then
May 22, 2022

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เบิกโรง Big data และ IoT สู่ดาต้าเซ็นเตอร์ ด้วย EcoStruxure™ IT

  • EcoStruxure™ IT นับเป็นระบบบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ บนคลาวด์ที่ล้ำยุค ช่วยเพิ่มศักยภาพเต็มรูปแบบให้กับโครงสร้างพื้นฐานและช่วยลดความเสี่ยงดังต่อไปนี้
    • ช่วยให้มองเห็นระบบนิเวศในดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งบนคลาวด์และปลายทางเครือข่าย
    • ให้มุมมองเชิงลึกพร้อมคำแนะนำที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น
    • มอบศักยภาพในการผสานการทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มและสถาปัตยกรรมระบบเปิดที่ให้ความสามารถด้าน IoT

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น เปิดตัว EcoStruxure™ IT (อีโคสตรัคเจอร์ ไอที) ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์รายแรกของโลกที่เป็นสถาปัตยกรรมในรูปแบบของการบริการ

EcoStruxure IT ปฏิวัติระบบการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ (Data center Infrastructure Management หรือ DCIM) ด้วยสถาปัตยกรรมบนคลาวด์ที่สร้างขึ้นเพื่อสภาพแวดล้อมดาต้าเซ็นเตอร์และระบบไอทีแบบไฮบริดโดยเฉพาะ ซึ่งสถาปัตยกรรมระบบเปิด ที่ไม่จำกัดค่ายผู้จำหน่ายนี้ ช่วยสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับการให้มุมมองเชิงลึกเพื่อการจัดการในเชิงรุก เกี่ยวกับทรัพยกรสำคัญของธุรกิจที่มีผลกระทบต่อศักยภาพและความพร้อมของสภาพแวดล้อมด้านไอที โดยให้ความสามารถในการมอบข้อเสนอแนะที่นำมาดำเนินการได้จริงในแบบเรียลไทม์และรายงานสรุปแบบรายเดือน ทั้งยังมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่จะเฝ้าดูแลตลอดเวลา พร้อมติดต่อแจ้งปัญหาทันทีเมื่อเกิดขึ้น เพื่อให้ใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างเหมาะสมและเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

ประโยชน์หลักได้แก่

  • มองเห็นระบบนิเวศแบบไฮบริดได้ทั่วโลกจากทุกที่ ด้วยการเข้าถึงเพียงสัมผัสเดียวด้วยสมาร์ทโฟน
  • มองเห็นได้ทั้งข้อมูลอุปกรณ์ มีระบบแจ้งเตือนแบบอัจฉริยะ และสามารถมอนิเตอร์ ผ่านระบบเปิดที่รวบรวมข้อมูลจากอุปกรณ์ทั้งหมดได้โดยไม่จำกัดค่ายผู้จำหน่าย
  • สามารถคาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้าได้ ด้วยการเปรียบเทียบและวิเคราะห์คลังข้อมูลส่วนกลางของ EcoStruxure จากทั่วโลก
  • นำมาใช้งานได้ง่าย ด้วยรูปแบบของการใช้งานที่สะดวกสบาย เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมทุกขนาด
  • สามารถมอนิเตอร์ระยะไกลได้ตลอดเวลาทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านส่วนงานบริการของชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric Service Bureau) โดยในกรณีที่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ทีมงาน Service Bureau จะแจ้งปัญหาทันทีที่ตรวจพบ ให้คำแนะนำในการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นและลดระยะเวลาในการซ่อมบำรุงได้

“ด้วยสภาพแวดล้อมดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องรองรับธุรกิจสำคัญ ทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้นและมีความหลากหลายมากขึ้น บวกกับงบประมาณที่ลดลง และนำไปสู่ความท้าทายที่พนักงานต้องบริหารจัดการเพื่อสร้างความเป็นมืออาชีพให้กับดาต้าเซ็นเตอร์  ก้าวแรกที่จะเอาชนะความท้าทายนี้ได้ คือการใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการแบบ Cloud-First หรือการให้ความสำคัญกับคลาวด์เป็นอันดับแรก ซึ่ง EcoStruxure IT จะช่วยให้เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในดาต้าเซ็นเตอร์ได้ทั่วโลก จากทุกที่ ทุกเวลา โดยใช้อุปกรณ์ใดก็ได้” นายโรมาริก เอินส์ท รองประธานธุรกิจไอทีสำหรับองค์กร ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย กล่าว “การช่วยให้ลูกค้ามีความสามารถในการมองเห็นและเข้าถึงได้ในระดับนี้ นับเป็นการช่วยให้ลูกค้าประเมินมาตรฐานระบบนิเวศไอทีทั้งหมดได้ อีกทั้งยังช่วยเรื่องการวิเคราะห์แนวโน้มและการซ่อมบำรุงแบบอัจฉริยะ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยลดความเสี่ยงอีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ”

DCIM เป็นองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับระบบโครงสร้างที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ (Software defined infrastructure) นวัตกรรมแบบคลาวด์ เช่น EcoStruxure IT ช่วยให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การใช้งานที่คล่องตัวยิ่งขึ้น ใช้ง่ายขึ้น ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็นสินทรัพย์ทั้งที่อยู่ในและนอกองค์กร (on and off premises) อีกทั้งยังเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมการทำงานแบบกระจายศูนย์ได้จากระยะไกล

EcoStruxure IT เป็นโซลูชันล่าสุดที่เสริมเข้ามาใน EcoStruxure ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมระบบเปิด ที่ให้ศักยภาพด้าน IoT ใช้งานง่ายในแบบ plug-and-play ให้โซลูชั่นครบวงจรในลักษณะ end-to-end ครอบคลุมความเชี่ยวชาญหลักของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ใน 6 สาขาด้วยกัน ได้แก่ พลังงาน ไอที อาคาร เครื่องจักรกล โรงงาน และโครงข่ายไฟฟ้า สำหรับ 4 ตลาดหลัก ได้แก่ อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรรม และโครงสร้างพื้นฐาน โดย EcoStruxure ช่วยขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัลให้กับลูกค้าชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในทั่วโลก ช่วยให้ยืนหยัดอยู่เหนือการแข่งขันท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจดิจิทัล ณ ปัจจุบันได้

EcoStruxure IT มีการเปิดตัวในบางพื้นที่ในปี 2017 และต่อมาจนถึงปี 2018 โดยมีความโดดเด่นดังต่อไปนี้

  • EcoStruxure IT Expert โซลูชันที่ให้ความเชี่ยวชาญด้านการมองเห็นตลอดทั่วทั้งสภาพแวดล้อมแบบไฮบริด ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เพียงสัมผัสเดียวก็เข้าถึงระบบได้ทั้งจากคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน ด้วยแอปพลิเคชั่น Mobile Insights ซึ่งผู้ดูแลศูนย์ข้อมูลและผู้จัดการฝ่ายไอที สามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับระบบงานของตนเองหรือผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรม เพื่อวิเคราะห์แนวโน้ม ตลอดจนการบำรุงรักษาหรือคาดการณ์ความล้มเหลวของระบบ รวมถึงเปรียบเทียบประสิทธิภาพการทำงานและการวัดในแง่มุมอื่นๆ
  • EcoStruxure IT Advisor – ที่ปรึกษาชั้นเลิศที่คอยตอบโจทย์ความต้องการ เพื่อให้ใช้ระบบงานได้อย่างเหมาะสมและเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการสินค้าคงคลังสำหรับองค์กรขนาดใหญ่และผู้ใช้งานโคโลเคชั่น โดยโซลูชันดังกล่าวช่วยควบคุมการทำงานได้อย่างเหนือชั้น ทั้งการวางแผนและการคาดการณ์ ครอบคลุมไซต์งานทั้งหมด ทั้งในและนอกองค์กร (on and off premises) สามารถระบุอุปกรณ์ที่เสียและรับทราบถึงปัญหาได้อย่างง่ายดาย ช่วยประหยัดเวลาในการซ่อมบำรุง และสามารถรับการบริการจาก Service Bureau ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในการมอนิเตอร์จากระยะไกลตลอดเวลาในลักษณะ 24/7

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังคงให้บริการ StruxureWare for Data Centers อย่างต่อเนื่อง โดยเป็นส่วนหนึ่งของ EcoStruxure IT ที่ให้โซลูชันครบครันทั้งการตรวจสอบและบริหารจัดการส่วนงานปฏิบัติการ ณ ไซต์งาน เหมาะสำหรับการใช้ระบบไอทีและดาต้าเซ็นเตอร์ ในทุกขนาดธุรกิจและระบบงาน นอกจากนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังให้เครื่องมือและกระบวนการที่ใช้งานง่าย สำหรับลูกค้าที่ใช้ StruxureWare และสนใจจะย้ายระบบไปสู่สถาปัตยกรรม EcoStruxure IT ใหม่นี้อีกด้วย

โดยหนึ่งในการเปิดตัวก็คือ จะมีการนำร่อง EcoStruxure IT ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก่อน โดยมีการวัดและเปรียบเทียบสภาพแวดล้อมด้านไอทีกับลูกค้ากว่า 500 ราย ดาต้าเซ็นเตอร์ 1,000 แห่ง อุปกรณ์ 60,000 อุปกรณ์ และเซ็นเซอร์ราว 2 ล้านตัว ซึ่งลูกค้าได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับผลลัพธ์จากการติดตั้ง EcoStruxure IT ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันว่าความต้องการโซลูชั่นระบบบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์บนคลาวด์มีการเติบโตมมากขึ้น

“ViaWest ได้รับความเชื่อมั่นให้เป็นผู้นำเสนอโซลูชันระบบโครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบไฮบริด ที่ครอบคลุมถึงการให้บริการโคโลเคชั่น การเชื่อมต่อระหว่างโครงข่าย คลาวด์ โซลูชันการจัดการ และการให้บริการความเป็นมืออาชีพ ให้กับลูกค้ากว่า 4,200 ราย” ดาเนียล ฮาร์แมน วิศวกรรมระบบอัตโนมัติสำหรับอาคาร จาก Peak10 + ViaWest, Inc กล่าว  “เราเลือกโซลูชัน EcoStruxure IT ที่ไม่จำกัดค่ายผู้จำหน่าย จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค เพื่อใช้เป็นแพลตฟอร์มเดียวในการมอนิเตอร์ อุปกรณ์ทั้งหมดที่มีความแตกต่างกัน ที่ใช้อยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ของเรา ผ่านแอปพลิเคชัน Mobile Insights และให้บริการได้จากระยะไกล เพื่อมาแทนนโยบายเรื่องการจัดการกับปัญหาแบบเป็นลำดับขั้น รวมถึงทิศทางของโรดแมปด้านนวัตกรรมทั้งหมด”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมด้านประสิทธิภาพและการใช้งานของ EcoStruxure IT สามารถเข้าไปดูได้ที่นี่

Hashtags#DigitalEconomy #EcoStruxure #IoT

 

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น ตั้งแต่ บ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมต่างๆ  ด้วยการยืนหยัดอยู่ในเวทีระดับโลกในกว่า 100 ประเทศ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นผู้นำที่โดดเด่นในด้านการจัดการพลังงาน ทั้งแรงดันไฟฟ้าขนาดกลาง-ต่ำ และระบบสำรองไฟฟ้า รวมถึงระบบออโตเมชั่นต่างๆ เรานำเสนอโซลูชั่นแบบบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการผสานการทำงานร่วมกันทั้งในส่วนของพลังงาน ระบบออโตเมชั่น และซอฟต์แวร์ เรามีระบบนิเวศทั่วโลก ซึ่งเป็นการประสานความร่วมมือกับคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด รวมถึงชุมชนนักพัฒนาและผู้วางระบบบนแพลตฟอร์มเปิด เพื่อมอบประสิทธิภาพด้านการดำเนินงาน และการควบคุมในแบบเรียลไทม์ เราเชื่อว่าด้วยผู้คนที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้ และพันธมิตรของเรา จะช่วยให้ชไนเดอร์ อิเล็คทริคเป็นบริษัทที่เยี่ยมยอด พร้อมกับคำมั่นสัญญาของเราที่มุ่งมั่นในเรื่องการสร้างนวัตกรรม ความหลากหลาย และความยั่งยืนช่วยให้ทุกคนมั่นใจได้ว่า “Life is On” ในทุกที่สำหรับทุกคน และทุกช่วงเวลา www.schneider-electric.co.th

หัวเว่ยเปิดตัวระบบการประชุมทางไกล CloudLink รุ่นใหม่ ในงาน Connecting Time & Space, Changing the Future

ในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Connecting Time & Space, Changing the Future หัวเว่ยเปิดตัว CloudLink ระบบการประชุมทางไกลเทเลเพรสเซนส์รุ่นใหม่ (Telepresence) ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ CloudLink Board และ CloudLink Box พร้อมขับเคลื่อนการประสานการทำงานและการสื่อสารในองค์กรสู่ยุคอัจฉริยะ ในงานยังได้รับเกียรติจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พันธมิตรรายสำคัญในประเทศไทย ร่วมแชร์ประสบการณ์สุดประทับใจจากการใช้งานโซลูชันการสื่อสารองค์กรของหัวเว่ย

ในยุคดิจิทัล นวัตกรรมจะช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้พัฒนาก้าวรุดหน้า โดยมีความร่วมมือและการสื่อสารเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่นำไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจ มร. ต๋ง อู่ รองประธานบริหาร ฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์สื่อสารคลาวด์ระดับองค์กร และฝ่ายขายโซลูชั่น กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ ของหัวเว่ย กล่าวว่า “หัวเว่ยได้พัฒนาโซลูชันการสื่อสารสำหรับองค์กร CloudLink รุ่นใหม่นี้ขึ้นมา เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถสร้างระบบสำนักงานอัจฉริยะ ระบบการทำงานแบบอัจฉริยะ และพัฒนาโซลูชั่นในกลุ่มอุตสาหกรรม เรามุ่งหวังที่จะได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรต่างๆ เพื่อช่วยทรานสฟอร์มรูปแบบการประสานงานและการสื่อสารขององค์กร รองรับอุตสาหกรรมที่หลากหลายและสร้างอนาคตรูปแบบใหม่”

“อันที่จริง เรามีการใช้งานที่ประสบความสำเร็จมากมายในประเทศไทย ตัวอย่างเช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) องค์กรด้านพลังงานไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ได้มีการติดตั้งใช้งานระบบการประชุมทางไกลผ่านวิดีโอของหัวเว่ยไปแล้วกว่า 200 ชุดใน 74 จังwหวัดทั่วประเทศ รองรับพนักงานกว่า 30,000 คน และเราจะทำงานร่วมกันต่อไปเพื่อเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ระบบดิจิทัลให้รวดเร็วยิ่งขึ้น” มร. ต๋ง กล่าวเสริม

  • ระบบสำนักงานอัจฉริยะ (Digital office space) : การให้บริการเครื่องมือดิจิทัลด้านการสื่อสารและการทำงานร่วมกันสำหรับองค์กร เพื่อสร้างพื้นที่สำนักงานออนไลน์ตามความต้องการที่แตกต่างกัน และตอบโจทย์ความต้องการของสำนักงานในทุกรูปแบบ
  • ระบบการทำงานแบบอัจฉริยะ (Intelligent Working Methods) : จัดหานวัตกรรมบริการสำหรับองค์กร อาทิ การประชุมอัจฉริยะ (Intelligent Conference) ศูนย์กลางการติดต่อเชิงอัจฉริยะ (Intelligent Contact Center) และผู้ช่วยสำนักงานอัจฉริยะ (Intelligent Office Assistant) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เน้นการทำงานและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นให้กับพนักงาน
  • การพัฒนาโซลูชั่นในกลุ่มอุตสาหกรรม ทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อรังสรรค์โซลูชั่นสำหรับอุตสาหกรรมกว่า 40 โซลูชั่น บนสถาปัตยกรรม Platform + Ecosystem อาทิ ด้านการดูแลสุขภาพ การศึกษา ภาครัฐ การขนส่ง และการเงิน

การเปิดตัวผลิตภัณฑ์การประชุมทางไกลเพื่อการทำงานร่วมกันของหัวเว่ย

วิวัฒนาการด้านดิจิทัลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการประชุมผ่านวิดีโอในรูปแบบเดิมๆ ไปสู่การประชุมทางไกลเสมือนที่มีการโต้ตอบกัน สำหรับยุคแห่งการทำงานร่วมกัน 3.0 หรือ Collaboration 3.0 หัวเว่ยได้เปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์การประชุมทางไกลเทเลเพรสเซนส์รุ่นใหม่ CloudLink ที่เน้นการประสานงานร่วมกัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความละเอียดระดับ Ultra-HD ทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้นและตอบสนองความต้องการใหม่ ๆ ของอุตสาหกรรมต่างๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

  • CloudLink Board: อุปกรณ์ปลายทางสำหรับการประชุมผ่านวิดีโออัจฉริยะแบบ All-in-one รุ่นใหม่ ที่รวมคุณสมบัติด้านการประชุมผ่านวิดีโอ การทำงานร่วมกันแบบอินเตอร์แอคทีฟ และฟังก์ชั่นการแชร์ข้อมูลระยะไกล เพื่อมอบประสบการณ์การประชุมอัจฉริยะ พร้อมการสั่งการด้วยเสียง ระบบติดตามอัจฉริยะ และการจดจำใบหน้า
  • CloudLink Box: อุปกรณ์ปลายทางที่เชื่อมต่อการประชุมผ่านวิดีโอแบบ Ultra-HD แยกภาพและเสียง (Split-Type) รุ่นใหม่ ด้วยคุณสมบัติในการประมวลผลภาพและเสียงระดับสุดยอดแบบ Dual 4K/P30 และพอร์ทสำหรับภาพและเสียงแบบต่างๆ ทำให้ CloudLink Box สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ CloudLink Touch เพื่อช่วยให้การจัดประชุมเป็นไปอย่างง่ายดายและสะดวกสบาย

CloudLink คือโซลูชันแบบครบวงจรสำหรับการสื่อสารและการประสานงานร่วมกันระดับองค์กร ที่หัวเว่ยได้พัฒนาขึ้นมาให้สามารถรองรับสถานการณ์ทุกรูปแบบ สามารถทำงานผ่านการเชื่อมต่ออัจฉริยะ รองรับการทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์และคลาวด์ มีความเปิดกว้างและผสมผสาน ระบบการสื่อสารระดับองค์กรของหัวเว่ยจะนำเครื่องมือใหม่ๆ ที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลมาสู่องค์กรต่างๆ ทั่วโลก พัฒนาให้เกิดความก้าวหน้ายิ่งขึ้น เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ของหัวเว่ยในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปสู่ทุกคน ทุกบ้าน และทุกองค์กร เพื่อสร้างโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ

เริ่มดำเนินการแล้ว! โครงการโปร่งใส “Global Transparency Initiative”
แคสเปอร์สกี้ แลป เริ่มประมวลผลข้อมูลลูกค้ายุโรปที่ซูริค พร้อมเปิดศูนย์โปร่งใสแห่งแรก

นับจากวันที่ 13 พฤศจิกายน 2018 เป็นต้นไป การประมวลผลไฟล์มุ่งร้ายและไฟล์น่าสงสัยที่แชร์โดยลูกค้าในภูมิภาคยุโรปของแคสเปอร์สกี้ แลป จะดำเนินการที่ดาต้าเซ็นเตอร์ในซูริค สวิตเซอร์แลนด์ และได้เปิดศูนย์โปร่งใส (Transparency Center) แห่งแรกที่ซูริคด้วยเช่นกัน ซึ่งนับเป็นก้าวแรกที่สำคัญหลังจากที่บริษัทได้ประกาศแนวคิดโปร่งใส หรือ Global Transparency Initiative เมื่อปลายปี 2017 โดยแคสเปอร์สกี้ แลป มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและน่าเชื่อถือในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของบริษัท

การย้ายฐานการประมวลผลข้อมูลนี้เป็นการดำเนินการครั้งสำคัญด้านโครงสร้างพื้นฐาน ที่ออกแบบเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้โครงสร้างไอทีของบริษัท เมื่อต้องเสี่ยงภัยข้อมูลรั่วไหลและการโจมตีซัพพลายเชน และเพื่อพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ บริการ และการดำเนินการภายในของบริษัท

โดยการประมวลผลนั้นจะดำเนินการในดาต้าเซ็นเตอร์สองแห่งที่มีเครื่องมือเครื่องใช้ชั้นนำระดับโลก มีมาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยขั้นสูลสุด และข้อมูลที่นำมาประมวลผลนั้นเป็นข้อมูลที่ผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ของแคสเปอร์สกี้ แลป เลือกที่จะแชร์หรือแจ้งกลับมายังผลิตภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งรวมถึงไฟล์น่าสงสัยหรือไฟล์มุ่งร้ายต่างๆ และข้อมูลเมต้าดาต้า โดยผลิตภัณฑ์ของบริษัทจะส่งข้อมูลที่ได้รับไปยัง Kaspersky Security Network (KSN) เพื่อวิเคราะห์มัลแวร์โดยอัตโนมัติ

แคสเปอร์สกี้ แลป ให้ความสำคัญสูงสุดกับการปกป้องข้อมูลของลูกค้าและความปลอดภัยของโครงสร้างไอที การย้ายการประมวลผลไฟล์จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของขั้นแรกเท่านั้น คาดว่าการย้ายการประมวลไฟล์ทั้งหมดจะเสร๋จสมบูรณ์ในปลายปี 2019 ส่วนการย้ายข้อมูลประเภทอื่น (เช่น ข้อมูลภัยคุกคาม สถิติการใช้งาน) จะดำเนินการในเฟสต่อไป

นอกจากนี้ แคสเปอร์สกี้ แลป ยังได้เปิดศูนย์โปร่งใสแห่งแรกขึ้นที่ซูริค เพื่อให้พาร์ตเนอร์ที่ได้รับอนุญาตสามารถแอคเซสเข้ารีวิวโค้ด ซอฟต์แวร์อัพเดท ข้อกำหนดการตรวจจับภัยคุกคาม และกิจกรรมอื่นๆ ของบริษัท นอกจากนี้ รัฐบาลและพาร์ตเนอร์ต่างๆ จะได้รับข้อมูลผลิตภัณฑ์ ข้อมูลการรักษาความปลอดภัย รวมถึงข้อมูลเชิงเทคนิคที่สำคัญสำหรับการประเมินผลภายนอก

สวิตเซอร์แลนด์[1] เป็นหนึ่งในประเทศที่ติดอันดับด้านความปลอดภัยของอินเทอร์เน็ตเซิฟเวอร์สูงสุดของโลก มีชื่อเสียงด้านนวัตกรรมดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับประมวลผลข้อมูล และมีโครงสร้างไอทีคุณภาพสูง สวิตเซอร์แลนด์ตั้งอยู่ใจกลางทวีปยุโรปและไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป มีกฎข้อบังคับเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองที่ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญและกฎหมายรัฐ นอกจากนี้ ยังมีข้อบังคับที่เข้มงวดเรื่องการขอประมวลผลข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ

นายยูจีน แคสเปอร์สกี้ ซีอีโอ ของแคสเปอร์สกี้ แลป กล่าวถึงการเริ่มประมวลผลข้อมูลของยุโรปและการเปิดศูนย์โปร่งใสแห่งแรกว่า “ความโปร่งใสเป็นสิ่งใหม่ของวงการไอที โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมความปลอดภัยไซเบอร์ เราภูมิใจที่ได้เป็นแถวหน้าในการดำเนินการนี้ ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีเราเน้นที่โครงสร้างไอทีที่ดีที่สุดเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลและผลิตภัณฑ์ การย้ายส่วนสำคัญของโครงสร้างไปยังสวิตเซอร์แลนด์จึงทำให้โครงสร้างไอที ได้อยู่ในที่ที่ปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และการเปิดศูนย์โปร่งใสแห่งแรกในสวิตเซอร์แลนด์นี้เช่นกัน รัฐบาลและพาร์ตเนอร์ที่มีความน่าเชื่อถือจะสามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์และตัดสินใจ เราเชื่อว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นก้าวแรกสำหรับบริษัทและอุตสาหกรรมความปลอดภัย การพิสูจน์ความน่าเชื่อถือจะกลายเป็นมาตรฐานที่สำคัญต่อไปอย่างแน่นอน”

แคสเปอร์สกี้ แลป ได้ให้หนึ่งในสี่บริษัทชั้นนำระดับโลกเข้าตรวจสอบขั้นตอนการสร้างและเผยแพร่ดาต้าเบสตรวจจับภัยคุกคาม เพื่อยืนยันว่าบริษัทมีขั้นตอนการดำเนินงานด้านความปลอดภัยขั้นสูงสุด

นอกจากนี้ แคสเปอร์สกี้ แลป ยังคงพัฒนาความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยจากทั่วโลก ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี แคสเปอร์สกี้ แลป สามารถแก้ไขปัญหาบั๊กที่ผู้เชี่ยวชาญตรวจพบได้มากกว่า 50 รายการ

 

[1] https://verne-global-lackey.s3.amazonaws.com/uploads%2F2017%2F1%2Fb5e0a0da-5ad2-01b3-1eb8-8f782f22a534%2FC%26W_Data_Centre+Risk_Index_Report_2016.pdf

CyberLogitec ประกาศเปิดตัวบริการแพลตฟอร์มพลังบล็อกเชน

สิงคโปร์ - CyberLogitec ผู้ให้บริการโซลูชันเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ชั้นแนวหน้าในแวดวงการเดินเรือ ท่าด่าน/สถานีขนส่ง และโลจิสติกส์ ได้ประกาศแผนงานในการให้บริการแพลตฟอร์มพลังบล็อกเชน รองรับโซลูชัน IT ทั้งหมดของบริษัทเริ่มตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป โดยมีเป้าหมายเพื่อเข้ามายกระดับระบบนิเวศและแนวปฏิบัติในวงการโลจิสติกส์โลกใหม่ทั้งหมด ทั้งนี้ แพลตฟอร์มพลังบล็อกเชนดังกล่าวพัฒนาขึ้นด้วยความร่วมมือกับ Damon Corp

เทคโนโลยีบล็อกเชนจะนำเสนอสภาพแวดล้อมที่มีการเข้ารหัสรักษาความปลอดภัย เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ทั้งยังคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนและร่นระยะเวลาได้เป็นอย่างมากด้วย โดย CyberLogitec จะประเดิมใช้เทคโนโลยีดังกล่าวใน 2 โซลูชันซอฟต์แวร์ที่ทำงานบนแพลตฟอร์ม ได้แก่แพลตฟอร์มซื้อขายสำหรับการขนส่งสินค้าอย่าง FREIGHT9 และแพลตฟอร์มขนส่งสินค้าทางถนนอย่าง OPUS9 และหลังจากนั้น ทางบริษัทจะพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวให้ครอบคลุมโซลูชัน IT ที่เหลือทั้งหมด

เทคโนโลยีบล็อกเชนสำหรับงานโลจิสติกส์นี้ จะทำให้อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น โดยบริการแพลตฟอร์มพลังบล็อกเชนใหม่นี้ จะเข้ามาพลิกโฉมวิธีการทำงานของบรรดาบริษัทขนส่ง ผู้ขนส่งทางเรือ และผู้ให้บริการรับขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทั่วโลก

FREIGHT9 และ OPUS9 ต่างเป็นโซลูชันที่เปิดโอกาสให้บริษัทขนส่ง ผู้ขนส่งทางเรือ และผู้ให้บริการรับขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ดำเนินการขนส่งสินค้าได้โดยไม่ต้องอาศัยคนกลางและงานเอกสารกระดาษ โซลูชันทั้งสองรวมถึงโซลูชันอื่น ๆ ของ CyberLogitec งัดใช้ประโยชน์จากกลไกของเกม (gamification) ซึ่งทำให้ลูกค้าสัมผัสกับองค์ประกอบต่าง ๆ ของการเล่นเกม และเมื่อผสานเข้ากับเทคโนโลยีบล็อกเชนแล้ว กระบวนการทางโลจิสติกส์ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ว่าจะเป็นรายการธุรกรรมและสิ่งตอบแทนนั้น จะดำเนินการบนสภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยสูงและยืดหยุ่น สิ่งนี้ให้ผลตอบแทนอย่างมหาศาลในแง่ของประสิทธิภาพ ความถูกต้องแม่นยำ และความปลอดภัย

CyberLogitec มีเป้าหมายในการเป็นผู้กำหนดมาตรฐานนวัตกรรมและความเป็นเลิศระดับสูงสุดในแวดวงโลจิสติกส์ โดยทางบริษัทคาดหวังว่า เมื่ออุตสาหกรรมโลจิสติกส์นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้แล้ว เทคโนโลยีบล็อกเชนก็จะปรากฏให้เห็นศักยภาพอย่างเต็มที่ ซึ่งจะเข้ามายกระดับการค้าโลกไปอีกขั้น

CyberLogitec ได้วางเงินลงทุนตามกลยุทธ์ธุรกิจในแพลตฟอร์ม OPUS9 เพื่อยกระดับการประสานงานทางธุรกิจให้ถึงขีดสุด โดย OPUS9 ได้เปิดตัวไปเมื่อปี 2560 ขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่าบริการในลักษณะนี้จะได้รับความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างถล่มทลายตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป ส่วนแพลตฟอร์ม FREIGHT9 เตรียมเปิดสำนักงานสาขาสิงคโปร์ในไตรมาสแรกของปี 2562 โดยมีเป้าหมายเพื่อพลิกโฉมแพลตฟอร์มซื้อขายสำหรับการขนส่งสินค้า

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.cyberlogitec.com และ www.opus9.com

 

เกี่ยวกับ CyberLogitec

CyberLogitec ให้บริการโซลูชันซอฟต์แวร์สำหรับงานโลจิสติกส์ที่รองรับอนาคต เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมการเดินเรือและโลจิสติกส์ ทีมนักนวัตกรรมของบริษัท มีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับเทรนด์และความท้าทายที่อุตสาหกรรมขนส่ง สถานีขนส่ง และวงการโลจิสติกส์กำลังเผชิญ จึงสามารถช่วยให้ลูกค้าเพิ่มพูนศักยภาพในการทำงานและสร้างกำไรให้ถึงขีดสุด บริษัทประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะและโซลูชัน IT แบบบูรณาการ เพื่อทำให้มั่นใจว่าจะตอบรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง และบรรลุเป้าหมายด้านกำไรได้อย่างรวดเร็ว CyberLogitec มีความเชี่ยวชาญอย่างเหนือชั้นในเรื่องการออกแบบอย่างชาญฉลาด บิ๊กดาต้า และ Internet of Things โดยบริษัทยังคงเดินหน้าเป็นผู้นำด้านมาตรฐาน IT ระดับสากล พร้อมสร้างเสริมมูลค่าให้กับธุรกิจของลูกค้าไปในคราวเดียวกัน http://www.cyberlogitec.com

เกี่ยวกับ Damon Corp.

Damon Corp. เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2554 โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เกาหลีใต้ Damon Corp. ได้พัฒนาแพลตฟอร์มการชำระเงินที่ทำงานบนบล็อกเชนสำหรับธุรกิจแบบ B2B การผนึกกำลังระหว่างเทคโนโลยีบล็อกเชนของ Damon Corp. กับเทคโนโลยีเบื้องหลังโซลูชันของ CyberLogitec ที่พิสูจน์แล้วว่ามีศักยภาพในการแข่งขันนั้น คาดว่าจะทำให้บริษัทมีข้อได้เปรียบมากขึ้นเมื่อต้องแข่งขันกับคู่แข่งรายอื่น ๆ ที่ล้วนเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่

 

เดลล์ อีเอ็มซี ประกาศตั้ง อินเทอร์เน็ต ประเทศไทย (INET) เป็นพันธมิตรผู้ให้บริการคลาวด์รายแรกในประเทศไทย

ความร่วมมือครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายในการสร้างศักยภาพให้องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ และธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMBs) นประเทศ ให้ก้าวไกลเกินการใช้โฮสต์เซอร์วิสแบบเดิม ด้วยการยกระดับไปสู่การใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและไพรเวทคลาวด์แบบเฉพาะ (dedicated private cloud) ในรูปแบบของบริการ (as-a-service)

  • เดลล์ อีเอ็มซี เชื่อมั่นว่ากลยุทธ์ด้านมัลติ-คลาวด์ (Multi-Cloud) จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับลูกค้าให้สามารถได้รับประโยชน์สูงสุด จากการใช้แอปพลิเคชันได้หลากหลายทั้งจากระบบภายในองค์กร (on-premise) จนกระทั่งถึงระบบแบบโฮสต์ภายนอก (hosted) และจากบนคลาวด์ (Cloud Native)
  • INET Dell Cloud นำเสนอบริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที (Infrastructure as-a-Service หรือ IaaS) และการบริการด้านแพลตฟอร์ม (Platform as-a-Service หรือ PaaS) ให้กับองค์กรธุรกิจ
  • การใช้บริการ PaaS ช่วยให้องค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซ ได้รับมุมมองเชิงลึก (insight) ที่ดียิ่งขึ้นได้อย่างรวดเร็วจากระบบวิเคราะห์ big data ในรูปของการบริการ (big data analytics-as-a-Service) เพื่อช่วยให้สามารถวางแผนและตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น

เดลล์ อีเอ็มซี ประเทศไทย ประกาศแต่งตั้ง บมจ. อินเทอร์เน็ต ประเทศไทย จำกัด หรือ INET เป็นพันธมิตรผู้ให้บริการคลาวด์ ( Cloud Service Provider หรือ CSP) รายแรกของประเทศไทย เพื่อนำเสนอบริการคลาวด์ คอมพิวติ้งที่ครบวงจร พร้อมรูปแบบการให้บริการด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที หรือ Infrastructure-as-a-Service (Iaas) และบริการด้านแพลตฟอร์ม หรือ Platform-as-a-Service (PaaS) โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ รวมทั้งบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMBs) สามารถเพิ่มคุณค่าสูงสุดให้กับระบบนิเวศด้านไอทีในสภาพแวดล้อมแบบมัลติ-คลาวด์ ได้อย่างเต็มรูปแบบ

เดลล์ อีเอ็มซี จะนำเสนอโซลูชันระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่างครบวงจรแก่ INET เพื่อสร้างความคล่องตัวในการดำเนินการ และนำเสนอการบริการได้อย่างรวดเร็ว ช่วยยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าและสร้างความแตกต่างในเรื่องการบริการจัดการ รวมถึงการให้บริการคลาวด์ จากความร่วมมือในครั้งนี้ INET จะให้การสนับสนุนลูกค้าที่กำลังมองหาบริการด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที (IaaS) และบริการด้านแพลตฟอร์ม (PaaS) อย่างสมบูรณ์พร้อม โดยในการให้บริการแพลตฟอร์มแบบ PaaS นั้น ถือได้ว่า INET คือผู้ให้บริการรายแรกในประเทศไทยที่ช่วยให้บริษัทและองค์กรธุรกิจเข้าถึงข้อมูลและมุมมองในเชิงลึก (insights) ที่เหนือชั้นกว่าจากบริการด้านการวิเคราะห์บิ๊กดาต้า หรือ big data analytics-as-a-Service

สอดคล้องตามผลการสำรวจ ดัชนีการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของเดลล์ เทคโนโลยีส์ (Dell Technologies Digital Transformation Index (DT Index) ที่ระบุอย่างชัดเจนว่า 63 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรธุรกิจในประเทศไทยมีความตั้งใจที่จะลงทุน เพื่อมุ่งไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานในแบบมัลติ-คลาวด์ ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างขุมพลังและเพิ่มศักยภาพให้กับองค์กรในการปฏิรูปรูปแบบการดำเนินธุรกิจ (business transformation) อย่างมีประสิทธิภาพ

“จากการที่องค์กรธุรกิจดำเนินการปฏิรูปรูปแบบการทำธุรกิจไปสู่ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมีการนำระบบคลาวด์มาใช้ภายในองค์กรเพิ่มมากขึ้น เรามองเห็นอย่างชัดเจนว่าลูกค้าเป็นจำนวนมากได้เริ่มมองเห็นการมาถึงของมัลติ-คลาวด์ ว่าเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการใช้งานคลาวด์ โดยลูกค้าเป็นจำนวนมากต่างเริ่มพิจารณาที่จะก้าวไปไกลกว่าการใช้งานระบบแบบโฮสต์แบบเดิม หรือการใช้บริการการจัดการคลาวด์จากภายนอก มาสู่การผสมผสานของการใช้บริการระบบโครงสร้างพื้นฐานไอที (Infrastructure-as-a-Service) และไพรเวทคลาวด์เฉพาะสำหรับแต่ละองค์กร (dedicated private clouds) ในสภาพแวดล้อมการทำงานมากขึ้นเอย่างต่อเนื่อง นายอโนทัย เวทยากร รองประธานบริหาร เดลล์ อีเอ็มซี ภูมิภาคอินโดจีน กล่าว “ความร่วมมือระหว่างเราและ INET มุ่งเน้นที่การช่วยให้ลูกค้านำแพลตฟอร์มคลาวด์ต่างๆ ที่เลือกสรรค์แล้วให้ใช้ได้ตามความต้องการบนโซลูชันระบบโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ที่ได้รับการพิสูจน์และยอมรับอย่างกว้างขวางพร้อมสถาปัตยกรรมอ้างอิงที่สมบูรณ์พร้อมของเดลล์ อีเอ็มซี และด้วยความเชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งและประสบการณ์การที่กว้างขวางในประเทศ ทำให้ INET เป็นพันธมิตรผู้ให้บริการคลาวด์ หรือ CSP และเป็นรีเซลเลอร์ในอุดมคติ ที่ช่วยสนับสนุนลูกค้าในประเทศไทยให้สามารถปฏิรูปการดำเนินงานไปสู่รูปแบบคลาวด์ พร้อมทั้งช่วยให้เพิ่มความสามารถในการใช้ประโยชน์จากการลงทุนระบบคลาวด์ได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ

นางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บมจ.อินเตอร์เน็ตประเทศไทย (INET) กล่าวว่า “INET คือผู้ให้บริการคลาวด์ (Cloud Service Provider) ชั้นนำในประเทศไทย ซึ่งเมื่อผสานเข้ากับโซลูชันระบบโครงสร้างพื้นฐานของเดลล์ อีเ อ็มซี ที่มีประสิทธิภาพ มีสรรถนะในการทำงานสูง มีความน่าเชื่อถือ และ VMware vSAN ซึ่งเป็นสตอเรจที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์แบบไฮเปอร์-คอนเวิร์จ (hyper-converged software-defined storage) แล้ว เราเชื่อมั่นว่าเราสามารถที่จะให้บริการโซลูชันคลาวด์แบบ as-a-Service ได้อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ เพื่อช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถปฏิรูปรูปแบบของไอทีภายในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

“เป้าหมายของเราคือการช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถลดเวลาในการดำเนินงานด้านไอทีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการมอบโซลูชันที่คุ้มค่าที่สุดเพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินงาน ด้วยบริการ INET Dell Cloud เราคือผู้ให้บริการรายแรกที่ให้บริการ Big Data on Cloud ซึ่งเป็นบริการ big data แบบพร้อมใช้งานบนระบบคลาวด์แบบสาธารณะ (public cloud) ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถลดเวลาได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ในการปรับใช้ระบบข้อมูลขนาดใหญ่ทั้งหมดในราคาที่สมเหตุสมผล” นางมรกตกล่าว

จากการวิจัยของไอดีซี ประมาณการรายได้สำหรับโซลูชัน Big Data และ Big Data Analytics หรือ BDAในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก (ไม่รวมประเทศญี่ปุ่น) จะสูงถึง 22.2 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2021 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 14.4% จากปี 2016-2021 ทั้งนี้ ไอดีซีคาดการณ์ว่าประเทศไทยซึ่งมีอัตราการเติบโตประจำปีที่ 18.2% จะเป็นหนึ่งในสามประเทศที่มีอัตราการเติบโตของการลงทุน BDA รวดเร็วที่สุดในช่วงเวลาเดียวกัน

INET พร้อมให้บริการ INET Dell Cloud จากศูนย์ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ใหญ่ 3 แห่งที่ตั้งอยู่ที่อาคารไทยทาวเวอร์ อาคารไทยซัมมิท และแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ทั้งนี้ INET มีแผนที่จะแนะนำบริการเพิ่มเติมมากขึ้นในการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ๆ อาทิ บริการ Chatbot-as-a-Service ด้วยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อรองรับธุรกิจทุกภาคส่วนทั้งองค์กรและการเกษตรเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย เพื่อรองรับธุรกิจทุกภาคส่วนทั้งองค์กรและการเกษตรเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

Page Visitor

003655836
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
12056
47989
12056
905836
0
3655836
Your IP: 34.231.244.12
2022-05-22 04:55