแบบอัตโนมัติทั้งหมด โดย Cloud Foundation ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการนำเสนอคุณประโยชน์ของ Horizon 7 ด้วยการจัดหาระบบงานโครงสร้างพื้นฐานอัตโนมัติสำหรับสภาพแวดล้อม Horizon 7 รวมถึงการติดตั้ง Horizon 7, App Volumes, User Environment Manager และ Unified Access Gateway  ยิ่งไปกว่านั้น Cloud Foundation ผสานรวมโครงสร้างพื้นฐานแบบสำเร็จรูปเข้ากับการติดตั้งแอปพลิเคชั่นทางด้านธุรกิจ ช่วยให้ลูกค้าสามารถนำเสนอโครงสร้างพื้นฐานและแอปพลิเคชั่นให้แก่ลูกค้าองค์กรด้วยความรวดเร็วในระดับคลาวด์

Cloud Foundation เป็นรากฐานสำหรับโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ในรูปแบบของบริการ (cloud infrastructure as a service) จากวีเอ็มแวร์ และพาร์ทเนอร์ VMware Cloud Verified รวมไปถึงบริการ SDDC as-a-service ภายใต้การจัดการของวีเอ็มแวร์สำหรับการติดตั้งระบบภายในองค์กรและส่วนรอบนอกของเครือข่าย พร้อมกันนี้ วีเอ็มแวร์ได้ขยายการให้บริการบน Cloud Foundation เพิ่มเติมทั่วโลกจากวีเอ็มแวร์และพาร์ทเนอร์ ซึ่งครอบคลุมถึง:

  • บริการ VMware Cloud on AWS ในภูมิภาคต่างๆ เพิ่มเติม: VMware Cloud on AWS ขับเคลื่อนด้วย Cloud Foundation และได้รับการนำเสนอ จำหน่าย และซัพพอร์ตโดยวีเอ็มแวร์และพาร์ทเนอร์ ด้วยการเพิ่มเติมเขตพื้นที่ APJ (สิงคโปร์) ของ AWS บริการ VMware Cloud on AWS จึงพร้อมใช้งานใน 13 เขตพื้นที่ทั่วโลกที่ AWS เปิดให้บริการ  ทั้งนี้ วีเอ็มแวร์และ AWS ยังคงมุ่งมั่นที่จะนำเสนอบริการดังกล่าวไปยังเขตพื้นที่หลักๆ ที่ AWS เปิดดำเนินงานในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกภายในสิ้นปี 2562
  • บริการเพิ่มเติมจากพาร์ทเนอร์สำหรับ VMware Cloud on AWS: มีพาร์ทเนอร์กว่า 60 รายที่สร้างหรือนำเสนอบริการภายใต้การจัดการสำหรับ VMware Cloud on AWS และมีพาร์ทเนอร์กว่า 280 รายที่ได้รับการรับรองความเชี่ยวชาญ VMware Cloud on AWS Solution Competency โดยทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปีหลังจากที่เปิดตัวโครงการพาร์ทเนอร์ VMware Cloud on AWS
  • เพิ่มจำนวนพาร์ทเนอร์ VMware Cloud Verified: ตอนนี้วีเอ็มแวร์มีพาร์ทเนอร์ 35 รายภายใต้โครงการ VMware Cloud Provider Program ที่ได้รับสถานะการรับรอง Cloud Verified ทั้งนี้ พาร์ทเนอร์ VMware Cloud Verified คือพาร์ทเนอร์รายสำคัญที่นำเสนอบริการ VMware SDDC as a service แบบครบถ้วนสมบูรณ์ รวมไปถึงบริการเสริมและบริการสนับสนุนจากดาต้าเซ็นเตอร์ของพาร์ทเนอร์โดยผ่านทาง Cloud Foundation  เครื่องหมายรับรอง Cloud Verified ช่วยให้องค์กรต่างๆ มั่นใจได้ว่าผู้ให้บริการคลาวด์รายนั้นๆ นำเสนอเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำของวีเอ็มแวร์อย่างครบวงจรมากที่สุด พร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐานและการดำเนินงานที่สอดคล้องกันบนระบบคลาวด์ทั้งหมด

 

ขับเคลื่อนบริการใหม่ๆ จากผู้ให้บริการของวีเอ็มแวร์

โดยรวมแล้ว พาร์ทเนอร์ที่เป็นผู้ให้บริการคลาวด์ของวีเอ็มแวร์ (VCPP) ทำหน้าที่ให้บริการแก่ลูกค้ากว่า 150,000 รายที่ติดตั้ง VM หลายล้านเครื่อง  ลูกค้าเหล่านี้ได้รับประโยชน์จากระบบคลาวด์ระดับองค์กรที่แข็งแกร่ง โดยใช้นวัตกรรมล่าสุดของวีเอ็มแวร์เพื่อเพิ่มความสะดวกในการปรับใช้และจัดการระบบไฮบริดคลาวด์ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่สอดคล้องกันและบริการคลาวด์ใหม่ๆ

VMware vCloud Director 9.7 ซึ่งเป็นรีลีสใหม่ล่าสุด จะช่วยให้ผู้ให้บริการคลาวด์สร้างความแตกต่างที่เหนือกว่าให้กับบริการไฮบริดคลาวด์ที่นำเสนอ พร้อมทั้งจัดหาบริการใหม่ๆ ผ่านการจัดการคลาวด์ทั่วโลกในลักษณะรวมศูนย์ การปรับขนาดของระบบที่กว้างขวางมากขึ้น และเฟรมเวิร์กการต่อขยายที่ปรับปรุงดีขึ้น  แพลตฟอร์ม vCloud Director จะผสานรวมการจัดการระบบคลาวด์ภายในองค์กรและระบบคลาวด์แบบผู้เช่าหลายราย โดยครอบคลุมสภาพแวดล้อมทั่วโลกทั้งหมดของผู้ให้บริการคลาวด์ที่ใช้เทคโนโลยีของวีเอ็มแวร์ จึงช่วยเพิ่มความสะดวกในการตรวจสอบดูแลและการจัดการ ตั้งแต่สภาพแวดล้อม vSphere ที่ติดตั้งภายในองค์กร ไปจนถึงระบบคลาวด์ของผู้ให้บริการที่รองรับผู้เช่าหลายราย  นอกจากนี้ เฟรมเวิร์กการต่อขยายที่ได้รับการปรับปรุงจะช่วยให้ผู้ให้บริการคลาวด์สามารถนำเสนอบริการใหม่ๆ ที่แตกต่างบนแพลตฟอร์มที่รองรับผู้เช่าหลายราย โดยอาศัยโซลูชั่นชั้นนำจากบริษัทอื่นๆ ที่เป็นพาร์ทเนอร์ เช่น Cohesity, Dell EMC และ Rubrik

VMware vCloud Availability 3.0 จะผนวกรวมบริการโอนย้ายข้อมูล โยกย้ายระบบ และกู้คืนระบบไปยังและระหว่างระบบคลาวด์ที่มีผู้เช่าหลายราย ช่วยให้ผู้ให้บริการประหยัดต้นทุนในการนำเสนอบริการด้านความพร้อมใช้งานของระบบ (Availability)  การผนวกรวมแบบเนทีฟเข้ากับ vCloud Director และอินเทอร์เฟซผู้ใช้ที่ทันสมัย จะมอบประสบการณ์การใช้งานที่สะดวกง่ายดายให้แก่ลูกค้าสำหรับการจัดหาและจัดการบริการอย่างรวดเร็ว

 

ประสบความสำเร็จด้านระบบคลาวด์รวดเร็วขึ้นด้วย CloudHealth By VMware

องค์กรต่างๆ หันมาใช้ระบบคลาวด์ เพื่อเพิ่มความคล่องตัว ความปลอดภัย และเพิ่มความรวดเร็วในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ออกสู่ตลาด แต่มีหลายๆ กรณีที่ปัญหาท้าทายเรื่องต้นทุนและค่าใช้จ่ายบั่นทอนความพยายามดังกล่าว และส่งผลให้องค์กรธุรกิจไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีคลาวด์เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานได้อย่างเต็มศักยภาพ  ด้วยลูกค้ากว่า 4,000 ราย CloudHealth by VMware ช่วยให้ลูกค้าสามารถจัดการ ดำเนินงาน และปกป้องสภาพแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์ได้ดียิ่งขึ้น โดย CloudHealth ช่วยให้ลูกค้าประสานงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อรองรับการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดเกี่ยวกับการจัดการค่าใช้จ่าย การรักษาความปลอดภัย และการกำกับดูแล ควบคู่ไปกับการปรับขนาดสภาพแวดล้อมมัลติคลาวด์อย่างเหมาะสม  CloudHealth มอบความสามารถที่เหนือชั้นด้านการจัดการค่าใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนในระบบคลาวด์ โดยจะแสดงให้ลูกค้าเห็นว่ามีการใช้จ่ายงบประมาณในส่วนใดบ้าง แอปพลิเคชั่นใดใช้ทรัพยากรมากที่สุด รวมถึงวิธีการปรับขนาดสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสม แม้กระทั่งในกรณีที่มีการปรับเพิ่มขนาดอย่างรวดเร็ว

ฟีเจอร์ใหม่ๆ ใน CloudHealth จะพัฒนาต่อยอดจากฟังก์ชั่นการจัดการค่าใช้จ่ายที่แข็งแกร่งของแพลตฟอร์ม และจะครอบคลุมการรายงานเกี่ยวกับมัลติคลาวด์ที่ปรับปรุงดีขึ้น การรายงานแบบหลายมิติ การรายงานเกี่ยวกับพื้นที่ทำงาน การตัดจำหน่ายที่ดีกว่าเดิม ระบบอัตโนมัติในการแลกเปลี่ยนอินสแตนซ์แบบเหมาจ่ายที่เปลี่ยนแปลงได้ (Convertible Reserved Instance) การตรวจสอบคลัสเตอร์ของคอนเทนเนอร์ และการปรับขนาดที่เหมาะสมโดยครอบคลุมบริการหลายแบบของ Amazon EC2  นอกจากนี้ แพลตฟอร์ม CloudHealth ยังผนวกรวมเข้ากับ Wavefront by VMware ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการวิเคราะห์และตรวจสอบดูแลระบบคลาวด์  การผนวกรวมดังกล่าวช่วยให้ลูกค้าที่ใช้ CloudHealth สามารถเข้าถึงดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพคลาวด์ใน Wavefront ผ่านทางแพลตฟอร์ม CloudHealth เพื่อดำเนินการปรับขนาดอย่างเหมาะสมและปรับปรุงประสิทธิภาพผ่านทางมุมมองด้านธุรกิจ  การใช้งาน CloudHealth และ Wavefront ร่วมกันจะทำให้ CloudHealth สามารถใช้ประโยชน์จากดัชนีชี้วัดการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานแบบมัลติคลาวด์ (AWS, Azure, GCP) ซึ่งแสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์อย่างละเอียด ทั้งยังให้คำแนะนำที่มีประสิทธิภาพสำหรับการประหยัดค่าใช้จ่ายให้แก่ลูกค้า

 

ข้อมูลเพิ่มเติม

 

เกี่ยวกับวีเอ็มแวร์

วีเอ็มแวร์เป็นผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความซับซ้อน ด้วยความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์กว่า 75,000 ราย ผนวกกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของวีเอ็มแวร์ อาทิ ระบบประมวลผล ระบบคลาวด์ โมบิลิตี้ เน็ตเวิร์คกิ้ง และระบบรักษาความปลอดภัย วีเอ็มแวร์จึงเป็นผู้ให้บริการระบบดิจิทัลพื้นฐานที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคล่องตัว โดยให้บริการแก่ลูกค้ากว่า 500,000 รายทั่วโลก สำนักงานใหญ่วีเอ็มแวร์ตั้งอยู่ที่เมืองพาโล อัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย ในปีนี้ วีเอ็มแวร์ฉลองครบรอบ 20 ปีแห่งความก้าวหน้าในการพัฒนานวัตกรรมที่สร้างผลประโยชน์ต่อทั้งภาคธุรกิจและสังคม สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ https://www.vmware.com/company.html

[1] Industry 4.0: Reinvigorating ASEAN manufacturing for the future, McKinsey, กุมภาพันธ์ 2561

เลอโนโวเปิดตัวบริการ e-Commerce ขยายช่องทางการจัดจำหน่าย เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว แบบครบวงจร

เอาใจลูกค้าฉลองเปิดบริการครั้งแรก จัดเต็มโปรโมชั่นสุดพิเศษ ‘Grand Opening Grand Sale’ มอบส่วนลดราคาเครื่องและการอัพเกรดปรับแต่งสเป็คกว่า 20% สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ร่วมรายการ

เลอโนโว ผู้นำยอดขายคอมพิวเตอร์อันดับ 1 เปิดตัวช่องทางการจัดจำหน่ายแบบ e-Commerce เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์เลอโนโวให้กับลูกค้าแบบครบวงจร พร้อมจัดโปรโมชั่นฉลองเปิดให้บริการครั้งแรก ‘Grand Opening Grand Sale’ มอบส่วนลดราคาเครื่องและการอัพเกรดปรับแต่งสเป็คกว่า 20%  สำหรับผลิตภัณฑ์เลอโนโวรุ่นที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม – 3 เมษายน 2562 นี้เท่านั้น

สำหรับบริการแบบ e-Commerce ลูกค้าสามารถค้นหาและสั่งซื้อผลิตภัณฑ์เลอโนโวแล็ปท็อป เดสก์ท็อป และอุปกรณ์เสริมอื่นๆอีกมากมายกว่า 50 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่กลุ่มผลิตภัณฑ์แล็ปท็อปเพื่อธุรกิจอย่างตระกูล ThinkPad แล็ปท็อปประสิทธิภาพราคาย่อมเยาอย่าง Ideapad  หรือแล็ปท็อปผสมแท็บเล็ตแบบ 2-in-1 จากตระกูล Yoga และแล็ปท็อปสำหรับคอเกมอย่าง Legion โดยลูกค้าสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ผ่านตัวเลือกการค้นหาจาก 3 ประเภท ได้แก่ ค้นหาตามความต้องการ ค้นหาตามประเภท และค้นหาเรียงตามข้อมูลจำเพาะ โดยระบบจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการพร้อมแสดงรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ราคา รวมถึงข้อมูลโปรโมชั่น และคูปองสิทธิพิเศษอื่นๆ

อีกหนึ่งบริการที่โด่ดเด่นคือ  ‘การปรับแต่งสเป็ค’  ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นที่ลูกค้าสามารถเลือกปรับและเปลี่ยนแปลงสเป็คตัวเครื่องได้ตามต้องการ โดยลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนสเป็คแล็ปท็อปได้ทั้งหมดตั้งแต่ หน้าจอ ชิปประมวลผล ชิปกราฟฟิก หน่วยความจำ แบตเตอรี่ คียบอร์ด ระแบบสแกนลายนิ้วมือ และอื่นๆ ซึ่งรายละเอียดการแบบปรับแต่งสเป็คจะถูกส่งไปตรงไปยังโรงงานผลิตของเลอโนโวโดยใช้ระยะเวลาในการประกอบและขนส่งเพียง 3 สัปดาห์หลังจากการสั่งซื้อเท่านั้น

นอกจากผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการสั่งซื้อผ่านช่องทาง e-Commerce จะรองรับวิธีชำระเงินทั้งแบบผ่านบัตรเครดิต โอนเงินผ่านธนาคาร และเก็บเงินปลายทาง (Cash on Delivery) แล้ว ลูกค้ายังสามารถเลือกระยะเวลาการรับประกันได้สูงสุดถึง 3 ปี พร้อมกันนี้ลูกค้ายังสามารถติดตามสถานะสินค้าและตรวจเช็คระยะเวลาการจัดส่งได้อย่างสะดวกสบายอีกด้วย

คุณธเนศ อังคศิริสรรพ ผู้จัดการทั่วไป เลอโนโว ประจำภูมิภาคอินโดจีน กล่าวว่า “การเปิดตัวบริการ e-Commerce เป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าของเลอโนโว ภายใต้วัตถุประสงค์หลักคือการมอบความสะดวกสบาย รวดเร็ว และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเลอโนโวเชื่อว่าระบบบริการที่ครบวงจรและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีเยี่ยมจะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้น

พิเศษสุด! เพื่อเป็นการฉลองการเปิดให้บริการ e-Commerce เลอโนโวจัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ Grand Opening Grand Sale มอบส่วนลดราคาเครื่องและการอัพเกรดปรับแต่งสเป็คกว่า 20%  สำหรับผลิตภัณฑ์เลอโนโวรุ่นที่ร่วมรายการ

ไฮไลท์โปรโมชั่น 

  • รับส่วนลดทันที 20% สำหรับผลิตภัณฑ์ ThinkPad A285 ในราคาพิเศษเพียง 27,288 บาท จากราคาปกติ 34,110 บาท และส่วนลดการอัพเกรดปรับแต่งสเป็คอีก 20% สำหรับหน่วยประมวลผล AMD Ryzen 7 Pro 2700U Processor


  • รับส่วนลดทันที 20% สำหรับผลิตภัณฑ์ ThinkPad E485 ในราคาพิเศษเพียง 22,632 บาท จากราคาปกติ 28,290 บาท และส่วนลดการอัพเกรดปรับแต่งสเป็คอีก 20% สำหรับหน่วยประมวลผล AMD Ryzen 7 Pro 2700U Processor


  • รับส่วนลดทันที 20% สำหรับผลิตภัณฑ์ ThinkPad A485 ในราคาพิเศษเพียง 24,240 บาท จากราคาปกติ 30,300 บาท

  • รับส่วนลดทันที 20% สำหรับผลิตภัณฑ์ ThinkPad E585 ในราคาพิเศษเพียง 22,312 บาท จากราคาปกติ 27,890 บาท

  • รับส่วนลดทันที 20% สำหรับผลิตภัณฑ์ ThinkCentre M725s ในราคาพิเศษเพียง 12,816 บาท จากราคาปกติ 16,020 บาท

โปรโมชั่นตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม – 3 เมษายน 2562 นี้เท่านั้น สำหรับลูกค้าที่สนใจสั่งซื้อผลิตภัณฑ์เลอโนโวที่ร่วมโปรโมชั่นสามารถเข้าชมได้ที่ https://www.lenovo.com/th/th/deals/special-offer/ หรือเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์อื่นๆทั้งหมดของเลอโนโวเพิ่มเติมได้ที่ https://www.lenovo.com/th/th

 

เกี่ยวกับเลอโนโว

เลอโนโว (HKSE: 992) (ADR: LNVGY) มีมูลค่าธุรกิจ 45 พันล้านเหรียญสหรัฐข้อมูลจากบริษัท Fortune 500 และเป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีระดับโลกเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงผ่านอุปกรณ์สมาร์ทดีไวซ์และการวางโครงสร้างเพื่อส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด เลอโนโวในฐานะผู้ผลิตกลุ่มผลิตภัณฑ์เชื่อมต่อที่ครอบคลุมมากที่สุดในโลก ได้แก่ สมาร์ทโฟน (Motorola), แท็บเล็ต, พีซี (ThinkPad, Yoga, Lenovo Legion), เวิร์คสเตชั่น, อุปกรณ์เทคโนโลยี AR/VR และอุปกรณ์สำหรับสมาร์ทโฮม/ออฟฟิศ  เลอโนโวดาต้าเซ็นเตอร์โซลูชั่น (ThinkSystem, ThinkAgile) กำลังสร้างรากฐานระบบประมวลผลสำหรับการเชื่อมต่อเพื่อปฏิรูปศักยภาพของธุรกิจและสังคม เลอโนโวมุ่งมั่นสร้างแรงบัลดาลใจให้เกิดความแตกต่างและส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพเพื่อเชื่อมต่อสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้น ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเราที่ LinkedIn, ติดตามเราบน Facebook หรือ Twitter (@Lenovo) หรือเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ http://www.lenovothailand.com/

Dell EMC เปิดตัว ระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดบน Unity Midrange Storage ซึ่งมาพร้อมกับขีดความสามารถที่เพิ่มขึ้น ในด้าน Advance Data Reduction, Data Protection และ Management

สาระสำคัญใหม่ๆ ใน OE 4.5 ก็คือ การเพิ่มฟีเจอร์ซอฟต์แวร์ ที่ล้ำสมัย เพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกันกับระบบคลาวด์ รวมถึงการอัพเดทคุณภาพอื่นๆ ที่น่าประทับใจ

Dell EMC Unity ที่มาพร้อมกับระบบปฎิบัติการ Operating Environment 4.5 จะสามารถทำเรื่อง data reduction, data reduction และ management functions ได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับ OE เวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ และเพื่อเป็นการสนองตอบต่อการใช้งานทั้งในส่วนของลูกค้าที่ได้ลงทุนทางด้านคลาวด์ไปแล้ว ตลอดจนผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นเริ่มใช้งาน ความสามารถบนระบบคลาวด์ของ Dell EMC Unity และตัวเลือกในการปรับใช้งานได้รับการปรับประสิทธิภาพให้เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกัน ลูกค้าจะได้รับประโยชน์จากคุณภาพที่ล้ำหน้าที่มากับ Dell EMC Unity ในทุกรุ่นที่เปิดตัว กล่าวโดยย่อคือ เดลล์ อีเอ็มซีจะเดินหน้าเพื่อการพัฒนา Dell EMC Unity ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พันธมิตรด้านช่องทางการจัดจำหน่ายและลูกค้าทั่วโลกต่างเห็นพ้องด้วยเป็นอย่างยิ่ง ดูได้จากข้อพิสูจน์นี้

ลูกค้า พันธมิตร และเสียงตอบรับต่างๆ ที่ได้จากอุตสาหกรรมมีน้ำหนักในการส่งให้ Dell EMC Unity 650F All-Flash Array ได้รับรางวัล CRN 2018 Product of the Year ในฐานะของ ผู้ชนะสาขาย่อยในด้าน Midrange Storage สำหรับเทคโนโลยี โดยรางวัลถือเป็นการพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงนวัตกรรมทางเทคนิคอลที่ดีที่สุด (best-of-breed) ความน่าเชื่อถือ และคุณภาพที่เดลล์ อีเอ็มซียังคงพัฒนาออกสู่สายผลิตภัณฑ์ midrange storage   อย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง และยืนยันคำสัญญาของเราในการคิดค้นนวัตกรรมและลงทุนในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ midrange storage อย่างต่อเนื่อง

“เรายังคงประทับใจกับการปรับปรุงที่ Dell EMC ได้ทำกับแพลตฟอร์มของ Unity โดยการเปิดตัว OE 4.5 ใหม่ซึ่งรวมเอา Advance Data Reduction เทคโนโลยี ทำให้ Arrow ECS สามารถจัดการข้อมูลของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การใช้ File Level Retention และซอฟต์แวร์การจัดการโควต้าใหม่ช่วยให้เราสามารถปรับปรุงการจัดการการจัดสรรพื้นที่เก็บข้อมูล (storage allocation) และข้อกำหนดการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ในขณะที่ Metrosync Manager ช่วยให้ธุรกิจของเราลดการเกิดดาวน์ไทม์ที่ไม่ได้คาดหมายโดยอนุญาตให้ทรัพยากรหน่วยเก็บข้อมูลแบบซิงโครนัสสามารถ failover ไปยังไซต์ปลายทางของเราในกรณีที่เกิดภัยพิบัติ” - ซีฟ เทคลูว์ สถาปนิกอาวุโสด้านโซลูชัน Arrow ECS

มาดูกันว่ามีอะไรใหม่บ้างกับ Dell EMC Unity OE 4.5

 

Advance Inline Deduplication

  • โดยใช้เทคนิค Advanced In-line Dynamic Pattern Detection ที่ให้ capacity efficiency ดีกว่า OE 4.4 มากถึง 7: 1 โดยคิดจากทั้ง block และ file

การจัดการไฟล์ที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

  • Metrosync สำหรับ Synchronous replication บน Unity ที่มาพร้อมกับ OE 4 ได้รับการปรับปรุง โดย เพิ่มขีดความสามารถของ Orchestration บน Metrosync Manager ซึ่งจะทำ replication ในระดับ granularity ไปจนถึงความสามารถในการ failover สำหรับ synchronous file replication.

ซอฟต์แวร์ใหม่เพื่อป้องกันการสูญหายของไฟล์ข้อมูล

  • New file-level retention capabilities จะป้องกันไฟล์จากการแก้ไขหรือการลบทิ้งจนกว่าจะถึงวันเก็บรักษาที่มีการกำหหนดไว้ ซึ่งสิ่งนี้จะมีประโยชน์อย่างยิ่ง ในเรื่อง การเก็บไฟล์ ให้เป็นไปตามระยะเวลา ให้เป็นไปตาม regulations and compliance ต่างๆ

Software-Defined storage with HA

  • Dell EMC Unity OE 4.5 ถูกเสริมความเสถียรในเรื่อง Native High Availability ลงบน UnityVSA Professional Edition ด้วย 2-node 2-core และTie Breaker Node สำหรับ 10, 25 และ 50 TB ทั้งนี้ UnityVSA Tie Breaker Node หรือ witness node ซึ่งจะเป็นสมาชิกตัวที่สามของคลัสเตอร์เพื่อคอยตรวจความคงอยู่และสื่อสารระหว่างทั้งสองโหนดเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียหายของข้อมูล

และนอกเหนือจากการเปิดตัวของ OE 4.5 เรายังลงทุนในการเพิ่มขีดความสามารถของ Dell EMC Unity ให้สามารถทำงานร่วมได้ในแบบ Hybrid Cloud ซึ่งทั้งหมดวางตลาดเรียบร้อยแล้ว

Dell EMC UnityVSA Cloud Edition ทำงานบนคลาวด์ของ AWS

  • ด้วย Dell EMC Unity Cloud Edition ใหม่ ผู้ใช้จะสามารถใช้ฟังก์ชันการทำงานที่ครบถ้วนของ Dell EMC Unity สตอเรจ ในรูปแบบ VM ในสภาพแวดล้อม VMware Cloud พร้อมคุณสมบัติเบื้องต้นสำหรับ VMware Cloud บน AWS ซึ่งในเวอร์ชันนี้ ผู้ใช้สามารถใช้งาน
  • บริการไฟล์ UFS64 ที่ครอบคลุมสำหรับ VM Cloud
  • ความสามารถทางด้าน DR บนคลาวด์พร้อมด้วยการทำสำเนาแบบอะซิงโครนัส (asynchronous replication) และ สามารถทำ Test and development environment โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มฮาร์ดแวร์ Dell EMC Unity ที่เป็น Hardware 

Dell EMC Unity ผ่านการตรวจสอบของ VMware Cloud Foundation

  • Dell EMC Unity และคุณสมบัติด้าน NFS ของ VMware Cloud Foundation ช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้ Cloud Building Blocks เพื่อที่จะ ออกแบบและสร้าง cloud platform ได้ด้วยตัวเอง (Do It Yourself) ในแบบที่เรียกว่า best-of-breed cloud-enable infrastructure อาทิ Dell EMC Unity. Dell EMC Unity เป็น NFS-based ตัวแรก ที่เป็น external storage ที่ Validated กับ VMware Cloud Foundation ยิ่งไปกว่านั้น Dell EMC Unity ได้มีการลงทุน ในเชิง engineering ใน VMware และจะเป็นประโยชน์อย่างมากทันทีสำหรับการซื้อในแบบ complete Dell Technologies stack

และสุดท้าย สิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งคือการที่มีผู้ให้ความสนใจที่จะรีวิวผลิตภัณฑ์ของเรา และนี่คือข้อมูลจาก StorageReview ที่เกี่ยวกับ Dell EMC Unity ที่ให้มุมมองรอบด้านครบ 360 องศาเกี่ยวกับนวัตกรรมที่เดลล์ อีเอ็มซีพัฒนาสำหรับผู้ใช้ ทั้งในด้านการจัดการ ประสิทธิภาพในการทำงาน สถาปัตยกรรม จนกระทั่งถึงซอฟต์แวร์

Page Visitor

005476738
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
9624
32898
42522
130840
1299737
5476738
Your IP: 44.192.114.32
2022-07-04 04:56