then
May 18, 2022

Airbiquity ผนึกกำลัง NXP Semiconductors ผนวกรวมซอฟต์แวร์และการบริหารจัดการข้อมูลแบบ Over-the-Air เข้ากับระบบประมวลผลเครือข่ายยานยนต์

ซีแอตเทิล, Airbiquity® ผู้นำระดับโลกด้านบริการสำหรับยานยนต์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (connected vehicle) และ NXP Semiconductors ประกาศในวันนี้ถึงการผนวกรวม OTAmatic™ ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์และการบริหารจัดการข้อมูลแบบ Over-the-Air (OTA) ของ Airbiquity เข้ากับบอร์ดพัฒนา Vehicle Network Processing (VNP) Evaluation Board (EVB) ของ NXP

ยานยนต์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และระบบยานยนต์ไร้คนขับ ต่างต้องอาศัยซอฟต์แวร์ หน่วยควบคุมระบบอิเล็กทรอนิกส์ (ECU) เซ็นเซอร์ และไมโครโปรเซสเซอร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น นอกจากนี้ การอัพเดทซอฟต์แวร์สำหรับการจัดการยานยนต์ที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ประกอบกับการเก็บรวบรวมข้อมูลรถยนต์หลายล้านคันทั่วโลก ทำให้รถยนต์เหล่านี้จำเป็นต้องมีระบบประมวลผลเครือข่ายยานยนต์ประสิทธิภาพสูง ที่มีซอฟต์แวร์ OTA อันทรงพลังและโซลูชันการบริหารจัดการข้อมูลรองรับ

การผนึกกำลังกันครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างบริการ OTA บนระบบคลาวด์ของ Airbiquity และแพลตฟอร์ม VNP รุ่นใหม่ของ NXP ที่ช่วยจัดการ ECU จำนวนมากสำหรับการอัพเดทซอฟต์แวร์หลากหลายรูปแบบ และกรณีการใช้งาน OTA รูปแบบต่าง ๆ ของผู้ผลิตยานยนต์และซัพพลายเออร์ด้านยานยนต์ การผนวกรวมเทคโนโลยีในแวดวงยานยนต์ครั้งนี้จะเป็นเสมือนแนวทางเบื้องต้นของ ECU/OTA ที่นำไปสู่การอัพเดทซอฟต์แวร์และการเก็บรวบรวมข้อมูล ECU จำนวนมากที่มีความยืดหยุ่นสูง มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ

"บอร์ดพัฒนา NXP Vehicle Network Processing Evaluation จะช่วยปลดล็อคข้อมูลยานยนต์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เพื่อให้ผู้ผลิตยานยนต์มีกระแสรายได้ใหม่ ๆ และลดต้นทุน" Brian Carlson ผู้อำนวยการฝ่ายการจัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์เชื่อมต่อและความปลอดภัยยานยนต์ บริษัท NXP กล่าว "ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ผลิตยานยนต์จะมีแพลตฟอร์มในระดับยานยนต์ที่มีการประมวลผลแอปพลิเคชัน และการประมวลผลเครือข่ายยานยนต์แบบเรียลไทม์ พร้อมเร่งความเร็วอีเธอร์เน็ตในระดับกิกะบิต เพื่อปฏิวัติแนวทางการให้บริการยานยนต์ยุคใหม่”

"โซลูชัน OTAmatic ของ Airbiquity มีการอัพเดทซอฟต์แวร์แบบ Over-the-Air ชั้นนำในภาคอุตสาหกรรม และให้บริการเก็บรวบรวมข้อมูลที่สามารถปรับเปลี่ยนและปรับขนาดตามความต้องการ ที่เฉพาะเจาะจงของผู้ผลิตยานยนต์แต่ละรายได้อย่างปลอดภัย" Keefe Leung ผู้อำนวยการฝ่ายการจัดการผลิตภัณฑ์ของ Airbiquity กล่าว "การเป็นพันธมิตรกับ NXP เพื่อผนวกรวม OTAmatic บนแพลตฟอร์ม VNP ถือเป็นการเติมเต็มที่ลงตัว ด้วยฮาร์ดแวร์ที่ครอบคลุมสำหรับการออกแบบยานยนต์ทั้งในวันนี้และวันหน้า โซลูชันแบบ OTA ที่ได้ผนวกรวมและมีการตรวจสอบก่อนล่วงหน้า จะช่วยลดความเสี่ยงให้กับลูกค้า และเป็นแพลตฟอร์มนวัตกรรมที่ทรงประสิทธิภาพสำหรับการพัฒนาบริการที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต"

ทั้งนี้ Airbiquity และ NXP Semiconductors จะสาธิตการผนวกรวมเทคโนโลยีและโซลูชัน OTA ร่วมกันในงาน CES 2019 ที่ลาสเวกัส รัฐเนวาดา ณ พื้นที่จัดแสดงของ NXP Semiconductors ที่บูธ #CP-18 ใน CES Central Plaza

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Airbiquity และ OTAmatic ได้ที่ www.airbiquity.com และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ NXP Semiconductors และแพลตฟอร์ม VNP EVB ได้ที่ www.nxp.com/vnp

 

เกี่ยวกับ Airbiquity

Airbiquity คือผู้นำระดับโลกด้านบริการสำหรับยานยนต์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (connected vehicle) และเป็นผู้บุกเบิกการพัฒนาเทคโนโลยีเทเลเมติกส์สำหรับรถยนต์ ในฐานะที่เป็นแนวหน้าด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมสำหรับรถยนต์ Airbiquity ได้สร้างสรรค์แพลตฟอร์มคลาวด์สำหรับให้บริการรถยนต์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ที่ทันสมัยที่สุดในอุตสาหกรรมอย่าง Choreo(TM) อีกทั้งยังสนับสนุนกรณีการใช้งานชั้นนำทุกรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงซอฟต์แวร์และการจัดการข้อมูลแบบ Over-the-Air (OTA) ความร่วมมือกับ Airbiquity ช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์และซัพพลายเออร์สามารถนำเสนอบริการการเชื่อมต่อในรถยนต์ที่มีความยืดหยุ่น บริหารจัดการได้ง่าย และปลอดภัย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Airbiquity ได้ที่ www.airbiquity.com หรือพูดคุยกับเราผ่านทาง @Airbiquity ทั้งนี้ Airbiquity เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัท Airbiquity Inc.

 

____________________

 

Airbiquity Joins Forces with NXP Semiconductors for Over-the-Air Software and Data Management with Vehicle Network Processors

SEATTLE,  Airbiquity®, a global leader in connected vehicle services, and NXP Semiconductors today announced the integration of Airbiquity's OTAmatic™ over-the-air (OTA) software and data management offering with NXP's Vehicle Network Processing (VNP) Evaluation Board (EVB).

Connected vehicles and autonomous vehicle systems demand an increasing reliance on software, electronic control units (ECUs), and sophisticated microprocessors. Coupled with the rising intricacy and complexity of managing software updates and data collection for millions of vehicles around the world, these vehicles require a combination of high-performance vehicle network processors backed by a robust OTA software and data management solution.

This integration highlights the interoperability between Airbiquity's cloud-based OTA service delivery capability and NXP's next-generation VNP platform managing multiple ECUs for a variety of software update campaign scenarios and automaker and automotive supplier OTA use cases. Together, the automotive-grade technologies will serve as a primary ECU/OTA gateway for efficient, secure, and highly-scalable multi-ECU software updates and data collection.

"The NXP Vehicle Network Processing Evaluation Board unlocks connected vehicle data to enable new revenue streams and reduce costs for automakers," said Brian Carlson, Director of Product Line Management for Automotive Connectivity and Security at NXP.  "Finally, automakers have an automotive-grade platform that brings together applications processing and real-time vehicle network processing with Gigabit Ethernet acceleration to revolutionize gateways for a new era of vehicle services."

"Airbiquity's OTAmatic solution securely delivers industry-leading over-the air software update and data collection services that adapt and scale to the unique needs of each automaker," said Keefe Leung, Director of Product Management for Airbiquity. "Partnering with NXP to integrate OTAmatic on their VNP platform is a natural complement with its extensive hardware support for both current and future automotive architectures.  The pre-validated, integrated OTA solution reduces risk for customers and serves as a powerful innovation platform for developing enhanced services for the future."

Airbiquity and NXP Semiconductors will be demonstrating its joint technology integration and OTA solution during CES 2019 in Las Vegas, Nevada at the NXP Semiconductors exhibit located at #CP-18 in the CES Central Plaza.

To learn more about Airbiquity and OTAmatic, visit www.airbiquity.com. To learn more about NXP Semiconductors and the VNP EVB platform, visit www.nxp.com/vnp.

 

About Airbiquity
Airbiquity® is a global leader in connected vehicle services and pioneer in the development and engineering of automotive telematics technology. At the forefront of automotive innovation, Airbiquity operates the industry's most advanced cloud-based connected vehicle service delivery platform, Choreo™, and supports all leading use cases including over-the-air (OTA) software update and data management. Working with Airbiquity, automakers and automotive suppliers have deployed highly scalable, manageable, and secure connected vehicle service programs meeting the needs of their customers in over 60 countries around the world. Learn more about Airbiquity at www.airbiquity.com or join the conversation @Airbiquity. Airbiquity is a trademark of Airbiquity Inc.

โลจิเทค M238 มาร์เวล คอลเลคชั่น ปลุกความเป็นฮีโร่ในตัวคุณด้วย “เมาส์ที่ออกแบบมาจากซุปเปอร์ฮีโร่”

โลจิเทค (Logitech) ผู้นำด้านนวัตกรรมการออกแบบอุปกรณ์ส่วนบุคคล เพื่อช่วยให้ทุกคนได้เพลิดเพลินกับประสบการณ์ที่ดีกว่าบนโลกดิจิตอล เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ “เมาส์ไร้สายโลจิเทค รุ่น M238 มาร์เวล” โดยได้รับแรงบันดาลใจจากซุปเปอร์ฮีโร่ที่คุณชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นกัปตันอเมริกา ไอรอนแมน แบล็คแพนเธอร์ หรือสไปร์เดอร์แมน ที่แสดงถึงความชื่นชอบต่อซุปเปอร์ฮีโร่ในดวงใจของทุกคน

“เราตั้งใจให้คอลเลคชั่นของโลจิเทค และมาร์เวลนี้ออกมาสนุก และออกแบบมาเพื่อให้แฟนสามารถเชื่อมโยงไปยังตัวละครนั้นๆ ได้ ตอนนี้ทุกคนก็จะสามารถตกแต่งโต๊ะทำงานให้มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง และผสานซุปเปอร์ฮีโร่ตัวโปรดจากมาร์เวลเข้าไปด้วยได้”

คอลเลคชั่นของโลจิเทคและมาร์เวล ให้คุณรับรู้ถึงความพิเศษของเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่แต่ละตัว พร้อมดึงความสามารถและบุคลิกเฉพาะตัวออกมา เพื่อปลุกความเป็นฮีโร่ในตัวคุณผ่านเมาส์ไร้สายโลจิเทครุ่น M238 ทั้งหมด 4 ดีไซน์ดังนี้

  • ไว้ใจพึ่งพามันในการทำงานได้ และจะกลายเป็นคนพึ่งพาได้เหมือนกัปตันอเมริกา เมาส์ไร้สายโลจิเทครุ่น M238  ใช้ได้ทั้งกับ Microsoft Windows®, Mac®, Chrome OS™ และ Linux®  โดยที่คุณสามารถทำงานห่างจากตัวรับสัญญาณ nano USB ได้ถึง 33 ฟุต
  • สร้างเส้นทางในอนาคตของคุณเองได้อย่างราบรื่นเหมือน ไอรอนแมน เพราะมันจะช่วยคุณเลื่อนผ่านหน้าจอเว็บ และเอกสารต่างๆอย่างง่ายดาย ไร้การสะดุด ด้วย scroll wheel ที่ใช้งานสะดวก ดังนั้นไม่ว่าคุณจะต้องเลื่อนผ่านหน้าต่างๆมากแค่ไหนก็จะไม่มีปัญหาใดๆแน่นอน
  • ทำงานได้อย่างจริงจังเหมือน แบล็คแพนเธอร์ คุณสามารถใช้งาน เมาส์ไร้สายโลจิเทครุ่น M238 ติดต่อกันได้ยาวนานถึง 12 เดือนด้วยแบตเตอรี่ที่มีมาให้แล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าคุณจะไม่ต้องกังวลว่าเมาส์จะดับระหว่างทำงาน
  • เบา คล่องตัว และพกพาได้เหมือนซุปเปอร์ฮีโร่ผู้ไต่ไปตามกำแพงของเราอย่าง สไปร์เดอร์แมน เมาส์ไร้สายโลจิเทครุ่น M238 พกพาสะดวก สามารถใส่เป้เพื่อพกพาได้เหมือนชุดสไปร์เดอร์ แมนของ ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ ดังนั้นคุณและเมาส์ของคุณก็จะพร้อมเสมอเมื่อคุณต้องการ

โลจิเทค M238 มาร์เวล คอลเลคชั่น เปิดตัวที่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และมีจำหน่ายแล้วในประเทศไทยราคาตัวละ 799 บาท พิเศษ!! ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขในช่วงปีใหม่นี้ สำหรับคนพิเศษกับชุดของขวัญโลจิเทค ประกอบด้วยเมาส์ไร้สายโลจิเทค มาร์เวลคอลเลคชั่นทั้ง 4 ดีไซน์ พร้อมเสื้อลิขสิทธิ์มาร์เวล 1 ตัว ราคาพิเศษ 2,990 บาท จากราคาปกติ 3,799 บาท มีจำนวนจำกัดเพียง 1,000 ชุดเท่านั้น สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Logitech.com หรือ Logitech Thailand Facebook Fan page และช้อปออนไลน์ได้ที่ Lazada หรือร้านค้าตัวแทนจำหน่ายของโลจิเทคทั่วประเทศ

ตลาดคอนซูเมอร์คึกคัก เดลล์ส่งขุมพลังพีซีตัวใหม่ แรงเต็มพิกัด แม้ไฟล์ไฮเดฟก็ฉุดไม่อยู่

สรุปเนื้อหาสำคัญ

  • แล็ปท็อป Inspiron 5000 ใหม่ มาพร้อมตัวเครื่องแบบ 2-in-1 ยกระดับของแบรนด์ในสายผลิตภัณฑ์นี้ด้วยประสิทธิภาพและการดีไซน์ที่ทรงคุณค่าอย่างน่าเหลือเชื่อ
  • Dell Mobile Connect มอบการเชื่อมต่อการทำงานระหว่างสมาร์ทโฟน และพีซีออย่างราบรื่น รองรับการทำงานของแอปพลิเคชันทั้งบนแอนดรอยด์ และ iOS รวมทั้งการส่งข้อความละการโทร

เดลล์ ประกาศเปิดตัวนวัตกรรมที่จะช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานคอมพิวเตอร์ในชีวิตประจำวัน ของทั้งผู้ใช้งานในกลุ่มคอนซูเมอร์และกลุ่มมืออาชีพที่ต้องเดินทางตลอดเวลา เครื่องแล็ปท็อป Inspiron รุ่นใหม่ทั้งแบบธรรมดา และแบบ 2-in-1 ต่างได้รับการสร้างขึ้นจากการผสมผสานระหว่างดีไซน์ที่สวยงามโดดเด่น วัสดุชั้นยอดที่ให้ความคงทน และประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือชั้น เพื่อให้ได้มาซึ่งอุปกรณ์ที่สามารถตอบสนองการทำงานในทุกฟังก์ชันสำหรับผู้ใช้ทุกคน

ทั้งนี้ เดลล์ยังสานต่อคำมั่นด้านการออกแบบที่พิถีพิถันที่มาพร้อมกับฟังก์ชันสำคัญ เพื่อมอบประสบการณ์ความดื่มด่ำกับการรับชมภาพยนต์บนคอมพิวเตอร์พีซี ให้คงดำเนินต่อไปในเจนเนอเรชันใหม่ของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ จากการเปิดตัวครั้งแรกที่งาน CES 2018 Dell Cinema คือการผสมผสานชั้นยอดของเทคโนโลยีอันทันสมัยล่าสุดจำนวนมาก ที่ทำงานร่วมกันเพื่อมอบประสบการณ์ที่ให้ผู้ชมได้ดื่มด่ำและหลงไหลไปกับภาพยนต์บนเครื่องพีซี ปัจจุบัน Dell Cinema มาพร้อมกับสายผลิตภัณฑ์ Inspiron ใหม่ที่เข้าสู่ตลาด

นอกจากนี้ Dell Consumer PC ทุกเครื่องยังมาพร้อมกับ Dell Mobile Connect ที่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสมาร์ทโฟนของตนผ่านทางเครื่องพีซีของเดลล์ โดยตัวซอฟต์แวร์จะยกระดับของการบูรณาการของ Smartphone-to-PC ขึ้นสู่มิติใหม่ที่มากกว่า การส่งข้อความ (text messages) และการใช้การโทร โดยรวมเอาการแจ้งเตือนแอปพลิเคชันทั้งบนแอนดรอยด์ และ iOS อาทิ ข้อความจาก WhatsApp ตลอดจนปฏิทินการแจ้งเตือน และอื่น ๆ เข้าไว้ด้วยกัน

"เราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่สามารถนำนวัตกรรมใหม่ล่าสุดมาสู่ผู้บริโภค ทั้งยังตอกย้ำถึงความก้าวหน้าที่ถูกนำออกสู่ตลาดได้อย่างสม่ำเสมอ และในครั้งนี้ เรารู้สึกตื่นเต้นไปกับการปรับโฉมการดีไซน์ ตลอดจนประสบการณ์การดูภาพยนต์ ไปจนถึงประสิทธิภาพที่เพิ่มสูงขึ้นที่เครื่องแล็ปท็อป Inspiron 5000 นำมาในครั้งนี้” นายอโณทัย เวทยากร รองประธานบริหาร เดลล์ อีเอ็มซี ภูมิภาคอินโดจีน กล่าว “ผู้บริโภคในปัจจุบันต่างต้องการผลิตภัณฑ์ที่ง่ายต่อการเซ็ตอัพ และพร้อมต่อการใช้งานเมื่อแกะออกมาจากกล่อง ผู้ใช้ต้องการที่จะสร้างสรรค์และแบ่งปันคอนเท้นท์ระหว่างอุปกรณ์อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงทั้งระบบปฏิบัติการหรือรูปลักษณ์ (form factor) ที่เดลล์ เราพยายามที่จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถปฏิสัมพันธ์กับสิ่งมีความสำคัญที่สุด เพื่อตอบสนองต่อความต้องการด้านประสิทธิภาพทั้งในวันนี้และวันต่อไปข้างหน้า”

แล็ปท็อป Inspiron 5000 และเครื่องแบบ 2-in-1-ความยืดหยุ่นต่อการใช้งานและฟังก์ชั่นด้วยคุณค่าที่เหลือเชื่อ

เครื่อง Inspiron 14 5000 2-in-1 (5482) สามารถเทียบเคียงได้กับการเพิ่มขีดความสามารถระดับสูงของเครื่องในรุ่น 7000 ซีรีส์ ซึ่งรวมไปถึง thermal routing และเส้นขอบจอที่แคบบาง (narrow borders) นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์มาพร้อมโพรเซสเซอร์ Intel 8th Generation U Series ทางเลือก ความยืดหยุ่นในการทำงาน พร้อมทั้งคุณค่าที่เหมาะสมกับความต้องการในรูปแบบต่างๆ ของผู้ใช้ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังมาพร้อมพอร์ต USB Type-C พร้อมการรองรับจัดส่งพลังงานและการสนับสนุนการแสดงผล เป็นมาตรฐานครั้งแรกในเครื่อง Inspiron 5000 ซีรีส์ พร้อมกราฟฟิกการ์ดแยก NVIDIA® GeForce® MX130

ขณะเดียวกัน แล็ปท็อป Inspiron ขนาด 14 นิ้วรุ่นใหม่ (5480) มาพร้อมสีเงินเพื่อความหรูหรา และขอบบางแคบทั้งสามด้าน (narrow border) เพื่อให้รูปลักษณ์อันทันสมัยครบสมบูรณ์ นอกจากนี้ พอร์ต USB Type-C ให้การจัดส่งพลังงานและการสนับสนุนการแสดงผล พร้อมทางเลือกตัวอ่านลายนิ้วมือ (fingerprint reader) ที่พร้อมใชงานบนปุ่มเปิด / ปิด ตัวเครื่องมาพร้อมฟีเจอร์ที่หลากหลาย อาทิ ทางเลือกการจัดเก็บข้อมูลที่รวมถึง SSD และ dual drives กราฟิกแยกไปจนถึง NVIDIA®GeForce® MX150 Graphics และทางเลือกคีย์บอร์ดแบบ backlit

ราคาและความพร้อมในการวางตลาด

เครื่อง Inspiron แลปท็อปใหม่ วางตลาดแล้วผ่าน Dell และพันธมิตรผู้จัดจำหน่าย (authorized partners)

 

ผลิตภัณฑ์

ราคา (บาท)

การวางตลาด

1

Inspiron 14 5000 (5480) – Core™ i5

30,990

วางจำหน่ายแล้ว

2

Inspiron 14 5000 (5480) – Core™ i7

33,990

3

Inspiron 14 5000 (5482) 2-in-1 – Core™ i5

36,990

4

Inspiron 14 5000 (5482) 2-in-1 – Core™ i7

40,990

เดลล์

ด้วยรางวัลที่ได้รับทั้งในส่วนของเดสค์ท็อป แล็ปท็อป คอมพิวเตอร์แบบ 2-in-1 เครื่องธินไคลอันท์ เครื่องเวิร์คสเตชันที่ทรงพลัง และดีไวซ์ที่แข็งแรงทนทาน (rugged) ที่ผลิตขึ้นเพื่อสภาพการทำงานที่พิเศษโดยเฉพาะ ตลอดจนึงมอนิเตอร์ โซลูชันเพื่อการรักษาความปลอดภัยอุปกรณ์ปลายทาง และการบริการ เดลล์นำเสนอสิ่งที่คนทำงาน (workforce) ต้องการในการสร้างการเชื่อมต่อที่ปลอดภัย เพื่อการทำงานและการทำงานร่วมได้จากทุกที่ในทุกเวลา เดลล์เป็นส่วนหนึ่งของ Dell Technologies ที่มห้บริการลูกค้าในกลุ่มคอนซูเมอร์ไปจนถึงองค์กรทุกขนาดใน 180 ประเทศด้วยสายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่สมบูรณ์ที่สุดในอุตสาหกรรมสำหรับผู้ใช้

 

 “Fujitsu Asia Conference 2018” ชูเทคโนโลยีความสำเร็จก้าวล้ำด้วย AI และ IoT

เมื่อเร็วๆ นี้ มร. อิจิ ฟูรูคาวา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิตสี (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมด้วย มร. อริมิชิ คูนิซาวา Corporate Executive Officer, SVP, Head of Asia Region, Fujitsu Asia, Fujitsu Limited และ คุณกนกกมล เลาหบูรณะกิจ หัวหน้ากลุ่มงานฝ่ายขาย บริษัท ฟูจิตสึ  (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วยผู้บริหารฟูจิตสึและท่านวิทยากร ได้ร่วมกัน ประกาศวิสัยทัศน์ในงานสัมมนา Fujitsu World Tour 2018 - Asia Conference Bangkok  การเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิตอล Human Centric Innovation – Co-creation for Success ชูแนวคิดมนุษย์เป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมและความสำเร็จมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำอย่างเช่น ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) และ Internet of Things (IoT) เพื่อให้เกิดการปฏิรูปทางด้านดิจิตอลสำหรับทุกองค์กรธุรกิจ  โดยมีวิทยากรผู้ทรงเกียรติร่วมกล่าวสัมมนา คุณแดน ศรมณี Global Brand Lead, Line Corporation Participants และ คุณธนา เธียรอัจฉริยะ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Marketing Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ พร้อมด้วยคู่ค้า พันธมิตรและผู้สนใจร่วมงานสัมมนาจำนวนมาก ณ โรงแรมโอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพ

เรียงลำดับจากซ้ายไปขวา

  1. มร.โยชิคูนิ ทาคาชิเกะ รองประธานฝ่ายกลยุทธ์ทางด้านการตลาด บริษัทฟูจิตสึ ลิมิเต็ด
  2. คุณกนกกมล เลาหบูรณะกิจ หัวหน้ากลุ่มงานฝ่ายขายบริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด
  3. คุณแดน ศรมณี Global Brand Lead, Line Corporation Participants
  4. คุณธนา เธียรอัจฉริยะ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Marketing Officer ธนาคารไทยพาณิชย์
  5. มร.อริมิชิ คูนิซาวา Corporate Executive Officer, SVP, Head of Asia Region, Fujitsu Asia, Fujitsu Limited
  6. มร. อิจิ ฟูรูคาวา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิตสี (ประเทศไทย) จำกัด
  7. นายไกวัลย์ บุญเสรฐ หัวหน้ากลุ่มงาน Digital Solution บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด

 

____________________

“Fujitsu Asia Conference 2018” A Showcase of Technological Innovations in AI and IoT

Mr. Eiji Furukawa Managing Director, Fujitsu (Thailand) Co., Ltd., along with Mr. Arimichi Kunisawa, Corporate Executive Officer, SVP, Head of Asia Region, Fujitsu Asia,   Fujitsu Limited, Ms. Kanokkamon Laohaburanakit, Head of Sales Group, Fujitsu (Thailand) Co., Ltd., and Fujitsu’s executives and speakers, outlined the company’s vision at Fujitsu World Tour 2018 - Asia Conference Bangkok. Delivering on the vision of Human Centric Innovation – Co-creation for Success, Fujitsu is focusing on cutting-edge technologies such as Artificial Intelligence (AI) and Internet of Things (IoT) to drive digital transformation for all businesses. Mr. Thana Thienachariya, Senior Executive Vice President, Chief Marketing Officer Siam Commercial Bank Public Company Limited and Mr. Dan Zonmani Global Brand Lead, Line Corporation Participants joined the event with Partners and professionals participated in this seminar held at The Okura Prestige Bangkok.

(from left to right)

  1. Mr. Yoshikuni Takashige, Vice President, Marketing Strategy and Vision, Fujitsu Limited
  2. Ms. Kanokkamon Laohaburanakit, Head of Sales Group, Fujitsu (Thailand) Co., Ltd
  3. Mr. Dan Zonmani Global Brand Lead, Line Corporation Participants
  4. Mr. Thana Thienachariya, Senior Executive Vice President, Chief Marketing Officer Siam Commercial Bank Public Company Limited
  5. Mr. Arimichi Kunisawa, Corporate Executive Officer, SVP, Head of Asia Region, Fujitsu Asia, Fujitsu Limited
  6. Mr. Eiji Furukawa, Managing Director, Fujitsu (Thailand) Co., Ltd.
  7. Mr. Kaival Boonsaith, Head of Digital Solutions, Fujitsu (Thailand) Co., Ltd.
 

ผลการสำรวจเทรนด์การทำงานในอนาคต ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของเลอโนโว ในการเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงโดยใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ

จากรายงานพบว่า เทรนด์ที่น่าจับตามองมากที่สุดสำหรับปี 2019 คือ การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลยุคอุตสาหกรรม 4.0

เลอโนโว บริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีร่วมกับไอดีซี บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยข้อมูลการตลาดชั้นนำระดับโลก จัดเผยแพร่ข้อมูล IDC Infobrief ในหัวข้อ การเพิ่มประสิทธิภาพให้องค์กรในยุคเปลี่ยนถ่ายสู่ความเป็นอัจฉริยะ (Powering Intelligent Enterprise Transformation) ซึ่งเป็นการศึกษาปัจจัยพื้นฐานที่จะทำให้วิถีการทำงานของผู้คนในอีก 2-3 ปีข้างหน้าเปลี่ยนไป ซึ่งผลการศึกษาที่ได้ชี้ให้เห็นว่า การทำงานในอนาคตจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างคนและเทคโนโลยี เพื่อให้องค์กรสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลในยุคอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งนอกเหนือจากผลสำรวจดังกล่าวแล้ว เลอโนโวและไอดีซีมีการให้ข้อเสนอแนะสำหรับองค์กรในเอเชียแปซิฟิก เพื่อเป็นแนวทางในการรับมือและสร้างโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงเพื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างราบรื่น

ภายในปี 2020 กว่าครึ่งของคนวัยทำงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเป็นกลุ่มคนในยุคมิลเลนเนียล1 ส่วนที่เหลือจะเป็นคนในยุคเจนเนอเรชั่น เอ็กซ์, เจนเนอเรชั่น วาย และเจนเนอเรชั่น ซี ซึ่งกลุ่มคนในแต่ละยุคมีความต้องการที่แตกต่างกัน ด้วยสาเหตุนี้เองหลายองค์กรในปัจจุบันจึงได้มีการเริ่มหาแนวทางในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ เพื่อที่ในอนาคตพนักงานจะสามารถทำงานได้จากทุกสถานที่ ทุกเวลา ผ่านทุกอุปกรณ์ โดยมีเทคโนโลยีที่เป็นตัวขับเคลื่อนอย่าง อินเตอร์เน็ตสำหรับทุกสรรพสิ่ง (IoT) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ เทคโนโลยีโลกเสมือน (AR/VR) ซึ่งไอดีซีคาดว่าภายในปี 2021 องค์กรในเอเชียแปซิฟิกจะมีการลงทุนในด้าน ICT มากถึง 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ

วิถีการทำงานในอนาคต

รายงานจากไอดีซีชี้ให้เห็นว่า  เทรนด์เทคโนโลยีที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงวิถีการทำงานของคนในปีหน้าและปีต่อๆไป ได้แก่ เทรนด์ออโตเมชั่น (automation), เทรนด์เซอร์วิสสำหรับทุกสิ่ง (XaaS), เทรนด์การสร้างและพัฒนาประสบการณ์การทำงานของพนักงานในองค์กร และเทรนด์การสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่ที่แตกต่างไปจากธุรกิจหลักที่มีโดยสิ้นเชิง

จากรายงานของไอดีซีในหัวข้อ: การคาดการณ์เทรนด์การทำงานทั่วโลกปี 2019 (IDC FutureScape: Worldwide Future of Work 2019 Predictions) พบว่า องค์กรต่างๆกำลังหันมาลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพหรือในธุรกิจใหม่ ที่มีแนวโน้มว่าจะสามารถส่งเสริมหรือสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจหลักได้ โดยรายงานระบุว่า ภายในปี 2023 ประมาณ 30% ของกลุ่มบริษัท Global 2000 จะมีรายได้อย่างน้อย 20% มาจากธุรกิจสตาร์ทอัพหรือในธุรกิจใหม่ที่ได้ลงทุนไว้ โดยผ่านโมเดลคลาวด์ซอสซิ่ง (Crowdsourcing) และการรวมข้อมูลแบบ อไจล์ (agile aggregation) เพื่อหาบุคลากรและธุรกิจที่มีศักยภาพ[1]

ภาวะขาดแคลนแรงงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้ระบบออโตเมชั่น และกึ่งออโตเมชั่นที่ช่วยจัดการระบบ IT workflow จะเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีส่วนช่วยเป็นอย่างมากในการลดความยุ่งยากและซับซ้อนของงาน ทั้งจะช่วยให้พนักงานสามารถนำเวลาไปใช้ในการทำงานอื่นได้ ซึ่งการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในองค์กรนั้น จะช่วยให้บริษัทต่างๆสามารถปรับตัวเข้าสู่ระบบการทำงานอันชาญฉลาดในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

แนวปฏิบัติแบบองค์รวมเพื่อการปฏิรูปที่ทำงาน

จากรายงานยังระบุว่า องค์กรต่างๆจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์แบบองค์รวมในการยกระดับเทคโนโลยีดิจิทัลของสามสิ่งสำคัญ ได้แก่ สถานที่ทำงาน(workplace) วัฒนธรรมองค์กร(workculture) และแรงงาน(workforce) เพื่อเปลี่ยนองค์กรให้เป็นองค์กรอัจฉริยะหรือ Intelligent Enterprises อย่างไรก็ตาม 60% ขององค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังประสบปัญหากับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในระดับองค์กร เพราะความท้าทายจากหลายด้าน เช่น ความตึงเครียดด้านการค้า, ความปลอดภัยของข้อมูลและการระบุตัวตน, การรักษาความเป็นส่วนตัว, อธิปไตยของข้อมูล, ภาษี และการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา เลอโนโวมองว่า เทคโนโลยีที่สามารถเข้าถึงและกระตุ้นให้ผู้ใช้งานสามารถดึงศักยภาพที่ตนเองมีอยู่มาใช้ได้อย่างเต็มที่ เป็นหัวใจสำคัญขององค์กรในการเปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิทัล

คุณธเนศ อังคศิริสรรพ ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคอินโดจีน บริษัท เลอโนโว (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "การที่องค์กรจะสามารถให้บริการที่เหนือระดับแก่ลูกค้าและการสร้างคุณค่าในธุรกิจได้นั้น องค์กรจำเป็นต้องสร้างประสบการณ์การทำงานที่ดีให้แก่พนักงานก่อน ส่วนสำคัญของการสร้างองค์กรแห่งอนาคต คือการมีความเข้าใจว่าพนักงานแต่ละคนต้องการใช้งานดีไวซ์และโซลูชั่นที่ต่างกัน  การลงทุนในเทคโนโลยีเช่น Device-as-a-Service, AI และ AR กลายเป็นสิ่งสำคัญเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานที่ต้องการอุปกรณ์ที่คล่องตัว ปรับใช้งานได้ และให้การเชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยีเสมือนได้ โดยสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาประสบการณ์ของพนักงานได้โดยการสร้างสถานที่ทำงานที่ชาญฉลาด ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น"

"เทคโนโลยีในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องเพื่อพัฒนาคุณภาพ ความร่วมมือ และประสิทธิภาพของการทำงานในวิธีการที่ต่างกัน อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีเป็นเพียงตัวเริ่ม การพัฒนาเพื่อเข้าสู่องค์กรแห่งอนาคตนั้นไม่ใช่แค่การใช้ระบบออโตเมชั่นหรือการอัพเกรดไดรฟ์ แต่มีอีกหลายปัจจัยที่องค์กรต้องนำมาพิจารณา อาทิ ความแตกต่างด้านอายุของพนักงาน, กระแสนิยมในการใช้ AI, การเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการ, วินัยในองค์กร, ความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัย ดังนั้นองค์กรที่จะสามารถเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยุค 4.0 ได้จริง จะต้องเป็นองค์กรที่มีการพัฒนาแบบองค์รวมโดยเน้นการสร้างประสบการณ์ ที่เหนือระดับแบบครบวงจรทั้งจากภายนอก ภายใน และส่วนกลาง นอกจากนี้องค์กรยังต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและความต้องการของลูกค้า” คุณประภัสสร​ เพชรแก้ว,​ นักวิเคราะห์​อาวุโส, ไอทีเซอร์วิส, ไอดีซี​ ไทยแลนด์​ กล่าว

สำหรับเลอโนโว องค์ประกอบสำคัญสู่การเป็นองค์กรแห่งอนาคตนั้นไม่ใช่แค่เพียงการนำเอาเทคโนโลยีใหม่มาปรับใช้ องค์กรที่เป็นอัจฉริยะควรมีวิธีหรือตัวช่วย ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้แก่พนักงานและสามารถช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายได้ สิ่งที่เลอโนโวเห็นในปัจจุบันคือองค์กรยุคใหม่เริ่มหันมาใช้บริการอย่าง เซอร์วิสสำหรับทุกสิ่ง (XaaS) มากขึ้น เนื่องจากบริการดังกล่าวมีความยืดหยุ่น สามารถเลือกรับบริการที่เหมาะสมกับขนาดองค์กร อีกทั้งมีความคุ้มค่าต่อการลงทุน ซึ่งเป็นการเสริมประสิทธิภาพให้แก่องค์กรในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

“เลอโนโวตระหนักดีว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ของวิธีการทำงานในยุคดิจิทัลนั้นสร้างความกดดันให้แก่หลายองค์กร ตลอดปีที่ผ่านมา เลอโนโวมุ่งพัฒนานวัตกรรมด้านการบริการมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมถึง 2 เท่าเพื่อช่วยแบ่งเบาความกดดันดังกล่าวขององค์กร จากสถิติ เราพบว่าองค์กรที่หันมาใช้บริการ Lenovo Premier Support ได้รับคะแนนความพึงพอใจจากลูกค้ามากกว่าองค์กรทั่วไป ถึงเวลาแล้วที่องค์กรต้องหันมาพิจารณาใช้บริการจากองค์กรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเป็นตัวช่วยในการพัฒนาองค์กรให้เข้าสู่ความเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง” คุณธเนศกล่าวเสริม

สำหรับข้อมูลเชิงลึกและการคาดการณ์ของเทรนด์การทำงานในอนาคตเพิ่มเติม สามารถอ่านได้ในรายงาน Powering Intelligent Enterprise Transformation ของ IDC ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2018 เป็นต้นไป

 

เนื้อหาเพิ่มเติม

  1. ออโตเมชั่น: ในปี 2019 25% กลุ่มงานดูแลพัฒนาและปฏิบัติการณ์ด้าน IT ขององค์กรจะเป็นระบบออโต้  และจะทำให้การทำงานของ IT มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 15% อีกทั้งจะส่งผลให้พนักงาน IT ต้องเพิ่มความสามารถของตนเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของพนักงานยุคดิจิทัล
  2. XaaS: ภายในปี 2020 กว่า 90% ขององค์กรใหญ่ๆจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการให้บริการทางด้านข้อมูล อาทิ ข้อมูลดิบที่เกี่ยวกับยอดขาย, วิธีการคำนวณ, ข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์, หรือคำแนะนำต่างๆ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึงเกือบ 50% (ข้อมูลจาก IDC FutureScape: Worldwide IT Industry 2018 Predictions)
  3. สร้างประสบการณ์การที่ดีในการทำงานให้แก่พนักงาน:  ภายในปี 2021 ความต้องการพนักงานที่มีศักยภาพสูงมาปฏิบัติงานจะมีความสำคัญจนทำให้  65% ขององค์กรในกลุ่ม Global 2000 จะแข่งขันกันดึงพนักงานเข้าบริษัทฯด้วยการสร้างที่ทำงานแบบ co-working และ แบบสามารถทำงานได้จากนอกสถานที่ได้ (remote-work) โดยเข้าถึงข้อมูลและปฏิบัติงานได้เหมือนอยู่ในที่ทำงาน
  4. แหล่งรายได้แห่งใหม่: ภายในปี 2023 ประมาณ 30% ของกลุ่มบริษัท Global 2000 จะมีรายได้อย่างน้อย 20% มาจากธุรกิจสตาร์ทอัพหรือในธุรกิจใหม่ที่ได้ลงทุนไว้ โดยผ่านโมเดลคลาวด์ซอสซิ่ง (Crowdsourcing) และการรวมข้อมูลแบบ อไจล์ (agile aggregation) เพื่อหาบุคลากรและธุรกิจที่มีศักยภาพ[2]

 

[1] IDC FutureScape: Worldwide Future of Work 2019 Predictions, Doc #EMEA44255218, October 2018

[2] IDC FutureScape: Worldwide Future of Work 2019 Predictions, Doc #EMEA44255218, October 2018

 

Page Visitor

003468727
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
29972
51681
196668
718727
0
3468727
Your IP: 34.231.147.28
2022-05-18 13:52