เอ็นไอเอ เปิดอนาคตพลังงานใหม่ด้วย “CCUS” นวัตกรรมเปลี่ยนคาร์บอนฯ เป็นพลังงาน มิติใหม่โลกอุตสาหกรรมในอนาคต 

ขณะนี้สถานการณ์ภาวะโลกร้อน มีความรุนแรงมากขึ้นและส่งผลกระทบในวงกว้าง สาเหตุหลักมาจากการเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกที่มีคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นส่วนประกอบหลัก โดยเกิดจากกิจกรรมการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ ถูกปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศสูงมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันอัตราปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกอยู่ที่ 2.7 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คาดว่าในปี 2050 อุณหภูมิโลกอาจจะเพิ่มสูงขึ้นกว่า 3 - 6 องศาเซลเซียส ทำให้คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ของสหประชาชาติตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 และต้องไม่มีการปล่อยก๊าซเพิ่มภายในปี 2050 เพื่อคงระดับอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกินจากเดิม 1.5 องศาเซลเซียส โดยยังทำให้หลายประเทศหาแนวทางและพัฒนาเทคโนโลยีลด CO2 ที่เป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อน

เอ็นไอเอจับมือ เอ็ตด้า เสริมแกร่งสตาร์ทอัพ – เอสเอ็มอีด้วยนวัตกรรมธุรกรรมออนไลน์ พร้อมชี้เทรนด์การเงินดิจิทัลที่ต้องจับตา

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์หรือ ETDA ดำเนินความร่วมมือส่งเสริมและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมการทำธุรกรรมและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ และบุคคลทั่วไปได้รู้จักการใช้แพลตฟอร์มต่างๆ ที่มีความทันสมัย และนำไปปรับใช้ในการยกระดับธุรกิจ โดยในความร่วมมือนี้จะเป็นการผสานองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมแพลตฟอร์ม และระบบนิเวศธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ไปสู่เป้าหมายของ e-Commerce Park พร้อมสร้างกำลังคนและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพที่มีความรู้ความสามารถจำนวนกว่า 1.2 ล้านราย นอกจากนี้ ยังได้เผยถึงนวัตกรรมธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่จะได้เห็นมากขึ้นในอนาคต ได้แก่ Digital Commerce หรือการซื้อขายสินค้าผ่านระบบดิจิทัล การนำนวัตกรรมธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้ในเชิงพื้นที่ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างองค์กรรวมถึงการตรวจสอบความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐผ่านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันประชากรทั่วโลกมีพฤติกรรมและทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น และบางประเทศรวมถึงประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมไร้เงินสด โดยเป็นผลมาจากเทคโนโลยีที่รองรับที่มุ่งให้ความสะดวกสบาย และลดขั้นตอนต่างๆ ให้มีความรวดเร็วรวมถึงความปลอดภัย ซึ่งมีตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น การเช็คยอดเงิน การชำระเงินผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ การทำธุรกรรมที่นอกเหนือจากการรับ-จ่ายเงินผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ฯลฯ โดยพฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นหรือกระจุกตัวเพียงแค่ในสังคมเมืองเท่านั้น แต่ยังกระจายไปสู่ระดับภูมิภาครวมถึงระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะในกลุ่มคนไทยรุ่นใหม่ หรือ “มิลเลนเนียล” ที่ถือเป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมการใช้อีคอมเมิร์ซมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์กันว่าตลาดการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างรวดเร็ว การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีจึงถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้กิจกรรมดังกล่าวสามารถขยายตัวและตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด ทั้งนี้ การขยายแพลตฟอร์มที่มีการเติบโตขึ้นนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาตลาดการค้าในรูปแบบใหม่ของประเทศ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงระดับโลก จากกระแสการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของทั่วโลกที่มีการใช้ระบบออนไลน์กันมากขึ้น ทำให้เกิดนวัตกรรมขึ้นมา 3 ประเภท ได้แก่

  • Digital Commerce หรือแพลตฟอร์มการซื้อขายสินค้าผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งจะช่วยตอบสนองทั้งวิถีชีวิตคนเมือง และผู้ที่อยู่อาศัยในระดับภูมิภาคที่อยู่ห่างไกลให้สามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขาย การทำธุรกรรมต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชั่น โดยผู้ใช้บริการยังจะได้เห็นช่องทางในการเข้าถึงสินค้าและบริการหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ที่จะเริ่มหันมาทำตัวเป็นแพลตฟอร์ม E-Commerce เช่น เฟซบุ๊ค มาร์เก็ตเพลสกูเกิ้ล ช็อปปิ้ง รวมถึงธนาคารต่างๆ ที่จะผันสู่บทบาทดังกล่าวมากขึ้น
  • การเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้ประโยชน์ในเชิงพื้นที่ เช่น พื้นที่ในห้างสรรพสินค้า พื้นที่ในหน่วยราชการ ที่มีการย้ายบริการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และตอบโจทย์ความต้องการของพลเมืองไปใช้พื้นที่ดังกล่าวมากขึ้น เช่น การให้ข้อมูลต่างๆ ผ่านระบบคิวอาร์โค้ดในร้านสะดวกซื้อ หรือหน่วยงานในภาครัฐ การขอเอกสารทางการเงินหรือที่เกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งการลดขั้นตอนที่มีความยุ่งยากซับซ้อน อาทิ AI และ BOTS ที่สามารถตอบปัญหาผู้ใช้งานทดแทน Call Center ได้เป็นต้น
  • การแสดงความคิดเห็นในภาคประชาสังคม หรือการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่ไหลเวียนเร็วขึ้น สร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและความเชื่ออย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนเป็นสังคมไร้เงินสด และการตรวจสอบความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐผ่านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวเพิ่มเติมว่า NIA ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการปรับตัวธุรกิจให้สอดรับกับสังคมยุคดิจิทัล ล่าสุดได้ร่วมกับ ETDA ซึ่งเป็นองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ดำเนินความร่วมมือโครงการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมการทำธุรกรรมและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยมีเป้าหมายกระตุ้นให้ผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ และบุคคลทั่วไปได้รู้จักการใช้เครื่องมือและแพลตฟอร์มต่างๆ ที่มีความก้าวล้ำและทันสมัย เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้กับทั้งทักษะการทำงาน การยกระดับธุรกิจ และก้าวทันกระแส โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินที่กำลังเปลี่ยนแปลง พร้อมปรับตัวให้อยู่รอดทั้งปัจจุบันและในอนาคต

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่การร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมและสนับสนุน การศึกษา วิจัย พัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้ประกอบการรายย่อย ขนาดเล็ก ขนาดกลาง (MSMEs) และสตาร์ทอัพ การสร้างแพลตฟอร์มทางธุรกิจและระบบนิเวศด้านธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม การร่วมมือกันในการพัฒนาบุคลากรและสร้างกำลังคนให้มีความสามารถรองรับการทำอีคอมเมิร์ซ นอกจากนี้ยังจะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรด้านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การฝึกอบรม การประชุมทางวิชาการ การเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ รวมถึงสรรหาแหล่งเงินทุนให้กับผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ที่สนใจที่จะต่อยอดธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ให้เกิดขึ้นเพื่อช่วยให้แต่ละธุรกิจมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งกว่าเดิม

นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

ด้าน นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า ในความร่วมมือนี้ จะเป็นการผสานองค์ความรู้เทคโนโลยี และนวัตกรรม ส่งเสริม Platform และ Ecosystem ด้านธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ไปสู่เป้าหมายของ e-Commerce Park ที่จะสร้าง Workforce และ SMEs จำนวน 1.2 ล้านราย ซึ่ง ETDA มีภารกิจหลักในการพัฒนา ส่งเสริม และสนับสนุนการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านอีคอมเมิร์ซ และเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงสร้างความเชื่อมั่น ให้ความรู้ ยกระดับทักษะ ให้แก่ผู้บริโภคในการทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนด้านดิจิทัลของบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีดิจิทัลทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านกฎระเบียบ มาตรฐาน และความมั่นคงปลอดภัย โดยที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จะเป็นผู้ให้การส่งเสริม สนับสนุน พัฒนานวัตกรรมของประเทศ และให้ทุนเพื่อสนับสนุนภาคเอกชนในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมภายใต้โครงการต่าง ๆ

“ETDA พร้อมผลักดันให้เกิด e-Commerce Park ที่เปรียบเสมือน Silicon Valley ด้าน e-Commerce ของประเทศ ซึ่งจะเป็นแหล่งบ่มเพาะของ Start up ไฟแรง และแรงงานสำคัญป้อนให้กับตลาดอีคอมเมิร์ชไทยในอนาคตผ่าน Young Talent Platform (“ยังทะเล้น” แพลตฟอร์ม) โดย ETDA ตั้งเป้าสร้าง Workforce จำนวน 1,000,000 คน และผู้ประกอบการ SMEs 200,000 ราย ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ทำให้เข้าใกล้ภาพของ e-Commerce Platform และ Ecosystem ที่ดีในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการและแหล่งเงินทุนให้มาพบกัน ทำให้ฝันอีคอมเมิร์ชไทยไปได้ไกลขึ้น” นางสุรางคณา กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555  และ www.nia.or.th และ ส่วนงานประชาสัมพันธ์ สำนักสื่อสารองค์กร ETDA Email : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

เอ็นไอเอ ดึงธุรกิจนวัตกรรม อัพเกรดทักษะสุดล้ำให้กลุ่มอาชีวะไทย ตั้งเป้าผลักดันสู่แรงงานระดับคุณภาพ ตอบโจทย์โลกยุค 4.0

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA โดยสถาบันวิทยาการนวัตกรรม (NIA Academy) เร่งพัฒนาบุคลากรในกลุ่มอาชีวศึกษาให้มีความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ล่าสุดดำเนินโครงการ Founder Apprentice จับคู่นักศึกษาในกลุ่ม ปวช. ปวส. กับผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมให้ได้ทดลองทำงานเสมือนเป็นเจ้าของกิจการ การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาทักษะนวัตกรรมที่จำเป็นสำหรับสถานประกอบการอย่างเข้มข้น โดยระหว่างการทำงานจะมีทีมที่ปรึกษาให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เยาวชนมีทักษะการทำงานตรงกับที่แต่ละอุตสาหกรรมต้องการ รวมถึงสามารถนำไปต่อยอดสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจนวัตกรรมในอนาคต

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า  ขณะนี้ ประเทศไทยกำลังต้องการกำลังคนรุ่นใหม่เข้ามาพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีความเชี่ยวชาญ และทักษะวิชาชีพที่ตอบโจทย์กับความต้องการและการเปลี่ยนแปลงในยุคเทคโนโลยีดิสรัปชั่น จากความสำคัญที่เกิดขึ้น จึงทำให้หลายหน่วยงานเริ่มมีการเตรียมความพร้อมที่จะผลิตทรัพยากรมนุษย์ให้สามารถประกอบวิชาชีพและธุรกิจเพื่อตอบสนองตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะทักษะด้านดิจิทัล เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งการยกระดับบุคลากรเหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยสามารถก้าวเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างเต็มรูปแบบ

โดยหนึ่งในกลุ่มบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ และกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานทั่วประเทศคือกลุ่มอาชีวศึกษา เนื่องจากบุคลากรในกลุ่มดังกล่าว มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการปฏิบัติงานเป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม จากสภาพการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบันที่มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทางด้านเทคโนโลยี การเรียนการสอนเพียงแค่ในห้องเรียน หรือการฝึกปฏิบัติทักษะในรูปแบบเดิม ๆ อาจยังไม่เพียงพอเท่าไหร่นัก ซึ่งหลาย ๆ กลุ่มรวมทั้งกลุ่มอาชีวศึกษาจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ พร้อมด้วยทักษะแห่งอนาคตให้มากขึ้น เพื่อสร้างโอกาสแห่งการประกอบวิชาชีพ รวมถึงโอกาสในการเป็นผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมที่มี ประสิทธิภาพได้ต่อไป

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวต่อว่า NIA โดยสถาบันวิทยาการนวัตกรรม (NIA Academy) เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้เร่งพัฒนาศักยภาพเยาวชนให้มีทักษะความสามารถด้านธุรกิจนวัตกรรม ล่าสุดดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการนวัตกรรมกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Founder Apprentice) เป็นปีที่ 2 โดยในปีนี้เริ่มเปิดรับเยาวชนกลุ่มอาชีวศึกษา ทั้งระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เข้าร่วมโครงการเป็นปีแรก เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาอาชีวศึกษาที่อยากจะพัฒนาตนเองไปสู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรม ได้มาฝึกฝนพัฒนาศักยภาพผ่านการทดลองทำงานจริงร่วมกับบริษัทนวัตกรรมในสาขาต่างๆที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาทักษะอื่นๆที่จำเป็นสำหรับสถานประกอบการอย่างเข้มข้นในช่วงปิดภาคเรียน โดยก่อนเข้าฝึกงานเยาวชนจะได้รับการติดอาวุธ เรียนรู้มิติต่าง ๆ ในการดำเนินธุรกิจนวัตกรรม ผ่านการอบรมอย่างเข้มข้น ตามกระบวนการ STEAM4INNOVATOR และระหว่างการทำงานจะมีทีมที่ปรึกษาให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เยาวชนมีทักษะการทำงานตรงกับที่แต่ละอุตสาหกรรมต้องการ รวมถึงสามารถนำไปต่อยอดสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจนวัตกรรมในอนาคต

สำหรับในปี 2561 ที่ผ่านมา โครงการ Founder Apprentice ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี มีนิสิต นักศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัยจำนวน 30 คน ได้เข้าไปฝึกประสบการณ์ใน 22 บริษัทนวัตกรรม เยาวชนเกิดการเติบโตเชิงแนวคิด เกิดการต่อยอดความฝัน มีความมุ่งมั่นในการสร้างธุรกิจ และเกิดการสร้างเครือข่ายเยาวชนเพื่อพัฒนาศักยภาพร่วมกันอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังได้เรียนรู้กระบวนการก้าวไปสู่ผู้ประกอบการและการปฏิบัติงานในสายงานธุรกิจนวัตกรรม 5 ด้าน ได้แก่ 1. การอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในโลกธุรกิจเป็นเวลา 5 วัน ตามกระบวนการของ STEAM4INNOVATOR ซึ่งจะนำความรู้ด้านธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการมาบูรณาการเข้ากับความรู้ความเข้าใจทางด้าน STEAM (Science, Technology, Engineering, Art, Mathematics) เพื่อให้เยาวชนสามารถประยุกต์และสร้างสรรค์ผลงานบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีมิติของการประกอบธุรกิจนวัตกรรมอยู่ด้วย

2. การพบปะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเจ้าของธุรกิจ ถามตอบข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างธุรกิจนวัตกรรมอย่างใกล้ชิดกับเจ้าของกิจการจำนวน 4 ครั้ง 3. การเรียนรู้ประสบการณ์จริงจากการฝึกงานในบริษัทนวัตกรรมเป็นเวลา 3 เดือน โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับโจทย์ทางธุรกิจที่ตรงกับความถนัดหรือความสนใจของตน และได้มีส่วนในการลงมือทำงานเพื่อหาคำตอบให้กับโจทย์ทางธุรกิจนั้น 4. การพบที่ปรึกษาและโค้ชอาชีพ ที่จะมาแนะแนวทางที่ในการพัฒนาความสามารถของตัวเองอย่างตรงจุด และช่วยออกแบบเส้นทางอาชีพในอนาคต และ 5. การนำเสนอผลงานต่อผู้ก่อตั้งธุรกิจนวัตกรรม ผู้บริหาร รวมถึงได้สร้างเครือข่ายกับเจ้าของธุรกิจ นักลงทุน และบุคคลในวงการธุรกิจนวัตกรรมที่น่าสนใจ พร้อมรับคำแนะนำต่อยอดหลังจากจบโครงการ ดร.พันธุ์อาจ กล่าวทิ้งท้าย

ในโอกาสครบรอบ 10 ปี แห่งการจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) NIA มุ่งเดินหน้าสู่การเป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อการสร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคม พร้อมเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการได้รับการสนับสนุนให้กับเยาวชน นักศึกษา ผู้ประกอบการ และผู้สนใจการพัฒนานวัตกรรมทุกระดับ นอกจากนี้ ยังมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ INNOVATION NATION หรือประเทศแห่งนวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 และ www.nia.or.th

เอ็นไอเอ ผนึกกำลัง เอ็มไอ นำนวัตกรรมเพื่อสังคมลุยพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง พร้อมเตรียมยกระดับการเกษตรใน 4 พื้นที่ “คำม่วน สะหวันนะเขต เมียวดี กวางตรี”

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (MI) นำผลงานนวัตกรรมเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จ ขยายผลสู่การพัฒนาขีดความสามารถในระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยความร่วมมือดังกล่าวจะดำเนินผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดฝึกอบรมกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกัน การแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ การพัฒนาและแบ่งปันข้อมูลและเครือข่ายของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง นอกจากนี้ ทั้ง2 หน่วยงาน ยังได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกันในการหาแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายผลความสำเร็จนวัตกรรมเพื่อสังคมของ NIA ให้เป็นประโยชน์กับชุมชน โดยเฉพาะใน 4 พื้นที่ได้แก่ คำม่วน สปป.ลาว สะหวันนะเขต สปป. ลาว เมียวดี ประเทศเมียนมาร์ และกวางตรี ประเทศเวียดนาม

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรม (องค์การมหาชน) 

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรม (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา NIA ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง มีความมุ่งมั่นในการขยายขอบเขตการพัฒนาโครงการนวัตกรรมเพื่อสังคม ซึ่งมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ความคิดใหม่ และเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการยกระดับคุณภาพชีวิต ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่ความเท่าเทียมกันในสังคมและสามารถลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุด เพื่อให้แนวนโยบายดังกล่าวมีการกระจายตัว และถูกนำไปพัฒนาในวงกว้าง NIA จึงได้ร่วมมือกับสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (MI) ในการร่วมกันหาแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Subregion, GMS) ซึ่งจะร่วมมือกันนำผลงานนวัตกรรมเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จและพร้อมขยายผลสู่การพัฒนาขีดความสามารถในระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคมผ่านกิจกรรมต่างๆด้วยกัน

โดย NIA และ MI จะดำเนินการพัฒนาขีดความสามารถในระดับภูมิภาค เพื่อพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคมผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การดำเนินการโครงการความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมทางสังคม การจัดฝึกอบรมกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกัน การแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ การพัฒนาและแบ่งปันข้อมูลและเครือข่ายของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมถึงการแลกเปลี่ยนบุคลากร นักวิชาการ นักวิจัย นอกจากนี้ ยังมีแนวทางการในส่งเสริมและขยายผลความสำเร็จของโครงการนวัตกรรมเพื่อสังคมของไทย โดย MI จะร่วมพัฒนาข้อเสนอโครงการ และแสวงหาแหล่งทุนจากภายนอกมาสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดกระจายโครงการนวัตกรรมเพื่อสังคมไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดความยากจน และขยายผลความสำเร็จไปสู่พื้นที่อื่นๆ ให้เติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนทั้งภูมิภาค

ในโอกาสครบรอบ 10 ปี แห่งการจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) NIA มุ่งเดินหน้าสู่การเป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อการสร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคม พร้อมเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการได้รับการสนับสนุนให้กับเยาวชน นักศึกษา ผู้ประกอบการ และผู้สนใจการพัฒนานวัตกรรมทุกระดับ นอกจากนี้ ยังมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ INNOVATION NATION หรือประเทศแห่งนวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ

ด้าน ดร.วัชรัศมิ์ ลีลาวัฒน์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute: MI) กล่าวว่า สถาบันเป็นองค์การระหว่างรัฐบาลที่มีภารกิจด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเสริมสร้างศักยภาพในการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนและการขจัดความยากจนให้แก่ประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ภายใต้กรอบกิจกรรม 3 ด้าน ได้แก่ 1) การพัฒนาทางการเกษตรและการพาณิชย์ 2) การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน และ 3) นวัตกรรมและการเชื่อมโยงเทคโนโลยี โดยสถาบันฯ จะดำเนินกิจกรรมหลักๆ 3 หัวข้อ ได้แก่ งานวิจัย งานฝึกอบรม และ งานข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

นอกจากนี้ NIA และ MI ยังได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจในการร่วมกันหาแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายผลของความสำเร็จของนวัตกรรมสังคมของ NIA ให้เป็นประโยชน์กับชุมชน โดยเฉพาะใน 4 พื้นที่ดำเนินโครงการที่ทางสถาบันฯ มีความร่วมมือและทำงานร่วมกับชุมชนอยู่แล้ว ได้แก่ คำม่วน สปป.ลาว/ สะหวันนะเขต สปป. ลาว/ เมียวดี ประเทศเมียนมาร์/ และกวางตรี ประเทศเวียดนาม โดยในระยะแรกจะดำเนินการโดยใช้แนวทางการฝึกอบรม และประยุกต์ใช้นวัตกรรมเพื่อการเกษตรในระยะนำร่อง (pilot phase) ใน 4 พื้นที่ดังกล่าวข้างต้น โดยมุ่งหวังให้เกิดการนำไปใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต รวมถึงเพิ่มการเข้าถึงตลาดในระดับอนุภูมิภาคและระดับสากลในลำดับต่อไป ก่อให้เกิดการพัฒนาที่เท่าเทียมกันและนำไปสู่การลดความยากจนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

อย่างไรก็ดี NIA และ MI ยังจะมีการนำเสนอโครงการ “Sustainable Agriculture and Innovation in MLC” เพื่อของบประมาณจากกองทุนพิเศษภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ประจำปี 2562 (MLC Special Fund 2019) ซึ่งคาดว่าโครงการดังกล่าวสามารถตอบโจทย์ ความเชื่อมโยง ศักยภาพในการผลิต เศรษฐกิจข้ามพรมแดน ความร่วมมือด้านทรัพยากรและเกษตร และการขจัดความยากจนได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ www.nia.or.th หรือ facebook.com/niathailand

เอ็นไอเอ ชูไอเดีย “เอดับบลิวจี” นวัตกรรมทางออกเพื่อลดการขาดแคลนน้ำ แนะสตาร์ทอัพ – ผปก.ไทย เร่งใช้โอกาสพัฒนาสินค้าสู่ตลาดโลก

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA โดยสถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม (Innovation Foresight Institute : IFI ) เล็งเห็นว่าการใช้น้ำเพื่อการบริโภคในอนาคตมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ขณะที่น้ำจากแหล่งธรรมชาติกลับลดลง โดยเฉพาะปริมาณของน้ำจืด ที่มีเพียงไม่ถึง 3% เมื่อเทียบกับสัดส่วนของปริมาณน้ำทั้งหมดของโลก ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นพื้นที่หนึ่งซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดความผันผวนในด้านพฤติกรรมการใช้และเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำในระดับสูง สาเหตุจากความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ และยังพบว่าคุณภาพน้ำมีแนวโน้มเสื่อมโทรมลงจากกิจกรรมต่างๆ เช่น การประกอบอุตสาหกรรม การคมนาคม การนันทนาการและการท่องเที่ยว ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการรับมือและการบริหารจัดการเพื่อเตรียมแก้ไขปัญหาน้ำที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถช่วยลดข้อจำกัดต่างๆในอนาคต

AWG” ไอเทมทรงคุณค่า พัฒนาการใช้น้ำด้วยการกลั่นกรองจากอากาศ

หนึ่งในนวัตกรรมที่น่าสนใจและมีแนวโน้มการเติบโตเป็นอย่างสูงคือ “การแปลงอากาศเป็นน้ำด้วยเครื่องผลิตน้ำจากอากาศ” หรือ Atmospheric Water Generator : AWG  โดยนวัตกรรมดังกล่าว สตาร์ทอัพชั้นนำจากประเทศอิสราเอล ได้คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีการดึงน้ำจากความชื้นในอากาศมาผลิตเป็นน้ำจืดที่สามารถบริโภคได้ สะอาด ปราศจากมลพิษ และเป็นวิทยาการสมัยใหม่ที่สามารถลดภาระการใช้น้ำจากแหล่งน้ำจืดต่างๆ รวมถึงมีความยั่งยืนสูง ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าปริมาณความต้องการเครื่องผลิตน้ำจากอากาศจะเป็นที่ต้องการในตลาดมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงใน 6 ปัจจัย ได้แก่ นวัตกรรมสู่ความเป็นศูนย์ (Innovating to Zero) การเกิดขึ้นของสังคมเมือง กระแสการใส่ใจในสุขภาพ การสร้างความแตกต่างให้กับโมเดลธุรกิจ การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การค้นหาพลังงานใหม่ๆที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตในอนาคต รวมถึงในกลุ่มประเทศที่มีสภาพอากาศแห้งแล้งรุนแรง และมีข้อจํากัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะสภาพอากาศแบบทะเลทรายและกึ่งทะเลทราย ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาแหล่งน้ำไม่เพียงพอทั้งน้ำอุปโภค-บริโภค และน้ำสำหรับการเกษตร

สารพันประโยชน์จากการผลิตน้ำสะอาด สู่การลดระบบผูกขาดในตลาดน้ำดื่ม

ด้านคุณสมบัติและความน่าสนใจของนวัตกรรม AWG พบว่า  ในกระบวนการผลิตน้ำนอกจากจะมีความปลอดภัยและสะอาดแล้ว เครื่องมือดังกล่าวยังสามารถผลิตน้ำดื่มสะอาดได้โดยเฉลี่ยหลักสิบ – พันลิตรต่อวันทั้งน้ำร้อนและน้ำเย็น ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำดื่มโดยรวมได้ถึงหลักพันบาทต่อเดือน ช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกจากการซื้อน้ำดื่ม บรรจุขวด น้ำดื่มที่ได้ยังเป็นน้ำที่สะอาด บริสุทธิ์ รสชาติคล้ายน้ำฝน ไม่มีการบำบัดด้วยสารเคมีหรือคลอรีน นอกจากนี้ ยังจะช่วยในเรื่องของระบบชลประทานในพื้นที่ฟาร์ม ที่สามารถลดการกักเก็บน้ำ เหมาะกับการปลูกพืชแนวดิ่งที่มีคุณภาพสูงลดอุปสรรคในการขนส่งหรือลำเลียงน้ำ เนื่องจากสามารถติดตั้งได้ในทุกพื้นที่แม้สภาพแวดล้อมจะไม่มีความเหมาะสม รวมถึงช่วยแก้ปัญหาเรื่องการผูกขาดของตลาดสินค้าน้ำดื่มได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ส่องช่องทางและโอกาสทางการตลาดของ AWG

คาดการณ์ว่าเครื่องผลิตน้ำจากอากาศจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาณน้ำจืดสำรองที่ลดลงและจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น โดยอัตราการเติบโตของตลาดจะอยู่ที่ 9.5% ต่อปี ส่วนแนวโน้มการใช้เทคโนโลยี AWG ระหว่างปี 2019 - 2022 คาดว่าจะมีการใช้เพิ่มขึ้นอย่างแพร่หลาย โดยในปี 2019 AWG จะถูกนำไปประกอบการชลประทานขนาดใหญ่ของพื้นที่เพาะปลูกในเขตแห้งแล้งและกึ่งแห้งแล้ง ปี 2020 จะมีการใช้ AWG ขนาดใหญ่ในที่พักตามเมืองเล็กๆ และชุมชน ซึ่งจะทำให้ไม่มีมลพิษ มีน้ำสะอาดเพื่ออุปโภคบริโภค และช่วยลดการใช้น้ำตามแหล่งธรรมชาติ ขณะที่ปี 2021 คาดว่าจะมีการติดตั้งระบบ AWG ในรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ซึ่งจะช่วยสร้างน้ำจืดได้ตามระยะการเดินทางของรถ ส่วนในปี 2022 คาดว่าน้ำที่ผลิตได้คุณภาพตามหลักเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) จะมีรายได้ในตลาดโลกอยู่ที่ 1.1 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

นอกจากนี้ ยังคาดว่านวัตกรรมดังกล่าวยังจะมีการเติบโตใน 3 กลุ่มตลาดที่สำคัญ ได้แก่ 1.ทวีปอเมริกาเหนือ ที่ถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดและผู้บริโภคมีความพร้อม (Mature Market)  ซึ่งขณะนี้องค์การพัฒนาระหว่างประเทศแห่งแคนาดาและกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาได้ให้การสนับสนุนเงินทุนพัฒนาต้นแบบที่หลากหลายเชิงพาณิชย์เพื่อผลิตน้ำดื่มที่ปลอดภัยในอนาคต 2.ทวีปยุโรป กำลังมีการร่วมมือระหว่างผู้คิดค้นนวัตกรรมและผู้ผลิตน้ำพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อผลิตน้ำจืดจากอากาศที่จะถูกนำมาใช้แทนระบบผลิตน้ำจืดจากทะเล และ 3. เอเชียแปซิฟิก ซึ่งล่าสุดบริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศอินเดียได้ร่วมมือกับสตาร์ทอัพชั้นนำจากอิสราเอล ติดตั้งเครื่องผลิตน้ำจากอากาศทั่วประเทศเพื่อผลิตน้ำดื่มที่ปลอดภัยโดยเครื่องผลิตน้ำจากบรรยากาศขนาดกลางและขนาดใหญ่ สามารถผลิตน้ำจากอากาศได้มากถึง 6,000 ลิตรต่อวัน

โอกาสดีที่ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพไทยต้องรีบทำ

ปัจจุบัน น้ำกลายเป็นปัจจัยหนึ่งในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของโลกอย่างชัดเจน ประเทศที่มีระบบการจัดการน้ำที่ดี ย่อมส่งผลต่อการพัฒนาของประเทศที่มั่นคงยั่งยืน ดังนั้น การเข้ามาของนวัตกรรม AWG จึงถือเป็นอีกโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพไทยในการพัฒนาระบบหรือเครื่องมือดังกล่าวประสิทธิภาพให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น เพื่อส่งต่อไปยังตลาดและผู้บริโภคในกลุ่มพื้นที่ที่มีความต้องการอุปโภค – บริโภคน้ำในระดับที่สูง รวมถึงภูมิภาคต่างๆในประเทศไทย นอกจากนี้ การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีดังกล่าว ถือว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ซึ่งการผลิตพลังงานที่สะอาดและยั่งยืนถือเป็นโจทย์ที่สำคัญที่สุดที่จะต้องเร่งพัฒนาในช่วงเวลานี้

ในโอกาสครบรอบ 10 ปี แห่งการจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) NIA เดินหน้าสู่การเป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อการสร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคม พร้อมเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการได้รับการสนับสนุนให้กับเยาวชน นักศึกษา ผู้ประกอบการ และผู้สนใจการพัฒนานวัตกรรมทุกระดับ นอกจากนี้ ยังมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ INNOVATION NATION หรือประเทศแห่งนวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 และ www.nia.or.th

Page 2 of 8