then
May 18, 2022

Sophos 2019 Threat Report เผยปริมาณการโจมตีทางไซเบอร์แบบระบุเป้าหมายพุ่งสูงขึ้น หลังอาชญากรใช้วิธีไล่ต้อนเหยื่อสูญเงินนับหลายล้าน

โซฟอส (LSE: Soph) ผู้นำระดับโลกด้านความปลอดภัยเครือข่ายและเอ็นด์พอยท์ เปิดเผย ข้อมูลรายงานภัยคุกคาม (Threat Report) ปี 2019 ที่มุ่งให้ความรู้ความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับเทรนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้น และเปลี่ยนแปลงไปของการรักษาความปลอดภัยทางโลกไซเบอร์ (cybersecurity) ซึ่งรายงานจัดทำโดยทีมนักวิจัยของ SophosLabs ที่สืบค้นความเปลี่ยนแปลงในลักษณะของภัยคุกคามที่ผ่านมาในช่วง 12 เดือน ซึ่งเป็นการเปิดเผยแนวโน้มและคาดการณ์วิธีที่จะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ในปี 2019 ที่จะถึงนี้

โจ เลวี่ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของโซฟอส ระบุในรายงานภัยคุกคาม 2019 Threat Report ของ SophosLabs ว่า "ลักษณะของภัยคุกคามกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน ด้วยอาชญากรไซเบอร์ที่มีทักษะความชำนาญน้อยกำลังถูกบีบให้ออกจากวงจรนี้ เหลือแต่พวกที่มีทักษะเป็นเลิศเท่านั้น ที่จะพัฒนาตัวเองจนอยู่รอดและท้ายที่สุดจะเหลืออยู่เพียงน้อยนิด แต่พวกนี้จะเป็นศัตรูตัวฉกาจที่ทั้งฉลาดและเข้มแข็งมากขึ้น อาชญากรไซเบอร์รุ่นใหม่เหล่านี้เป็นการผสมข้ามสายพันธุ์อย่างมีประสิทธิภาพ ของกลุ่มนักโจมตีแบบระบุเป้าหมายที่เดิมที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก และคอยเป็นผู้ส่งสารให้กับบรรดามัลแวร์ที่พัฒนามาเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์เฉพาะ โดยใช้เทคนิคการแฮกแบบลงมือด้วยตัวเอง (manual) ไม่ใช่เพื่อการจารกรรมหรือการก่อวินาศกรรม แต่มุ่งหวังจะรักษารายได้จากการทุจริตของพวกเขาไว้ต่อไป"

รายงานภัยคุกคาม 2019 Threat Report ของ SophosLabs มุ่งความสนใจไปที่พฤติกรรมการก่ออาชญากรรมและการโจมตีทางไซเบอร์หลักๆ ดังต่อไปนี้:

  • อาชญากรไซเบอร์ในแวดวงการเงินกำลังหันไปสนใจใช้การโจมตีด้วย ransomware แบบระบุเป้าหมายชัดเจน ซึ่งมีการวางแผนล่วงหน้าและทำในลักษณะของการเรียกเงินค่าไถ่จำนวนหลายล้านดอลลาร์

ในปี 2018 พบพัฒนาการของการโจมตีด้วย ransomware แบบกำหนดเป้าหมายชัดเจนและผู้โจมตีลงมือเอง ซึ่งสร้างรายได้จำนวนมหาศาลให้แก่อาชญากรไซเบอร์ การโจมตีเหล่านี้แตกต่างจากการโจมตีแบบ "spray and pray" ที่หว่านแหโดยใช้ระบบอัตโนมัติไปยังอีเมล์นับล้านๆ อีเมล์ โดย ransomware ที่เจาะจงเป้าหมายจะสร้างความเสียหายมากกว่าแบบที่ส่งมาจากบอท เนื่องจากผู้โจมตีที่เป็นคนสามารถค้นหาและสะกดรอยตามเหยื่อ ซึ่งคนจะสามารถแก้ปัญหาเพื่อเอาชนะสิ่งกีดขวาง แล้วทำลายล้างระบบสำรองข้อมูลเพื่อให้เหยื่อจำเป็นต้องจ่ายค่าไถ่ “รูปแบบการโจมตีแบบ interactive" เช่นนี้ ซึ่งศัตรูกระทำการด้วยตนเองผ่านเครือข่ายแบบเป็นขั้นเป็นรูปแบบกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้เชี่ยวชาญของ Sophos เชื่อว่าความสำเร็จทางการเงินของ SamSam, BitPaymer และ Dharma สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการโจมตีในลักษณะเลียนแบบ (copycat) และคาดว่าจะเกิดลักษณะเช่นนี้มากขึ้นอีกในปี 2019

  • อาชญากรไซเบอร์นิยมใช้เครื่องมือดูแลระบบของ Windows ที่เหยื่อใช้อยู่แล้ว

รายงานฉบับประจำปีนี้ ระบุว่า มีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการสร้างภัยคุกคาม โดยมีผู้โจมตีจำนวนมากขึ้นที่ใช้เทคนิค Advanced Persistent Threat (APT) เพื่อใช้เครื่องมือไอทีที่มีอยู่แล้วเป็นเส้นทางนำร่องต่อไปยังระบบและทำภารกิจของพวกเขาให้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการโจรกรรมข้อมูลที่เป็นความลับออกจากเซิร์ฟเวอร์หรือปล่อย ransomware ไว้:  

  • การเปลี่ยนเครื่องมือการดูแลระบบไปเป็นเครื่องมือโจมตีทางไซเบอร์
  • วิธีนี้ถือเป็นการหักมุม หรือทำให้ผู้ใช้งานหมดหนทางแก้ปัญหา เพราะอาชญากรไซเบอร์จะใช้เครื่องมือดูแลระบบของ Windows ซึ่งรวมถึงไฟล์ Powershell และ Windows Scripting (ไฟล์ executable) เพื่อทำการโจมตีด้วยมัลแวร์บนระบบของผู้ใช้เอง
  • อาชญากรไซเบอร์กำลังเล่นโดมิโนดิจิตอล
  • โดยการผูกโยงลำดับของเมนูเริ่มต้นประเภทต่างๆ ที่สามารถโยงไปยังการโจมตีในตอนท้ายได้แฮกเกอร์สามารถเริ่มกระบวนการที่เรียกว่า chain reaction ก่อนที่ผู้จัดการด้านไอทีจะตรวจพบว่าภัยคุกคามเริ่มทำงานบนเครือข่าย และเมื่อภัยคุกคามเหล่านั้นบุกเข้าไปแล้วก็ยากที่จะหยุดยั้งภัยดังกล่าวไม่ให้ทำงาน
  • อาชญากรไซเบอร์หาโอกาสจากระบบปฏิบัติการ Office ใหม่ๆ เพื่อหลอกล่อเหยื่อ
  • ระบบปฏิบัติการ Office ถือเป็นช่องโหว่สำหรับการโจมตีมานานแล้ว แต่เมื่อเร็วๆ นี้อาชญากรไซเบอร์ได้ละความสนใจจากการหาประโยชน์จากเอกสารบน Office แบบเดิมไปใช้แบบใหม่แทน
  • EternalBlue กลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการโจมตีแบบ cryptojacking
  • การอัพเดต Patch กลายเป็นภัยที่คุกคาม Windows มานานกว่าหนึ่งปีแล้ว โดย EternalBlue ยังคงเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าอาชญากรไซเบอร์ การจับคู่ของ EternalBlue เพื่อเข้ารหัสซอฟท์แวร์ทำให้กิจกรรมเปลี่ยนจากงานอดิเรกอันแสนน่าเบื่อ กลายเป็นอาชีพสำหรับอาชญากรที่อาจสร้างรายได้มหาศาล การแพร่แบบกระจายตัวบนเครือข่ายขององค์กรเอื้อให้ cryptojacker แพร่เข้าไปติดเครื่องหลายเครื่องอย่างรวดเร็ว ซึ่งเท่ากับเพิ่มรายได้ให้กับแฮ็กเกอร์และเพิ่มค่าใช้จ่ายที่หนักหนาสาหัสในฝั่งของผู้ใช้
  • ภัยคุกคามต่อเนื่องของมัลแวร์ในมือถือและ IoT

ผลกระทบของมัลแวร์ขยายไปไกลเกินกว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร เนื่องจากเราเห็นว่าภัยคุกคามจากมัลแวร์ในมือถือขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยแอพพลิเคชั่นบนแอนดรอยด์ที่ผิดกฎหมายมีปริมาณเพิ่มขึ้น ในปี 2018 พบว่ามีแนวโน้มปริมาณของมัลแวร์ถูกส่งเข้าไปในโทรศัพท์ แท็บเล็ต และอุปกรณ์ Internet of Things อื่นๆ มากขึ้น เนื่องจากบ้านเรือนและองค์กรธุรกิจใช้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตมากขึ้น อาชญากรจึงได้คิดค้นวิธีการใหม่ๆ ในการโจรกรรมข้อมูลในอุปกรณ์เหล่านั้นเพื่อใช้เป็นจุดศูนย์กลางใน botnets ที่ทำการโจมตี ในปี 2018 VPNFilter ได้แสดงให้เห็นถึงพลังการทำลายล้างของมัลแวร์ที่มีผลต่อระบบฝังตัวและอุปกรณ์ที่ต่อกับเครือข่าย ซึ่งไม่มี user interface ที่ชัดเจน นอกจากนี้ Mirai Aidra, Wifatch และ Gafgyt ได้ส่งกลไกการโจมตีแบบอัตโนมัติที่โจรกรรมข้อมูลในอุปกรณ์เครือข่ายเพื่อใช้เป็นศูนย์กลางของ botnets ที่ทำการโจมตีโดยปฏิเสธการให้บริการ (denial-of-service (DoS) attack) แบบกระจายตัว รวมถึง การขุดเงินสกุลดิจิตอล และ การแทรกซึมบนเครือข่าย

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและรายละเอียดของแนวโน้มลักษณะภัยคุกคาม และพฤติกรรมอาชญากรรมในโลกไซเบอร์ที่เปลี่ยนแปลงไป ติดตามอ่านรายงาน 2019 Threat Report ของ SophosLabs ฉบับเต็มได้ที่ www.sophos.com/threatreport

 

เสริมแกร่งระบบข้อมูลทางธุรกิจ ด้วย “ไอโอที”

เทคโนโลยี “อินเทอร์เน็ต” จัดว่าเป็น โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลที่ใช้งานกันอย่างคุ้นเคยมานานกว่าสามสิบปีแล้ว จนกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในวิถีชีวิตผู้คนและการดำเนินธุรกิจขององค์กรไปแล้ว แต่การสื่อสารในโลกยุค 4.0 ที่เต็มไปด้วยการไหลเวียนข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างเร็ว ตลอดจนการเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้าสู่ระบบออนไลน์จำนวนมหาศาลมากกว่าที่เป็นมาในอดีต ทำให้ต้องมีการขยายประสิทธิภาพการทำงานของอินเทอร์เน็ตจากเดิมที่เป็นการเชื่อมต่อระหว่าง “ผู้คนและองค์กร” ไปสู่แพลตฟอร์มเครือข่ายสื่อสารข้อมูลรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “ ไอโอที หรือ Internet of Things (IoT)” ในการเชื่อมต่อ “ทุกสิ่ง (Things)”  อันประกอบด้วย ผู้คน องค์กร และ “อุปกรณ์หรือสิ่งต่าง ๆ รอบตัว” เพื่อให้เกิดการพัฒนา “ระบบข้อมูล” ที่ครบถ้วน รอบด้าน รวมถึงสามารถรองรับการเคลื่อนที่ของข้อมูลปริมาณมากที่เกิดจากการใช้งานผ่านอุปกรณ์หรือสิ่งต่าง ๆ ในหลากหลายรูปแบบ หลากหลายเทคโนโลยี โดยที่องค์กรสามารถหยิบจับข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ในการวิเคราะห์ คาดการณ์ เพื่อกำหนดรูปแบบการดำเนินงาน กลยุทธ์การตลาด หรือโมเดลทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่เพิ่มมูลค่าทางการค้า และความได้เปรียบในการแข่งขันได้แม่นยำยิ่งกว่าเดิม

ทำไม “อุปกรณ์หรือสิ่งต่าง ๆ“ จึงสำคัญต่อระบบข้อมูล ?...

เพราะอุปกรณ์ต่าง ๆ ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือ อุปกรณ์ใช้งานภายในบ้าน ซึ่งได้รับการพัฒนาและปรับแต่งให้กลายเป็น “อุปกรณ์ไอโอที (IoT Devices)  ที่มีความ “ชาญฉลาด” ใกล้เคียงความเป็นอุปกรณ์ “สมองกล” ด้วยการติดตั้งชิปประมวลผล หน่วยความจำ หรืออุปกรณ์เซ็นเซอร์ และสามารถเชื่อมต่อผ่านอินเทอร์เน็ต บลูทูธ หรือ ไวไฟ ไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ รอบตัว ทำให้สามารถรับ-ส่ง จดจำ ประมวลและแปลงสัญญาณข้อมูล เพื่อการสื่อสารหรือสั่งการทำงานผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

องค์กรที่ให้ความสนใจ หรือเข้มข้นในเรื่องไอโอที จะได้ประโยชน์จากเครื่องมือนี้ในการตรวจวัดและตรวจจับข้อมูลที่ไหลไปมาระหว่างอุปกรณ์ไอโอทีต่าง ๆ ไว้ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า  “เซ็นเซอร์ (Sensors)” และอาจทำให้องค์กรได้ค้นพบข้อมูลใหม่ ๆ โดยเฉพาะข้อมูลประเภทที่เป็น “Dark Asset” อย่างข้อมูลที่องค์กรเห็นว่าเป็นประโยชน์แต่ไม่เคยจัดเก็บได้มาก่อน ข้อมูลที่องค์กรเคยมองข้ามแต่กลายเป็นข้อมูลที่สำคัญต่อองค์กรในปัจจุบัน หรือ ข้อมูลที่ไม่เคยเชื่อมต่อกันได้ในอดีต นำมาวิเคราะห์เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงสินค้าหรือบริการ พัฒนาขีดความสามารถในการดำเนินงาน การคิดค้นกลยุทธ์การตลาด หรือโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อครองใจกลุ่มลูกค้าเดิม และซื้อใจลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ

ข้อมูลที่รวบรวมได้จากเซ็นเซอร์ ยังถือเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกปรุงแต่ง (Raw Data) จึงเป็นข้อได้เปรียบในเรื่องความแม่นยำของข้อมูลที่มาจากข้อเท็จจริง ซึ่งผู้บริหารสามารถใช้ประโยชน์เพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังตัวอย่างร้านค้าออนไลน์ส่วนใหญ่จะมีการเก็บสถิติพฤติกรรมการสืบค้นสินค้าหรือบริการ เพื่อประเมินสิ่งที่ลูกค้ากำลังต้องการหรือให้ความสนใจ ซึ่งข้อมูลที่ได้จะถูกนำไปใช้วิเคราะห์เพื่อสร้างแคมเปญโฆษณา ดีลสินค้าราคาพิเศษ หรือปรับปรุงช่องทางเข้าถึงสินค้าหรือบริการอื่น ๆ ที่รวดเร็วและตรงกับที่ลูกค้าคาดหวังได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสทางการขายให้กับธุรกิจ หรือ การใช้ไอโอทีในการเชื่อมโยงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพื่อสร้างสรรค์ลูกเล่นทางการตลาดที่โดดเด่นเหนือคู่แข่ง เช่น เครื่องสำอางค์ ลอรีอัล ได้ออกแบบสติกเกอร์ขนาดเล็ก ซึ่งฝังเซ็นเซอร์ตรวจจับรังสียูวีเอาไว้สำหรับติดที่เล็บนิ้วมือ แว่นตา หรือนาฬิกา รวมทั้งมีการออกแบบแอปพลิเคชันที่ให้ลูกค้าสามารถอ่านค่ารังสียูวีผ่านอุปกรณ์กล้องบนสมาร์ทโฟน เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลง หรือประเมินผลกระทบของรังสียูวีที่มีต่อผิวหนัง ซึ่งนอกจากจะเป็นข้อมูลที่เกิดประโยชน์โดยตรงต่อตัวลูกค้า ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าที่จำหน่ายในปัจจุบัน และตอกย้ำภาพลักษณ์ขององค์กรที่มุ่งคำนึงถึงลูกค้าเป็นสำคัญ  ขณะเดียวกัน ข้อมูลค่ารังสียูวีที่วัดได้จากผิวหนังของลูกค้าแต่ละราย ยังเป็นประโยชน์ต่อการนำไปวิเคราะห์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ป้องกันรังสียูวีใหม่ ๆ เพิ่มเติมในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ได้จากเครือข่ายสื่อสารไอโอทีจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร ก็ต่อเมื่อเป็น “การเก็บข้อมูลแบบมีวัตถุประสงค์” เช่น เป็นการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับตัวอุปกรณ์เองเพื่อวัดประสิทธิภาพการทำงาน ข้อมูลสภาพแวดล้อมการใช้งานเพื่อประเมินปัจจัยที่อาจเป็นปัญหาและกำหนดแนวทางแก้ไขไว้ล่วงหน้า  ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานอุปกรณ์ของลูกค้าเพื่อการพัฒนารูปแบบสินค้าและบริการให้โดนใจ เป็นต้น เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ข้อมูลที่ได้จะมากด้วยปริมาณแต่ไม่มีคุณภาพ ทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรทั้งแบนด์วิธ และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลโดยไม่เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจแต่อย่างใด ซึ่งสถาบันวิจัยชั้นนำอย่าง แมคคินซี ก็ยังยืนยันในประเด็นนี้ไว้ว่า “เซ็นเซอร์ที่สามารถจัดเก็บข้อมูลในไอโอทีได้ตรงตามวัตถุประสงค์ขององค์กร สามารถนำไปใช้คาดการณ์ความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานของอุปกรณ์ที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต รวมทั้งลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านการซ่อมบำรุงได้มากกว่า 40% เลยทีเดียว”

ส่วนองค์กรใดที่สามารถบูรณาการการใช้ไอโอทีเข้ากับเทคโนโลยีใหม่อื่น ๆ อย่างเช่น บิ๊ก ดาต้า หรือปัญญาประดิษฐ์ ในรูปแบบต่าง ๆ ก็จะช่วยให้เกิดการ “วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก” ที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาหรือการคาดการณ์ที่แม่นยำ เช่น การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของเครื่องจักรเพื่อตรวจสอบความผิดปกติ ซึ่งทำให้องค์กรสามารถรับรู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและเตรียมการควบคุมแก้ไขได้ทันท่วงที หรือนำไปใช้ในการคำนวณระยะเวลาที่ต้องมีการซ่อมบำรุงหรือเปลี่ยนอะไหล่ที่ชำรุด เพื่อให้องค์กรเกิดการใช้ทรัพยากรได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล หรือ เกิดประสิทธิผลในระดับที่สามารถ “ควบคุมหรือสั่งงานตัวเองได้โดยอัตโนมัติ” ดังที่ได้เห็นกันบ้างแล้วในปัจจุบันว่า เราสามารถใช้งานสมาร์ทโฟนเพื่อสั่งการเปิดปิดระบบไฟฟ้าภายในบ้าน คอมพิวเตอร์ในดาต้า เซ็นเตอร์ สามารถแจ้งเตือนข้อมูลความผิดปกติไปยังผู้ดูแลระบบด้วยตัวเองโดยอัตโนมัติ การควบคุมรถขนส่งสินค้าด้วยระบบจีพีเอส เพื่อระบุตำแหน่งรถและประเมินประสิทธิภาพการจัดส่งสินค้าได้ตรงเวลา หรือ การควบคุมสภาพการจราจรบนท้องถนนผ่านออนไลน์ เพื่อพัฒนาสู่ความเป็นเมืองในแบบสมาร์ท ซิตี้ เป็นต้น

ถึงแม้ ไอโอที จะกลายมาเป็นหนึ่งในโครงข่ายสื่อสารสำคัญในการเข้าถึง “ข้อมูล” ที่ต้องมีในยุค 4.0 แต่องค์กรยังต้องเชิญกับความท้าทาย ไอโอที ที่ควรนำมาประกอบการพิจารณาและวางแผนการรับมือได้อย่างเหมาะสม อาทิ การกำหนดแนวทางการเก็บรวบรวมข้อมูลบนไอโอทีขององค์กรที่ควรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน การออกแบบแพลตฟอร์มด้านซอฟต์แวร์ที่จะมาช่วยบูรณาการการจัดเก็บและจัดการข้อมูลที่มากขึ้น เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์และการทำนายผลที่แม่นยำ การพัฒนาระบบข้อมูลขององค์กร ไม่ว่าจะจัดเก็บในศูนย์ดาต้า เซ็นเตอร์ หรือบนคลาวด์ ให้สามารถรองรับอุปกรณ์ของลูกค้าที่มีเทคโนโลยีแตกต่างกันออกไป และที่สำคัญที่สุด คือ การสร้างระบบความปลอดภัยจากภัยคุกคามไซเบอร์ที่เกิดจากการต่ออุปกรณ์ที่มีเซ็นเซอร์นับหลายล้านตัว ซึ่งทำให้แฮกเกอร์สบช่องที่จะเข้ามาก่อกวนระบบงานได้สูง เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้การใช้งานไอโอทีสามารถขยายขอบข่ายการดำเนินธุรกิจ ให้เกิดความเป็นเลิศในการปฏิบัติงาน และต่อยอดไปสู่การสร้างโมเดลธุรกิจ หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันทั้งในปัจจุบัน และอนาคต

โอกาสสุดท้าย! ที่สตาร์ทอัพต้องไม่พลาด!

โค้งสุดท้ายแล้วกับโอกาสยกระดับธุรกิจสตาร์ทอัพสู่สากล ในโครงการ HUAWEI CLOUD Thailand Startup Acceleration Program สนับสนุนโดยหัวเว่ย ประเทศไทย และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) เพื่อเฟ้นหา ส่งเสริมและผลักดันสุดยอดสตาร์ทอัพไทยให้ก้าวสู่ความสำเร็จ พร้อมสานฝันไทยแลนด์ 4.0 หมดเขตภายในวันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2561 นี้ ผู้สนใจสามารถสมัครได้ทาง https://www.startupthailand.org/global-acceleration/ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) โทร. 02-017 5555 ต่อ 564

ทีซีซีเทค จัด IT Clinic เสริมศักยภาพผู้เข้าแข่งขันรายการ Win Win War Thailand

เมื่อเร็วๆ นี้ นางวลีพร สายะสิต ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (ทีซีซีเทค) เป็นตัวแทนบริษัทฯ กล่าวเปิดงาน IT Clinic Workshop For Win Win War Thailand ภายใต้ธีม The Right Technology is the Backbone for Your Success ซึ่งจัดขึ้นเพื่อแบ่งปันความรู้และเทคนิคสำคัญด้าน Application for Social Business, Creative Digital Platform รวมถึง Cloud and Security ให้กับผู้เข้าแข่งขัน Win Win War Thailand  รายการเรียลลิตี้โชว์ เฟ้นหาสุดยอดนักธุรกิจแบ่งปัน โดยได้รับเกียรติจาก 3 ผู้เชี่ยวชาญร่วมแนะเคล็ดลับ ได้แก่ นายขจร พีรกิจ Adobe Ambassador and Adobe Partner Developer นายทวีศักดิ์ บัวรัตน์เจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท ลีพ โซลูชั่น เอเชีย จำกัด และนายอภิชัย เรืองศิริปิยะกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท Think Technology จำกัด ผู้มีประสบการณ์พัฒนาเทคโนโลยีสร้างภาพเสมือนจริงแบบสามมิติ หรือ Augmented Reality (AR) ที่สร้างแผ่นพับที่ระลึก พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ ดรีมออฟฟิศ ชั้น 14 C asean (ซีอาเซียน)

____________________

 TCCtech enhanced Win Win War Thailand’s contestant potential with IT Clinic Workshop

Recently – Mrs. Waleeporn Sayasit, Corporate Communication Director, represented T.C.C. Technology Co., Ltd. (TCCtech) to deliver an opening keynote at IT Clinic Workshop for Win Win War Thailand; a reality show of sustainable business competition, at Dream Office, 14th floor, Casean. The workshop was hosted under the theme ‘The Right Technology is the Backbone for Your Success’ targeting to share knowledge and technique about application for social business, creative digital platform, cloud and security to show contestants. Experienced advice and useful insights were provided by 3 technology experts who are 1. Mr. Kajorn Bhirakit, Adobe Ambassador and Adobe Partner Developer, 2. Mr. Thaweesak Buaratcharoen, Product Development Director, Leap Solutions Asia Co., Ltd. and 3. Mr. Apichai Ruangsiripiyakul, Managing Director Company, Think Technology Ltd. and an experienced Augmented Reality (AR) developer who created AR pamphlet in the Royal Cremation Ceremony for the late King Bhumibol Adulyadej.

โรงงานอัจฉริยะ 2 แห่งของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการยอมรับจากสภาเศรษฐกิจโลก ว่าเป็นประภาคารแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4

  • โรงงาน เลอ โฟเดรเยอ ในประเทศฝรั่งเศส ได้รับรางวัลให้เป็นหนึ่งในท็อป 9 โรงงานที่เปรียบเป็น “ประภาคาร” ซึ่งมีความล้ำหน้ามากที่สุด และนำไปสู่ความสำเร็จในการติดตั้งเทคโนโลยีแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 อันยิ่งใหญ่
  • โรงงาน วูฮาน ในประเทศจีน ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นการพัฒนาไปสู่ “ประภาคาร” ที่ใช้กำหนดเป็นมาตรฐานสำหรับโรงงานอัจฉริยะทั้งในประเทศจีนและประเทศอื่นๆทั่วโลกได้
  • ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอันทรงเกียรติของ “ประภาคารแห่งภาคการผลิต” ที่แบ่งปันความรู้และแนวทางปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพที่สุดให้กับอุตสาหกรรม

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น เผยว่าโรงงาน เลอ โฟเดรเยอ ในประเทศฝรั่งเศส ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในท็อป 9 โรงงานซึ่งมีความล้ำหน้าเปรียบเสมือนเป็น “ประภาคาร” ของโลกซึ่งมีการฝังเทคโนโลยีแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ไว้ในส่วนการผลิตอันทันสมัย ณ การประชุม Meeting of the New Champions ซึ่งเป็นการประชุมประจำปีเกี่ยวกับนวัตกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดโดยสภาเศรษฐกิจโลกที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน

โรงงานเหล่านี้ ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็น “ประภาคาร” โดยได้มีการนำเทคโนโลยีแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 มาใช้อย่างสมบูรณ์และเป็นการใช้งานในขนาดใหญ่ อีกทั้งยังยึดเอาผู้คนและความยั่งยืนเป็นหัวใจหลักของกลยุทธ์ด้านนวัตกรรม  โดยโรงงาน เลอ โฟเดรเยอ ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นโรงงานอัจฉริยะแบบบูรณาการที่ได้มีการนำเครื่องมือระบบดิจิทัล เช่น AR (augmented reality) มาช่วยเสริมศักยภาพให้กับผู้ดำเนินงาน เพื่อเพิ่มความสามารถและลดเวลาการทำงานสำหรับส่วนงานปฏิบัติการและการซ่อมบำรุง รวมถึงการใช้พลังงานในไซต์งานทั้งหมด จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงได้มากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งเพิ่มประสิทธิภาพให้กับอุปกรณ์และเพิ่มผลิตผลได้สูงถึง 7 เปอร์เซ็นต์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการติดตั้งเทคโนโลยีแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 อันนำไปสู่การเป็นโรงงานอัจฉริยะแห่งอนาคต

งานอีเวนต์ “ซัมเมอร์ ดาวอส” หรือ งานประชุมประจำปีของสภาเศรษฐกิจโลกครั้งที่ 12 Annual Meeting of the New Champions เป็นงานที่รวบรวมบรรดาผู้นำธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้เชี่ยวชาญกว่า 2,000 ราย จากกว่า 80 ประเทศ เพื่อเข้าร่วมการอภิปรายในระดับสูง ภายใต้ธีมในปีนี้ซึ่งคือการปรับแต่งสังคมแห่งนวัตกรรมในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 หรือ Shaping Innovative Societies in the Fourth Industrial Revolution โดยมีการประเมินว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 นี้จะสร้างเม็ดเงินให้กับเศรษฐกิจโลกได้ถึง 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐจากการยกระดับประสิทธิผลให้ดียิ่งขึ้น

การได้รับการคัดเลือกจากรายชื่อบริษัทด้านการผลิตกว่า 1,000 แห่ง ทำให้โรงงานอัจฉริยะแห่งอนาคตชั้นนำของโลกแห่งนี้ได้รับรางวัลจากการเป็นไซต์งานที่เปรียบเสมือน “ประภาคาร” จากความสำเร็จในการติดตั้งเทคโนโลยีแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ในแง่ของการขับเคลื่อนให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีทั้งด้านการเงินและการดำเนินงาน

โรงงาน เลอ โฟเดรเยอ ของชไนเดอร์ อิเล็คทริคได้รับรางวัลในฐานะที่เป็นหนึ่งในท็อป 9 ของโลก ที่เป็นไซต์งานซึ่งเปรียบเสมือนเป็น “ประภาคาร” ที่มีความล้ำหน้าที่สุดของโลก โดยมีการนำเทคโนโลยีแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 มาใช้ได้อย่างครอบคลุม  โรงงานดังกล่าวได้มีการติดตั้งเครื่องมือระบบดิจิทัลรุ่นใหม่ล่าสุด เช่น EcoStruxureTM Augmented Operator Advisor  ซึ่งช่วยให้ผู้ดำเนินงานสามารถนำเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) มาช่วยเร่งการดำเนินงานให้เร็วขึ้น รวมถึงการซ่อมบำรุงและยังช่วยเพิ่มผลิตผลได้ระหว่าง 2 ถึง 7 เปอร์เซ็นต์  ทั้งนี้ในการติดตั้งครั้งแรก ระบบสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้มากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งยังมีส่วนช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาหลายปี

โรงงาน วูฮาน ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังได้รับการยกย่องจากชุมชนผู้เชี่ยวชาญในการประชุมดังกล่าวในแง่ของการเป็น “ประภาคาร” สำหรับการบุกเบิกในการนำเทคโนโลยีโรงงานอัจฉริยะมาใช้ในประเทศจีน  วูฮาน ได้รับเลือกให้เป็นไซต์งานแรกที่นำระบบดิจิทัลมาใช้ สำหรับการเดินทางในการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของชไนเดอร์ อิเล็คทริคเมื่อสองปีที่ผ่านมา ด้วยการนำสถาปัตยกรรม EcoStruxureTM สำหรับอุตสาหกรรมของชไนเดอร์ อิเล็คทริค มากำหนดเป็นมาตรฐานสำหรับโรงงานอัจฉริยะในประเทศจีนและประเทศอื่นๆ   โดยไซต์งานดังกล่าวได้มีการติดตั้งระบบบริหารสินทรัพย์และความน่าเชื่อถือ ผ่านโซลูชันคลาวด์และ IIoT  ซึ่งสามารถคืนผลตอบแทนจากการลงทุนได้ภายใน 6 เดือน

อเลน เดอดิเออ รองประธานอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์ ส่วนธุรกิจอุตสาหกรรม ได้เป็นตัวแทนในนามชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในหัวข้อประชุมเรื่อง การสร้างโรงงานแห่งอนาคต (Building Factories of the Future) มาให้ภาพเกี่ยวกับการติดตั้งเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในโรงงานของชไนเดอร์ อิเล็คทริคเอง เพื่อสาธิตให้เห็นว่าโลกดิจิทัลที่เชื่อมต่อถึงกันในปัจจุบันนำผลิตภัณฑ์ และความเป็นเลิศในการดำเนินงานมาใช้อย่างไร นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงข้อได้เปรียบทางธุรกิจในการแข่งขันผ่านประสบการณ์ยอดเยี่ยมที่ลูกค้าได้รับ  โดยอเลน ยังเน้นให้เห็นถึงแนวทางการปฏิบัติระดับโลกของชไนเดอร์ อิเล็คทริคในเรื่องซัพพลายเชนที่มีส่วนช่วยเร่งไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียวที่ยั่งยืน

จากการสาธิต สู่การปฏิรูป ของเครือข่าย “ประภาคาร” เพื่อภาคการผลิต

กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ของธุรกิจที่ลงทุนในเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า ปัญญาประดิษฐ์ หรือการพิมพ์แบบ 3 มิติ ไม่สามารถนำโครงการนำร่องไปสู่เฟสต่อไปได้ ซึงประเด็นคือภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจเกิดใหม่และเศรษฐกิจแบบก้าวหน้า เมื่อถึงเวลาที่ต้องลงทุนในเทคโนโลยีล้ำหน้า สภาเศรษฐกิจโลกจึงได้เปิดตัวเครือข่าย “ประภาคารเพื่อภาคการผลิต” หรือ “manufacturing lighthouses” เพื่อสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ โดย “ประภาคาร” ได้นำประโยชน์ที่เก็บเกี่ยวและเรียนรู้มาช่วยนำทางระบบนิเวศด้านการผลิตที่มีขนาดใหญ่ รวมถึงองค์กรขนาดใหญ่ที่เป็นบริษัทข้ามชาติ องค์กรขนาดกลางและเล็ก สตาร์ท-อัพ ภาครัฐบาล และภาคการศึกษา

ปัจจุบัน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอันทรงเกียรติของบรรดาผู้นำในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่เห็นพ้องในเรื่องของการเปิดประตู เพื่อแบ่งปันความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ร่วมกับอุตสาหกรรมอื่นๆ (เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อิเล็คทรอนิกส์ ฯลฯ) พร้อมทั้งพัฒนาระบบนิเวศของผู้สร้างนวัตกรรม ซึ่งยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและขับเคลื่อนการนำเทคโนโลยีโรงงานอัจฉริยะมาใช้ต่อไปในภายภาคหน้า

โรงงาน เลอ โฟเดรเยอ ได้รับเครื่องหมายการเป็นโชว์เคสอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ Vitrine Industrie du Futur (“Future Industry Showcase”) จาก Alliance Industrie du Futur ในประเทศฝรั่งเศส  โดยเมื่อต้นปีนี้ โรงงานดิจิทัลแห่งนี้ ได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2018 ซึ่งได้รับเกียรติจาก Sébastien Lecornu เลขาธิการรัฐของฝรั่งเศสและเป็นรัฐมนตรี Ecological and Inclusive Transition พร้อมด้วย ฌอง ปาสคาล ตริคัวร์ ประธานและซีอีโอ ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค เข้าร่วมในพิธี

 

Page Visitor

003467615
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
28860
51681
195556
717615
0
3467615
Your IP: 34.231.147.28
2022-05-18 13:33