เอ็นไอเอ เปิดตัวหลักสูตรธุรกิจนวัตกรรมในระดับมัธยม  ปั้นเด็กไทยสู่ผู้ขับเคลื่อนอนาคต พร้อมนำร่องเปิดสอน รร.สามเสน ปีการศึกษา 62 ที่แรก!!!

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย นำร่องเปิดโครงการห้องเรียนนวัตกรรมในหลักสูตร “STEAM4INNOVATOR@SCHOOL” โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาศักยภาพการเป็นผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมตั้งแต่ระดับเยาวชน ซึ่งหลักสูตรนี้จะเริ่มเข้าไปจัดกิจรรมในโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยเป็นแห่งแรก ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 เป็นเวลา 12 สัปดาห์ เปิดสอนเป็นห้องเรียนพิเศษในวันเสาร์ให้กับนักเรียนที่สนใจได้มาเรียนรู้เรื่องธุรกิจนวัตกรรม พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนักพัฒนาโครงการนวัตกรรมจาก NIA นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมส่งเสริมอื่นๆ อาทิ การลงมือออกแบบโมเดลธุรกิจนวัตกรรรม การศึกษาดูงานต่างประเทศ การทำแผนพัฒนาธุรกิจ ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้ถือเป็นการพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรมของเยาวชนให้มีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปต่อยอดสู่โลกการทำงานในอนาคต

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า NIA ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การสร้างแรงบันดาลใจจนถึงการพัฒนาความสามารถของเยาวชนผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การจัดกระบวนการเรียนรู้ การเวิร์กช็อป การฝึกงาน กิจกรรมค่าย ฯลฯ โดยใช้แนวทางจัดการเรียนรู้สมัยใหม่ที่เรียกว่า “STEAM4INNOVATOR” ซึ่งจะนำความรู้ด้านธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการมาบูรณาการเข้ากับความรู้ความเข้าใจทางด้าน STEAM (Science, Technology, Engineering, Art, Mathematics) เพื่อให้เยาวชนสามารถประยุกต์และสร้างสรรค์ผลงานบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มีมิติของการประกอบธุรกิจนวัตกรรมอยู่ด้วย

ล่าสุด NIA ได้ร่วมกับโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย นำร่องเปิดโครงการห้องเรียนนวัตกรรมในหลักสูตร “STEAM4INNOVATOR@SCHOOL” ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ร่วมมือกับโรงเรียนสามเสนฯ ในการนำหลักสูตรดังกล่าวเข้าไปสอนเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียน โดยจะเปิดสอนเป็นห้องเรียนพิเศษในวันเสาร์ให้กับนักเรียนที่สนใจได้มาเรียนรู้เรื่องธุรกิจนวัตกรรมตลอด 12 สัปดาห์ ผ่าน 4 กระบวนการของ STEAM4INNOVATOR ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 รู้ลึก รู้จริง (Insight) ในสัปดาห์ที่ 1-3 นักเรียนจะได้ค้นหาแรงบันดาลใจ จากกรณีศึกษา (case study) ต่าง ๆ และทำการค้นหาข้อมูลเชิงลึก (insight) ของกลุ่มเป้าหมายที่สนใจ ผ่านกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (design thinking) ขั้นตอนที่ 2 สร้างสรรค์ไอเดีย (Wow Idea) ในสัปดาห์ที่ 4-5 นักเรียนจะนำความคิดที่หลากหลายมาสังเคราะห์เป็นไอเดียที่มีคุณค่า มีการกำหนดปัญหาและเป้าหมายที่ชัดเจนและมีโอกาสทำได้จริง

ขั้นตอนที่ 3 แผนพัฒนาธุรกิจ (Business Model) ในสัปดาห์ที่ 6-9 นักเรียนจะได้คิดแผนธุรกิจเบื้องต้น ได้ลงมือทำต้นแบบชิ้นงาน (prototype) ได้นำชิ้นงานไปทดสอบกับลูกค้าจริง และได้หารือการพัฒนาชิ้นงานและการทำธุรกิจกับพี่ผู้เชี่ยวชาญ ที่สำคัญได้เรียนรู้ทักษะการทำงานเป็นทีม เพื่อสร้างผลสำเร็จ ขั้นตอนที่ 4 การผลิตและการกระจาย (Production & Diffusion) สัปดาห์ที่ 10-12 นักเรียนจะได้เรียนรู้วิธีการผลิตเชิงอุตสาหกรรม ได้เรียนรู้วิธีการเผยแพร่และจำหน่ายสินค้า เรียนรู้เทคนิควิธีการนำเสนอผลงานเพื่อการลงทุน และได้ขึ้นเวที Pitching จริง รับคำแนะนำจากคณะกรรมการและพี่ผู้ประกอบการเพื่อนำไปพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้นและสร้างเป็นธุรกิจได้ต่อไป โครงการนี้ถือว่าเราได้รับความร่วมมือจากทั้ง 4 ภาคส่วน ได้แก่ NIA โรงเรียน ผู้ประกอบการ ผู้ปกครองและนักเรียน ดร.พันธุ์อาจ กล่าวเพิ่มเติม

ดร.สหชัย สาสวน ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย 

ดร.สหชัย สาสวน ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย กล่าวว่า “ปัจจุบันเป็นยุคแห่งเทคโนโลยี และข้อมูลข่าวสาร ทำให้เยาวชนไทยมีความสามารถในการค้นคว้าหาความรู้ด้วยตัวเองจากสื่อต่าง ๆ ที่หลากหลายได้อย่างรวดเร็ว ครูในยุคปัจจุบันจึงต้องปรับตัวให้สามารถเข้าใจ เข้าถึง และอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนในการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านการถาม การฟัง การสังเกต การวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงสร้างความไว้วางใจ และสร้างแรงบันดาลใจในการที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเอง เพื่อให้เยาวชนมีทักษะที่จะต่อยอดการเรียนรู้ในโลกแห่งความรู้มากมายต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในเนื้อหาสาระด้านนวัตกรรม รวมถึงจัดกระบวนการให้คำปรึกษาแนะนำอย่างใกล้ชิดในการลงมือปฏิบัติตามแนวทางการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการดำเนินธุรกิจนวัตกรรมเบื้องต้น ซึ่งเยาวชนจะได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาที่เกี่ยวข้องรวมถึงนักพัฒนาโครงการนวัตกรรมจาก NIA ทั้งนี้ โรงเรียนสามเสนจะจัดเตรียมสถานที่และบุคลากรเพื่อร่วมจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงการร่วมมือกับสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนสามเสนฯ สนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนที่อาจเกิดขึ้นเพื่อการส่งเสริมให้นักเรียนสามารถผลิตชิ้นงานต้นแบบเพื่อการทดสอบนำร่อง หรือการเพิ่มประสบการณ์ที่มีคุณค่าใหม่ที่เป็นโอกาสในการเรียนรู้ที่กว้างขึ้น เช่นการศึกษาดูงานด้านนวัตกรรมทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่ได้นำ โครงการห้องเรียนนวัตกรรมในหลักสูตร “STEAM4INNOVATOR@SCHOOL” มานำร่องในโรงเรียน เพราะนอกจากจะได้เป็นการปลูกฝังแนวความคิดด้านการเริ่มต้นธุรกิจนวัตกรรมตั้งแต่เยาว์วัยแล้ว ยังส่งเสริมให้เยาวชนได้คิด ได้ลงมือทำ และเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตนเองอีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ www.nia.or.th หรือ facebook.com/niathailand

เอ็นไอเอชี้ธุรกิจกลุ่ม “มาร์เทค” โตทะลุ 5 แสนล้าน ในปี 2022 เตรียมนำสตาร์ทอัพกลุ่มศิลปะ – ดนตรีไทย โชว์ศักยภาพที่เวทีระดับโลก 

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ชี้สตาร์ทอัพกลุ่มมาร์เทค (MarTech) หรือ กลุ่มธุรกิจดนตรี ศิลปะ และนันทนาการ เป็นกลุ่มที่กำลังมาแรงและน่าสนใจ พร้อมจับมือ บริษัท ฟังใจ จำกัด และ NYLON Thailand นำวงดนตรีและสตาร์ทอัพไทยโชว์ผลงานธุรกิจที่ “South by South West 2019” สหรัฐอเมริกา เพื่อแสดงศักยภาพสู่สายตาชาวโลก พร้อมเปิดประสบการณ์รับชมผลงานเด่นๆจากนานาประเทศ นอกจากนี้ในอนาคต  จะมีการจัดงาน Bangkok Music City ซึ่งเป็นงานเทศกาลและการประชุมระดับนานาชาติด้านธุรกิจบันเทิงและดนตรีแห่งแรกของประเทศไทย คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 1 หมื่นคน โดยปัจจุบันกลุ่มธุรกิจดนตรี ศิลปะ และนันทนาการ เป็นกลุ่มที่กำลังมาแรงและน่าสนใจ มีมูลค่าทางตลาดสูงถึง 478,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตถึง 6.5% หรือกว่า 500,000 ล้านบาท ในปี 2022  ซึ่งการเติบโตที่สูงขึ้นเป็นผลมาจากการเข้าถึงคอนเทนต์ความบันเทิง เช่น มิวสิคสตรีมมิ่ง วิดีโอคอนเทนต์ ที่เพิ่มอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขยายตัวของดิจิทัลที่ทำให้เกิดธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลากหลายรูปแบบ  

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การส่งเสริมและสนับสนุนวิสาหกิจเริ่มต้น หรือสตาร์ทอัพ เป็นหนึ่งในพันธกิจที่ NIA ให้ความสำคัญและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาสตาร์ทอัพไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม FinTech, TravelTech หรือ AgTech ที่กำลังเป็นที่จับตามองอยู่ในขณะนี้ และยังมีอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจที่ NIA ให้ความสนใจนั่นก็คือ กลุ่มธุรกิจดนตรี ศิลปะ และนันทนาการ หรือที่เรียกว่า MAR Tech ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าตลาดสูงถึง 478,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตถึง 6.5% หรือกว่า 500,000 ล้านบาท ใน ปี 2022 ทั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของสะพานเชื่อมระหว่าง Tech Startup กับแวดวงดนตรี ศิลปะ และนันทนาการ ผ่านการนำกลุ่มสตาร์ทอัพที่อยู่ในระบบนิเวศเข้ามาช่วยพัฒนา และวางแผนแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของสตาร์ทอัพไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีด้านดนตรี ศิลปะ และนันทนาการ ซึ่งนอกจากผลลัพธ์ที่จะเกิดกับอุตสาหกรรมนี้โดยตรงแล้ว ยังเป็นตัวช่วยในการสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยให้มีเสน่ห์และน่าสนใจได้อีกรูปแบบหนึ่งอีกด้วย

ดร. กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 

ด้าน ดร. กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีศิลปิน นักดนตรี และครีเอทีฟฝีมือดีไม่แพ้ชาติใดในโลก ประกอบกับการขยายตัวของโลกดิจิทัลที่ประชาชนสามารถเข้าถึงคอนเทนต์ความบันเทิง เช่น มิวสิคสตรีมมิ่ง วิดีโอคอนเทนต์ โฆษณาบนโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่ออนไลน์เกม ทำให้อุตสาหกรรมนี้มีศักยภาพในการเติบโตขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับการส่งเสริมและสนับสนุนสตาร์ทอัพในกลุ่ม MARTech นี้ NIA เริ่มประเดิมกิจกรรมแรกร่วมกับ 2 พันธมิตรหลัก ได้แก่ บริษัท ฟังใจ จำกัด (Fungjai) และ NYLON Thailand นำ วงดนตรีและสตาร์ทอัพไทยที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจดนตรี ท่องเที่ยว นันทนาการ เช่น MYBAND, Local Alike, Cookly, Zipevent และวงดนตรี Yellow Fang เข้าร่วมแสดงผลงานที่ “South by South West 2019” ณ เมืองออสติน รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อแสดงศักยภาพสู่สายตาชาวโลก พร้อมเปิดประสบการณ์ในการรับชมผลงานเด่นจากนานาประเทศ โดยยังมี กิจกรรม International Innovation Platform ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพที่ไปออกงานได้มีโอกาสนำเสนอ ผลงาน และนวัตกรรมที่ใช้ในบริษัทของตนเอง แก่ผู้จัดแสดงผลงานบริษัทอื่นๆ และผู้เข้าร่วมงาน ณ Austin Convention Center รวมถึงอีกหนึ่งกิจกรรมที่เป็นไฮไลท์สำคัญ คือ Thai Night ที่กลุ่มศิลปินไทย วง Yellow Fang และวง My Life As Ali Thomas ได้มีโอกาสแสดงผลงานดนตรีในงานเป็นครั้งแรกร่วมกับกลุ่มศิลปินจาก Play Time Festival ของประเทศมองโกเลีย ในส่วนมิวสิคเฟสติวัลของงาน South by Southwest ณ ร้าน Valhalla

อย่างไรก็ดี  NIA ยังมีการวางแผนนำ MAR Tech มาเป็นประเด็นหลักในการจัดงาน Startup Thailand 2019 ในช่วงปลายเดือนเดือนกรกฎาคม 2562 และจะมีการจัดงาน Bangkok Music City ซึ่งเป็นงานเทศกาลและการประชุมระดับนานาชาติด้านธุรกิจบันเทิงและดนตรีแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศิลปะและดนตรีของกรุงเทพมหานคร ซึ่งนอกเหนือจากการเพิ่มศักยภาพสตาร์ทอัพในวงการ MAR Tech ไทยแล้ว ยังมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงดนตรี การท่องเที่ยวด้านความคิดสร้างสรรค์ และการส่งออกสินค้าทางความคิดสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ
ทั้งทางตรงและทางอ้อม ภายในงานจะประกอบไปด้วย 2 ส่วนสำคัญภายในงาน ได้แก่ มิวสิคเฟสติวัล และการประชุมระดับนานาชาติ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 10,000 คน จากทั้งไทยและต่างประเทศ ดร. กริชผกา กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ www.nia.or.th หรือ facebook.com/niathailand

เอ็นไอเอ เดินหน้าสู่เจ้าภาพหลักการผลักดัน “ธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม” เฟ้นหา 3 แพลตฟอร์มสุดล้ำ หวังพลิกคุณภาพชนบท-สังคมเมือง

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เร่งขับเคลื่อนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม เดินหน้าโครงการนวัตกรรมสำหรับเมืองและชุมชน หรือ City & Community Innovation Challenge ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อเฟ้นหาโครงการที่สามารถแก้ไขปัญหาและประเด็นท้าทายที่เกิดขึ้นในสังคม โดยโจทย์ที่สำคัญในปีนี้แบ่งเป็น 3 หัวข้อ ได้แก่ นวัตกรรมการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ นวัตกรรมบริการสาธารณะ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง   ทั้งนี้ การดำเนินโนโยบายดังกล่าว NIA ถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักของรัฐที่จะช่วยสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้เกิดการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องด้วยกลไกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้ทุนสนับสนุน รวมทั้งการส่งเสริมวัฒนธรรมนวัตกรรม เช่น การบ่มเพาะ การเชื่อมโยงเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ การพัฒนาโครงการนำร่อง รวมถึงการขยายผลให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า NIA เล็งเห็นถึงโอกาสในการส่งเสริมและผลักดัน “นวัตกรรมเพื่อสังคม” ให้สามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำให้ได้มากยิ่งขึ้น จึงเดินหน้าโครงการนวัตกรรมสำหรับเมืองและชุมชน หรือ City & Community Innovation Challenge ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ซึ่งเป็นแนวคิดในการทำงานร่วมกันหรือเรียกว่า “การร่วมรังสรรค์” ระหว่างหน่วยงานด้านการปกครอง องค์กรเอกชน องค์กรภาคสังคม ภาคการศึกษา และภาคประชาชน โดยจะมุ่งเฟ้นหาโครงการที่สามารถผลักดันไปสู่การใช้งานจริง เพื่อแก้ไขปัญหาและประเด็นท้าทายที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งโจทย์ที่สำคัญในปีนี้แบ่งเป็น 3 หัวข้อ ได้แก่

  • นวัตกรรมการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ (Innovation for Disaster Risk Management) ซึ่งมุ่งเน้นการป้องกันและลดผลกระทบความเสี่ยงภัยพิบัติ การเตรียมความพร้อมต่อการเผชิญภัยพิบัติ การรับมือและตอบสนองต่อสถานการณ์ การบรรเทาทุกข์และให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น การฟื้นฟู (การซ่อมสร้าง หรือการฟื้นคืนวิถีชีวิต)
  • นวัตกรรมบริการสาธารณะ (Public Service Innovation) มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีพลเมืองในการมีส่วนร่วมของประชาชน การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อภาครัฐ ความโปร่งใสในการดำเนินงาน การเข้าถึงบริการสาธารณะ การแก้ปัญหาต่างๆในเมืองและชุมชน การสื่อสารระหว่างภาครัฐกับประชาชน
  • การยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง (Enhancing Livelihoods of Vulnerable Groups) โดยให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม การเข้าถึงการบริการด้านต่างๆ ของผู้สูงอายุ ความเท่าเทียมทางเพศนวัตกรรมสำหรับผู้พิการ ความเท่าเทียมด้านการศึกษา การจัดการระบบสุขภาพ และนวัตกรรมสำหรับผู้ด้อยโอกาส

โดยในการเฟ้นหานวัตกรรมทั้ง 3 หัวข้อ จะพิจารณาหลักเกณฑ์ที่สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ระดับความเป็นนวัตกรรม เป้าหมายและผลกระทบของโครงการ โอกาสในการขยายผล และความร่วมมือกับเมืองและชุมชน ซึ่งโครงการที่ผ่านการพิจารณาคัดเลือกจะได้รับการสนับสนุนเงินทุนสูงสุดไม่เกิน 1.5 ล้านบาท พร้อมนำไปดำเนินการจริงในพื้นที่ตามหลักเกณฑ์ที่ NIA กำหนดภายในระยะเวลา 12 เดือน และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆต่อไป

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาดังกล่าวส่วนใหญ่อาจขาดความคล่องตัว จึงทำให้ภาคเอกชนหลายๆแห่งเข้ามาช่วยในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์การแก้ปัญหาของสังคมมากขึ้นผ่านหน่วยงานต่างๆ เช่น มูลนิธิ สหกรณ์ องค์กรการกุศล รวมถึงวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ซึ่งองค์กรเหล่านี้มีวัตถุประสงค์ในการสร้างระบบและแพลตฟอร์มเพื่อการขจัดอุปสรรคต่างๆทั้งปัญหาความยากจน สุขภาวะความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อม พลังงาน และมุ่งผลประโยชน์เพื่อสังคมและสาธารณะเป็นหลัก

แต่อย่างไรก็ตาม แม้องค์กรเอกชนหลายๆแห่ง จะหันมาให้ความสำคัญในการพัฒนาสังคมให้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่การสร้างสรรค์เครื่องมือหรือระบบต่างๆในปัจจุบันนั้นก็ยังนับว่าเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากยังขาดการส่งเสริมปัจจัยที่จำเป็นจากหน่วยงานภาครัฐในระดับที่เพียงพอ เช่น การสนับสนุนเงินทุน การลดหย่อนภาษี รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพองค์กรให้สามารถพัฒนานวัตกรรมให้เกิดการขยายผลสู่กลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวนับเป็นความท้าทายที่จะต้องเร่งดำเนินการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะต้องบูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้มีการทำงานร่วมกัน เพื่อทำให้นวัตกรรมเพื่อสังคมเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และนำมาซึ่งเครื่องมือที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด 

NIA ถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานของรัฐที่จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องด้วยกลไกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้ทุนสนับสนุนการสร้างนวัตกรรม รวมทั้งการส่งเสริมวัฒนธรรมนวัตกรรมให้เกิดขึ้นด้วย 4 ขั้นตอนหลักตั้งแต่ 1. การริเริ่มโครงการ ระบุปัญหาและช่องว่างของสังคม หาวิธีการแก้ไขปัญหาด้วยนวัตกรรม ตลอดจนคำนึงถึงกำไรสุทธิในเชิงผลกระทบต่อคน สิ่งแวดล้อม และการสร้างรายได้เพื่อให้เกิดความยั่งยืน 2. การบ่มเพาะโครงการผ่านเครือข่ายทั้งผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี พันธมิตรทางธุรกิจ และกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง 3. การดำเนินโครงการนำร่องเพื่อพิสูจน์ความเป็นไปได้ทั้งในเชิงธุรกิจเพื่อสังคม และผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม และสังคม ก่อนที่จะดำเนินการขยายผล และ 4. การขยายผลโครงการเพื่อแพร่กระจายนวัตกรรมเพื่อสังคมให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงนวัตกรรมทั้งในประเทศและระดับสากลดร.พันธุ์อาจ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับโครงการโครงการนวัตกรรมสำหรับเมืองและชุมชน อยู่ระหว่างการเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2562 ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555  และ www.nia.or.th/citychallenge

เอ็นไอเอ รุกเสริมแกร่งธุรกิจนวัตกรรม จับมือ ตลท. เปิดเวทีดัน 80 นวัตกรรมท่องเที่ยวเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งเป้า 5 ปีธุรกิจนวัตกรรมไทยเทียบชั้นยูนิคอร์น

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จับมือร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เดินหน้าโครงการส่งเสริมความสามารถทางนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการที่มีความพร้อมเข้าจดทะเบียนบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ หรือ Innovation Driven Enterprise to Initial Public Offering (IDE to IPO) รุ่นที่ 3 โดยได้จัดทำหลักสูตรส่งเสริมผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจนวัตกรรมการบริการและการท่องเที่ยวจำนวน 80 ธุรกิจ อาทิ การขนส่งและการเดินทาง เอนเตอร์เทนเมนท์ ที่พักและโรงแรม พร้อมยกระดับองค์ความรู้และกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อให้แต่ละธุรกิจสามารถเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้รวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ สิ่งที่น่าสนใจจากการดำเนินโครงการ พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงความใส่ใจการปรับปรุงระบบภาษีและบัญชี และการรวมกลุ่มทางธุรกิจมากขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าหลังจากจบหลักสูตร IDE to IPO รุ่นที่ 3 จะมีผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพที่สามารถจดทะเบียนเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างน้อย 20% หรือประมาณ 16 ราย ภายในระยะเวลา 5 ปี และจะได้เห็นผู้ประกอบการในระดับยูนิคอร์นโลดแล่นในเวทีโลก

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า การผลักดันผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรม ให้ก้าวสู่การเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นับเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญเพื่อยกระดับธุรกิจนวัตกรรมให้มีการเติบโตยั่งยืน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถระดมทุน เพื่อนำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนหรือขยายธุรกิจ รวมถึงการจัดโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสมต่อการดำเนินกิจการ และยังเป็นแรงจูงใจในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุน เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจมีการขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เพื่อให้แนวนโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ NIA จึงได้ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ดำเนินโครงการส่งเสริมความสามารถทางนวัตกรรม สำหรับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในการเติบโตในตลาดทุน ซึ่งโครงการ IDE to IPO นี้มีเป้าหมายในการสร้างองค์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรม ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถต่อยอดองค์ความรู้ การคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และการสร้างความแตกต่างให้กับบริการและผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังเป็นการสนับสนุนให้กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศมีการเติบโตที่ดียิ่งขึ้น เนื่องจากโครงการจะมุ่งเน้นการผลักดันกลุ่มธุรกิจที่สอดรับกับอุตสาหกรรมเป้าหมายและมีโอกาสขยายตัวค่อนข้างสูง (S-Curve และ New S-Curve) เช่น ธุรกิจอาหาร ธุรกิจดิจิทัล ธุรกิจเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ ธุรกิจบริการและท่องเที่ยว ฯลฯ

ดร.กริชผกา กล่าวต่อว่า ความสำเร็จจากการดำเนินงาน 2 รุ่นที่ผ่านมาพบว่า บริษัทที่ร่วมโครงการมีการเติบโตสูงในด้านการลงทุนและมีความสามารถในการบริหารจัดการที่มากขึ้น โดยผลการจัดหลักสูตรในรุ่นที่ 1 มีผู้สนใจเข้าร่วมจำนวน 56 บริษัท จากกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล และจากระบบติดตามการเติบโต มีจำนวน 8 บริษัทที่วางแผนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้ภายในระยะเวลา 5 ปี ส่วนในรุ่นที่ 2 นั้น มีผู้เข้าร่วมอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าจดทะเบียนบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ จำนวน 100 บริษัท จากกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพ และจากระบบติดตามการเติบโต พบว่ามีจำนวน 16 บริษัท ที่วางแผนการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้ภายในระยะเวลา 5 ปี

สำหรับการดำเนินโครงการในรุ่นที่ 3 NIA และตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ร่วมกันจัดทำหลักสูตรส่งเสริมผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจนวัตกรรมการบริการและการท่องเที่ยว โดยได้คัดเลือกผู้ประกอบการ 80 สาขาธุรกิจที่มีศักยภาพและเชื่อมโยงกับกับกิจกรรมการท่องเที่ยว อาทิ โรงแรม ร้านอาหาร เอนเตอร์เทนเมนท์ การเดินทาง-ขนส่ง อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานได้ร่วมกันกำหนดหลักสูตรและกิจกรรมที่อัดแน่นไปด้วยความรู้และปัจจัยที่จำเป็นต่อการเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการจัดทำแผนธุรกิจ การบริหารจัดการองค์กร กฎหมาย การวางระบบบัญชี การเตรียมพร้อมบุคลากร เป็นต้น นอกจากนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าจดทะเบียนบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ให้รวดเร็วขึ้นทาง NIA ยังมีกลไกสนับสนุนด้านการเสริมสร้างศักยภาพด้านนวัตกรรม ทั้งโปรแกรมการส่งเสริมนวัตกรรมแบบเปิด นวัตกรรมแบบมุ่งเป้า พร้อมด้วยทุนที่ปรึกษาธุรกิจ Mind Credit ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการที่มีแนวคิดพัฒนานวัตกรรมในองค์กร สามารถรับทุนสนับสนุนจาก NIA เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการนวัตกรรมเพื่อขยายผลเชิงพาณิชย์ได้ต่อไป

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ

ด้าน นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ กล่าวว่า การดำเนินหลักสูตร IDE to IPO รุ่นที่ 3 นี้ ทั้ง NIA และ ตลท.มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างมูลค่าให้กับการท่องเที่ยวให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าธุรกิจการท่องเที่ยวถือเป็นภาคเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ที่สามารถสร้างเม็ดเงินให้แก่ประเทศได้อย่างมหาศาล   ดังนั้น จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ขณะนี้ควรจะต้องเชื่อมโยงหลากหลายธุรกิจที่เกี่ยวข้องให้เติบโตด้วยวิธีการที่ทันสมัย โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ผู้บริโภคทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ และเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ทรงพลังที่สุดในโลกธุรกิจและการค้าในยุคปัจจุบัน

นายประพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการดำเนินงานในรุ่นที่ 3 พบว่า สิ่งที่น่าสนใจนอกเหนือจากการเข้าร่วมของผู้ประกอบการในธุรกิจหลากหลายสาขาแล้วก็คือ อายุเฉลี่ยของผู้ที่เข้าร่วมโครงการซึ่งอยู่ที่ไม่เกิน 40 ปี และอายุเฉลี่ยของแต่ละกิจการอยู่ที่ไม่เกิน 13 ปี สะท้อนให้เห็นว่าผู้ดำเนินธุรกิจยุคใหม่ต่างให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงการเตรียมตัวและปรับปรุงศักยภาพในด้านต่างๆ ขององค์กรเพื่อให้ก้าวสู่การเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในทิศทางที่ดีขึ้น นอกเหนือจากนี้ยังพบว่าผู้ประกอบการ – สตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการ ให้ความสนใจในการปรับปรุงระบบภาษีและบัญชี รวมถึงการรวมกลุ่มทางธุรกิจในลักษณะเครือข่าย โดยมุ่งหวังให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินงาน และการเติมเต็มจุดเด่น-จุดด้อยตามที่แต่ละองค์กรมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ คาดว่าหลังจากจบหลักสูตร IDE to IPO จะมีผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพที่สามารถจดทะเบียนเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างน้อย 20% หรือจำนวน 16 รายภายในระยะเวลา 5 ปี รวมถึงเห็นโมเดลธุรกิจท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ๆ และเป็นผู้ประกอบการในระดับยูนิคอร์นโลดแล่นในเวทีโลก

อย่างไรก็ดี ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ 10 สัปดาห์ สิ่งที่ผู้เข้าอบรมจะได้รับก็คือ องค์ความรู้ด้านนวัตกรรม กลยุทธ์ทางการตลาดดิจิทัล การสร้างแบรนด์ให้ยั่งยืน ไปจนถึงการบริหารจัดการระบบบัญชี กฎหมาย และภาษีสำหรับบริษัทที่เตรียมความพร้อมในการจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์จากกรณีศึกษาและการถ่ายทอดประสบการณ์โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงกิจกรรมเวิร์คช็อปต่างๆ ที่จะให้ผู้เข้าอบรมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนมุมมอง ความคิด และประสบการณ์ในบรรยากาศแบบใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถต่อยอดไปสู่การรวมตัวทางธุรกิจร่วมกันกันในอนาคตอีกด้วย

นายปริวรรต วงษ์สำราญ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ขณะที่ นายปริวรรต วงษ์สำราญ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า IDE to IPO ถือเป็นอีกหนึ่งหลักสูตรที่สำคัญของสถาบันวิทยาการนวัตกรรม ซึ่งสถาบันมีกิจกรรมในการพัฒนาขีดความสามารถทางด้านนวัตกรรมให้กับทั้งเยาวชน นักศึกษา ผู้ประกอบการ และองค์กรในทุกระดับ พร้อมผลิตบุคลากรให้มีลักษณะความเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากลเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ หลังจากที่ได้ดำเนินการเปิดสถาบันดังกล่าวมาเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปี พบว่า นักศึกษา ผู้ประกอบการ รวมถึงประชาชนทั่วไปมีการตื่นตัว และหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสามารถทางนวัตกรรมมากขึ้น โดยอยู่ที่ระดับประมาณหลักหมื่นราย ดังนั้น เพื่อให้ความสำเร็จดังกล่าวมีการขยายตัวในทิศทางที่ดีมากขึ้น ในปีนี้และปีถัดไป NIA Academy จะมีการออกแบบหลักสูตรและกิจกรรมที่ครอบคลุมทกับโจทย์การพัฒนาประเทศอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในกลุ่มหน่วยงานภาครัฐ องค์กรธุรกิจ สาขาธุรกิจนวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงออกแบบให้สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองจากสื่อและภายใต้ระบบวิธีศึกษาทางไกล ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพทางนวัตกรรมก้าวสู่ระดับที่สูงขึ้นกว่าเดิม

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิทยาการนวัตกรรม (NIA Academy) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 ต่อ 602 และ 303 เว็บไซต์ http://www.nia.or.th , facebook.com/NIAThailand  

สนช. จัด Coffee Talk รวมคนในวงการสตาร์ทอัพแชร์ประสบการณ์ พร้อมเพิ่มจุดรับนิตยสาร “STARTUP THAILAND”

ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ - สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. เปิดตัวนิตยสาร Startup Thailand Magazine พร้อมเสวนาส่งเสริมความรู้เพื่อธุรกิจสตาร์ทอัพ “Coffee Talk with Startup Magazine” รวมผู้ประกอบการธุรกิจสตาร์ทอัพ ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ความสำเร็จในการทำธุรกิจ และเผยเทคนิคสู่เส้นทางนักเขียนสายสตาร์ทอัพ โดยคอลัมนิสต์ระดับกูรูจากวงการสตาร์ทอัพ พร้อมแนะนำจุดแจก “STARUP MAGAZINE” นิตยสารแจกฟรีรายเดือนซึ่งเป็นแหล่งรวมความรู้ ข่าวสารเกี่ยวกับวงการธุรกิจสตาร์ทอัพทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ (ที่ 2 จากขวา)

ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า “STARTUP MAGAZINE จะเป็นที่รวบรวมองค์ความรู้ของ Startup Ecosystem ที่ทุกคนสามารถมาเรียนรู้ของแวดวงเทคโนโลยีและธุรกิจนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ที่สำคัญเรายังเปิดโอกาสในการร่วมกันสร้างองค์ความรู้นี้ เพื่อเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญของการสร้าง Startup Ecosystem ให้แข็งแรงและขยายขอบเขตออกไป  ซึ่งการแลกเปลี่ยนความรู้ และข้อคิดเห็นในแง่มุมต่าง ๆ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสำหรับอนาคตธุรกิจสตาร์ทอัพของประเทศไทย”

คุณปริวรรต วงษ์สำราญ ผู้อำนวยการศูนย์วิสาหกิจเบื้องต้น ประเทศไทย

ขณะที่ คุณปริวรรต วงษ์สำราญ ผู้อำนวยการศูนย์วิสาหกิจเบื้องต้น ประเทศไทย ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิตยสาร STARTUP MAGAZINE ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตีพิมพ์และเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 โดยเนื้อหาภายในเล่มประกอบด้วยคอลัมน์ที่เจาะลึกถึงเรื่องราวของธุรกิจสตาร์ทอัพในแง่มุมต่าง ๆ อาทิ Insight Talk บทสัมภาษณ์ผู้บริหารและผู้ประกอบการธุรกิจสตาร์ทอัพ, Marketing ถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อส่งเสริมการตลาด, Deep Tech เสนอเรื่องราวของนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ถูกนำมาใช้ในธุรกิจสตาร์ทอัพ, On Site แนะนำสถานที่ใหม่โดนใจคนสตาร์ทอัพ และอื่น ๆ อีกมากมายที่ร่วมสร้างสรรค์โดยคอลัมนิสต์ ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ประกอบการและผู้บริหารซึ่งเชี่ยวชาญในธุรกิจสตาร์ทอัพทั้งสิ้น   

คุณรังสรรค์ พรมประสิทธิ์ (ซ้าย)

คุณมนธิดา แม็คคูล (ซ้าย)

นอกจากการเปิดตัวและการแนะนำจุดรับนิตยสาร STARTUP MAGAZINE ซึ่งกระจายตัวอยู่ทั้งในและต่างประเทศแล้ว ยังมีการแบ่งปันประสบการณ์ความสำเร็จและกุญแจสำคัญของการเติบโตในธุรกิจสตาร์ทอัพ จาก คุณรังสรรค์ พรมประสิทธิ์ CEO บริษัท Queue Q (Thailand) จำกัด แอปพลิเคชันจองคิวผ่านโทรศัพท์มือถือและ คุณมนธิดา แม็คคูล ที่ปรึกษาทางด้านการทำธุรกิจและลงทุนในสตาร์ทอัพภูมิภาคอาเซียน มาร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการลงทุนให้กับผู้ที่สนใจในธุรกิจสตาร์ทอัพ โดยต่อยอดเนื้อหาจากบทสัมภาษณ์ภายในนิตยสาร

ขณะที่ คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ CEO & CO-Founder Techsauce Media, คุณพรทิพย์ กองชุน COO & Co-Founder Jitta.com, คุณปารดา ทรัพย์ประเสริฐ Director จาก 500 Startups และ คุณวิธวินท์ อิทธิภาณุวัต Head of Investment Beacon VC คอลัมนิสต์จากนิตยสาร STARTUP MAGAZINE ผู้คร่ำหวอดในวงการธุรกิจสตาร์ทอัพ ร่วมพูดคุยถึงประสบการณ์จากนักธรุกิจสตาร์ทอัพสู่บทบาทนักเขียน พร้อมแนะนำวิธีการสร้างจุดเชื่อมโยงระหว่างบทความกับผู้อ่าน ตลอดจนแนะแนวทางการเติบโตในอาชีพนักเขียนสายสตาร์ทอัพ

ทั้งนี้ในช่วงสุดท้ายของงานยังได้เรียนเชิญ อาจารย์สันติ ลอรัชวี หัวหน้าโครงการ MOVE และผู้ร่วมก่อตั้ง Practical Design Studio ที่มากล่าวถึงเกี่ยวกับโครงการ MOVE และความร่วมมือกับ Startup Thailand ซึ่งประกอบไปด้วยคณาจารย์และกลุ่มศิษย์เก่าของสถาบันทางการออกแบบจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ที่ได้ร่วมกันสร้าง design platform สำหรับเชื่อมโยงแนวคิดและศาสตร์ที่มีความจำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 เพื่อเป็นเวทีในการเปิดโลกทัศน์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการร่วมมือเป็นเครือข่ายที่ส่งต่อไปถึงสังคมในอนาคต

นิตยสาร Startup Thailand เป็นนิตยสารแจกฟรี (Free Copy Magazine) รายเดือน เสนอเนื้อหาทั้งในรูปแบบภาษาไทย-อังกฤษ ซึ่งผลิตโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. มีทั้งรูปเล่มและ E-Magazine โดยมีเนื้อหาหลัก อาทิ บทสัมภาษณ์ผู้ประกอบการธุรกิจสตาร์ทอัพ อินโฟกราฟฟิคสตาร์ทอัพที่น่าสนใจ อัพเดทเรื่องราวนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อเป็นสื่อสร้างแรงบันดาลใจ  และให้แนวคิด วิธีการดำเนินธุรกิจสตาร์ทอัพแก่ประชาชน โดยจุดมุ่งหมายสำคัญคือการเป็น Guide book ที่พร้อมสนับสนุน Startup Ecosystem ของประเทศไทยให้แข็งแกร่ง และผู้อ่านจะได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี ธุรกิจ การตลาด ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถของการเป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ และสามารถนำความรู้ที่ได้จากนิตยสารไปต่อยอดใช้ประโยชน์ได้จริง

Page 3 of 8