then
July 04, 2022

‘เอ็มเฟค’ จับมือ ‘โซ  ซีเคียว’ สนับสนุนการจัดงานการแข่งขัน “SOSECURE Hacking Contest 2019” เพิ่มพูนทักษะบุคลากรทางด้านไอที ซีเคียวริตี้ 

นายปิตุพงศ์ ยาวิราช ที่ปรึกษาทางด้านความมั่นคงสารสนเทศ บริษัท บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็มเฟค (ที่ 2 จากขวา) และ นายวัชรพล วงศ์อภัย ประธานกรรมการ บริษัท โซ ซีเคียว จำกัด (ที่ 3 จากขวา) ร่วมจัดงานการแข่งขัน SOSECURE Hacking Contest 2019” ให้กับประชาชนทั่วไป และนิสิตนักศึกษาที่มีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสร้างความตระหนัก ความเข้าใจ และสนับสนุนโอกาสให้น้องๆได้เรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ ในเรื่องความปลอดภัยทางด้านไอที ซีเคียวริตี้ 

รูปแบบการแข่งขัน SOSECURE Hacking Contest 2019” เป็นการทำ Capture the Flag หรือ CTF ที่ทางทีมงานฯ ได้จัดเตรียมระบบต่างๆ เอาไว้เพื่อให้ผู้เข้าร่วมแข่งขันได้มาร่วมหาช่องโหว่และเจาะระบบ เพื่อนำคำตอบหรือสิ่งต่างๆ ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังระบบเหล่านั้นออกมาให้ได้  โดยผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 คือ ทีม  MeatSpin ซึ่งได้รับรางวัลมูลค่า 80,000 บาท และรองชนะเลิศอันดับ 2  มี 2 ทีมร่วมคือ ทีม N0t S0 se3cure naja eiei และทีม 10 โมงเช้ายังไม่ได้นอน ได้รับรางวัลมูลค่า 20,000 บาท

ประสบการณ์ลูกค้า ต้องยืนหนึ่ง! อะโดบีแนะใช้เครื่องมือดิจิทัลวิเคราะห์ประสบการณ์ลูกค้าได้ตรงใจ พร้อมยกระดับความสามารถนักการตลาดและบุคลากรไอที

อะโดบี (Nasdaq:ADBE) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคในสหรัฐฯ ซึ่งระบุว่าผู้บริโภค 51 เปอร์เซ็นต์มีแนวโน้มที่จะทำการซื้อ และ 49 เปอร์เซ็นต์มีแนวโน้มที่จะภักดีต่อแบรนด์ ถ้าหากเนื้อหาคอนเทนต์ที่นำเสนอมีลักษณะเป็นแบบเฉพาะบุคคล (personalized)  ปัจจุบัน แบรนด์ต่างๆ ได้รับแรงกดดันเพิ่มมากขึ้นในการนำเสนอเนื้อหาคอนเทนต์ที่มีการปรับแต่งแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้นผ่านหลากหลายช่องทาง และจะต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วมากขึ้นกว่าในอดีต ซึ่งนับเป็นความท้าทายที่สำคัญอย่างมากสำหรับฝ่ายการตลาดและฝ่ายไอที

วันนี้ อะโดบีได้เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ๆ ใน Adobe Experience Manager ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Adobe Marketing Cloud ใน Adobe Experience Cloud ซึ่งเพิ่มความสะดวกและสร้างระบบอัตโนมัติสำหรับการนำเสนอประสบการณ์ให้แก่ลูกค้า ช่วยให้นักการตลาดและฝ่ายไอทีดำเนินการพัฒนาแอพได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น  เวิร์กโฟลว์ที่ได้รับการปรับปรุงช่วยให้นักการตลาด ฝ่ายไอที และครีเอทีฟทำงานได้อย่างรวดเร็วและชาญฉลาดมากขึ้น และทำให้แบรนด์ต่างๆ สามารถปรับแต่งประสบการณ์ลูกค้าให้เป็นแบบเฉพาะบุคคลได้อย่างเหมาะสม  ด้วยการใช้ประโยชน์จาก Adobe Sensei ซึ่งเป็นเทคโนโลยี AI และ Machine Learning ของอะโดบี แบรนด์ต่างๆ จะสามารถนำเสนอเนื้อหาคอนเทนต์ที่เหมาะสมให้แก่ลูกค้าแต่ละราย  เทคโนโลยีชั้นนำของ Experience Manager พร้อมใช้งานแล้วสำหรับองค์กรขนาดกลาง ซึ่งนับเป็นการขยายต่อยอดความเป็นผู้นำในตลาดองค์กรขนาดใหญ่

โลนิ สตาร์ค ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์และการตลาดผลิตภัณฑ์ของอะโดบี กล่าวว่า “การปรับแต่งแบบเฉพาะบุคคลในขอบเขตที่กว้างขวางครอบคลุมทุกช่องทางการติดต่อสำหรับลูกค้านับเป็นมาตรฐานสำหรับการจัดการประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience Management หรือ CXM) โดยจะต้องมีการผสานรวมเนื้อหาคอนเทนต์ ข้อมูล และข้อมูลเชิงลึกที่มีเพียงอะโดบีเท่านั้นที่สามารถจัดหาให้ได้  นวัตกรรมใหม่ๆ ใน Adobe Experience Manager ช่วยเพิ่มความสะดวกให้แก่นักการตลาดและบุคลากรฝ่ายไอทีในการสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า และสร้างช่วงเวลาสุดประทับใจทุกครั้งที่ลูกค้าติดต่อสื่อสารกับแบรนด์”

เครื่องมือสำหรับนักการตลาด

เทคโนโลยีใหม่ๆ ใน Experience Manager ช่วยเสริมศักยภาพให้แก่นักการตลาดในบริษัททุกขนาดในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมสำหรับการดำเนินการอย่างชาญฉลาดดังต่อไปนี้:

  • นำเสนอประสบการณ์ที่น่าดึงดูดใจนักการตลาดสามารถออกแบบ นำเสนอ และปรับแต่งประสบการณ์บนจอแสดงผลดิจิทัลทุกขนาดในทุกสถานที่ตั้ง เช่น จอภาพในร้านค้า หรือตู้บริการอัตโนมัติ โดยรองรับเครือข่ายป้ายประชาสัมพันธ์ดิจิทัลที่ครอบคลุมขอบเขตกว้างขวาง และเวิร์กโฟลว์การเผยแพร่และการอนุมัติที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการนำเสนอ และรักษาความสอดคล้องกันของแคมเปญภายในร้านค้า  แบรนด์ต่างๆ จะสามารถปรับแต่งประสบการณ์ ด้วยการปรับเปลี่ยนเนื้อหาคอนเทนต์อย่างยืดหยุ่นให้สอดรับกับบริบท เช่น รายการสินค้าในสต็อก หรือสภาพอากาศ และเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่กระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ โดยอาศัยการผนวกรวมระบบ Adobe Analytics  นอกจากนี้ ยังสามารถสร้างสรรค์และจัดการประสบการณ์การซื้อสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการผนวกรวม Experience Manager เข้ากับ Magento Commerce Cloud
  • จัดการและค้นหาแอสเซ็ท (Assets) ที่เหมาะสม: เป็นเรื่องในอดีตไปเสียแล้วกับการเลือกดูคลิปที่เกี่ยวข้องสำหรับช่องทางต่างๆ ของแบรนด์ เพราะปัจจุบัน การใช้ Smart Tags ครอบคลุมไปถึงวิดีโอ โดยมีการใช้ Adobe Sensei เพื่อดำเนินการค้นหาวิดีโอโดยอัตโนมัติ ด้วยแท็กอัจฉริยะที่เกี่ยวข้องกับการกระทำ ลักษณะ และวัตถุ  นอกจากนั้น Visual Search ซึ่งขับเคลื่อนด้วย Adobe Sensei จะสามารถระบุภาพที่คล้ายคลึงกับแอสเซ็ทที่เฉพาะเจาะจง โดยใช้เวลาไม่กี่วินาที เช่น ภาพคนถือถุงช้อปปิ้งในย่านไทม์สแควร์ เป็นต้น  บริการถ่ายโอนข้อมูลความเร็วสูงใน Brand Portal จะให้วิธีที่รวดเร็วและยืดหยุ่นมากกว่าในการจัดการแอสเซ็ทต่างๆ ร่วมกับทีมงานในทุกที่ทั่วโลก  นักการตลาดจะสามารถกำหนดค่าการควบคุมสิทธิ์การใช้งาน เพื่อให้แน่ใจว่ามีเพียงบางทีมงานหรือบางภูมิภาคเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงแอสเซ็ทที่ผ่านการอนุมัติ
  • ปรับแต่งวิดีโอสำหรับทุกช่องทาง: การใช้งานวิดีโอในแนวตั้งผ่านช่องทางต่างๆ เช่น Instagram และ WeChat ทำให้บริษัทจำเป็นต้องตัดต่อวิดีโอเพื่อให้เหมาะกับสมาร์ทโฟน  เครื่องมือ Smart Crop สำหรับวิดีโอ ซึ่งขับเคลื่อนด้วย Adobe Sensei จะเพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้กับกระบวนการนี้ โดยจะระบุและครอบตัดเนื้อหาส่วนที่สำคัญที่สุดของวิดีโอโดยอัตโนมัติ เพื่อมอบประสบการณ์ด้านวิดีโอที่ยอดเยี่ยมให้แก่ผู้ใช้ ไม่ว่าผู้ใช้จะถือโทรศัพท์ในทิศทางใดก็ตาม
  • เพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการสร้างคอนเทนต์: ในการค้นหา ปรับเปลี่ยน และตรวจสอบแอสเซ็ทระดับองค์กร ครีเอทีฟและนักการตลาดจำเป็นที่จะต้องสลับไปมาระหว่างโซลูชั่นต่างๆ  แต่ตอนนี้ ด้วย Adobe Asset Link ซึ่งเปิดให้ใช้งานโดยทั่วไปแล้ว จะช่วยให้ครีเอทีฟสามารถค้นหา แก้ไข และนำเอาดิจิทัลแอสเซ็ทใน Experience Manager กลับมาใช้ได้โดยตรงภายในโปรแกรม Adobe Photoshop, Adobe Illustrator และ Adobe InDesign  ครีเอทีฟจะสามารถค้นหารูปภาพที่คล้ายคลึงกันได้อย่างฉับไวภายในเวลาไม่กี่วินาทีด้วย Visual Search ใน Asset Link  นอกจากนั้น Core Components ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำหรับการสร้างสรรค์ประสบการณ์ จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการสร้างประสบการณ์และลดการพึ่งพาทีมงานฝ่ายพัฒนาในการเขียนและทดสอบโค้ดใหม่ๆ
  • สร้างการสื่อสารกับลูกค้าผ่านหลากหลายช่องทางอย่างรวดเร็ว: ด้วยฟีเจอร์การลากและปล่อยใน Experience Manager Forms องค์กรต่างๆ จะสามารถฝังเนื้อหาคอนเทนต์แบบอินเทอร์แอคทีฟไว้ในการสื่อสารสำหรับลูกค้าได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น รวมถึงฟังก์ชั่นการสร้างแผนผังขั้นสูง และการผนวกรวมข้อมูลอย่างง่ายดาย ซึ่งทั้งหมดนี้จะรองรับการนำเสนอการสื่อสารแบบเฉพาะบุคคลสำหรับลูกค้าแต่ละราย เช่น ใบแจ้งยอดรายเดือน โดยมีลักษณะที่น่าสนใจมากขึ้นและใช้ข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อน นอกจากนี้ การผนวกรวมอย่างกลมกลืนเข้ากับ Adobe Sign Cloud Signatures ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Adobe Document Cloud จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเซ็นชื่อในเอกสารดิจิทัลในลักษณะที่สอดคล้องตามข้อบังคับ

 

เครื่องมือสำหรับบุคลากรฝ่ายไอทีและนักพัฒนา

ระบบจัดการคอนเทนต์ (Content Management System - CMS) แบบไฮบริดใน Experience Manager ช่วยปรับปรุงความคล่องตัวและความยืดหยุ่นสำหรับบุคลากรฝ่ายไอทีและนักพัฒนาสำหรับการดำเนินการดังต่อไปนี้:

  • เพิ่มกำลังความจุโดยอัตโนมัติในช่วงที่มีแทรฟฟิกผู้ใช้จำนวนมาก: การนำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลแบบไดนามิกจำเป็นต้องอาศัยความคล่องตัวในการจัดการการอัพเดตคอนเทนต์ในขอบเขตที่กว้างขวาง  บริการใหม่ Autoscaling ของ Cloud Manager จะตรวจจับความจำเป็นในการรองรับแทรฟฟิกเพิ่มเติมโดยอัตโนมัติ และเพิ่มกำลังความจุของระบบภายในเวลาไม่กี่นาที เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ดี
  • สร้างและจัดการประสบการณ์อย่างคล่องตัวปัจจุบัน เนื้อหาเว็บคอนเทนต์มีความลื่นไหลและตอบสนองอย่างฉับไวมากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะจัดการประสบการณ์ที่มีประสิทธิภาพผ่านช่องทางที่หลากหลายในขอบเขตที่กว้างขวาง  Single-Page Application (SPA) Editor เป็นเครื่องมือใหม่ของอะโดบีที่ช่วยให้นักพัฒนาและนักการตลาดสามารถแสดงตัวอย่าง แก้ไข จัดการ และปรับแต่งเนื้อหาคอนเทนต์ให้สอดรับกับบริบท โดยทั้งหมดนี้รวมอยู่ในที่เดียว จึงช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการทำงานร่วมกัน  ด้วยการเรนเดอร์ทางฝั่งเซิร์ฟเวอร์สำหรับ SPA บนไคลเอ็นต์ นักพัฒนาจึงสามารถลดเวลาในการโหลดประสบการณ์ครั้งแรกเพื่อดึงดูดลูกค้า โดยใช้ SPA Editor และปรับปรุงการค้นหาผ่านเสิร์ชเอนจิ้น (SEO) ควบคู่กันไป  โดย Adobe Target และ Adobe Analytics จะรองรับการปรับแต่งแบบเฉพาะบุคคลและการกลั่นกรองข้อมูลเชิงลึกอย่างมีประสิทธิภาพ
  • เพิ่มความรวดเร็วในการพัฒนาแอพพลิเคชั่น: การสนับสนุนสำหรับ GraphQL จะช่วยให้นักพัฒนาสามารถทำงานบนเครื่องมือแอพพลิเคชั่นส่วนหน้า (front-end) ที่ใช้เป็นประจำ พร้อมทั้งปรับขนาดแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย โดยอาศัย API ซึ่งดึงข้อมูลและคอนเทนต์เข้ามา  การสนับสนุน GraphQL จะขยายขอบเขตครอบคลุม Experience Manager ในช่วงปีนี้ รวมทั้งขยายการสนับสนุนของ Magento Commerce Cloud

 

ลิงค์ที่มีประโยชน์

เกี่ยวกับ Adobe Experience Cloud

อะโดบีปฏิวัติการจัดการประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience Management - CXM) ด้วย Adobe Experience Cloud ซึ่งเป็นโซลูชั่นแบบครบวงจรเพียงหนึ่งเดียวสำหรับการสร้างเนื้อหาคอนเทนต์ การตลาด โฆษณา การวิเคราะห์ข้อมูล และการค้า  ขณะที่แพลตฟอร์มระดับองค์กรรุ่นเก่าประกอบด้วยข้อมูลโปรไฟล์ลูกค้าที่ตายตัวและแยกออกจากกัน แต่ Adobe Experience Cloud จะช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถนำเสนอประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ต่อเนื่อง และสอดคล้องกัน ผ่านทุกช่องทางการติดต่อสำหรับลูกค้า ควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็ว  นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมระบุว่าอะโดบีคือผู้นำที่โดดเด่นในรายงานผลการศึกษาสำคัญๆ กว่า 20 ฉบับที่มุ่งเน้นเรื่องประสบการณ์ ซึ่งมากกว่าบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ

เกี่ยวกับอะโดบี

อะโดบีเปลี่ยนโลกผ่านประสบการณ์ด้านดิจิทัล รายละเอียดเพิ่มเติม www.adobe.com/sea

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จัดแสดงโซลูชั่นเอดจ์ (Edge Solution) ในงาน IEEE PES GTD ASIA 2019

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ขานรับเทรนด์โซลูชั่นเอดจ์ (Edge Solution) มาแรง ชู เน็ตเชลเตอร์ ซีเอ็กซ์ ( Netshelter CX) เป็นไมโครดาต้าเซ็นเตอร์สุดโมเดิร์นแห่งยุคดิจิทัล สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย และติดตั้ง ประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะไม่ต้องทำห้องไอทีโดยเฉพาะ ช่วยให้ประหยัดพื้นที่ สามารถติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ภายในได้อย่างลงตัว เช่นเซิร์ฟเวอร์ สตอเรจ ระบบสำรองไฟ อุปกรณ์เครือข่ายและการเชื่อมต่อ โดยสามารถเก็บเสียงรบกวนจากอุปกรณ์ไอทีภายในได้อย่างดี อีกทั้งยังมีระบบ Forced Air Ventilation ช่วยระบายความร้อนเป็นเยี่ยม โดยใช้หลักการหมุนเวียนอากาศ สามารถช่วยประหยัดค่าไฟได้ มาพร้อมรูปลักษณ์ที่สวยงาม ภายนอกเป็นลายไม้ สามารถเข้ากับเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ภายในห้องได้อย่างมีสไตล์  ไม่ว่าจะเป็นภายในสำนักงานขนาดย่อมหรือสาขา ร้านค้า ภัตตาคารยุคใหม่ โรงแรม สถาบันการศึกษา(ที่มีเรียนเสริมออนไลน์ ที่ต้องการการประมวลผลทางด้านไอทีในสถานที่นั้นๆ)

พิเศษสำหรับงาน IEEE PES GTD ASIA 2019 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดโอกาสให้ที่ผู้สนใจสามารถครีเอทโซลูชั่นสำหรับไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ตามต้องการได้ด้วยตัวเองบนเครื่องมือเฉพาะของชไนเดอร์ อิเล็คทริค LEC (Local Edge Configurator) บนเว็บเบสที่ใช้งานง่าย เพียงเลือกอุปกรณ์หรือโซลูชั่นที่ต้องการให้มีอยู่ในไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ หน้าจอจะแสดงผลการทำงานของผลิตภัณฑ์ พร้อมราคาประมาณการ รวมถึงน้ำหนัก พลังงานที่ใช้ โดยไม่ต้องคำนวนเองทั้งระบบ พบกับโซลูชั่นไอทีของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ที่บูธ 9 ระหว่างวันที่ 21- 23 มีนาคม 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนา

 

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น ตั้งแต่ บ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมต่างๆ  ด้วยการยืนหยัดอยู่ในเวทีระดับโลกในกว่า 100 ประเทศ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นผู้นำที่โดดเด่นในด้านการจัดการพลังงาน ทั้งแรงดันไฟฟ้าขนาดกลาง-ต่ำ และระบบสำรองไฟฟ้า รวมถึงระบบออโตเมชั่นต่างๆ เรานำเสนอโซลูชั่นแบบบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการผสานการทำงานร่วมกันทั้งในส่วนของพลังงาน ระบบออโตเมชั่น และซอฟต์แวร์ เรามีระบบนิเวศทั่วโลก ซึ่งเป็นการประสานความร่วมมือกับคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด รวมถึงชุมชนนักพัฒนาและผู้วางระบบบนแพลตฟอร์มเปิด เพื่อมอบประสิทธิภาพด้านการดำเนินงาน และการควบคุมในแบบเรียลไทม์ เราเชื่อว่าด้วยผู้คนที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้ และพันธมิตรของเรา จะช่วยให้ชไนเดอร์ อิเล็คทริคเป็นบริษัทที่เยี่ยมยอด พร้อมกับคำมั่นสัญญาของเราที่มุ่งมั่นในเรื่องการสร้างนวัตกรรม ความหลากหลาย และความยั่งยืนช่วยให้ทุกคนมั่นใจได้ว่า “Life is On” ในทุกที่สำหรับทุกคน และทุกช่วงเวลา www.schneider-electric.co.th

จับกระแสไอทีปี 2562 กับการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ

ทุก ๆ สิ้นปี บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยชั้นนำของโลก ทั้ง ไอดีซี การ์ทเนอร์ ฟอร์เรสเตอร์ หรือแมคคินซีแอนด์คอมปานี เป็นต้น ต่างออกรายงานคาดการณ์แนวโน้มด้านไอที เพื่อเป็นไอเดียในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หรือสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับธุรกิจ โดยปีนี้ต่างก็เห็นตรงกันว่า “คลาวด์ คอมพิวติ้ง บิ๊ก ดาต้าและการวิเคราะห์ข้อมูล ไอโอที ปัญญาประดิษฐ์ บล็อกเชน และความปลอดภัยทางไซเบอร์” จะยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างน้อยอีก 3-5 ปี ข้างหน้า โดยองค์กรใดที่สามารถผสมผสานเทคโนโลยีเหล่านี้และจัดวางการใช้งานได้ถูกที่ถูกทาง เท่ากับเป็นการปูรากฐานทางธุรกิจให้แข็งแกร่ง และสร้างความได้เปรียบสำหรับยุค “เศรษฐกิจดิจิทัล” ซึ่งขับเคลื่อนด้วย “ฐานข้อมูล นวัตกรรม และปัญญาประดิษฐ์” บนระบบงานที่เน้นความเป็น “อัตโนมัติ หรือ ออโตเมชั่น” แบบครบจบทุกกระบวนการ

ที่ผ่านมา การเริ่มต้นใช้งาน “คลาวด์ คอมพิวติ้ง” ไม่ว่าจะเป็นคลาวด์ส่วนตัว คลาวด์สาธารณะ ไฮบริดคลาวด์ จะมองถึงความคุ้มทุนที่เกิดจากการแชร์ใช้ทรัพยากรไอทีร่วมกันทั้งออนไลน์และออฟไลน์ แต่จากนี้ไป คลาวด์จะมีบทบาทสนับสนุนการทำงานเพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจมากขึ้น และในปีนี้  “มัลติคลาวด์” จะถูกพูดถึงเป็นพิเศษ ด้วยแนวทางที่เปิดกว้างให้กับองค์กรในการใช้งานคลาวด์จากผู้ให้บริการหลาย ๆ รายควบคู่กันไป เพื่อให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะด้าน ส่วนตัวช่วยใหม่ ๆ ที่จะมาเติมประสิทธิภาพของคลาวด์ ได้แก่ “เอดจ์ คอมพิวติ้ง (Edge Computing)” ที่จะมาช่วยลดโหลดการทำงานบนคลาวด์ โดยให้อุปกรณ์ปลายทางสามารถจัดการตัวเองได้ เสริมด้วย “แอปพลิเคชันในแบบไมโครเซอร์วิส (Micro Services)” ซึ่งเป็นการพัฒนาแอปพลิเคชั่นที่แยกออกเป็นส่วนย่อย ๆ ตามฟังก์ชั่นใช้งาน เพื่อให้ง่ายต่อการปรับปรุงแก้ไขผ่านคลาวด์ได้ด้วยเวลาที่รวดเร็ว และทันกับการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

ขณะเดียวกัน ในยุคที่ผู้คนหันมานิยมแสดงความรู้สึกนึกคิด และพฤติกรรมผ่านแฮชแท็กซ์ อิโมจิ สติกเกอร์ไลน์ หรือยูทูป การหลั่งไหลของข้อมูลผ่านอุปกรณ์ไอโอที หรือการประกอบธุรกรรมออนไลน์ ทำให้ “บิ๊ก ดาต้า” เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในระดับที่เราไม่คุยเป็น “เทราไบต์” กันแล้ว แต่เป็นการโตในระดับ “เซตตาไบต์ (Zettabyte)” ด้วยข้อมูลแบบมีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง และหน้าตาที่หลากหลายซึ่งไม่ใช่แค่ตัวอักษรอีกต่อไป  เครื่องมือวิเคราะห์ บิ๊ก ดาต้า จึงกำลังถูกพัฒนาให้ทำงานได้ฉลาดขึ้นในการ “กลั่นกรองและวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช่” และส่งต่อสู่กระบวนการสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจ หรือ บิซิเนส อินเทลลิเจนส์ เพื่อเพิ่มมุมมองใหม่จากข้อมูลที่หลากหลายให้กับผู้บริหาร รวมถึงต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรม เช่น เออาร์/วีอาร์ แมชชีนเลิร์นนิ่ง หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ที่สามารถยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน หรือ เพิ่มโอกาสทางการพัฒนาสินค้าหรือบริการที่โดนใจและเข้าถึงตัวตนของ “ลูกค้าหรือผู้บริโภค” ในระดับที่รู้ว่า ชอบอะไร ซื้อเมื่อไหร่ และอนาคตอยากซื้ออะไร จนเกิดเป็นความภักดีต่อแบรนด์ยิ่งกว่าเดิม

และแล้ว “ไอโอที” ก็ให้เราได้มากกว่าการเป็นแค่โปรโตคอลหนึ่งที่มีไว้เชื่อมต่ออุปกรณ์เท่านั้น แต่คือ “แพลตฟอร์มที่สามารถ “สร้างและขยายพื้นที่แสดงผลและส่งต่อข้อมูลที่หลากหลายแบบไม่จำกัดโครงสร้าง” ซึ่งองค์กรเอาไปประยุกต์ใช้ได้หลายทาง อาทิ ใช้เป็นเครื่องมือส่งต่อ “นวัตกรรมข้อมูลในรูปแบบความจริงเสมือน (เออาร์/วีอาร์)“ เพื่อสื่อสารหรือปลุกกระแสความนิยมในสินค้าและบริการ หรือชูภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งของแบรนด์ผ่านอุปกรณ์ BYOD ตรงถึงมือลูกค้า  การต่อยอดไอโอทีให้อยู่ในรูปของ “เซ็นเซอร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ” ที่ช่วยองค์กรในการตรวจติดตาม หรือควบคุมกระบวนการผลิตในงานอุตสาหกรรม คุณภาพของสินค้าหรือบริการ การใช้งานไอโอทีในการผลักดันการเติบโตของตลาดการค้าบนโลกออนไลน์ที่ทำให้เราสามารถขยายพื้นที่การขาย เพิ่มเติมฐานลูกค้า หรือพบช่องทางการสร้างรายได้ใหม่ ๆ ให้กับธุรกิจ

การจับมือระหว่างไมโครซอฟท์และฟิตบิทในการพัฒนาแอปพลิเคชันบนวินโดว์ 10 ที่ผสมผสานข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพและเทคโนโลยี เพื่อสร้างโปรแกรมคำนวณการออกกำลังกายที่เหมาะสมเฉพาะบุคคลได้ทันทีผ่านสมาร์ทโฟน อเมซอนช็อปปิ้ง พัฒนาโปรแกรมวิเคราะห์เครื่องแต่งกายจากข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสไตล์และแฟชั่น เพื่อเป็นผู้ช่วยด้านแฟชั่นแบบเวอร์ช่วลให้กับนักช็อปทั้งหลาย คือ ตัวอย่างการเติมเต็มประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าผ่าน “ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ” ซึ่งนอกจากจะสามารถ “สร้างการรับรู้ โต้ตอบ หรือปฏิบัติการได้ทันทีที่ร้องขอ” ยังเป็นการยกระดับความเป็นนวัตกรรมของแบรนด์ในสายตาลูกค้า นอกจากนี้ ข้อมูลหรือพฤติกรรมการโต้ตอบของลูกค้ากับเอไอ ยังนำไปใช้ในการวิเคราะห์ปรับปรุงเพื่อเพิ่มรายได้และสร้างโอกาสการขาย โดยเน้นการนำเสนอในจุดที่ลูกค้าสนใจ หรือจากมุมที่ดีที่สุดของสินค้าและบริการ จนสามารถเปลี่ยนการตัดสินใจจาก “เดี๋ยวค่อยซื้อ” เป็น “อยากซื้อเดี๋ยวนี้”  

ขีดความสามารถของ “บล็อกเชน” ที่ขยายผลจากโลกของฟินเทคสู่โลกของการจัดการธุรกิจ เป้าหมาย คือ “สร้างความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และตรวจสอบได้” ด้วยหลักการ “การจัดเก็บฐานข้อมูลแบบกระจาย (Distributed Database) ที่ต่อตรงถึงกันทั้งหมดภายในเครือข่าย” โดยไม่ต้องมีตัวกลางประมวลผลเหมือนฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์ การปรับปรุงทุกฐานข้อมูลในเครือข่ายให้ทันสมัยจึงทำได้พร้อมกันทันที ซึ่งลดทั้งเวลาและขั้นตอนการทำงาน การสร้างความโปร่งใสน่าเชื่อถือจากการที่ทุกฐานข้อมูลในเครือข่ายสามารถตรวจสอบย้อนกลับไป-มาซึ่งกันและกันถึงความถูกต้อง ที่มาที่ไป และการเคลื่อนไหวของข้อมูล หรือธุรกรรมต่าง ๆ ได้   ขณะเดียวกัน การขโมย ปลอมแปลง หรือทำลายระบบจะต้องเจาะถึงทุกฐานข้อมูลในเครือข่ายพร้อม ๆ กันและในเวลาเดียวกันจึงจะสำเร็จ ซึ่งนั่นทำให้บล็อกเชนได้รับการยอมรับว่า มีความปลอดภัยสูง ตัวอย่างของบล็อกเชนที่ใช้ในเชิงธุรกิจ เช่น ไอบีเอ็มซึ่งได้พัฒนาแพลตฟอร์มบนบล็อกเชนที่ชื่อว่า “ฟู้ดทรัสต์ (Food Trust)” ในการติดตามตรวจสอบซัพพลายเชนที่อยู่ในกระบวนการจัดหาและส่งมอบผลิตผลทางอาหารถึงมือผู้บริโภค โดยตัวผู้บริโภคเองก็สามารถตรวจสอบย้อนกลับเพื่อยืนยันแหล่งที่มา คุณภาพ และความสดใหม่ของสินค้าได้

ประสิทธิภาพของ “ระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์” ที่ต้องตอบโจทย์ให้ตรงจุดในเรื่อง “ป้องกันความเสี่ยงและสร้างความไว้วางใจ (Risk & Trust)” ในอดีต เราเคยมี เกตเวย์ ไฟร์วอลล์ เป็นปราการป้องกันระบบไอทีขององค์กร แต่ยังไม่พอสำหรับการปกป้องทรัพย์สินสารสนเทศโดยเฉพาะ “ข้อมูล” ที่อยู่บนโลกออนไลน์และคลาวด์ ไอดีซี ได้เสนอแนะแนวคิด “ซีโร่ ทรัสต์ ซีเคียวริตี้ (Zero Trust Security)” บนหลักการที่ว่า ”อย่าไว้ใจกันง่าย ๆ”  โดย ปัญญาประดิษฐ์ บล็อกเชน จะเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความปลอดภัยของข้อมูลบนคลาวด์หรือออนไลน์ในการตรวจจับผู้บุกรุกจากภายนอก และป้องกันการรั่วไหลโดยคนใน ซึ่ง กูเกิล ได้นำแนวคิดนี้ไปพัฒนาระบบความปลอดภัยของข้อมูล ภายใต้โครงการ”บียอนคอร์ป (Beyond Corp) แล้ว นอกจากนี้ แพลตฟอร์มความปลอดภัยที่พัฒนาบน “เอพีไอแบบเปิด (Open APIs)” ก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่เข้ามาอุดช่องโหว่ด้านความปลอดภัย โดยองค์กรสามารถพัฒนาเพิ่มเติม หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพื่อรับมือกับภัยคุกคามต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่จะช่วยเติมพลังให้กับองค์กร เพื่อพร้อมสู้ศึกการแข่งขันในโลกยุคดิจิทัล โลกซึ่งความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีและข้อมูล คือ หนึ่งในตัวชี้วัดความสำเร็จทางธุรกิจ

วีเอ็มแวร์เสริมศักยภาพผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมพร้อมรองรับ 5G ด้วยโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์เพื่อการสื่อสาร

ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมทั่วโลกใช้โซลูชั่นของวีเอ็มแวร์ในยุคคลาวด์อีโคโนมี

MOBILE WORLD CONGRESS 2019 วีเอ็มแวร์ นำเสนอนวัตกรรมช่วยผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคม (Communications Service Provider - CSP) ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G และพัฒนาธุรกิจให้เติบโตในยุคคลาวด์อีโคโนมี  นอกจากนี้ วีเอ็มแวร์ได้ประกาศขยายความร่วมมือกับเอทีแอนด์ที (AT&T) และโวดาโฟน (Vodafone) พร้อมขยายการเป็นพันธมิตรกับอีริคสัน (Ericsson) และความร่วมมือล่าสุดกับที-ซิสเต็มส์ (T-Systems) ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าวีเอ็มแวร์เป็นพันธมิตรสำคัญที่ได้รับความไว้วางใจสำหรับเปลี่ยนผ่านการบริการโทรคมนาคมสู่รูปแบบคลาวด์

ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารจะต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่เครือข่ายที่ครอบคลุมระบบคลาวด์ระดับโทรคมนาคมและระบบไอทีแบบเวอร์ชวลไลซ์ เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากเครือข่าย 5G ควบคู่ไปกับการลดความเสี่ยง วีเอ็มแวร์นำเสนอแพลตฟอร์ม 5G Telco Cloud แบบครบวงจรเพียงหนึ่งเดียว ทั้งนี้ แพลตฟอร์ม VMware Telco Cloud ได้รับการปรับแต่งสำหรับทั้งเครือข่าย 4G และ 5G โดยนับเป็นสถาปัตยกรรมหนึ่งเดียวที่รองรับเครือข่ายทั้งสองระบบ จึงช่วยให้ผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร “พร้อมรองรับ 5G” ได้รวดเร็วกว่า

นาย เชการ์ เอยาร์ รองประธานบริหารฝ่ายกลยุทธ์และการพัฒนาองค์กรและผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจ Telco NFV ของวีเอ็มแวร์ กล่าวว่า “5G เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ และการตัดสินใจเรื่องการวางแผนในตอนนี้จะส่งผลกระทบด้านการเงินและการดำเนินงานในระยะยาวต่อ CSP  ด้วยการเปลี่ยนย้ายจากสถาปัตยกรรมรุ่นเก่าที่กำหนดด้วยฮาร์ดแวร์และขาดความยืดหยุ่น และการเปิดตัวเครือข่าย 5G ในรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่เป็นแบบเวอร์ชวลไลซ์ทั้งหมดตั้งแต่ตอนแรก ผู้ให้บริการโทรคมนาคมจะสามารถเอาชนะคู่แข่งในตลาด ด้วยบริการเสริมใหม่ๆ และปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานของเครือข่าย  ปัจจุบัน วีเอ็มแวร์นำเสนอโครงสร้างพื้นฐานที่ดีที่สุดสำหรับระบบคลาวด์ระดับโทรคมนาคมที่พร้อมรองรับ 5G”

ลูกค้าและพันธมิตรให้การตอบรับที่ดีต่อกลุ่มผลิตภัณฑ์เครือข่ายและคลาวด์ของวีเอ็มแวร์

องค์กรต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงลูกค้าและพันธมิตร ให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์ของวีเอ็มแวร์ โดย CSP หันมาปรับใช้โซลูชั่น SD-WAN ของวีเอ็มแวร์ เพื่อผนวกรวมเครือข่าย ส่งผลให้วีเอ็มแวร์กลายเป็นผู้นำในตลาดโทรคมนาคม รายละเอียดเกี่ยวกับลูกค้าและพันธมิตรรายใหม่ๆ มีดังนี้:

  • เอทีแอนด์ทีเลือกใช้ VMware SD-WAN by VeloCloud สำหรับ WAN รองรับบริการ 5G: เอทีแอนด์ทีกำลังทำงานร่วมกับ VMware SD-WAN by VeloCloud เพื่อติดตั้งเทคโนโลยี 5G บนระบบ SD-WAN ซึ่งจะช่วยให้องค์กรธุรกิจยกระดับการควบคุมเครือข่ายอย่างเหนือชั้น นับเป็นโซลูชั่นที่สมบูรณ์แบบสำหรับองค์กรธุรกิจที่ต้องการใช้ SD-WAN ร่วมกับเครือข่าย 5G ความเร็วสูง โดยใช้เป็นการเชื่อมต่อหลักหรือการเชื่อมต่อสำรองสำหรับ WAN ร่วมกับการเชื่อมต่อประเภทอื่นๆ
  • อีริคสันจับมือวีเอ็มแวร์เพื่อปรับปรุงเครือข่าย: อีริคสันและวีเอ็มแวร์ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือระดับโลก ซึ่งจะเพิ่มความสะดวกในการติดตั้งและใช้งานแอปพลิเคชั่นของอีริคสันร่วมกับแพลตฟอร์ม vCloud NFV ของวีเอ็มแวร์สำหรับ CSP ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือที่ใกล้ชิดของทั้งสองบริษัทซึ่งดำเนินมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2555 และช่วยให้ CSP เพิ่มความรวดเร็วในการสร้างรายได้สำหรับบริการใหม่ๆ ในระดับโทรคมนาคม
  • ที-ซิสเต็มส์ไว้วางใจเลือกใช้ VMware Cloud บน AWS สำหรับบริการไฮบริดคลาวด์: ที-ซิสเต็มส์จัดหาบริการภายใต้การจัดการสำหรับ VMware Cloud บน AWS โดยผนึกกำลังกับพันธมิตรที่ร่วมมือกันมาอย่างยาวนาน ที-ซิสเต็มส์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านไอทีของดอยช์ เทเลคอม (Deutsche Telekom) กำลังเชื่อมต่อระบบคลาวด์ภายในองค์กรของลูกค้าเข้ากับ VMware Cloud บน AWS
  • โวดาโฟนและวีเอ็มแวร์ขยายฐานติดตั้ง: วีเอ็มแวร์ (NYSE: VMW) ประกาศว่า โวดาโฟนได้ขยายโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ของวีเอ็มแวร์ เพื่อขับเคลื่อนเครือข่ายของบริษัทฯ และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานและลดค่าใช้จ่ายอย่างกว้างขวาง วีเอ็มแวร์เป็นพันธมิตรหลักของโวดาโฟนสำหรับบริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ในระดับโทรคมนาคม  บริการของวีเอ็มแวร์ได้รับการใช้งานในตลาดต่างๆ ทั่วโลกที่โวดาโฟนเข้าไปดำเนินงาน โดยมีการใช้งานใน 15 ประเทศ ในสถานที่ตั้งกว่า 50 แห่ง รองรับแทรฟฟิกของผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับฟังก์ชั่นของเครือข่ายหลักมากกว่า 300 ฟังก์ชั่น

นวัตกรรมใหม่สำหรับโทรคมนาคม เพิ่มความสะดวกในการโยกย้ายสู่ระบบ 5G

วีเอ็มแวร์เปิดตัวโซลูชั่นใหม่และโซลูชั่นรุ่นปรับปรุงสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์โทรคมนาคม ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการโยกย้ายไปสู่ระบบ 5G โดยไม่บั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานหรือการสร้างรายได้จากเครือข่ายที่มีอยู่  นวัตกรรมเหล่านี้มุ่งเน้นการรองรับบริการและการทำเวอร์ชวลไลเซชั่นของเครือข่าย ตอกย้ำความมุ่งมั่นของวีเอ็มแวร์ในการเตรียมความพร้อมสำหรับ 5G และช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากระบบคลาวด์สำหรับโทรคมนาคม 

  • เปิดตัว VMware Smart Assurance: VMware Smart Assurance 10 รองรับการผนวกรวมอย่างสมบูรณ์เข้ากับแพลตฟอร์ม VMware vCloud NFV, VMware’s NFV Infrastructure (NFVI) รวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับผู้ให้บริการโทรคมนาคมใน VMware NSX-T Data Center เทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้จะช่วยให้ CSP ได้รับประโยชน์จากแพลตฟอร์ม NFV ซึ่งเป็นรากฐานที่แข็งแกร่ง พร้อมด้วยฟีเจอร์ด้านระบบเครือข่ายที่ก้าวล้ำ ประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูลที่รวดเร็วมากขึ้น การรับรองและการสนับสนุนตามจุดประสงค์การใช้งานสำหรับแอปพลิเคชั่น VNF ที่หลากหลาย เพื่อนำเสนอบริการและแอปพลิเคชั่นจำนวนมากในปัจจุบัน พร้อมทั้งลดช่องว่างสำหรับเครือข่าย 5G ในอนาคต
  • การพัฒนาระบบเครือข่ายใน vCloud NFV: VMware NSX-T Data Center เป็นส่วนประกอบหลักของ vCloud NFV ซึ่งจัดหาชั้นเครือข่ายซอฟต์แวร์บนโครงสร้างพื้นฐาน NFV ทั้งหมด และรองรับการใช้งานที่หลากหลายทางด้านโทรคมนาคม รีลีสใหม่ล่าสุด VMware NSX-T 2.4 นำเสนอความสะดวกในการใช้งาน ความยืดหยุ่น และประสิทธิภาพของคลาวด์ในระดับที่สูงกว่า รวมไปถึงการสนับสนุน IPv6, อัตราความเร็วแบบ near line, ความพร้อมใช้งานสูง และความยืดหยุ่นในการปรับขนาดไปสู่หลายหมื่นเครือข่ายต่อหนึ่งอินสแตนซ์ของ NSX-T Data Center  ด้วยระบบบริการที่ใช้ Network Service Header (NSH) ผู้ให้บริการจะสามารถนำเสนอบริการใหม่ๆ ได้รวดเร็วมากขึ้น พร้อมทั้งลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
  • วีเอ็มแวร์ขยายความพร้อมสำหรับโครงการใบรับรอง Ready for NFV: วีเอ็มแวร์เพิ่มจำนวนพาร์ทเนอร์ที่ได้รับการรับรองภายใต้โครงการใบรับรอง VMware Ready for NFV โครงการนี้ช่วยให้ CSP มั่นใจว่า โซลูชั่น VNF ที่นำเสนอโดยพาร์ทเนอร์ของวีเอ็มแวร์จะสามารถติดตั้ง ใช้งาน และทำงานร่วมกับ VMware vCloud NFV ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ตอนนี้ วีเอ็มแวร์ได้ให้การรับรองแก่ Virtual Network Functions มากกว่า 105 รายการจากบริษัทผู้ขาย 85 รายทั่วโลก  เครือข่ายพาร์ทเนอร์ที่กว้างขวางของวีเอ็มแวร์จะสร้างตลาดที่แท้จริง ซึ่งจะช่วยให้ CSP ขจัดอุปสรรคต่อความสำเร็จในการติดตั้ง NFV
  • VMware HCX ช่วยให้การโยกย้ายระบบและทำงานร่วมกับโมบิลิตี้บนแพลตฟอร์มสำหรับระบบคลาวด์ระดับโทรคมนาคมที่พร้อมรองรับ 5G ได้สะดวกยิ่งขึ้น: VMware HCX ช่วยให้ CSP สามารถเชื่อมต่อระหว่างโครงสร้างพื้นฐานเดิมและสภาพแวดล้อม 5G ซึ่งสามารถย้ายระบบนิเวศของ OpenStack เชิงพาณิชย์ ไปยังสถาปัตยกรรมมัลติคลาวด์ได้ VMware HCX ช่วยให้การย้ายข้อมูสามารถเสร็จสิ้นได้ภายใน 1-2 วัน ช่วยให้ CSP สามารถย้ายแอปพลิเคชั่นไปยัง 5G ได้อย่างราบรื่นด้วยเวลาที่สั้น นอกจากนี้ VMware Integrated OpenStack (VIO) ยังทำงานอย่างลงตัวกับ Kubernetes ช่วยเสริมให้ VMware HCX ทำงานโยกย้ายและเชื่อมมัลติคลาวด์ได้อย่างสะดวกสบาย

ผู้ให้บริการให้การตอบรับที่ดีต่อ VMware SD-WAN by VeloCloud

SD-WAN เป็นเทคโนโลยีที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับองค์กรต่างๆ ในตอนนี้ เนื่องจากรองรับการเชื่อมต่อผ่านระบบคลาวด์ซึ่งครอบคลุมเครือข่ายทั้งหมด พร้อมความสามารถในการปรับขนาดอย่างยืดหยุ่น ระบบ 5G จะปรับปรุงความสามารถและบริการของ SD-WAN สำหรับองค์กรขนาดใหญ่และ CSP โดยมอบคุณประโยชน์ของ 5G พร้อมด้วยความรวดเร็วและความคล่องตัวที่เหนือกว่า

วีเอ็มแวร์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องพร้อมขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการด้านดิจิทัลขององค์กรต่างๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำงานร่วมกันระหว่างเทคโนโลยีเดิมและเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ความสามารในการขยายเฟรมเวิร์คได้ของ VMware SD-WAN โดย VeloCloud จะช่วยให้ลูกค้าสามารถรักษาความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และเทคโนโลยีการจัดการเครือข่ายควบคู่กันได้ การประกาศความร่วมมือใหม่ในครั้งนี้ จะช่วยนำเสนอเครื่องมีที่มีประสิทธิภาพให้องค์กรและผู้ให้บริการใช้งานบริการและแอปพลิเคชั่นได้สะดวกมากขึ้น พร้อมกับปรับปรุงความสามารถในการเข้าถึงและบริหารจัดการทุกระบบในองค์กร

ผู้ให้บริการสื่อสารชั้นนำไว้วางใจเลือกใช้ Workspace ONE เป็นระบบประมวลผลสำหรับผู้ใช้บนอุปกรณ์ลูกข่าย

วีเอ็มแวร์ร่วมมือกับผู้ให้บริการด้านการสื่อสารรายใหญ่จำนวนมาก เพื่อนำเสนอโซลูชั่นระดับองค์กรที่หลากหลาย รวมถึงบริการด้านโมบิลิตี้และการจัดการพื้นที่ทำงานสำหรับลูกค้าในทุกขั้นตอนของการพัฒนาสู่พื้นที่ทำงานแบบดิจิทัล  ตัวอย่างเช่น VMware Workspace ONE รองรับการจัดการและการรักษาความปลอดภัยสำหรับอุปกรณ์ทั้งหมดของลูกค้า เช่น อุปกรณ์พร้อมซิมที่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมจำหน่ายให้แก่องค์กรธุรกิจ (อุปกรณ์ของบริษัท), อุปกรณ์ส่วนตัวของพนักงาน และอุปกรณ์ที่ไม่มีซิม เช่น MacBook และพีซี 

ที่งาน Mobile World Congress วีเอ็มแวร์ได้ประกาศความร่วมมือล่าสุดกับ Samsung SDS และ T-Systems เพื่อจัดหา Workspace ONE ให้แก่ลูกค้า  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความร่วมมือด้านระบบประมวลผลสำหรับผู้ใช้ (EUC)

VMware Pulse IoT Center: สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับโซลูชั่น Edge และ IoT

องค์กรที่ปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Internet of Things (IoT) จะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบโดยใช้ส่วนประกอบที่เป็นไปตามมาตรฐานเปิดของอุตสาหกรรม  วีเอ็มแวร์ได้ขยายความสามารถของ Project Photon ด้วยการเปิดตัว Photon OS 3.0 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการ Linux ขนาดเล็กที่ออกแบบเป็นพิเศษเพื่อรองรับการใช้งาน IoT รูปแบบใหม่ๆ

ในวันนี้ VMware Pulse IoT Center และ Photon OS จะรองรับการใช้งาน IoT หลากหลายรูปแบบ ครอบคลุมขั้นตอนต่างๆ ในห่วงโซ่มูลค่าขององค์กร ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่สอดคล้องกัน ปลอดภัย และปรับขนาดได้อย่างยืดหยุ่น  การใช้งานเอเจนต์ VMware Pulse IoT Center ร่วมกับ Photon OS บนอุปกรณ์ IoT จะช่วยปรับปรุงความปลอดภัยของอุปกรณ์ที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านี้ ด้วยบริการใบรับรอง, DNS และโทเค็นความปลอดภัย  นอกจากนั้น ความสามารถในการอัพเดตผ่านการเชื่อมต่อของ VMware Pulse IoT Center จะช่วยให้สามารถติดตั้งแพตช์ความปลอดภัยและอัพเดต BIOS ให้กับอุปกรณ์ IoT รวมทั้งอัพเดต Photon OS ที่รันบนอุปกรณ์เชื่อมต่อ  ยิ่งไปกว่านั้น VMware Pulse IoT Center และ Photon OS ยังรองรับการติดตั้งแอปพลิเคชั่นแบบ containerized เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูล การกรองข้อมูล และอื่นๆ ไว้ใกล้กับจุดที่สร้างข้อมูลในการใช้งาน IoT

 

เกี่ยวกับ VMware Telco Cloud

ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารจะต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่เครือข่ายที่ครอบคลุมระบบคลาวด์ระดับโทรคมนาคมและระบบไอทีแบบเวอร์ชวลไลซ์ เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากเครือข่าย 5G ควบคู่ไปกับการลดความเสี่ยง  วีเอ็มแวร์นำเสนอแพลตฟอร์ม 5G Telco Cloud แบบครบวงจรเพียงหนึ่งเดียว  ทั้งนี้ แพลตฟอร์ม VMware Telco Cloud ได้รับการปรับแต่งสำหรับทั้งเครือข่าย 4G และ 5G โดยนับเป็นสถาปัตยกรรมหนึ่งเดียวที่รองรับเครือข่ายทั้งสองระบบ จึงช่วยให้ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารพร้อมรองรับ 5G ได้รวดเร็วกว่า

 

เกี่ยวกับวีเอ็มแวร์

วีเอ็มแวร์เป็นผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความซับซ้อน ด้วยความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์กว่า 75,000 ราย ผนวกกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของวีเอ็มแวร์ อาทิ ระบบประมวลผล ระบบคลาวด์ โมบิลิตี้ เน็ตเวิร์คกิ้ง และระบบรักษาความปลอดภัย วีเอ็มแวร์จึงเป็นผู้ให้บริการระบบดิจิทัลพื้นฐานที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคล่องตัว โดยให้บริการแก่ลูกค้ากว่า 500,000 รายทั่วโลก สำนักงานใหญ่วีเอ็มแวร์ตั้งอยู่ที่เมืองพาโล อัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย ในปีนี้ วีเอ็มแวร์ฉลองครบรอบ 20 ปีแห่งความก้าวหน้าในการพัฒนานวัตกรรมที่สร้างผลประโยชน์ต่อทั้งภาคธุรกิจและสังคม สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ https://www.vmware.com/company.html 

Page Visitor

005476815
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
9701
32898
42599
130917
1299737
5476815
Your IP: 44.192.114.32
2022-07-04 04:58