then
July 04, 2022

หัวเว่ย เอ็นเตอร์ไพรส์ เปิดตัวแพลตฟอร์มดิจิทัลในงาน MWC19 ครั้งแรก สร้างรากฐานโลกแห่งดิจิทัล

บาร์เซโลนา สเปน, 28 กุมภาพันธ์ 2562 – ภายใต้แนวคิด “สร้างโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ” กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ของหัวเว่ย (Huawei Enterprise) ซึ่งเข้าร่วมงานโมบาย เวิลด์ คองเกรส 2019 ในบาร์เซโลน่าเป็นครั้งแรก ได้เปิดตัว “แพลตฟอร์มดิจิทัล” (Digital Platform) ที่พัฒนาขึ้นจากประสบการณ์ความรู้และข้อมูลเชิงลึกในด้านดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่นที่สั่งสมมาหลายปี โดยมีคลาวด์เป็นรากฐานเพื่อช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จในการผสานธุรกิจและสร้างนวัตกรรมที่คล่องตัว โดยบูรณาการเทคโนโลยีไอซีทีใหม่ๆ เข้ากับการผสานข้อมูลให้ได้มากที่สุดเพื่อสร้างรากฐานให้แก่โลกดิจิทัล Digital Platform ของหัวเว่ยจะช่วยสนับสนุนองค์กรในอุตสาหกรรมต่างๆ สร้างพิมพ์เขียวทางธุรกิจดิจิทัลเพื่อการแข่งขันในโลกยุคอัจฉริยะ

ภายในงาน หัวเว่ย เอ็นเตอร์ไพรส์ ได้จัดแสดงโซลูชั่นชั้นนำและผลิตภัณฑ์เรือธงสำหรับตลาดเอ็นเตอร์ไพรส์ 4 รายการด้วยกัน ในพื้นที่ 3 โซน ได้แก่ Digital Platform, Ubiquitous Connectivity และ Pervasive Intelligence รวมถึงเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม “Digital Transformation of Industries Summit” โดยมีลูกค้าด้านโลจิสติกส์ ระบบราง การเงิน การบิน และเมืองอัจฉริยะ เข้าร่วมงานเพื่อแสวงหาแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการทรานสฟอร์มสู่ยุคดิจิทัล

ดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่นเป็นปรากฏการณ์ที่เริ่มกันมานานแล้ว และยังต้องดำเนินไปอีกนาน ในระหว่างดำเนินการเปลี่ยนแปลง องค์กรต่างมุ่งหวังที่จะได้ปรับปรุงบริการและประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างเป็นระบบในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง ปลดล็อกความท้าทายต่างๆ ในการผนวกรวมข้อมูล เพื่อความสำเร็จในการรวมธุรกิจและสร้างนวัตกรรมที่คล่องตัว ตลอดจนทำให้เกิดธุรกิจรูปแบบใหม่และสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า

มร. เหยียน ลี่ต้า ประธานบริหาร กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ของหัวเว่ย กล่าวว่า “ในยุคนี้การทรานสฟอร์มไปสู่ระบบดิจิทัลขององค์กร เศรษฐกิจ และสังคมโดยรวม นำโอกาสและความท้าทายอันยิ่งใหญ่มาสู่อุตสาหกรรมต่าง ๆ ด้วยประสบการณ์การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลมากว่าสิบปี หัวเว่ยยืนยันว่าการทำ Digitalization นั้นจะสำเร็จลงได้ก็ต่อเมื่อโลกดิจิทัลและโลกกายภาพนั้นได้รวมเข้ากันอย่างสมบูรณ์ และจากความเข้าใจนี้ เราจึงได้เปิดตัว Digital Platform สำหรับตลาดองค์กรตามความต้องการของลูกค้า ซึ่ง Digital Platform เป็นแพลตฟอร์มเดียวที่สามารถบูรณาการเทคโนโลยี ICT ใหม่ ๆ ในแนวราบ ซึ่งรวมถึงคลาวด์, AI, IoT, Big Data, การสื่อสารแบบผนวกรวม, วิดีโอและ GIS รวมไปถึงเชื่อมต่อในแนวตั้งกับดีไวซ์, EDGE, เครือข่ายและคลาวด์ได้ แพลตฟอร์มนี้มีความเบ็ดเสร็จ อัจฉริยะ และสามารถถ่ายโอนได้ ซึ่งจะช่วยติดปีกให้บริษัทต่างๆ ตั้งแต่องค์กร ธุรกิจ SME ไปจนถึงกลุ่มสตาร์ทอัพ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและก้าวไปสู่ความสำเร็จที่สูงยิ่งๆ ขึ้นไป ตลอดจนได้ประโยชน์จากนวัตกรรมที่คล่องตัว Digital Platform ของหัวเว่ยจะกลายเป็นรากฐานของโลกดิจิทัลและสร้างระบบนิเวศที่ก้าวหน้า"

มร. เหยียน ลี่ต้า ประธานบริหาร กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ของหัวเว่ย แนะนำการผสานพลังของ Digital Platform ของหัวเว่ย พื้นที่นิทรรศการสามโซน จัดแสดงผลิตภัณฑ์เรือธง 4 รายการ โชว์ศักยภาพของ Digital Platform การเชื่อมต่อและความอัจฉริยะ

ในงาน MWC19 หัวเว่ย เอ็นเตอร์ไพรส์ได้จัดแสดงผลิตภัณฑ์เรือธงสี่อย่างในพื้นที่ 3 โซน ได้แก่ Digital Platform, Ubiquitous Connectivity และ Pervasive Intelligence นอกเหนือจากจัดแสดงเทคโนโลยีชั้นนำ อย่างโซลูชั่นและผลิตภัณฑ์ AI รวมไปถึงระบบนิเวศที่เชื่อถือได้และเอื้อประโยชน์แก่ทุกฝ่าย หัวเว่ย เอ็นเตอร์ไพรส์ยังได้จัดแสดงแอพพลิเคชั่น AI สำหรับการคมนาคมในเมืองและค้าปลีกอีกด้วย

  • Digital Platform แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีดิจิทัลอันล้ำสมัย เช่น คลาวด์, IoT และ All-Flash Storage ที่ผสานรวมเข้าไว้บน Digital Platform ของหัวเว่ย จะช่วยเสริมพลังให้กับการผนวกรวมข้อมูล การผสานความร่วมมือทางธุรกิจ และทำให้เกิดความคล่องตัว เพื่อเร่งรัดกระบวนการทรานสฟอร์มสู่ดิจิทัลขององค์กรในที่สุด สิ่งที่นำมาจัดแสดงคือ OceanStor Dorado All Flash Storage ที่เร็วที่สุดในโลก รวมถึงอุปกรณ์ระดับกลางและระดับสูง ที่จะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของอุตสาหกรรมการเงิน การผลิต และน้ำมัน รวมไปถึงชุด OceanStor Dorado3000 V3 รุ่นใหม่สำหรับการใช้งานในระดับเริ่มต้น นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดง Digital Platform ของเมืองอัจฉริยะ ที่ผสานทรัพยากรดิจิทัลสำหรับเมืองต่างๆ เช่น IoT, Big Data, ข้อมูลทางภูมิศาสตร์, วิดีโอ และการสื่อสารแบบรวมเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถบริหารเมืองได้ฉลาดกว่าเดิม มีบริการสาธารณะที่พัฒนาดีขึ้น และเกิดการพัฒนาอุตสาหกรรม
  • Ubiquitous Connectivity อุปกรณ์ที่นำมาจัดแสดงเพื่อให้เห็นถึงพลังของการเชื่อมต่อที่ครอบคลุม คือ CloudEngine16800 – สวิตช์ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ตัวแรกของโลก ที่ช่วยเพิ่มพลังการประมวลผล AI จาก 50% เป็น 100% ทำให้ IOPS (อินพุต/เอาต์พุตต่อวินาที) ของดาต้าสตอเรจดีขึ้น 30% และมอบประสิทธิภาพการสวิทชิ่งที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมถึง 5 เท่า จุดเด่นอีกประการของพื้นที่โซนนี้คือ โซลูชัน WLAN Wi-Fi 6 ใหม่ของหัวเว่ย ที่อัพเกรดสำหรับทุกการใช้งานในปี 2562 โซลูชั่น Wi-Fi ที่เร็วที่สุดของอุตสาหกรรมซึ่งรวมถึง Wi-Fi 6 AP เชิงพาณิชย์ตัวแรกของโลก และกลุ่มผลิตภัณฑ์ Wi-Fi 6 ที่ครอบคลุมมากที่สุด ซึ่งรวมถึง AP7650 (เสาอากาศอัจฉริยะ) สำหรับสำนักงาน AP7060DN (การ์ด IoT) สำหรับธุรกิจค้าปลีก และ AP 8660 (ความถี่วิทยุสามเท่า) สำหรับการศึกษา ที่มีการนำไปใช้ในสำนักงานการศึกษาเซี่ยงไฮ้ผู่ตง และ Wireless Smart Campus ของมหาวิทยาลัยฟู่ต้านในประเทศจีน
  • Pervasive Intelligence พื้นที่นี้จัดแสดง กล้อง X series ของหัวเว่ย ซึ่งเป็นกล้องที่กำหนดหรือควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ตัวแรกของโลก ช่วยขับเคลื่อนให้มีความอัจฉริยะในทุกที่ โดยรองรับการกำหนดสถานการณ์ได้แบบออน-ดีมานด์, การรับรู้ด้วยตนเอง (Self-awareness) และการเรียนรู้ที่ปรับไปตามสถานการณ์ โซนนี้ยังจัดแสดงกลยุทธ์ AI โดยรวมและความสามารถของ AI ของแต่ละผลิตภัณฑ์ การประมวลผลด้วย AI, โปรเซสเซอร์ AI Ascend Series ของหัวเว่ย และส่วนประกอบ heterogeneous computing หลักๆ จุดแข็งด้านความสามารถของ AI ของหัวเว่ยนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของแอพพลิเคชั่นในอุตสาหกรรมต่างๆ รองรับสถานการณ์ทางธุรกิจได้มากมาย

ร่วมกับผู้บุกเบิกด้านการทรานสฟอร์มสู่ดิจิทัล

หัวเว่ย เอ็นเตอร์ไพรส์ได้เชิญลูกค้าและพันธมิตรจากอุตสาหกรรมต่างๆ มาร่วมแบ่งปันแนวทางปฏิบัติที่สร้างความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัลของพวกเขา ผ่านการนำเสนอมุมมองและสถานการณ์ที่หลากหลาย หัวเว่ย เอ็นเตอร์ไพรส์มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ลูกค้าสร้างรากฐานอัจฉริยะที่คล่องตัวเพื่อร่วมปฏิรูปธุรกิจดิจิทัล และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดแอพพลิเคชั่นอุตสาหกรรมใหม่ๆ

  • โลจิสติกส์: ดีเอชแอล (DHL) และหัวเว่ยได้ร่วมกันพัฒนาโซลูชั่น Smart Logistics ใหม่แบบ Multi-Scenario โดยใช้เทคโนโลยี IoT ของหัวเว่ยเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ รวมถึงส่งเสริมและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการโลจิสติกส์ทั้งหมด
  • ระบบราง: การรถไฟสหพันธรัฐออสเตรีย (ÖBB) กำลังกระชับความร่วมมือกับหัวเว่ย เพื่อนำเสนอบริการที่มีคุณภาพดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อของหัวเว่ย เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการพัฒนาระบบรางในยุโรป
  • การเงิน: หัวเว่ยและ DBS Bank กำลังเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาคบริการการเงิน โดยใช้ประโยชน์จากความสามารถด้านข้อมูลและนวัตกรรมอัจฉริยะ
  • การบิน: หัวเว่ยและเตอร์กิชแอร์ไลน์กำลังทำให้การบินฉลาดขึ้นด้วยการเชื่อมต่อเครือข่าย
  • เมืองอัจฉริยะ: หัวเว่ยและเมืองซาร์ดิเนียในประเทศอิตาลี ใช้ Digital Platform เพื่อเสริมศักยภาพการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ

หัวเว่ย เอ็นเตอร์ไพรส์มุ่งมั่นที่จะนำดิจิทัลไปสู่ทุกองค์กรเพื่อสร้างโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชน บริการด้านการเงิน ภาคพลังงาน การขนส่ง การผลิต และอื่นๆ ปัจจุบันมีบริษัทที่อยู่ในทำเนียบ Fortune 500 จำนวน 211 แห่ง ซึ่งรวมถึง 48 บริษัทใน 100 อันดับแรก และเมืองอีกกว่า 700 แห่งทั่วโลกได้เลือกหัวเว่ย เอ็นเตอร์ไพรส์เป็นพันธมิตรของพวกเขาในการทรานสฟอร์มสู่ดิจิทัล

บูธนิทรรศการของหัวเว่ยเอ็นเตอร์ไพรส์ตั้งอยู่ที่ C21 และ C31 ในฮอลล์ 7 ของ Fira Gran Via สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่นของอุตสาหกรรมต่างๆ สามารถดูได้ที่ http://carrier.huawei.com/en/events/mwc2019/huawei-digital-transformation-of-industries-summit

เดลล์ อีเอ็มซี ส่งโซลูชันใหม่ Isilon และ ClarityNow ช่วยองค์กรรับมือกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของข้อมูลแบบไม่มีโครงสร้าง (unstructured data)

Dell EMC Isilon F810 ขยายประสิทธิภาพแพลตฟอร์ม NAS เพื่อเพิ่มศักยภาพและให้ประสิทธิภาพสูงสุด ซอฟต์แวร์ Dell EMC ClarityNow มอบความสามารถในการมองเห็น รวมถึงควบคุมและโยกย้ายข้อมูลได้ทั้งในดาต้าเซ็นเตอร์ และบน Platform คลาวด์                                          

  • Dell EMC Isilon รุ่น F810 ใหม่ รองรับการบีบอัดข้อมูลได้มากถึง 3:1 และขยายได้ถึง 80 PB ภายใน Cluster เดียวกัน
  • Isilon F810 เพิ่มศักยภาพและให้ประสิทธิภาพสูงสุดเต็มพิกัด เพื่อรองรับความต้องการของข้อมูลในโมเดิร์นดาต้าเซ็นเตอร์ ให้ประสิทธิภาพความจุสตอเรจเพิ่มขึ้น 33 เปอร์เซ็นต์ ต่อ RAW TB มากกว่า all-flash ของคู่แข่ง
  • ซอฟต์แวร์ Dell EMC ClarityNow ใหม่ ช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถระบุตำแหน่ง เข้าถึงและบริหารจัดการข้อมูลได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที ไม่ว่าข้อมูลจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ทั้งที่จัดเก็บในรูปแบบของไฟล์ และรูปแบบของ Object ทั้งในดาต้าเซ็นเตอร์ และบนคลาวด์

ข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง (unstructured data) มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้องค์กรธุรกิจต้องการความสามารถและวิธีการใหม่ มาช่วยปลดล็อคการลงทุนด้านข้อมูลและสร้างศักยภาพในการปฏิรูปสู่ดิจิทัล และเพื่อแก้ปัญหาความท้าทายดังกล่าว Dell EMC จึงเปิดตัวโซลูชันเสริมสำหรับระบบสตอเรจหลักที่สำคัญ Isilon All-Flash พร้อมซอฟต์แวร์ใหม่ Dell EMC ClarityNow ที่ช่วยให้องค์กรสามารถมองเห็น พร้อมควบคุมและเคลื่อนย้ายข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างทั้งที่อยู่ในองค์กรและบนคลาวด์ได้ 

องค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซหลายแห่งในปัจจุบันต่างต้องการเร่งผลลัพธ์ทางธุรกิจด้วยการนำแอปพลิเคชันรุ่นใหม่สำหรับจัดการข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง โดยให้ขุมพลังให้การนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ในระบบงานต่างๆ ได้ เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และระบบออโตเมชันในการออกแบบระบบอิเล็คทรอนิกส์ หรือ (EDA – Electronic Design Automation)  ซึ่งบ่อยครั้งที่เวิร์กโหลดเหล่านี้ ต้องอาศัยประสิทธิภาพเต็มพิกัดของ All-Flash สตอเรจ ในขณะเดียวกัน หลายองค์กรก็กำลังรู้สึกกดดันกับการที่ต้องจำกัดการซื้ออุปกรณ์ที่เป็นต้นทุนรวมถึงลดค่าใช้จ่ายการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับไอทีโดยเป็นสภาพแวดล้อมที่องค์กรต้องบริหารจัดการกับการเติบโตของข้อมูลแบบ Unstructured Data เพื่อให้ธุรกิจได้รับประโยชน์มากขึ้นและช่วยให้ความพยายามในการปลดล็อกคุณค่าจากข้อมูลในองค์กรนั้นมีประสิทธิภาพและให้ผลลัพธ์มากขึ้น

นายนพดล ปัญญาธิปัตย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย

“การปรับระบบโครงสร้างไอทีให้มีความทันสมัย ถือเป็นขั้นตอนแรกที่จำเป็นในการผลักดันความริเริ่มสู่การทำธุรกิจในระบบดิจิทัล รวมถึงช่วยให้บริหารจัดการข้อมูลทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายนพดล ปัญญาธิปัตย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย เดลล์ อีเอ็มซี ประเทศไทย  กล่าว “Dell EMC Isilon F810 ซึ่งขยายประสิทธิภาพ NAS storage ช่วยตอบโจทย์ความท้าทายเหล่านี้ได้ ด้วยการมอบความสามารถเต็มพิกัด พร้อมประสิทธิภาพในการรองรับความต้องการงานเวิร์กโหลดสำหรับข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง และเนื่องจากไม่มีใครรู้ถึงคุณค่าของข้อมูลได้ดีไปกว่าคนที่สร้างข้อมูล Dell EMC ClarityNow จึงช่วยให้องค์กรมีมุมมองข้อมูลในภาพรวมทั้งหมดทั้งไฟล์สตอเรจ และคลาวด์สตอเรจ อีกทั้งช่วยให้ผู้ใช้ปลายทางสามารถระบุที่ตั้ง และดึงคุณค่าจากข้อมูลที่เป็นไฟล์มาใช้ได้ไม่ว่าจะจัดเก็บอยู่ที่ไหนก็ตาม

Isilon F810 มอบศักยภาพ ให้ประสิทธิภาพและความจุเต็มพิกัด

Isilon F810 รองรับได้ 250,000 IOPS และแบนด์วิดธ์ 15 GB/s ต่อ แชสซี 4U โดยให้ความสามารถในการคาดการณ์ได้ ขยายการรองรับได้สูงถึง 9M IOPS และให้ throughput รวมที่ 540 GB/s สำหรับคลัสเตอร์เดี่ยวขนาด 144 โหนด เพื่อตอบสนองความต้องการด้านประสิทธิภาพ

ด้วยสัดส่วนการบีบอัดข้อมูลได้สูงถึง 3:1 Isilon F810 จึงช่วยให้องค์กรสามารถลดการใช้ raw all-flash storage พร้อมให้ประสิทธิภาพความจุต่อ raw TB มากขึ้นถึง 33 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากกว่า all-flash ของคู่แข่ง  และด้วยความหนาแน่นของสตอเรจที่เพิ่มขึ้น F810 จึงให้ประสิทธิภาพด้านความจุสตอเรจที่สูงถึง 2.2 PB ต่อ แชสซี 4U และสูงถึง 79.6 PB ในคลัสเตอร์ขนาด 144 โหนด โซลูชันสตอเรจที่ให้ความหนาแน่นสูงนี้ ช่วยลดพื้นที่ในดาต้าเซ็นเตอร์ และลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องได้ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่จัดวาง พลังงานและระบบทำความเย็น

เดลล์ อีเอ็มซี ได้รักษาคำมั่นสัญญามาเป็นเวลานานในการมอบ Isilon โซลูชันสตอเรจที่รองรับอนาคต โดยแพลตฟอร์มสตอเรจ Isilon F810 ใหม่นี้ จะผสานการทำงานร่วมกับคลัสเตอร์ Isilon ที่มีอยู่ได้อย่างง่ายดาย ไม่เกิดการหยุดชะงัก และไม่ต้องทำการย้ายข้อมูลแบบ manual  ซึ่งนี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าองค์กรสามารถวางใจในนวัตกรรม Isilon ได้อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการสตอเรจในอนาคตสำหรับข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง

ด้วยขุมพลังจากระบบปฏิบัติการ Isilon OneFS ช่วยให้ทั้ง Isilon F810 และ Isilon all-flash รุ่นอื่นๆ รวมถึงแพลตฟอร์มอาไคว์และไฮบริดอื่นๆ สามารถผสานรวมอยู่ในคลัสเตอร์ Isilon เดียวได้ โดยให้ข้อได้เปรียบที่ทรงพลังสำหรับสภาพแวดล้อมไอทีที่ทันสมัย ทั้ง Isilon OneFs และความสามารถด้านมัลติ-โปรโตคอลที่หลากหลาย ช่วยให้องค์กรสามารถรวบรวมข้อมูล กำจัดไซโลสตอเรจที่ไม่มีประสิทธิภาพให้หมดไป ช่วยให้บริหารจัดการได้อย่างเรียบง่าย อีกทั้งยังรองรับแอปพลิเคชัน และเวิร์กโหลดที่หลากหลายได้บนแพลตฟอร์มสตอเรจเดียว  นอกจากนี้ยังช่วยให้องค์กรได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีด้านการวิเคราะห์ข้อมูลอันทรงพลัง เพื่อปลดล็อคคุณค่าในการลงทุนด้านข้อมูล นอกจากนี้ Isilon ยังสามารถทำ automated storage tiering พร้อมผสานการทำงานร่วมกับคลาวด์ ที่เป็นทางเลือกจากผู้ให้บริการพับบลิค และไพรเวทคลาวด์สตอเรจ ซึ่งช่วยให้ใช้ทรัพยากรด้านสตอเรจได้อย่างเหมาะสมเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้

การการันตีสำหรับ Isilon F810 All-Flash Data Reduction

ระบบสตอเรจ Isilon อยู่ภายใต้ Future-Proof Loyalty Program ของ เดลล์ อีเอ็มซี จึงช่วยให้ลูกค้าอุ่นใจได้ด้วยการการันตีความพึงพอใจ และช่วยปกป้องการลงทุน สำหรับเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ประโยชน์ของโปรแกรมยังรวมถึง การที่ เดลล์ อีเอ็มซี มอบการการันตีสำหรับการซื้อ Isilon F810 ใหม่ เป็นเวลาหนึ่งปีนับจากวันที่ส่งมอบของ โดย Isilon F810 จะให้ความจุในการใช้งานตามเหตุและผล ครอบคลุมข้อมูลทั้งหมด ในปริมาณความจุเทียบแล้วมากกว่าความจุทั่วไปอย่างน้อย 2 เท่า

Dell EMC ClarityNow มอบระบบบริหารจัดการข้อมูลสำหรับฝ่ายไอที และผู้ใช้งานในธุรกิจ

Dell EMC ClarityNow ซอฟต์แวร์บริหารจัดการข้อมูลใหม่ ออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรบริหารจัดการเวิร์กโฟลว์ที่เป็นไฟล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ClarityNow เป็นโซลูชันที่มาเสริม Dell EMC Isilon และ ECS ให้มุมมอง unified global file system ทั่วทั้งสตอเรจที่จัดเก็บกระจายอยู่ในหลายแพลตฟอร์ม และบนคลาวด์  ซอฟต์แวร์นี้ยังช่วยให้ฝ่ายไอทีมีมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับความจุสตอเรจ และการใช้งานข้อมูลที่เป็นไฟล์ในองค์กรได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มอำนาจให้กับผู้ใช้และผู้สร้างคอนเทนต์ด้วยความสามารถด้านการบริการได้ด้วยตัวเองในการหาไฟล์ ใช้งาน และย้ายไฟล์ไปที่ไหนก็ตามในระบบ unified global file  ฟีเจอร์ที่ทรงพลังนี้ช่วยปลดล็อคคุณค่าของต้นทุนข้อมูลและเร่งสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจด้วยการให้ความยืดหยุ่นแก่ผู้ใช้ในการจัดทำ index และสามารถมองเห็นไฟล์และโฟลเดอร์ต่างๆ จำนวนนับหลายพันรายการที่อาจจะติดอยู่ในไซโลสตอเรจตามที่ตั้งทางกายภาพนั้นๆ

การวางจำหน่าย

Dell EMC Isilon F810 และซอฟต์แวร์ Dell EMC ClarityNow พร้อมวางจำหน่ายทั่วโลกผ่าน Dell EMC และเครือข่ายพันธมิตรด้านช่องทางจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

 

คำกล่าวนักวิเคราะห์

สก็อตต์ ซินแคลร์ นักวิเคราะห์อาวุโส กลุ่มกลยุทธ์ระดับเอ็นเตอร์ไพร์ซ

“ในเศรษฐกิจปัจจุบันที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ความสำเร็จของธุรกิจขึ้นอยู่กับว่า บริษัทสามารถขยายคุณค่าสูงสุดจากข้อมูลได้ดีแค่ไหน โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นไฟล์ และการที่จะตอบสนองความต้องการด้านไฟล์เวิร์กโหลดแบบเน็กซ์เจนนั้น การจัดเก็บไฟล์ ต้องสามารถรองรับการขยายขีดความสามารถได้อย่างกว้างขวาง ให้ทั้งศักยภาพและประสิทธิภาพในการทำงาน เดลล์ อีเอ็มซี ได้นำเสนอแพลตฟอร์ม Isilon F810 NAS เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายเรื่องความต้องการไฟล์สตอเรจที่ทันสมัยโดยตรง นอกจากจะให้ความจุมหาศาล และให้ศักยภาพด้าน All-flash แล้ว ยังต้องให้ประสิทธิภาพการทำงานได้น่าประทับใจ ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านฮาร์ดแวร์ สตอเรจได้”

 

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

 

เกี่ยวกับเดลล์ อีเอ็มซี

เดลล์ อีเอ็มซี เป็นส่วนหนึ่งของ เดลล์ เทคโนโลยีส์ ช่วยทำให้องค์กรธุรกิจเปลี่ยนโฉมดาต้าเซ็นเตอร์ไปสู่ความทันสมัย ทำงานได้โดยอัตโนมัติ ด้วยการใช้เทคโนโลยีชั้นนำของอุตสาหกรรมทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบควบรวม ไปจนถึงเทคโนโลยีด้าน เซิร์ฟเวอร์ สตอเรจ และระบบปกป้องคุ้มครองข้อมูล โดยทั้งหมดนี้มอบพื้นฐานที่มีความน่าเชื่อถืออเพื่อองค์กรธุรกิจที่ต้องการปฏิรูปการทำงานด้านไอที ด้วยการสรรสร้างไฮบริดคลาวด์ พร้อมการปรับโฉมธุรกิจด้วยการสร้างแอปพลิเคชันเพื่อการใช้งานบนคลาวด์และโซลูชันบิ๊กดาต้า ทั้งนี้ เดลล์ อีเอ็มซี ให้บริการลูกค้าครอบคลุม 180 ประเทศ ครอบคลุมบริษัทที่ติดอันดับใน Fortune 500 ถึง 99 เปอร์เซ็นต์ ด้วยสายผลิตภัณฑ์แห่งนวัตกรรมที่สมบูรณ์พร้อมที่สุดในอุตสาหกรรมเริ่มตั้งแต่อุปกรณ์และระบบการทำงานที่ปลายทาง (EDGE) ไปจนถึงระบบงานหลักในการประมวลผล (Core) ไปจนถึงระบบทั้งหมดที่อยู่บนคลาวด์ (Cloud)

เทรนด์ไมโคร แถลงผลประกอบการปี 2018 รายได้สุทธิรวม 160,410 ล้านเยน พร้อมระบุว่าในปีนี้ภัยคุกคามยังน่ากลัวและเข้มข้นมากขึ้น

เทรนด์ไมโคร ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นความปลอดภัยทางไซเบอร์ ได้เผยถึงผลประกอบการประจำปี 2018 สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2018 ที่ผ่านมา โดยมีรายได้สุทธิจำนวน 160,410 ล้านเยน สูงขึ้นจากปีก่อน 7.8% และมีรายได้จากการดำเนินงานจำนวน 35,836 ล้านเยน โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) อยู่ที่ 22,980 ล้านเยน เติบโตถึง 20.2%

คุณปิยธิดา ตันตระกูล ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เทรนด์ ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "ภัยคุกคามทางด้านไซเบอร์ เป็นสิ่งที่องค์กรต่าง ๆ ยกให้อยู่ในลำดับต้น ๆ ของความสำคัญที่จะต้องคำนึง โดยในปี 2018 ที่ผ่านมานั้น ทั่วโลกต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายในกับระบบไอทีขององค์กร การที่ต้องสูญเสียเงินเป็นจำนวนมหาศาลให้กับภัยแรนซั่มแวร์ ภัยคุกคามที่ขโมยเงินดิจิทัลด้วยการฝังมัลแวร์แปลก ๆ ลงในบราวเซอร์เพื่อที่จะแอบขุดเงิน Cryptocurrency Mining  รวมไปถึงองค์กรชั้นนำในยุโรปยังต้องคำนึงในส่วนของการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่บังคับใช้กันในวงกว้างเช่น General Data Protection Regulation (GDPR) จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้องค์กรไม่อาจละเลยเรื่องของการลงทุนด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้"

โดย คุณปิยธิดา ยังระบุด้วยว่า ตัวเลขของภัยคุกคามต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปี 2018 ที่ผ่านมานั้น มีจำนวนเพิ่มขึ้นและรุนแรงมากกว่าเดิม อย่างเช่น กรณีของภัยคุกคามด้วยวิธีการโจมตีแบบ Business Email Compromise (BEC) เพิ่มขึ้นเป็น 12,472 ครั้ง (ปี 2017 จำนวน 9,708 ครั้ง) เป็นเมล์ลวงที่ผู้ไม่ประสงค์ดีปลอมอีเมล์ของผู้บริหารเพื่อลวงพนักงาน เป็นต้น ถัดมาเป็นภัยที่ยังคงเกิดอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าแรนซั่มแวร์สายพันธุ์ใหม่จะพบน้อยลง แต่สายพันธุ์เก่าอย่างเช่นการกลับมาของแรนซั่มแวร์ WannaCry และตระกูลอื่น ๆ สำหรับ WannaCry นั้นเป็นภัยคุกคามที่โด่งดังในช่วงปี 2017 แต่จวบจนในปี 2018 ภัยนี้ก็ไม่ได้หายไปไหน ก็ยังเติบโตเช่นกันและพบว่ามีภัยในตระกูลเดียวกับ WannaCry ถึง 616,399 สายพันธุ์ (ปี 2017 อยู่ที่ 321,814 สายพันธุ์) ส่วนตระกูลอื่น ๆ อีก 126,518 สายพันธุ์ (ปี 2017 อยู่ที่ 244,716 สายพันธุ์) สำหรับในประเทศไทยเราตรวจพบว่ามีการโจมตีถึง 15,733 ครั้ง ในปี 2018 ที่ผ่านมา

ภัยคุกคามอีกประเภทหนึ่งที่เรียกได้ว่าน่ากลัวไม่แพ้กันก็คือ การโจมตีโดยอาศัยการฝังมัลแวร์เพื่อทำการขุดเงินดิจิทัล หรือ Cryptocurrency Mining ซึ่งวันนี้มีการโจมตีเลยระดับ 1 ล้านครั้งไปแล้ว โดยทางเทรนด์ไมโครตรวจพบถึง 1,350,951 ล้านครั้งในปี 2018 (ปี 2017 เพียงแค่ 400,873 ครั้งเท่านั้น) โดยกระบวนการที่ผู้ไม่ประสงค์ดีกระทำนั้น ใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น มีการฝังมัลแวร์ลงบนตัวส่วนขยายของเว็บบราวเซอร์  ใช้ป๊อป-อัพ ของโฆษณา ปลั๊กอินแปลก ๆ  บ็อตเน็ต หรือการใส่โค้ดร้ายลงไปยังซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายต่าง ๆ เป็นต้น

ในส่วนของปี 2019 นี้ทางเทรนด์ไมโคร ก็ยังมองว่าภัยคุกคามยังคงสูงขึ้น และยังได้จัดทำ รายงานพิเศษชื่อว่า Mapping the Future : Dealing With Pervasive and Persistent Threats  เป็นคาดการณ์ภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในปี 2019 ซึ่งจะมีการคุกคามและโจมตีต่อเนื่องเข้มข้นกว่าเดิม โดยมาจากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทั้งในปัจจุบันและที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้ แนวโน้มของตลาด และผลกระทบของอันตรายในวงกว้าง โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 7 ประการ โดยสามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ 

https://documents.trendmicro.com/assets/rpt/rpt-mapping-the-future.pdf

 

เกี่ยวกับเทรนด์ไมโคร

เทรนด์ไมโครผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้มุ่งมั่นในการทำให้โลกของเราปลอดภัยสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางดิจิตอลด้วยโซลูชั่นที่เป็นนวัตกรรมสำหรับผู้ใช้ตามบ้าน, ระดับองค์กร, และหน่วยงานภาครัฐซึ่งช่วยยกระดับความปลอดภัยทั้งดาต้าเซ็นเตอร์, สภาพแวดล้อมบนคลาวด์, เครือข่าย, และเอนด์พอยต์โดยทุกผลิตภัณฑ์ของเราต่างทำงานผสานเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยการแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายได้อย่างอัจฉริยะรวมทั้งเป็นแนวป้องกันอันตรายที่ประสานงานร่วมกันด้วยการรวมศูนย์การมองเห็นและตรวจสอบข้อมูลทำให้สามารถปกป้องได้ดีกว่าและรวดเร็วมากยิ่งขึ้นเทรนด์ไมโครมีพนักงานกว่า 6,000 คนกระจายอยู่มากกว่า 50 ประเทศร่วมกับเครือข่ายขั้นสูงที่รวบรวมข้อมูลด้านอันตรายแบบอัจฉริยะจากทั่วทุกมุมโลกทำให้สามารถสนับสนุนให้องค์กรปกป้องตนเองในโลกแห่งการเชื่อมต่อได้สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชม www.trendmicro.com

เดลล์ อีเอ็มซี เพิ่มขีดความสามารถการปกป้องคุ้มครองข้อมูล เล็งช่วยลูกค้าให้สามารถปกป้องและจัดการข้อมูลในโลกแห่งมัลติ-คลาวด์ได้ดียิ่งขึ้น

Data Domain และ Integrated Data Protection Appliance สำหรับการปกป้องข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูงด้วยต้นทุนต่ำที่สุด

เนื้อข่าวโดยสรุป

  • เดลล์ อีเอ็มซียังคงเดินหน้าสร้างนวัตกรรมและพัฒนาอุปกรณ์เพื่อการปกป้องคุ้มครองข้อมูลที่ดีที่สุด (best-in-class) อย่างต่อเนื่อง ทั้ง Data Domain และ Integrated Data Protection Appliance - IDPA
  • Cloud Tier และ Cloud DR ตลอดจน Data Domain Virtual Edition รองรับและสนับสนุนการทำงานของผู้ให้บริการพับบลิค คลาวด์มากยิ่งขึ้น
  • ช่วยให้สามารถปฏิบัติการกู้คืนได้เร็วขึ้นถึงสองเท่าครึ่ง และเรียกคืนได้เร็วขึ้นจากคลาวด์ถึงสี่เท่าด้วยประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น
  • มอบความยืดหยุ่นในการปกป้องข้อมูลระดับองค์กรสำหรับองค์กรขนาดกลางและสำนักงานระยะไกล (remote offices)

เดลล์ อีเอ็มซี ประกาศเพิ่มขีดความสามารถใหม่ให้กับสายผลิตภัณฑ์ Data Domain และ Integrated Data Protection Appliance – IDPA สตอเรจสำหรับการปกป้องข้อมูลขององค์กร ที่ออกแบบมาเพื่อมอบความยืดหยุ่นและมูลค่าให้กับองค์กรที่ขยายขีดความสามารถในการรองรับการทำงานร่วมกับมัลติ-คลาวด์ไปจนถึงประสิทธิภาพการทำงานที่ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น โดยการปรับปรุงดังกล่าวยังช่วยให้องค์กรธุรกิจขนาดกลางและสำนักงานระยะไกลขององค์กรขนาดใหญ่มีทางเลือกเพิ่มขึ้นในการรับการปกป้องคุมครองข้อมูลในระดับเดียวกับหน่วยงานเอนเทอร์ไพรซ์ขนาดใหญ่

จากข้อมูลของไอดีซี 92 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรธุรกิจต่างอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานบนระบบคลาวด์ ขณะที่ 64 เปอร์เซ็นต์ตอบรับการทำงานบนมัลติ-คลาวด์ และด้วยการผสมผสานคลาวด์ที่แตกต่างเข้าด้วยกัน การปกป้องคุ้มครองข้อมูลในทุกเวิร์กโหลดในขณะที่การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยกลายเป็นความท้าทายที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับองค์กรหลายแห่ง ในความเป็นจริง จากการศึกษาที่จัดทำโดยไอดีซีสำหรับเดลล์ อีเอ็มซี การให้การสนับสนุนข้ามผ่านระบบคลาวด์คือสิ่งที่ยังไม่พอเพียงในการปกป้องข้อมูลในการปฏิรูปทางด้านไอทีที่เป็นที่ตระหนักสูงสุด เดลล์ อีเอ็มซีตระหนักถึงความท้าทายนี้และเดินหน้าในการขยายขีดความสามารถของอุปกรณ์ในการปกป้องคุ้มครองข้อมูล เพื่อช่วยให้ลูกค้าให้สามารถลดความเสี่ยง พร้อมทั้งปกป้องทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุดซึ่งก็คือดาต้าในสภาพแวดล้อมการทำงานแบบมัลติ-คลาวด์

ความสามารถด้านมัลติ-คลาวด์

ระบบปฏิบัติการ Data Domain OS 6.2 และ IDPA 2.3 ช่วยให้ลูกค้ามีทางเลือกเพิ่มมากขึ้นในการขยายการปกป้องข้อมูลไปยังพับบลิค คลาวด์ ด้วย Cloud Tier ที่ปรับปรุงเพื่อรองรับทั้ง Google Cloud Platform และ Alibaba Cloud ดังนั้นจึงช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการเก็บข้อมูลในระยะยาว นี่คือส่วนเสริมเพื่อรองรับแพลตฟอร์มที่ให้บริการอยู่แล้วทั้ง AWS Microsoft Azure Dell EMC Elastic Cloud Storage ไปจนถึง Virtustream Ceph IBM Cloud Open Storage AWS Infrequent Access  Azure Cool Blob และ Azure Government Cloud นอกจากนี้เครื่องมือประมาณการพื้นที่ว่างใหม่สำหรับ Cloud Tier ช่วยให้การจัดการความจุมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในสถานที่และพื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์

เดลล์ อีเอ็มซียังรองรับผู้ให้บริการพับบลิค คลาวด์สำหรับ Data Domain Virtual Edition (DD VE) เพื่มขึ้นด้วย ซึ่งให้การปกป้องข้อมูลด้วยการกำหนดโดยซอฟต์แวร์ (software defined data protection) ทั้งระบบคลาวด์ภายในองค์กร (on-premises) และบนพับบลิค คลาวด์ ต่อไปยัง AWS GovCloud  Azure Government Cloud และแพลตฟอร์ม Google Cloud ซึ่งส่วนนี้ได้เสริมเข้าไปยังแพลตฟอร์มที่รองรับ AWS S3 และ Azure Hot Blob เรียบร้อยแล้ว ช่วยให้ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับการปกป้องในระดับเดียวกันภายในสภาพแวดล้อมคลาวด์ที่กำลังเติบโตตามที่ได้รับจากอุปกรณ์ Dell EMC นอกจากนี้ การกู้คืนความเสียหายจากคลาวด์ (Native Cloud Disaster Recovery) ยังพร้อมรองรับการทำงานของ IDPA ทั้งตระกูล ช่วยให้ลูกค้าทำให้ลูกค้าสามารถ failover ในอัตราค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพไปยังสภาพแวดล้อมคลาวด์ในแบบ end-to-end orchestration ลูกค้าไม่จำเป็นต้องแบกรับค่าใช้จ่ายและการจัดการด้านการตั้งค่าและการบำรุงรักษาไซท์สำรองเพื่อการกู้คืนระบบ อีกทั้งยังสามารถ failover ไปยังพับบลิค คลาวด์ได้อย่างง่ายดายในกรณีของที่เกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติและการ failback เมื่อปัญหาได้รับการแก้ไข ด้วยการขยายเพิ่มเติม Data Domain และ IDPA models ทั้งหมดรองรับ AWS รวมไปถึง VMware Cloud on AWS และ Microsoft Azure for Cloud Disaster Recovery

องค์กรธุรกิจจะได้รับความสบายใจจากการที่อุปกรณ์การปกป้องคุ้มครองข้อมูลของเดลล์ อีเอ็มซี ให้ทั้งความทันสมัย ทั้งยูสเซอร์ อินเทอร์เฟสที่ง่ายต่อการจัดการ นอกจากนี้ ผู้ดูแลระบบยังสามารถจัดการอุปกรณ์ Data Domain และ DD VE พร้อมๆ กันได้อย่างง่ายดาย ทั้งแบบ on-premises หรือบนพับบลิค คลาวด์ จากยูสเซอร์ อินเทอร์เฟสเดี่ยวด้วย Data Domain Management Center 

ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น

การอัพเดตที่เกิดขึ้นสำหรับตระกูล IDPA ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นสำหรับ Instant Access รวมทั้งกู้คืนทันทีด้วยแคชข้อมูล (data cache) ที่ได้รับการปรับปรุงที่ส่งผลต่อข้อมูลทั้อินพุท/เอาท์พุทต่อวินาที (IOPS) มากขึ้นถึงสี่เท่า ส่งมอบ IOPS ได้สูงถึง 40,000 IOPS ด้วยความหน่วงเพียง 20 มิลลิวินาที (milliseconds)

เช่นเดียวกัน อุปกรณ์ Data Domain ยังช่วยให้สามารถกู้คืนข้อมูลจากอุปกรณ์ on-premises พร้อมทั้งเรียกคืนจากพับบลิค คลาวด์ต่างๆ ได้เร็วขึ้น ด้วยการปรับปรุงเพื่อการทำงานที่ดีขึ้น องค์กรธุรกิจสามารถกู้คืนข้อมูลด้วยเวลาที่เร็วกว่าเดิมถึงสองเท่าครึ่งจากอุปกรณ์ Data Domain รวมทั้งสามารถเรียกคืนข้อมูลด้วยความเร็วที่สูงกว่าเดิมถึง 4 เท่าจากคลาวด์ไปยังอุปกรณ์ Data Domain

ทางเลือกเพิ่มเติมสำหรับองค์กรขนาดกลางทางเลือกและความสามารถในการปรับเพิ่มขนาดได้คือสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับองค์กรขนาดเล็ก และขนาดกลางที่ต้องการการปกป้องคุ้มครองข้อมูลบนคลาวด์ในระดับเดียวกับองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ นอกเหนือจากการอัพเดทด้านประสิทธิภาพในการทำงานแล้ว Data Domain DD3300 ซึ่งเป็นอุปกรณ์ระดับ 2U ที่ได้รับการอกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับองค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีออฟฟิสในพื้นที่ห่างไกล ยังมีการปรับปรุงในส่วนของฮาร์ดแวร์ใหม่อีกด้วย โดย DD3300 มาพร้อมความสามารถด้านความจุเพิ่มเติมถึง 8 เทอราไบท์ (TB) ที่สามารถขยายเพิ่มได้ถึง 32 เทอราไบท์ (TB)

นอกจากนี้ DD3300 ยังมาพร้อมความสามารถในการเชื่อมต่อเครือข่ายที่เร็วขึ้น พร้อมการรองรับสำหรับ 10GbE และตัวเลือกการสำรองข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับอุปกรณ์ระบบสำรองข้อมูลเทปเสมือน หรือ virtual tape libraries (VTL) บนโครงข่าย Fiber Channel ตัวเลือกเหล่านี้ช่วยให้องค์กรขนาดกลางมีโซลูชันการปกป้องข้อมูลที่เปิดใช้งานระบบคลาวด์สามารถเติบโตได้ตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป “ในฐานะของผู้นำอุตสาหกรรมด้านอุปกรณ์ปกป้องคุ้มครองข้อมูล เดลล์ อีเอ็มซีมุ่งมั่นที่จะส่งมอบนวัตกรรมในสายผลิตภัณฑ์ด้านการปกป้องคุ้มครองข้อมูลที่ช่วยสนับสนุนและปรับปรุงการใช้งานของลูกค้าในสภาพแวดล้อมการทำงานแบบมัลติ-คลาวด์” เบธ ฟาเลน ประธานด้านการปกป้องคุ้มครองข้อมูล เดลล์ อีเอ็มซี กล่าว “อุปกรณ์ของเราทั้งทรงพลัง ทั้งง่ายต่อการจัดการ และยังให้กลายเป็นเรื่องง่ายต่อการขยายไปสู่พับบลิค คลาวด์ด้วยความสามารถของ native cloud”

“เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ Alibaba Cloud และแพลตฟอร์ม Google Cloud ในฐานะของพับบลิค คลาวด์ใหม่ที่เราสนับสนุน แพลตฟอร์มทั้งสองช่วยเติมเต็มการนำเสนอระบบ Cloud Tier ของเดลล์ อีเอ็มซีให้กับลูกค้าที่ต้องการใช้ประโยชน์สูงสุดจากพับบลิค คลาวด์ในระยะยาว" อเล็กซ์ เล รองประธานฝ่ายการขาย โซลูชั่นด้านการปกป้องคุ้มครองข้อมูล ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค และประเทศญี่ปุ่น เดลล์ อีเอ็มซี "ส่วนขยายของระบบนิเวศด้านคลาวด์ของเรา ที่รวมเข้ากับส่วนเสริมของฟีเจอร์ที่พร้อมใช้งานบนคลาวด์ (cloud-ready) จะช่วยแปลงไปสู่ทางเลือกที่มากขึ้นสำหรับลูกค้าของเรา จากการที่พวกเขาดำเนินการปรับปรุงให้ระบบการคุ้มครองข้อมูลมีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น รวมถึงมองหาระบบที่จะมาทดแทนแอปพลิเคชันการสำรองข้อมูลแบบเดิม”

“ผลลัพธ์ของความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องยาวนานของเรากับเดลล์ เอ็มซี สามารถเห็นได้จากความสำเร็จอย่างมากมายในการดำเนินการด้านธุรกิจของเรา เราได้รับประสบการณ์ด้านการประหยัดต้นทุน การได้รับประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิม ไปจนถึงการสำรอง ตลอดจนเวลาที่ใช้ในการกู้คืนข้อมูลที่รวดเร็วยิ่งขึ้นด้วยการใช้ Dell EMC Data Domain และ IDPA” จอห์น แมคฟอลล์ รองประธานอาวุโส กลุ่มเทคโนโลยีองค์กร จาก Security Service Federal Credit Union กล่าว “ผลลัพธ์เหล่านี้เมื่ออรวมเข้ากับความจริงที่ว่าข้อมูลของเราปลอดภัยและมั่นคงช่วยให้พวกเรานอนหลับได้อย่างสบายใจ” 

“ความมุ่งมั่นในการปกป้องคุ้มครองข้อมูลถือเป็นส่วนหนึ่งของรากฐานของความพยายามในการทำการปฏิรูปไปสู่ดิจิทัลที่หลายองค์กรธุรกิจจะเริ่มต้นดำเนินการภายในปี 2563” ฟิล กู๊ดวิน ผู้อำนวยการด้านการวิจัยของไอดีซี กล่าว “อุปกรณ์ที่สร้างขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ในการสำรองข้อมูลอย่าง Dell EMC Data Domain และ Integrated Data Protection Appliance ได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญของความพยายามในการปรับปรุงความพร้อมใช้ของข้อมูล โดยระบบให้การสำรองข้อมูลที่รวดเร็วและเชื่อถือได้มากกว่าเดิม พร้อมด้วยความล้มเหลวของการทำงานที่ลดน้อยลงกว่าทางเลือกของการปกป้องคุ้มครองอื่นๆ ที่มีอยู่ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือการสนับสนุนการกู้คืนข้อมูลที่รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมในกรณีของการสูญเสียซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลกำไรขององค์กร”

ความพร้อมในการวางตลาด:

ระบบปฏิบัติการ Dell EMC Data Domain 6.2 และ Dell EMC IDPA 2.3 พร้อมทั้งส่วนเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ Data Domain DD3300 พร้อมทำตลาดแล้วในทันทีผ่านทางเดลล์ อีเอ็มซีและพันธมิตรช่องทางการจัดจำหน่ายที่ได้รับการรับรอง

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:

 

เกี่ยวกับเดลล์ อีเอ็มซี

เดลล์ อีเอ็มซี เป็นส่วนหนึ่งของ เดลล์ เทคโนโลยีส์ ช่วยทำให้องค์กรธุรกิจเปลี่ยนโฉมดาต้าเซ็นเตอร์ไปสู่ความทันสมัย ทำงานได้โดยอัตโนมัติ ด้วยการใช้เทคโนโลยีชั้นนำของอุตสาหกรรมทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบควบรวม ไปจนถึงเทคโนโลยีด้าน เซิร์ฟเวอร์ สตอเรจ และระบบปกป้องคุ้มครองข้อมูล โดยทั้งหมดนี้มอบพื้นฐานที่มีความน่าเชื่อถืออเพื่อองค์กรธุรกิจที่ต้องการปฏิรูปการทำงานด้านไอที ด้วยการสรรสร้างไฮบริดคลาวด์ พร้อมการปรับโฉมธุรกิจด้วยการสร้างแอปพลิเคชันเพื่อการใช้งานบนคลาวด์และโซลูชันบิ๊กดาต้า ทั้งนี้ เดลล์ อีเอ็มซี ให้บริการลูกค้าครอบคลุม 180 ประเทศ ครอบคลุมบริษัทที่ติดอันดับใน Fortune 500 ถึง 99 เปอร์เซ็นต์ ด้วยสายผลิตภัณฑ์แห่งนวัตกรรมที่สมบูรณ์พร้อมที่สุดในอุตสาหกรรมเริ่มตั้งแต่อุปกรณ์และระบบการทำงานที่ปลายทาง (EDGE) ไปจนถึงระบบงานหลักในการประมวลผล (Core) ไปจนถึงระบบทั้งหมดที่อยู่บนคลาวด์ (Cloud)

แดสสอล์ท ซิสเต็มส์ เปิดตัว 3DEXPERIENCE.WORKS

  • แพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE ใหม่ ที่ปรับแต่งมาให้เฉพาะสำหรับลูกค้า SOLIDWORKS และองค์กรธุรกิจขนาดกลางที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล
  • การใช้งานที่สะดวกและเรียบง่าย ช่วยให้องค์กรได้รับประโยชน์จากแพลตฟอร์มที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงธุรกิจของพวกเขาและส่งมอบประสบการณ์ใหม่ในยุคอุตสาหกรรมใหม่
  • แพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE จะกลายเป็นมาตรฐานการดำเนินธุรกิจสำหรับบริษัทขนาดกลาง 

แดสสอล์ท ซิสเต็มส์ (Dassault Systèmes) (Euronext Paris: #13065, DSY.PA) เปิดตัว 3DEXPERIENCE.WORKS แอพพลิเคชั่นใหม่บนแพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE ที่พัฒนามาเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานของกลุ่มลูกค้า SOLIDWORKS และเหมาะสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมทุกแห่ง แอพพลิเคชั่น 3DEXPERIENCE.WORKS จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมงานต่างๆ ทั้งในด้าน การออกแบบ การจำลอง และความสามารถบริหารจัดการระบบ ERP ในขั้นตอนการผลิตผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลเดียว สร้างการเติบโตให้ธุรกิจ เพิ่มไอเดียการสร้างสรรค์นวัตกรรม มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการในยุคอุตสาหกรรมใหม่ได้มากยิ่งขึ้น  

3DEXPERIENCE.WORKS ได้รับการเปิดตัวภายในงาน SOLIDWORKS World 2019 การประชุมประจำปีของชุมชนนักออกแบบงานสามมิติ (3D) และวิศวกร ที่จัดขึ้นโดยแดสสอล์ท ซิสเต็มส์ โดย 3DEXPERIENCE.WORKS ได้รับการพัฒนามาเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายของการใช้งานและมีความเรียบง่ายที่เป็นเครื่องหมายการรับรองคุณภาพของแอพพลิเคชั่น SOLIDWORKS ที่นักสร้างสรรค์นวัตกรรมนับล้านคนเลือกใช้มาตลอด 25 ปี ไปจนถึงโซลูชั่นเพื่อธุรกิจบน 3DEXPERIENCE ที่มาพร้อมแอพพลิเคชั่นการปรับแต่งที่เรียบง่าย แดสสอล์ท ซิสเต็มส์ เปิดตัว 3DEXPERIENCE.WORKS หลัง เข้าซื้อกิจการ IQMS บริษัทซอฟต์แวร์ ERP สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตขนาดกลาง ที่ได้ปรับเปลี่ยนแบรนด์เป็น DELMIAWORKS

เบอร์นาร์ด ชาร์ลส์ รองประธานและซีอีโอของแดสสอล์ท ซิสเต็มส์

เบอร์นาร์ด ชาร์ลส์ รองประธานและซีอีโอของแดสสอล์ท ซิสเต็มส์ กล่าวว่า “องค์กรธุรกิจทั้งขนาดเล็กและขนาดกลางทั่วโลกล้วนต้องการดิจิทัลโซลูชั่นเพื่อนำไปปรับใช้สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ แต่ความท้าทายในช่วงที่ผ่านมาคือ การตามหาแพลตฟอร์มที่เหมาะสมที่สุดให้กับองค์กรซึ่งวันนี้เราได้นำแพลตฟอร์ม3DEXPERIENCE.WORKS ที่จะมอบประสิทธิภาพอย่างสูงสุดมาสู่พวกเขาเหล่านั้น หลังจากที่เราได้เห็นประสิทธิภาพของแพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE ที่กลุ่มดีไซเนอร์ได้นำแพลตฟอร์ม SOLIDWORKS มาใช้ขยายธุรกิจของพวกเขาได้อย่างรวดเร็ว แพลตฟอร์มในกลุ่ม 3DEXPERIENCE.WORKS ได้รวมเอาความสามารถของ DELMIAWORKS ไว้เพื่อให้บริการกับผู้ผลิตทั่วไปด้วยการรวมความสามารถด้านดิจิทัลเต็มรูปแบบ 3DEXPERIENCE จะกลายเป็นแพลตฟอร์มมาตรฐานสำหรับการดำเนินธุรกิจ ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านการผลิตและการบริหารจัดการที่เรียบง่าย ในราคาที่เหมาะสม”

3DEXPERIENCE.WORKS พัฒนามาเพื่อตอบโจทย์บริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางให้สามารถควบคุมคุณภาพซึ่งเป็นมาตรฐานที่แพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE มอบให้แก่องค์กรระดับโลกและนักสร้างสรรค์นวัตกรรมชั้นนำ: โดยมาพร้อมกับการพัฒนาความสามารถให้ทีมงานทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้แก่พนักงานในบริษัท บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างครบวงจรผ่านการใช้งานเพียงแพลตฟอร์มเดียวที่รวมรวมความสามารถต่างๆ ที่องค์กรขนาดเล็กและกลางต้องการ ลดความซับซ้อนและขั้นตอนการทำงานระหว่างแอพพลิเคชันและอินเตอร์เฟซที่หลากหลาย แพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE.WORKS จะเชื่อมข้อมูลและเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนจบกระบวนการ โดยมี รูปแบบของแดชบอร์ดให้เลือกใช้ บริหารจัดการบริการต่างๆ ได้ง่าย เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทั้งชุมชนและผู้ใช้ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรม และมีแอพพลิเคชั่นเฉพาะที่ตอบโจทย์ความต้องการใช้งานที่หลากหลาย

 

เกี่ยวกับแดสสอล์ท ซิสเต็มส์ (Dassault Systèmes)

แดสสอล์ท ซิสเต็มส์ คือบริษัท 3DEXPERIENCE ที่นำเสนอโลกเสมือนจริงให้แก่ผู้คนและองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างยั่งยืน ด้วยโซลูชั่นระดับชั้นนำของโลกที่ปรับปรุงแนวทางการออกแบบ ผลิต และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ต่างๆ โซลูชั่นการประสานงานร่วมกันของแดสสอล์ท ซิสเต็มส์ ช่วยส่งเสริมนวัตกรรมทางสังคม ขยายความเป็นไปได้สำหรับโลกเสมือนจริงเพื่อปรับปรุงโลกแห่งความเป็นจริง บริษัทฯ มอบคุณประโยชน์ให้แก่ลูกค้าองค์กรทุกขนาดกว่า 220,000 รายในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมในกว่า 140 ประเทศ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.3ds.com

3DEXPERIENCE, the Compass logo and the 3DS logo, CATIA, SOLIDWORKS, ENOVIA, DELMIA, SIMULIA, GEOVIA, EXALEAD, 3D VIA, BIOVIA, NETVIBES and 3DEXCITE เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของแดสสอล์ท ซิสเต็มส์ หรือเป็นของบริษัทในเครือ ทั้งที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา และ/หรือ ประเทศอื่นๆ 

Page Visitor

005475936
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
8822
32898
41720
130038
1299737
5475936
Your IP: 44.192.114.32
2022-07-04 04:30