then
May 22, 2022

ไทยแลนด์เกมโชว์ 2018 งานเกมที่มากกว่าเกม
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมเกมไทย

มหกรรมงานเกมสุดยิ่งใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  “THAILAND GAME SHOW 2018” งานที่รวบรวมทุกคอนเทนต์ในอุตสาหกรรมเกม จัดโดยสองพันธมิตรยักษ์ใหญ่แห่งวงการเกม “ออนไลน์ สเตชั่น”ภายใต้ บริษัท ทรู มีเดีย โซลูชั่นส์ จำกัดและ โชว์ไร้ขีดเผยมุมมองภาพรวมของตลาดเกมในประเทศไทยจุดเปลี่ยนที่สำคัญ พร้อมปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเกมที่รวบรวมทุกคอนเทนต์ในอุตสาหกรรมเกม อาทิผู้พัฒนาเกม ผู้ประกอบการ ค่ายเกม นักกีฬาอีสปอร์ต เกมแคสเตอร์ และอื่น ๆซึ่งในปีนี้มีกิจกรรมพิเศษที่เกิดขึ้นมากมาย แต่ที่พิเศษสุดคือการเปิดตัวเกมฝีมือคนไทยพร้อมผลักดันอาชีพในวงการเกมไทย ทั้งเกมเมอร์ นักกีฬา E-Sports แคสเตอร์ และ นักพัฒนาเกม ให้เป็นที่ยอมรับและก้าวไปสู่ระดับโลก

นายต่อบุญ พ่วงมหา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อและโฆษณา บริษัท ทรู มีเดีย โซลูชั่นส์ จำกัด เผยมุมมองภาพรวมของตลาดเกมในประเทศไทย การเล่นเกมจากอดีตจนถึงปัจจุบันแตกต่างกันอย่างมาก ในอดีตเกมถูกมองเป็นเรื่องไร้สาระเป็นสิ่งที่ไม่มีเป้าหมายใครหลายคนเล่นเพียงแค่ความบันเทิง โดยการเล่นเกมในอดีตจะต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อเครื่องเกมและแผ่นเกม ซึ่งมีราคาแพง และมักเป็นเกมที่เล่นคนเดียวแต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือจากออฟไลน์สู่ออนไลน์อินเตอร์เน็ต กลายเป็นตัวแปรเกมออนไลน์เริ่มเป็นที่นิยม คนเล่นเกมเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กัน ส่งผลให้โมเดลธุรกิจเริ่มปรับเปลี่ยนจากการซื้อเกมเป็นการจ่ายค่าชั่วโมงในเล่น และเปลี่ยนเป็นเล่นฟรีแล้วเพิ่มระบบเติมเงินซื้อขายไอเทม จนในปัจจุบันมีแพลตฟอร์มรองรับมากขึ้นทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงเกมได้ง่าย ส่งผลให้เกิดการแข่งขันระหว่างผู้เล่น ผู้พัฒนาและค่ายเกมเริ่มจัดการแข่งขัน เกิดเป็นทัวร์นาเม้นท์ต่าง ๆ จนกลายเป็น กีฬา E-Sportที่ทุกคนรู้จักกันดี ซึ่งกลายเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างรายได้ให้อย่างมหาศาล

นับว่า E-Sport กลายเป็นจุดเปลี่ยนแนวคิดอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเกม ทำให้การเล่นเกมกลายเป็นอาชีพและได้รับการยอมรับในสังคม ล่าสุดได้ถูกบรรจุเป็นกีฬาเอเชียนเกมส์ ภาครัฐเริ่มให้ความสำคัญ ภาคการศึกษาเริ่มเปิดหลักสูตรเกี่ยวกับเกมมากขึ้น ภาคธุรกิจเริ่มเข้ามาลงทุน เกิดกลุ่มนักพัฒนา เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ให้ใครหลายคน จนกลายเป็นอีกหนึ่งภาคธรุกิจที่มีความหลากหลายส่งผลให้เกิดเป็นอาชีพที่กำลังเป็นกระแสในปัจจุบัน อย่าง เกมแคสเตอร์ หรือคนสร้างคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ อาทิ YouTube, Facebook หรือ Twitch ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนเผยแพร่คอนเทนต์ของตนเองได้อย่างอิสระ และสามารถสร้างรายได้หลักแสนจนถึงหลักล้าน จากผู้ติดตามหรือผู้เข้าชมจนกลายเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมสูง ซึ่งประเทศไทยมีเกมแคสเตอร์ชื่อดังมากมาย อาทิ ZBING Z., MASER GAMER,  XCROSZ, GIBPURI และแคสเตอร์อื่นๆอีกมากมายที่เกิดขึ้น

“ส่งผลให้อุตสาหกรรมเกมเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยดูจากตลาดเกมทั่วโลกในปี 2017 มูลค่ารวมอยู่ที่ 600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 2 หมื่นล้านบาทไทย คาดในปี 2018 เติบโตต่อเนื่องกว่า 25 – 30 เปอร์เซ็นต์ โดยมีปัจจัยมากจาก โมบายเกม หรือ เกมมือถือ และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงราคาไม่แพง ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเกมได้ง่าย คนเล่นเกมในประเทศไทยมีประมาณ 27 ล้านคน จาก 67 ล้านคน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามมูลค่าตลาดและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป โดยปัจจุบันตลาดเกมในไทยใหญ่เป็นอันดับที่ 20 ของโลก อันดับ 8 ในทวีปเอเชีย และอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ”

Thailand Game Show 2018 จึงเป็นงานเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้งานที่รวบรวมทุกคอนเทนต์ในอุตสาหกรรมเกม อาทิ ผู้พัฒนาเกม ผู้ประกอบการ ค่ายเกม นักกีฬาอีสปอร์ต เกมแคสเตอร์ และอื่นๆ ซึ่งในปีนี้มีกิจกรรมพิเศษที่เกิดขึ้นมากมาย แต่ที่พิเศษสุดคือการเปิดตัวเกมฝีมือคนไทย อย่าง INVICTUS  ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอในการก้าวสู่อุตสาหกรรมเกมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทางผู้จัดพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเกมไทย ให้กลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจเกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพร้อมผลักดันอาชีพในวงการเกมไทย ทั้งเกมเมอร์ นักกีฬา E-Sports แคสเตอร์ และ นักพัฒนาเกมให้เป็นที่ยอมรับและก้าวไปสู่ระดับโลก

เตรียมพบกับ Thailand Game Show 2018 กับการรวบรวมเกมทุกแพลตฟอร์ม รวมไปถึงสินค้าไอทีและอุปกรณ์การเล่นเกมต่างๆ มาไว้ในงานเดียว โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมและผลักดันวงการเกมไปสู่ระดับโลก โดยตั้งเป้าจะมีผู้สนใจเข้าร่วมงานปีนี้กว่า 130,000 คนและคาดการณ์ 3 วันเงินสะพัดถึง 140 ล้านบาทในวันที่ 26-28 ตุลาคม 2561 ที่รอยัลพารากอนฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอนนี้

#ThailandGameShow #TGS #TGS2018

เดลล์ อีเอ็มซีชี้องค์กรธุรกิจในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นคือผู้นำระดับโลก
ด้านปฏิรูปไอที (IT Transformation) แต่ยังมีงานที่ต้องทำต่ออีกมาก

ผลการศึกษาเผย ยุคการแข่งขันของการปฏิรูปไอที มีองค์กรเพียง 8 เปอร์เซ็นต์ในเอเชียแปซิฟิก ที่มาถึงจุด “ปฏิรูปสำเร็จ”

สรุปประเด็นข่าว

  • เดลล์ อีเอ็มซี เผยผลสำรวจที่ได้จากการศึกษาการเติบโตของการปฏิรูปไอที (IT Transformation) ในบรรดากลุ่มผู้นำธุรกิจในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น
  • ไม่ถึง 1 ใน 10 ขององค์กรธุรกิจในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ที่ปฏิรูปสำเร็จ
  • องค์กรที่ปฏิรูป มีแนวโน้มที่จะทำรายได้ทะลุเป้าที่ตั้งไว้ ถึง 5 เท่า
  • องค์กรที่ปฏิรูป มีแนวโน้มที่จะส่งผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้นถึง 5 เท่า

เดลล์ อีเอ็มซี เผยผลการศึกษา ที่จัดทำขึ้นโดย ESG (Enterprise Strategy Group) ในแง่ประโยชน์ของการปฏิรูปไอทีในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น รวมถึงการเติบโตด้านไอทีในภูมิภาคดังกล่าวเมื่อเทียบกับที่อื่นในโลก

การศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าองค์กรในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น มีความเข้าใจว่าเทคโนโลยีใหม่และกระบวนการทำงานรูปแบบใหม่เป็นสิ่งจำเป็น ที่ช่วยให้ยืนหยัดและแข่งขันได้ในสภาพเศรษฐกิจดิจิทัล ณ ปัจจุบัน ในขณะที่ภาพรวมของธุรกิจทั่วโลกยังอยู่ในช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลง พร้อมกับผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ และองค์กรเช่นสตาร์ทอัพ กำลังนำเทคโนโลยีมาใช้ในแนวทางใหม่ที่เป็นนวัตกรรม โดยองค์กรเหล่านี้ กำลังปฏิรูปไอทีเพื่อช่วยให้นำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น และยืดหยัดอยู่ท่ามกลางการแข่งขันได้ อีกทั้งยังช่วยผลักดันไปสู่การปฏิรูปทางดิจิทัล

การศึกษาของ ESG เกี่ยวกับการเติบโตของการปฏิรูปไอทีในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2018 (2018 IT Transformation Maturity Study in APJ) ซึ่งสนับสนุนการจัดทำโดยเดลล์ อีเอ็มซี และอินเทล คอร์ปอเรชัน มีผู้เข้าร่วมการสำรวจ 1,374 รายจากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และฮ่องกง โดยมีการแบ่งกลุ่มองค์กรต่างๆ ออกเป็น 4 ประเภท ตามความคืบหน้าในการปฏิรูป ได้แก่องค์กรดั้งเดิม (Legacy) องค์กรที่เพิ่งเริ่ม (Emerging) องค์กรที่มีพัฒนาการที่ดี (Evolving) และองค์กรที่ปฏิรูปแล้ว (Transformed) โดย องค์กรที่ปฏิรูปแล้ว (Transformed) ยังรวมถึงองค์กรที่ปฏิรูปไอทีมาไกลมากจากจุดเริ่มต้น และองค์กรดั้งเดิม (Legacy) รวมถึงองค์กรที่ยังไปไม่ถึงไหนในหลายๆ ปัจจัย

จากการศึกษาพบว่า

  • บรรดาบริษัทในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะปฏิรูปสำเร็จ อยู่ที่ 8 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับที่อื่นของโลกซึ่งอยู่ที่ 5 เปอร์เซ็นต์
  • 90 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทต่างๆ ล้วนตกอยู่ในภาวะกดดันที่ต้องส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการได้เร็วขึ้น ซึ่งต้องอาศัยแนวทางด้านไอทีที่ให้ความคล่องตัวได้มากยิ่งขึ้น
  • 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบสำรวจ กล่าวว่าองค์กรตนกำลังดำเนินการตามความริเริ่มในการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงแรกของการดำเนินการ อยู่ระหว่างกระบวนการ หรือมีความก้าวหน้าในการดำเนินการก็ตาม
  • 75 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทที่ปฏิรูปแล้ว มองว่าปกติแล้วองค์กรตนนำหน้าในการแข่งขันในตลาดได้อย่างเท่าทันต่อเวลา

“เราเห็นถึงการมุ่งเน้นอย่างจริงจังในเรื่องความคล่องตัว และความเร็วในการทำธุรกิจรวมถึงนวัตกรรมขององค์กรในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น” อมิต มิธา ประธานฝ่ายคอมเมอร์เชียล ประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก เดลล์ อีเอ็มซี กล่าว “ในขณะที่องค์กรส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วง “เพิ่งเริ่ม” และ “กำลังพัฒนา” ในแง่ของการเติบโตด้านไอที ซึ่งดูเป็นการเริ่มต้นที่มีแนวโน้มไปในทางที่ดี และเราก็เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาคพื้นดังกล่าวในการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการปฏิรูป รวมถึงการครองส่วนแบ่งตลาดและรักษาการเติบโตในอนาคต ความมุ่งมั่นดังกล่าวยังคงขับเคลื่อนภูมิภาคให้ยืนหยัดอยู่แถวหน้าในการปฏิรูปทางดิจิทัลทั่วโลกได้ต่อไป”

เดวิด เว็บสเตอร์ ประธาน ฝ่ายธุรกิจเอ็นเตอร์ไพร์ซประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น เดลล์ อีเอ็มซี กล่าวเสริม “ความสำคัญของการปฏิรูปไอทีและดิจิทัล ทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นหัวข้อสำคัญในการประชุมผู้บริหาร ในขณะที่ฝ่ายไอทีในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ยังคงเดินหน้าต่อเพื่อกำหนดบทบาทตนเอง ในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ทางธุรกิจเมื่อเทียบกับองค์กรที่ทัดเทียมทั่วโลก เพราะภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมีนัย  การลงทุนในเทคโนโลยีหลักในภูมิภาคดังกล่าวนับว่าสูงกว่าที่อื่นทั่วโลก ซึ่งสร้างความเป็นไปได้มหาศาลในการปฏิรูป และประสบความสำเร็จในการทำให้เทคโนโลยี กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทางธุรกิจ”

การศึกษาการเติบโตของการปฏิรูปไอทีของ ESG ประจำปี 2018

การศึกษาการเติบโตของการปฏิรูปไอทีจากการวิจัยในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ตาม ข่าวประชาสัมพันธ์ ของ ESG’s 2018 IT Transformation Maturity Study ที่ออกมาก่อนหน้าในปีนี้ ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้มุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับสภาวการณ์ด้านการปฏิรูปไอทีทั่วโลก ซึ่งประโยชน์ที่ธุรกิจได้รับถือเป็นการเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ของบริษัท รวมถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีที่มีต่อการปฏิรูปไอที  นอกจากนี้ การศึกษาที่สนับสนุนการจัดทำโดยเดลล์ อีเอ็มซี และอินเทล คอร์ปอเรชัน ยังพิสูจน์ได้ว่าการปฏิรูปไอทีส่งผลให้ได้รับประโยชน์ปลายทางคือการผลักดันไปสู่การสร้างนวัตกรรม สร้างความแตกต่างทางธุรกิจ และสร้างการเติบโต

การเติบโตของไอทีในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น

ผลการรายงานในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก แสดงให้เห็นถึงแรงผลักดันต่อเนื่องอย่างจริงจังของการปฏิรูปไอทีที่กำลังโลดแล่นในภูมิภาคดังกล่าว ความสำคัญที่ว่ามาจากการที่ผู้ตอบสำรวจมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการปฏิรูปไอทีและการปฏิรูปดิจิทัล รวมถึงความกดดันในเรื่องของเวลาในการนำสินค้าลงสู่ตลาด และความต้องการในการลดต้นทุนให้ได้มาก สิ่งที่คล้ายกับผลการรายงานทั่วโลกก็คือ องค์กรในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกที่ปฏิรูประบบไอทีของตนก็จะดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง มากกว่าองค์กรที่มีคะแนนการเติบโตน้อยกว่า โดยในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น

  • องค์กรที่ปฏิรูป มีแนวโน้มที่จะตัดสินใจทางธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น และเร็วขึ้นถึง 5 เท่าเมื่อเทียบกับการแข่งขัน
  • องค์กรที่ปฏิรูป มีแนวโน้มที่จะนำแอปพลิเคชันทั้งหมดมาปรับใช้งานได้สำเร็จเร็วกว่าเวลาที่กำหนด
  • องค์กรที่ปฏิรูป ใช้เวลาน้อยลงถึง 73 เปอร์เซ็นต์ ในการสนับสนุนการทำงานของแอปพลิเคชันสำคัญทางธุรกิจ

การเติบโตของไอที ในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุน เมื่อเทียบกับทั่วโลก

เพื่อให้แข่งขันได้ในการแข่งด้านนวัตกรรม องค์กรในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ยังคงสร้างระบบโครงสร้างไอทีแบบองค์รวมอย่างต่อเนื่อง และนำหน้าภูมิภาคอื่นของโลกในแง่ของการนำเทคโนโลยีบางประเภทมาใช้งาน อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าผู้นำธุรกิจในภูมิภาคนี้ยังคงตามหลังผู้ที่ทัดเทียมกันในระดับโลก ในเรื่องความเข้าใจว่าจะนำไอทีมาปรับให้เข้ากับการพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจส่วนไหนได้บ้าง และจะแปลงการปฏิรูปไอทีไปสู่ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันสำคัญสำหรับองค์กรธุรกิจในภาพรวมได้อย่างไร  โดยในเอเชียแปซิฟิก

  • องค์กรที่ปฏิรูปแล้ว จะนำหน้าองค์กรอื่นในโลก ในแง่ของการขยายขีดความสามารถในการใช้สตอเรจ - 70 เปอร์เซ็นต์ ต่อ 65 เปอร์เซ็นต์
  • องค์กรที่ปฏิรูปแล้ว จะนำหน้าองค์กรอื่นในโลก ในแง่ของการนำแฟลชมาใช้งาน - 76 เปอร์เซ็นต์ ต่อ 72 เปอร์เซ็นต์
  • 24 เปอร์เซ็นต์ ขององค์กรที่ปฏิรูปแล้ว ในเอเชียแปซิฟิก มองไอทีว่าเป็นปัจจัยที่สร้างความแตกต่างทางการแข่งขัน เมื่อเทียบกับอีก 37 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรที่เหลือของโลก
  • มีความเป็นไปได้ที่ผู้นำไอทีจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจ ในบริษัทที่ปฏิรูปแล้วซึ่งมีฐานอยู่ในเอเชียแปซิฟิก ในอัตรา 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ 67 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรที่เหลือของโลก

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

เดลล์ เทคโนโลยีส์

เดลล์ เทคโนโลยีส์ ประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจที่มีลักษณะเฉพาะที่มอบโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และสำคัญในการสร้างอนาคตดิจิทัลให้แก่องค์กรธุรกิจ ทั้งปฏิรูปไอที และให้การปกป้องข้อมูลที่ถือเป็นสินทรัพย์สำคัญ เดลล์ เทคโนโลยีส์ให้การดูแลสนับสนุนลูกค้าทุกขนาดองค์กรใน 180 ประเทศ - เริ่มตั้งแต่ 99 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทที่จัดอันดับใน Fortune 500 ไปจนถึงลูกค้ารายย่อย – ด้วยสายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่สมบูรณ์พร้อมที่สุดตั้งแต่เทคโนโลยีปลายทาง (Edge) สู่ส่วนกลางที่สำคัญ (Core) ตลอดจนถึงคลาวด์ เดลล์ เทคโนโลยีส์ ประกอบด้วยแบรนด์ต่างๆ ดังต่อไปนี้ เดลล์ เดลล์ อีเอ็มซี พิโวทอล อาร์เอสเอ ซิเคียวเวิร์คส์ เวอร์ทุสสตรีม และวีเอ็มแวร์

ปรับโฉมคนทำงาน ด้วยความสามารถด้านการเชื่อมต่อ และระบบอัจฉริยะในยุคดิจิทัล

โดย ทอมมี่ เหลียง ประธานบริษัท ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกและญี่ปุ่น

เราใช้ชีวิตอยู่ในโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากโมเดลธุรกิจใหม่ ไปสู่ระบบพลังงานใหม่ การปฏิรูปสู่ดิจิทัลได้แผ่ขยายอย่างเต็มกำลังรอบตัวเรา ด้วยสภาพการแข่งขันอย่างสูงในธุรกิจ ความสำเร็จขององค์กรในวันนี้ จึงขึ้นอยู่กับว่าองค์กรธุรกิจนำความสามารถด้านการเชื่อมต่อ ความสามารถในการคาดการณ์ รวมถึงความเรียบง่ายในการบริหารจัดการข้อมูลมาช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับพนักงาน เพื่อเพิ่มผลลัพธ์และความเชี่ยวชาญในการสร้างคุณค่าและการเติบโตให้กับองค์กรได้อย่างไร

การปฏิรูปทางดิจิทัลถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี เช่น คลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence หรือ AI) และ IoT สำหรับอุตสาหกรรม (IIoT) ซึ่งหลายอุตสาหกรรมต่างค่อยๆ ทยอยกันปฏิรูปสู่ดิจิทัล นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจในปัจจุบัน สิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจคือต้องแน่ใจด้วยว่าบุคลากรจะต้องได้รับการ "ปฏิรูปทางดิจิทัล" ด้วยเช่นกัน ดังนั้นผู้ที่สามารถปรับใช้เทคโนโลยีได้ดีหรือผู้ที่ก้าวทันโลก จะมีความสามารถนำโอกาสที่เกิดในยุค IoT มาใช้กับการทำงานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เพิ่มขีดความสามารถของพนักงาน จากความร่วมมือและการฝึกอบรม

แม้ว่าบริษัทมากมายต่างตระหนักดีถึงความสำคัญของการปรับโฉมให้กับคนทำงาน แต่ก็ยังคงมีช่องว่างในเรื่องของทักษะอยู่มาก จากรายงานของ Accenture ระบุว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของนายจ้างพูดถึงการขาดแคลนผู้ที่มีความสามารถโดดเด่น และตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ในภาพรวมของเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บริษัทต่างๆจำเป็นต้องดูแลและสร้างคนทำงานที่พร้อมสำหรับอนาคต ด้วยการลงทุนเรื่องของการฝึกอบรม เพิ่มทักษะให้กับพนักงานและส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ตัวอย่างเช่น ชไนเดอร์ อิเล็คทริคให้โอกาสกับพนักงานในการฝึกอบรมต่างออฟฟิศ เพื่อให้ได้ทักษะที่แตกต่างรวมถึงมีมุมมองใหม่ๆ ซึ่งมีส่วนช่วยเร่งให้เกิดความก้าวหน้าในสายอาชีพ พร้อมส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจ ผู้นำธุรกิจในปัจจุบันต้องทำมากกว่าการพัฒนาทักษะด้านเทคนิค โดยการเพิ่มทักษะด้านอารมณ์ เช่น การแก้ปัญหาและการคิดเชิงวิพากษ์ เพื่อเติมเต็มความมุ่งมั่นจากภาครัฐบาลเช่นโครงการ "SMEs Go Digital", SkillsFuture และคุณสมบัติทักษะฝีมือแรงงาน

บริษัทฯยังมีอีกบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ที่มีความสามารถพิเศษก่อนเข้าสู่การทำงาน ด้วยการเข้าไปมีส่วนร่วมกับสถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งอาจรวมถึงความร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัย เพื่อให้นักเรียนมีทักษะด้านเทคนิคจากโปรแกรมฝึกงานและการฝึกอบรมในที่ทำงาน รวมถึงการจัดแข่งขันนำเสนอแผนธุรกิจในการทำงานจริง

ประโยชน์ของบุคลากรที่มีความสามารถทางเทคโนโลยี (Smart Workforce)

คนทำงานที่มีความพร้อมในการใช้ประโยชน์จาก IoT จะมีอนาคตไกล เพื่อพิสูจน์ว่าบริษัทไปได้ดีในยุคดิจิทัล การเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัลจะปูทางไปสู่การหลอมรวมข้อมูลจากการวางแผนและการดำเนินการจริงเข้าด้วยกัน เพื่อการบริหารจัดการสินทรัพย์และความสูญเสีย โดยใช้เทคโนโลยีการบริหารข้อมูลและระบบวิเคราะห์ข้อมูล มาช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นภาพของความสามารถในการทำกำไรในโครงการนั้นๆ ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการ หรือทนุบำรุงดูแลสินทรัพย์ก่อนที่จะเกิดความเสียหาย

การผสานรวมเทคโนโลยีต่างๆ เช่นอุปกรณ์ AR (augmented-reality) ที่ใช้ IoT ช่วยเพิ่มศักยภาพให้แก่ผู้ใช้งาน ด้วยทักษะและความรู้ใหม่ๆที่ช่วยให้สามารถบริหารจัดการกับสินค้าคงคลังได้ดียิ่งขึ้น ด้วยความสามารถในการเชื่อมต่อที่มากขึ้นจากการใช้ IoT ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ โดยนำข้อมูลมาใช้คาดการณ์ถึงความล้มเหลวได้ล่วงหน้า บุคลากรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเท่าทันเหตุการณ์มากขึ้น ด้วยการดำเนินการซ่อมแซมและเปลี่ยนอุปกรณ์ก่อนที่เครื่องจะทำงานผิดปกติซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน ความก้าวหน้าด้านความฉลาดของเครื่องจักรยังช่วยให้มนุษย์สามารถทำงานโต้ตอบกับระบบเซ็นเซอร์ได้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของงานและให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ กระทั่งโซลูชัน AI และเทคโนโลยี ML (machine learning) ล้วนใช้การจดจำรูปแบบขั้นสูง เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับโปรไฟล์การปฏิบัติงานที่เป็นอัตลักษณ์ของสินทรัพย์และกระบวนการต่างๆ ข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์เซ็นเซอร์ของเครื่องจักร ถูกนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลการดำเนินงานได้ในแบบเรียลไทม์ โดยให้การแจ้งตือนล่วงหน้าเกี่ยวกับปัญหาของอุปกรณ์ต่างๆ ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถระบุปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ล่วงหน้า

เทคโนโลยีในวันนี้จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีที่ใหม่กว่าในวันพรุ่งนี้ คนทำงานยุคใหม่จำต้องมีความสามารถในการควบคุมการใช้เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดได้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของบริษัท องค์กรจำต้องลงทุนในเรื่องของการอบรมและพัฒนาผู้ที่มีความสามารถโดดเด่น  พร้อมกันนี้ สิ่งสำคัญคือการฝึกอบรมให้กับผู้มีความสามารถที่เพิ่งเข้ามาเริ่มงานใหม่ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะมีบุคคลที่พร้อมด้วยความสามารถและทักษะความชำนาญ เข้ามาร่วมทีมและสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงคือสิ่งเดียวที่เกิดขึ้นตลอดเวลาในชีวิต และเราจำเป็นต้องดำเนินบทบาทในการสร้างความมั่นคงให้กับอนาคต

ทีซีซีเทคร่วมแสดงโซลูชันในงาน Market Capital IT Day พร้อมให้ความรู้ด้าน Secure Facility

เมื่อเร็วๆนี้ - บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด ร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการในงาน Market Capital IT Day ซึ่งจัดขึ้นที่ ณ ห้องวิมานสุริยา โรงแรมดุสิตธานี โดยสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย งานสัมมนานี้มีหัวข้อด้านเทคโนโลยีที่มีความสำคัญต่อภาคธุรกิจการเงินที่หลากหลายและน่าสนใจ อาทิเช่น เทคโนโลยีคลาวด์ (Cloud) ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) อีกทั้งยังมีโซลูชันด้านความปลอดภัยและการป้องกันการโจมตีจากภัยคุกคามต่างๆ (Security and Threats Protection) โดยในงานนี้ นายทิวา เพ็ชรรัตน์ Data Center Operation Director ได้รับเกียรติขึ้นบรรยายในหัวข้อ Secure Facility : What to look for ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซนเตอร์ ที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัล โดยได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมสัมมนาจากบริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทจัดการกองทุนรวมในงานนี้เป็นจำนวนมาก

____________________

TCCtech Sponsored Market Capital IT Day to Leverage Financial Sector in Digital Era

Recently – T.C.C. Technology Co., Ltd. (TCCtech) participated in Market Capital IT Day as an official sponsored partner at Vimarn Suriya Room, Dusit Thani Bangkok. The seminar was hosted by Association of Thai Securities Companies (ASCO) with an aim to provide essential technology topics for financial sector, for examples Cloud, Artificial Intelligence, Security and Threats Protection. TCCtech represented by Mr. Tiwa Petcharat, Data Center Operation Director additionally presented keynote under the topic Secure Facility: What to look for, describing the efficiency and necessity of data center infrastructure towards business operation in digital era and received well attention from Securities companies and fund management companies.

‘Balkanisation’ แคสเปอร์สกี้ แลป ชี้ให้เห็นถึงความอันตรายของความแตกแยกในโลกอินเทอร์เน็ต

ในงานประชุมประจำปี Kaspersky Lab APAC Cyber Security Weekend ครั้งที่ 4 ที่จัดขึ้นที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา แคสเปอร์สกี้ แลป ได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่จะเป็นผลมาจากบอลข่านไนเซชั่น (Balkanisation) ในโลกไซเบอร์ หรือการแตกแยกของเวิลด์ไวด์เว็บนั่นเอง

Page Visitor

003658433
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
14653
47989
14653
908433
0
3658433
Your IP: 34.231.244.12
2022-05-22 06:06