then
May 22, 2022

ไฟตก ไฟดับ แต่เกมส์ไม่สะดุด ด้วยเครื่องสำรองไฟเอพีซีสำหรับเกมเมอร์ จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เอพีซี จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค จับมือ JIB รุกตลาดเกมส์ เปิดตัว เครื่องสำรองไฟ (UPS) สำหรับเกมเมอร์ APC Back-UPS Pro 1500 รุ่น BR1500GI (1500VA 865Watt) เครื่องแรกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชาวเกมเมอร์ได้อย่างลงตัว ด้วยความสามารถพิเศษ “แบตเตอรี่ต่อขยาย” เพิ่มระยะเวลาไฟฟ้าสำรองไฟฟ้าให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น เพียงต่อขยายแบตเตอร์รี่ภายนอก รุ่น BR24BPG ได้ระยะเวลาสำรองไฟนานขึ้นอีก 30 นาที และยังช่วยป้องกันอารมณ์สะดุด จากไฟตก ไฟกระชาก ระบบไฟไม่เสถียร เพื่อให้ความมันส์ได้อย่างต่อเนื่อง ด้วย “ตัวปรับแรงดันไฟฟ้า” “Auto Voltage Regulator with Stabilizer” มาพร้อมโหมดกรีนเทคโนโลยี ช่วยประหยัดพลังงานโดยสั่งชัตดาวน์เครื่องหลักเพียงเครื่องเดียว ก็สามารถปิดเครื่องในเครือข่ายได้ทั้งหมด พิเศษซื้อวันนี้รับส่วนลด 10 เปอร์เซ็นต์ ที่ JIB ONLINE  ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มีนาคมนี้หรือจนกว่าสินค้าจะหมด

#APCbySchneider #LifeIsOn #UPSforGAMING

อะโดบี เข้าซื้อกิจการ บริษัท Allegorithmic ผู้นำด้านการสร้างและตัดต่อ 3D สำหรับอุตสาหกรรมเกมและสื่อบันเทิง

Creative Cloud เตรียมนำเสนอเทคโนโลยีมาตรฐานงานออกแบบ รองรับงานสร้างพื้นผิว (texture) และวัตถุในรูปแบบ 3D ให้กับเกมระดับ AAA และภาพยนตร์สมจริงยิ่งขึ้น

อะโดบี (Nasdaq:ADBE) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เข้าซื้อกิจการของ อัลกอริธมิก (Allegorithmic) ผู้สร้าง Substance ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับงานออกแบบพื้นผิวและการสร้างวัตถุ 3D ในการผลิตเกมและตัดต่อวิดีโอ  ด้วยการผสานรวมเครื่องมือการออกแบบ Substance 3D ของ Allegorithmic เข้ากับเครื่องมือชั้นนำด้านภาพ วิดีโอ และโมชั่นกราฟิกของ Creative Cloud อะโดบีจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่ผู้สร้างวิดีโอเกมและวิชวลเอฟเฟค (VFX) ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ นักออกแบบ รวมทั้งนักการตลาด ได้นำเสนอประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ

Alienware Experience Store เปิดแล้ววันนี้ที่เซ็นทรัลเวิลด์

เดลล์ ประเทศไทย จับมือ เจ.ไอ.บี. คอมพิวเตอร์ กรุ๊ป จำกัด ผู้นำผู้จัดจำหน่ายด้านไอทีชั้นนำของประเทศ เปิด Alienware Experience Store แห่งเดียวในประเทศไทย ณ ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ภายในร้านพร้อมนำเสนออุปกรณ์ gaming ที่ครบถ้วนทั้งแล็บท็อป เดสก์ท็อป จอมอนิเตอร์ และอุปกรณ์เสริมสำหรับการเล่นเกมแบบครบครันทั้งพรีเมี่ยมแบรนด์อย่าง Alienware ตลอดจนถึง Dell G Series แล็ปท็อปเกมมิ่งความแรงสูงในราคาที่ทุกคนเป็นเจ้าของได้

นายอโณทัย เวทยากร รองประธานบริหาร เดลล์ อีเอ็มซี ตลาดเกิดใหม่ภูมิภาคเอเชีย และธุรกิจคอนซูเมอร์ภูมิภาคเอเชียใต้ 

 

Alienware Experience Store ที่เปิดตัวในวันนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายและกลยุทธ์ด้าน go-to-market ของเรา ที่ต้องการแสดงให้เห็นถึงความพร้อม และความครบถ้วนสมบูรณ์ของโซลูชันทางด้านเกมที่พร้อมให้ลูกค้าของเราได้สัมผัสประสบการณ์ตรงกับสมรรถนะและประสิทธิภาพของอุปกรณ์และดีไวซ์ด้าน Gaming ทั้งของ Alienware และเดลล์ ได้โดยตรง” นายอโณทัย เวทยากร รองประธานบริหาร เดลล์ อีเอ็มซี ตลาดเกิดใหม่ภูมิภาคเอเชีย และธุรกิจคอนซูเมอร์ภูมิภาคเอเชียใต้ กล่าว “ไม่เพียงแค่มอบความสะดวกสบายให้กับกลุ่มเกมเมอร์มืออาชีพ และผู้เล่นเกมทั่วไปในการเลือกซื้ออุปกรณ์เกมที่ทันสมัย เรายังตั้งใจให้ Alienware store แห่งนี้รองรับความต้องการของกลุ่มคนทำงานมืออาชีพด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบ นักสร้างสรรค์งานกราฟิค หรืออื่นๆ ที่มองหาดีไวซ์ประสิทธิภาพสูงในการทำงาน ได้มาลองสัมผัสการทำงานของ Alienware ได้โดยตรงอีกด้วย ขณะเดียวกัน ที่นี่ยังแบ่งพื้นที่เป็นโซนต่างๆ เพื่อประสบการณ์การใช้งาน อาทิ โซน VR ที่พร้อมมอบประสบการณ์การดื่มด่ำเข้าสู่โลกของ virtual reality อย่างสมจริงอีกด้วย”

ทั้งนี้ ภายใน Alienware Experience Store แบ่งออกเป็น 5 โซน ได้แก่ 1) VR Real Experience เพื่อประสบการณ์ที่จะดึงผู้เล่นให้ดื่มด่ำพร้อมเปิดสัมผัสเข้าสู่โลกของ virtual reality อย่างน่าตื่นเต้น 2) Timeless eSports โซนที่พร้อมให้เกมเมอร์หรือนักกีฬาอีสปอร์ตเข้ามาแสดงฝีมือ โชว์สกิลกับเกมยอดนิยมตลอดกาลอย่าง FIFA LOL DOTA2 แบบ Classic 3) Masterpiece Extreme Performance โซนที่เน้นแสดงประสิทธิภาพความแรงสูงของ Alienware ผ่านโปรแกรมการสร้างสรรงานด้านกราฟิคต่างๆ เพื่อกลุ่มคนมืออาชีพได้มาสัมผัสและทดสอบความแรงของเครื่องเพื่อการใช้งาน 4) Alienware Sound Station โซน เพื่อรองรับผู้ใช้เครื่องในแนวเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ที่โชว์เคสทั้งคุณภาพเสียงและแสงจาก AlienFX Lighting โดยเฉพาะ 5) Alienware Command Center โซนเพื่อช่วยในการปรับแต่งลูกเล่นของตัวเครื่อง ให้เข้ากับความต้องการ และเอกลักษณ์ของลูกค้าแต่ละบุคคล

Alienware Experience Store เปิดให้บริการแล้ว ณ ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่เวลา 10:00 น. จนถึง 22:00 น. ทุกวัน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรโมชั่น และอื่นๆ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ Dell Thailand Facebook

ยินดีต้อนรับสู่ปี 2019 ปีที่ข้อมูลล้น คลาวด์เพิ่มขึ้นมากมาย ความต้องการด้านไอทีพุ่งสูง

โดย นพดล ปัญญาธิปัตย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย เดลล์ อีเอ็มซี ประเทศไทย

กล่าวได้ว่าบรรดาประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีอาจมีงานที่ทำแล้วดูเท่ที่สุดในองค์กร ในขณะที่เราต้องสวมหมวกหลายใบในการทำงาน หนึ่งในหมวกใบสำคัญคือใบที่ต้องทำหน้าที่ในการคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเป็นการค้นพบหรือการพัฒนาครั้งยิ่งใหญ่ครั้งต่อไปด้านเทคโนโลยีจะเผยให้เห็นถึงโอกาสใหม่ๆ สำหรับลูกค้าได้อย่างไรบ้าง ในช่วงตลอดทั้งปีที่ผ่านมา อาจพูดได้ว่านวัตกรรมเทคโนโลยีไม่เคยขาดแคลน จากการที่เทคโนโลยีทั้งปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI แมชชีน เลิร์นนิ่ง 5G คลาวด์ AR และ VR รวมถึง บล็อกเชน ที่ต่างยืนอยู่ในแถวหน้าของหัวข้อการสนทนาทั้งภายในทีมงานของเราเอง และระหว่างการพูดคุยกับลูกค้า ช่วงเวลานี้ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับคนที่สนใจใคร่รู้ทางด้านเทคโนโลยี แต่กระนั้นคำถามที่แท้จริงก็คือ ทั้งหมดนี้มีความหมายต่อทั้งเราและลูกค้าของเราอย่างไร และเราจะช่วยเตรียมพวกเขาให้พร้อมเพื่อให้สามารถได้รับประโยชน์สูงสุดจากเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างไร คำตอบสั้นๆ ก็คือ การปฏิรูปสู่ดิจิทัล เป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้านข้อมูลทั้งหมดที่มีพร้อมในยุคของข้อมูล

ด้วยการมาถึงของปี 2019 เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายในอีก 12 เดือนข้างหน้าจากการที่เราได้เริ่มวางแผนเพื่อรับมือกับสิ่งที่จะมาถึงในอนาคตที่ไกลออกไปอีกนิดใน ปี 2030 เพื่อเตรียมความพร้อม เดลล์ เทคโนโลยีส์ ได้เผยถึง การคาดการณ์สำหรับ ปี 2019 โดยเราจะแยกแยะถึงความหมายและผลเกี่ยวพันที่ตามมาของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีล่าสุดนี้ให้ละเอียดลึกซึ้งมากไปกว่าเดิมอีกนิดเพราะมันเกี่ยวโยงกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในปีข้างหน้า

การคาดการณ์ข้อมูล ต้องอาศัยคลาวด์แบบ multi-tiered เปลี่ยนโฉมหน้าของโมเดิร์นดาต้าเซ็นเตอร์

ด้วยการเติบโตของดาต้าที่อุปกรณ์ปลายทาง (edge) และความต้องการการประมวลผลในแบบเรียล-ไทม์ที่ทรงพลังในระดับที่สามารถรองรับเวร์กโหลดของทั้ง AI และแมชชีน เลิร์นนิ่งได้นั้น ดาต้าเซ็นเตอร์จึงต้องกลับมาทำงานในรูปแบบของการกระจายศูนย์ (distributed) รูปแบบการตอบรับการใช้งานทั้งมัลติ-คลาวด์ และไฮบริด คลาวด์จะพัฒนาไปไกลยิ่งขึ้น พร้อมจัดวางความสามารถของคลาวด์ คอมพิวติ้งไว้ในทุกลำดับชั้น (layer) ของการเดินทางของข้อมูลเพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะด้านที่เกิดขึ้นในแต่ละลำดับชั้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ขยับเข้าใกล้พื้นที่ในส่วนปลายทาง (edge) เพิ่มมากขึ้นนี้จะสนับสนุนทั้งในด้านการวิเคราะห์ และการบริหารจัดการข้อมูลที่อยู่นอกระบบโครงสร้างหลักที่เปรียบเสมือนส่วนขยายของคลาวด์แบบ on-premise มากยิ่งขึ้น  จึงมีการมองหาจุดที่ผสมผสานการทำงานระหว่างพับบลิค ไพรเวท และไฮบริดเพื่อเป็นมาตรฐานใหม่ที่จะทำให้คลาวด์แบบมัลติ-เทียร์ กลายเป็นความจริงขึ้นมาได้ นอกจากนี้ยังเป็นการกระจายการทำงานจากพับบลิคดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ไปสู่ดาต้าเซ็นเตอร์ในองค์กรได้อย่างเหมาะสม ไปยัง Edge Clouds แบบเรียลไทม์ ตลอดจนอุปกรณ์ปลายทางที่ทำงานได้ฉลาดยิ่งขึ้น เพื่อผสานการทำงานร่วมกับโมเดลไอทีมัลติ-คลาวด์แบบหลายชั้น (multi-tier)

ปัญญาประดิษฐ์ และแมชชีน เลิร์นนิ่ง จะนำไปสู่การเพิ่มผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ ที่เราเห็นกันมาหลายปี ซึ่งไม่ใช่แค่เฉพาะสำหรับคน แต่สำหรับจักรกลเช่นกัน

และ ML จะยังคงต้องอาศัยข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามา เพื่อสร้างประสิทธิภาพและมุมมองเชิงลึกได้มากยิ่งขึ้น โดยจะใช้ประโยชน์จากแอปฯ และอุปกรณ์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน  พีซี จะสามารถคาดการณ์ถึงความต้องการใช้พลังงานโดยอิงจากรูปแบบการใช้งาน ในขณะที่แอปฯ จะยังคงเรียนรู้ความชื่นชอบและพฤติกรรมของผู้ใช้เพื่อมอบประสบการณ์ที่ตรงต่อความต้องการเฉพาะบุคคลได้มากยิ่งขึ้น  กระทั่งระบบงานขนาดใหญ่ในองค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซเองก็จะมีการนำ AI และ ML มาช่วยในเรื่องของระบบออโตเมชันและสร้างความฉลาดมากยิ่งขึ้น ช่วยให้มนุษย์รวบรวมข้อมูลเชิงลึกหรือตัดสินใจในเชิงกลยุทธ์โดยอิงจากข้อมูลได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะเราเปลี่ยนจากข้อมูลขนาด เพตะ-สเกล ไปเป็น เอกซะ-สเกล จนถึง เซตะ-สเกล ทั้งนี้ การ์ทเนอร์  ประเมินว่าในปี 2021 การขยายตัวของ AI จะสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้สู่ถึง 2.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และช่วยให้คนทำงานประหยัดเวลาทำงานได้มากถึง 6,200 ล้านชั่วโมง สำหรับการสร้างผลลัพธ์ของงาน

5G จะช่วยเร่งสปีดข้อมูล รวมถึงเว็บแอปฯ และก้าวสู่ระบบไอทีที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ (software-defined IT)

5G ได้รับการกล่าวถึงในการคาดการณ์หลายๆ ชิ้นสำหรับปี 2019 แต่สิ่งที่ยังอาจจะเห็นไม่ค่อยชัดคือ 5G จะเข้ามาผลักดันกลยุทธ์ไอทีที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ (software-defined IT) มากกว่าที่ผ่านมาได้อย่างไร ทั้งนี้ 5G ต้องอาศัยเครือข่ายที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ (software-defined network) พร้อมโมเดลการประมวลผลแบบกระจายศูนย์แบบใหม่ เหล่านี้จำต้องได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ (software-defined data center) อย่างแน่นอน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลทั้งหมดสามารถเคลื่อนไปได้อย่างรวดเร็วและในปริมาณมากได้ พร้อมทั้งสามารถบริหารจัดการ วิเคราะห์ จัดเก็บและป้องกันข้อมูลได้อย่างดี  โดยองค์กรธุรกิจจะต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบ 5G ได้อย่างง่ายดายและคล่องตัว เพื่อนำโค้ดซอฟต์แวร์ และ APIs แบบใหม่มาใช้ได้ตามต้องการ นอกจากนี้ ระบบออโตเมชั่น และความฉลาดจะเป็นสิ่งสำคัญ อีกทั้งช่วยส่งเสริมความสามารถในการกำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ด้วย NVMe fabrics ที่ขยายขีดความสามารถได้ รวมถึง SD-WAN

นอกจากนี้ ข้อมูลยุค 5G ที่ให้แบนด์วิดธ์สูง ความหน่วงต่ำ จะให้ประสบการณ์เสมือนจริงที่ทรงพลังมากขึ้นไปอีก เพื่อรองรับการใช้ AR, VR แอปฯ โมบาย และเกมมิ่ง สำหรับ IoT ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดความต้องการคอนเทนท์ที่เอดจ์มากขึ้น เราจะได้เห็นการย้ายไปสู่เว็บแอปฯ ซึ่งมีระบบปฏิบัติการและระบบวินิจฉัยอุปกรณ์เพื่อมอบประสบการณ์ด้านภาพที่ให้ความละเอียดสูงให้กับผู้คนจำนวนมากขึ้น ครอบคลุมหลายสถานที่ยิ่งขึ้น

AR/VR จะทำให้เกิดการเรียนรู้ในที่ทำงาน และก่อให้เกิดความสร้างสรรค์ในงานมากขึ้น

AR/VR (Augmented and Virtual Reality) มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วงระหว่างปี 2018 โดยสร้างประสบการณ์ด้านภาพที่ดียิ่งขึ้น ให้ความดื่มด่ำสมจริงมากขึ้น ผลลัพธ์ ก็คือเราจะได้เห็นการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในที่ทำงานมากขึ้นในปี 2019 โอกาสในการฝึกอบรม ณ สถานที่ทำงาน และความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลที่เอดจ์ในแบบเรียลไทม์ นอกจากจะปิดช่องว่างในเรื่องทักษะให้กับวงการค้าขายและอุตสาหกรรมทั่วไปบางส่วนแล้ว ยังเป็นการเปิดให้คนทำงานมีอิสระมากขึ้นในการทำงานของตนได้ดีที่สุดโดยไม่ได้จำกัดว่าต้องอยู่ในที่ทำงานเท่านั้น ที่มากไปกว่านั้นก็คือ พนักงานจะสามารถร่วมมือและสร้างผลงานได้ในแบบเรียลไทม์ผ่านประสบการณ์ AR และ VR ซึ่งเป็นการนำพาทุกคนไปสู่สภาพแวดล้อมเสมือนจริง ราวกับว่าทุกคนกำลังนั่งทำงานอยู่ด้วยกันจริงๆ

แนวโน้มของ AR/VR ที่ให้ศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จะไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับอินเตอร์เฟสระหว่างผู้ใช้ หากแต่เป็นเรื่องของความก้าวหน้าในดาต้าเซ็นเตอร์ และระบบโครงสร้างคลาวด์ในการส่งมอบข้อมูลที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนเชื้อเพลิงเพื่อเสริมการประมวลผล พร้อมให้ประสิทธิภาพที่จำเป็นต่อการสร้างประสบการณ์ AR/VR ที่ดื่มด่ำเสมือนจริงอย่างที่สุด โดยจะเป็นการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนวิธีคิดจากความคิดว่า AR/VR สร้างประสบการณ์ได้เพียงอย่างเดียว ไปสู่สิ่งที่จะได้เห็นกันในปัจจุบันว่า AR/VR เป็นเสมือนอินเตอร์เฟสที่นำเสนอความสามารถล้ำหน้าของ AI ในดาต้าเซ็นเตอร์ ที่สร้างมุมมองเชิงลึกและขยายการใช้งานด้านข้อมูลร่วมกัน (data pools)

การประสานความร่วมมือ จะเกิดขึ้นได้ทันทีเมื่อมีการเชิญประชุม

ในขณะที่ความคิดเรื่องของการทำงานระหว่าง 9-5 (โมง) ค่อยๆ เลือนหายไปในโลกที่การเชื่อมต่อและประสิทธิผลของงานเกิดขึ้นได้แม้จะอยู่ในสถานที่ที่ห่างไกลมากที่สุดก็ตาม การเชิญประชุมผ่าน calendar ยังคงเป็นกฏที่ทำให้เรามาเจอกันตามเวลาและสถานที่ที่กำหนด  แต่ทั้งหมดนี้ กำลังจะเปลี่ยนไป เนื่องจากเราสามารถเรียกเพื่อนร่วมงานที่นั่งทำงานอยู่ต่างประเทศมาร่วมประชุมได้อย่างรวดเร็ว ผ่านเครื่องมือในการประสานการทำงานร่วมกันแบบใหม่ที่ช่วยให้เราสามารถทำวิดีโอ คอลล์ และแชร์ไฟล์ได้แบบเรียลไทม์  ซึ่งปี 2019 จะสร้างความก้าวหน้าในเรื่องของการประสานความร่วมมือ (collaboration) เนื่องจากองค์กรธุรกิจจำนวนมากขึ้น จะหันมาใช้เครื่องมือในการประสานงานผ่านเว็บ รวมถึงเทคโนโลยีสำหรับอุปกรณ์ เพื่อใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าของการเชื่อมต่อ wi-fi และพลังการประมวลผล เพื่อช่วยให้ทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้น

บล็อกเชน จะก่อให้เกิดปฏิกริยาลูกโซ่

ในภาคเทคโนโลยี ยังคงมีการพูดถึงบล็อกเชนกันอยู่มาก เนื่องจากองค์กรธุรกิจยังคงมองว่าจะนำบล็อกเชนมาสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจได้อย่างไร หลายองค์กรยังคงประเมินกันอยู่ว่าการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ ช่วยสร้างคุณค่าได้มากพอหรือไม่ และจะช่วยเสริมความปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้กับซัพพลายเชนทั้งหมด หรือในการทำธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดได้หรือไม่ ทั้งนี้ ปี 2019 จะเป็นปีที่มีการพัฒนาไปสู่การติดตั้งบล็อกเชนเพื่อใช้งานจริง เนื่องจากองค์กรได้ศึกษาเพื่อให้เข้าใจว่าบล็อกเชนเหมาะสมสำหรับองค์กรตนในตอนนี้หรือยัง และองค์กรมีระบบโครงสร้าง มีระบบงานและการบริหารที่เหมาะสมที่สามารถรองรับการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวได้หรือไม่  ตอนนี้ เราพัฒนามาสู่ความเข้าใจที่ว่า distributed ledgers เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ ในกรณีที่การการกระจายความเชื่อมั่น (distributed trust) และ data immutability ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ทำให้มีแอปพลิเคชันเฉพาะทางที่ให้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่นี้ มากขึ้น

ฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ปี 2019 จะเป็นปีที่น่าตื่นเต้นสำหรับคนที่สนใจใคร่รู้เรื่องของเทคโนโลยี รวมถึงผู้บริโภคเช่นกัน เพราะเราต่างใช้ชีวิตอยู่ในยุคของข้อมูลกันถ้วนหน้า

หัวเว่ย คลาวด์ จัดโอเพ่นเดย์ โชว์ศักยภาพ AI เสริมสมรรถนะอุตสาหกรรม

HUAWEI CLOUD ธุรกิจคลาวด์ของหัวเว่ย เตรียมจัดงานโอเพ่นเฮ้าส์ รวม 5 วัน แสดงการใช้งาน Cloud + AI ในด้านต่างๆ อาทิ การกำกับดูแลเมือง, การจัดการด้านโลจิสติกส์, การบริหารจัดการแคมปัส, การบริหารงานค้าปลีก, การป้องกันและวิเคราะห์ด้านบริการสุขภาพ, การบริหารงานขนส่ง และชิพ AI Ascend

HUAWEI CLOUD ธุรกิจคลาวด์ของหัวเว่ย เตรียมจัดงานโอเพ่นเดย์ ภายใต้ชื่อ “Huawei Cloud AI Open Day Thailand 2019” ระยะเวลา 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ชั้น 39 อาคารจี ทาวเวอร์ ถนนพระรามเก้า นำเสนอเทคโนโลยีคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)  โดยภายในงาน ลูกค้า ผู้ให้บริการเครือข่าย พันธมิตร ตลอดจนนักศึกษา จะได้พบกับการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://varpevent.com/e/2019/huawei/cloud-ai-day/

มร. โซเลอร์ ซุน รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจคลาวด์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด

 

“ตลอดช่วงหนึ่งสัปดาห์ของการจัดงาน ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสกับเทรนด์ใหม่ๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยีคลาวด์และ AI เรียนรู้ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี และทดลองใช้งานแอพพลิเคชั่นล้ำสมัยในภาคอุตสาหกรรม การจัดงานในครั้งนี้ยังถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ร่วมแบ่งปันความคิดเห็นกับบรรดาผู้นำและผู้เชี่ยวชาญในวงการ ตลอดจนเปิดโอกาสในการสร้างพันธมิตรใหม่ๆ อีกด้วย” มร. โซเลอร์ ซุน รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจคลาวด์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

สำหรับเทคโนโลยีที่เป็นไฮไลท์สำคัญภายในงาน ประกอบด้วยชิพ AI, บริการคลาวด์และโซลูชั่น AI แบบครบทุกระดับ (Full-stack AI) ที่ครอบคลุมการใช้งานหลากหลายด้าน นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอตัวอย่างความสำเร็จและนวัตกรรมอัจฉริยะต่างๆ ของบริการคลาวด์ด้าน AI เช่น Optical Character Recognition (OCR) เป็นการรู้จำตัวอักขระด้วยแสงและภาพ, การค้นหาภาพ, การวิเคราะห์วิดีโออัจฉริยะ, แพลตฟอร์มพัฒนาระบบ AI ที่เรียกว่า ModelArts และ HiLens เป็นต้น สำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ การขนส่ง, การบริหารจัดการแคมปัส, เกม, รถยนต์อัจฉริยะ และการบริหารงานหน้าร้านค้าปลีก โดยมีตัวอย่างการใช้งานเทคโนโลยี ดังต่อไปนี้

  • เมือง+AI: โซลูชั่น Traffic Intelligent Twins ใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรที่แออัด, การควบคุมดูแลรถยนต์อัจฉริยะ, การตรวจตราปัญหาความรุนแรง, การส่งเสริมความปลอดภัยด้านการขนส่งภายในเมืองและการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • แคมปัส+AI: หุ่นยนต์จะทำหน้าที่ตรวจตราดูแลภายในบริเวณพื้นที่ขนาดใหญ่และประมวลผลเพื่ออนุญาตการเข้าพื้นที่ภายในเวลาเสี้ยววินาทีโดยใช้อัลกอริธึ่มระบบการจดจำที่แม่นยำ นอกจากนี้ ยังสามารถปรับปรุงการแสดงผลโฆษณาได้แบบเรียลไทม์ด้วยระบบจดจำใบหน้า และการวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงความแม่นยำในด้านการตลาดที่ดีขึ้น
  • โลจิสติกส์+ AI: กล้องที่มี “สมอง” มีความสามารถมากกว่าแค่บันทึกภาพคนงาน แต่ยังสามารถรายงานและแสดงหลักฐานความรุนแรง รวมถึงบันทึกภาพความเสียหายที่เกิดจากการกระทำด้วยความประมาทหรือปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้องในขั้นตอนการจัดส่งขนถ่ายสินค้าได้ด้วย
  • การขนส่ง+AI: ระบบจดจำใบหน้าเป็นความสามารถพื้นฐานของ AI ในการตรวจสอบยืนยันความถูกต้องภายในสนามบิน ด่านศุลกากร และร้านค้าปลีก ซึ่งผู้เข้าชมงานจะได้ทดลองสัมผัสขั้นตอนการขึ้นเครื่องทั้งหมดด้วยระบบการจดจำใบหน้า ตลอดจนไฟสัญญาณจราจรที่ควบคุมด้วยระบบอัจฉริยะแบบเรียลไทม์เพื่อลดปัญหาการจราจรแออัด
  • งานค้าปลีก+AI: การจดจำลักษณะท่าทางของลูกค้าด้วยเทคโนโลยี AI จะแสดงตัวอย่างแอพพลิเคชั่นที่มีทักษะความสามารถสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมค้าปลีก โดยผู้เข้าชมจะสามารถสั่งกาแฟได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องสั่งผ่านแคชเชียร์
  • ชิพ AI Ascend: การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี AI ของหัวเว่ยนั้น ทำให้ได้นวัตกรรมชิพสองรุ่น คือ Ascend 910 และ Ascend 310 ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสำหรับการประมวลผลแบบนิวรอลเน็ทเวิร์ค พร้อมชุดเครื่องมือการพัฒนา และการฝึกอบรมด้านคลาวด์

นอกจากนี้ ผู้ที่มาในงานยังจะได้รับชมและทดลองควบคุมหุ่นยนต์เล่นฟุตบอลด้วย HiLens ระบบกล้องอัจฉริยะ ตลอดจนการทำงานของเทคโนโลยี AI ในการรู้จำตัวอักขระไทยด้วยแสงและภาพ (Thai OCR) ที่อาจมีลักษณะจากการพิมพ์ไม่สมบูรณ์เช่นตัวอักษรไทยที่มีลายเส้นเอนเอียงหรือผิดรูปบนเอกสารที่มีพื้นหลังซับซ้อนได้อย่างแม่นยำ

คุณธนินทร์ น้อยรังสี หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี – ธุรกิจคลาวด์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด

 

เทคโนโลยี AI ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่อยู่โดยลำพัง แต่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่จะช่วยยกระดับผลิตภาพของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเทคโนโลยี AI จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกอุตสาหกรรม ทุกองค์กร และทุกสาขาอาชีพโดยการเพิ่มประสิทธิภาพเป็นทวีคูณ เราจำเป็นต้องคิดถึงหนทางใหม่ ๆ ในการเตรียมพร้อมและปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และในอนาคต AI จะพลิกโฉมโลกของเราตั้งแต่การแปลแบบเรียลไทม์ไปจนถึงการศึกษาเฉพาะรายบุคคล การดูแลป้องกันด้านสุขภาพไปจนถึงการรักษาแบบเฉพาะเจาะจง ระบบการเดินทางขนส่งอัจฉริยะไปจนถึงการขับขี่ยานพาหนะแบบไร้คนขับ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ อีกมากมาย

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่เว็บไซต์https://intl.huaweicloud.com/about/blogs/20190108170204512.html

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนออนไลน์ผ่านทางลิงก์ด้านล่างนี้

https://varpevent.com/e/2019/huawei/cloud-ai-day/ หรือสแกน QR code ด้านล่าง

 

Page Visitor

003657581
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
13801
47989
13801
907581
0
3657581
Your IP: 34.231.244.12
2022-05-22 05:40