หัวเว่ย จับมือ กฟภ. จัดพิธีเปิดใช้งานห้องประชุมอัจฉริยะ ณ สำนักงานใหญ่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว (ที่ 2 จากขวา) ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) พร้อมด้วย มร. หู กั่ง (ที่ 2 จากซ้าย) หัวหน้าฝ่ายขาย กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ หัวเว่ย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมทำพิธีเปิดใช้งานห้องประชุมอัจฉริยะ (Smart Meeting Room) อย่างเป็นทางการ หลังจากที่ได้เปิดตัวศูนย์นวัตกรรม กฟภ. (PEA Innovation Center) ซึ่งเป็นศูนย์พัฒนาและวิจัยด้านไฟฟ้าด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีแห่งแรกในประเทศไทย เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

สำหรับห้องประชุมอัจฉริยะนี้ตั้งอยู่ที่ชั้น 5 อาคาร LED ภายในสำนักงานใหญ่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ถนนงามวงศ์วาน กรุงเทพฯ ภายในห้องครบครันด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยที่ใช้งานได้ง่าย ทำให้ กฟภ. บริหารจัดการการติดต่อสื่อสารกับคู่สนทนาได้ทั่วโลก ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์และสัมมนาออนไลน์ แทนการประชุมที่ผู้เข้าร่วมต้องมาประชุมด้วยตนเอง ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการดำเนินงานลงได้

“ระบบสื่อสารอัจฉริยะนี้ใช้งานได้ง่าย พร้อมด้วยคุณสมบัติในการเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลาทั่วโลก แม้แต่ในพื้นที่ห่างไกล เพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต ช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ คล่องตัว และรวดเร็วขึ้น” นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กล่าว และเสริมว่า “นับเป็นอีกก้าวของ กฟภ. ในการเดินหน้าไปสู่การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล สอดคล้องกับแนวนโยบายประเทศไทย 4.0 และเป้าหมายของเราที่จะก้าวเป็น “การไฟฟ้าแห่งอนาคต” (The Electric Utility of the Future)”

ห้องประชุมอัจฉริยะติดตั้งด้วยระบบกล้อง VPT300 ซึ่งเป็นกล้องอัจฉริยะติดตามผลของหัวเว่ย มาพร้อมกับเทคโนโลยีด้านวิดีโอใหม่ล่าสุด อาทิ การตรวจจับเสียงและระบบจดจำใบหน้า และคุณสมบัติใหม่ ๆ เช่น การติดตามเสียง (audio-tracking), การจับภาพแบบพาโนรามาที่ปรับได้ (adaptive panoramic image capture) และการพูดคุยแบบรายบุคคล (P2P) ยกตัวอย่างเช่น ระบบ VPT300 สามารถตรวจจับการพูดของบุคคลและแสดงผลภาพในระยะใกล้แบบอัตโนมัติโดยไม่ต้องปรับระยะแบบแมนวล ซึ่งหากผู้เข้าประชุม A กำลังสนทนากับผู้เข้าประชุม B ระบบ P2P ก็จะแสดงภาพของผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสองในระหว่างการสนทนาแบบ Face-to-face โดยอัตโนมัติ ระบบดังกล่าวยังสามารถเชื่อมต่อกับสถานที่ต่าง ๆ ได้มากถึง 200 แห่งในการร่วมประชุมโดยพร้อมกัน นอกจากนี้ ด้วยฟังก์ชั่น AirPresence Key แบบปลั๊กแอนด์เพลย์ ช่วยให้ผู้เข้าประชุมทุกคนสามารถแชร์ข้อมูลได้แบบไร้สายจากเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ในคลิกเดียว โดยไม่ต้องใช้หรือย้ายปลั๊กต่อพ่วงให้ยุ่งยาก

ด้าน มร. หู กั่ง หัวหน้าฝ่ายขาย กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ ของหัวเว่ย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “คอนเซ็ปท์ของห้องประชุมอัจฉริยะนี้คือ การทำให้เทคโนโลยีมีความอัจฉริยะและกลมกลืนไปกับห้อง ง่ายต่อการบริหารจัดการ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถโฟกัสกับเนื้อหาการประชุมผ่านวิดีโอได้อย่างเต็มที่”

ทั้งนี้ ห้องประชุมอัจฉริยะนี้เป็นผลสำเร็จอันเกิดจากความร่วมมือระยะยาวระหว่างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและหัวเว่ย ประเทศไทย เพื่อให้ กฟภ. ได้รับประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีด้านไอซีทีอันทันสมัยของหัวเว่ย

ทีซีซีเทค ร่วมมือกับ ไอดีซี ไฟแนนเชียล อินไซต์ อัพเดตทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีฟินเทค

นายวรดิษฐ์ วิญญรัตน์ กรรมการบริหารและรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (ทีซีซีเทค) (ซ้าย) จับมือ นายไมเคิล อะราเน็ตตา รองประธานบริหาร ไอดีซี ไฟแนนเชียล อินไซต์ (IDC Financial Insights) (ขวา) ในฐานะพันธมิตรผู้ให้การสนับสนุนการจัดงานอัพเดททิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางฟินเทคปี 2018 (FinTech Innovation Summit 2018) โดยงานดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานสำคัญในอุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ธนาคารไทยพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) และผู้ให้บริการเทคโนโลยีฟินเทค ขึ้นเวทีกล่าวถึงทิศทาง และการพัฒนาฟินเทคในประเทศไทย

พร้อมอภิปรายถึงวิสัยทัศน์การพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการให้บริการทางการเงิน การธนาคาร รวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) เทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning) และบล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งเป็นกลุ่มเทคโนโลยีที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดบนเวที ทั้งนี้งานดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้บริหารระดับสูงจากแวดวงการเงินการธนาคาร เงินทุนหลักทรัพย์ รวมถึงกลุ่มประกันภัยประกันชีวิต เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก  ณ วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เผยเคล็ดไม่ลับติดอันดับ 5 ของ 15 ท็อปซัพพลายเชนในยุโรป ประจำปี 2018
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผงาดอยู่ในท็อป 10 ถึง 4 ปีซ้อน จากการจัดอันดับท็อป 15 ในยุโรป ของการ์ทเนอร์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น เผยถึงการก้าวกระโดดข้าม 2 อันดับ จนขึ้นแท่นผู้นำอันดับที่ 5 ในทำเนียบ 15 ท็อปซัพพลายเชน ในทวีปยุโรป โดยได้มีการประกาศการจัดอันดับดังกล่าวในงานประชุมผู้นำด้านซัพพลายเชน ซึ่งเป็นงานประจำปีที่จัดโดยการ์ทเนอร์ ณ กรุงลอนดอน เมื่อเร็วๆ นี้

ทะยานสู่ท็อป 5 ของทำเนียบผู้นำยุโรปของการ์ทเนอร์

“เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้ก้าวขึ้นสู่ท็อป 5 ของทำเนียบรายชื่อผู้นำในยุโรปของการ์ทเนอร์ โดยในปีที่ผ่านมานับว่าเป็นหนึ่งในการปฏิรูปสู่ดิจิทัลที่เข้มข้นมากสำหรับเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราได้เร่งปฏิรูปด้วยการปรับใช้ระบบโรงงานอัจฉริยะในยุโรป (และประเทศต่างๆ ทั่วโลก) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางไปสู่ซัพพลายเชน 4.0 ที่เชื่อมต่อและมอบความยั่งยืนในแบบที่ตรงต่อความต้องการเฉพาะของเรา ซึ่งรางวัลนี้เป็นผลมาจากความพยายามอย่างไม่หยุดหย่อนของพนักงานที่ดูแลด้านซัพพลายเชนทั่วโลก รวมถึงการมีส่วนร่วมของพนักงานในการมอบคุณภาพและความเป็นเลิศด้านซัพพลายเชนให้กับลูกค้า” นายมัวราด ทามัวด์ รองประธานบริหาร การดำเนินงานโกลบอลซัพพลายเชน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว

นายมัวราด กล่าวต่อว่า “การติดตั้งโซลูชัน EcoStruxure™ ของชไนเดอร์ อิเล็คทริคที่ไซต์งานของเราเอง ยังแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จภายในองค์กร ในการริเริ่มปฏิรูประบบดิจิทัลให้กับลูกค้า โดยเราจะยังคงเดินหน้าติดตั้งระบบดิจิทัลในทั่วโลก เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ สร้างผลกระทบในเรื่องของประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านซัพพลายเชนของเรา เพื่อให้เกิดความเป็นเลิศในการดำเนินงาน พร้อมสนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจของกลุ่ม เราจะยังคงเดินหน้าด้วยความรวดเร็วและสร้างนวัตกรรม เพื่อนำคุณค่ามามอบให้กับลูกค้าในโลกอุตสาหกรรมยุคดิจิทัลนี้”

นำคุณค่ามาสู่ลูกค้าในโลกอุตสาหกรรมดิจิทัล

ตามรายงานของการ์ทเนอร์ มีแนวโน้มหลักอยู่ 3 ประการ ที่บรรดาผู้นำด้านซัพพลายเชนในยุโรปต่างมีเหมือนกัน

  • การขยายความสามารถด้านดิจิทัลของซัพพลายเชน – โดยใช้ระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ (robotic automation) ใช้เซ็นเซอร์เป็นฐานในการมอนิเตอร์ เทคโนโลยีเสริมจริง (AR) และโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการมอบบริการที่ดีเลิศให้กับลูกค้า โดยมีการขยายจากโรงงาน คลังสินค้าและแบ็คออฟฟิศ นอกจากนี้ บริษัทต่างๆ ยังทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการประสานงานได้อย่างสอดคล้องครบวงจรตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง (end-to-end) ตั้งแต่เรื่องของอุปสงค์ ย้อนกลับไปยังอุปทานทั้งในเรื่องการผลิตและการจัดหา
  • มีการประสานความร่วมมือที่ดีกับลูกค้า ทั้งการให้บริการและมอบประสบการณ์ที่ดี – มุ่งเน้นที่การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในภาพรวม ด้วยความเข้าใจถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ของลูกค้า คาดการณ์ความต้องการในอนาคตได้ อีกทั้งตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น กระทั่งก่อนที่ปัญหานั้นๆจะเกิดขึ้น
  • มีความสามารถในการดูแลสอดส่องและติดตามการดำเนินการได้อย่างครบวงจรตลอดทั่วทั้งซัพพลายเชน – มีการดำเนินงานในระบบนิเวศธุรกิจ ด้วยมุมมองเชิงลึกในแบบเรียลไทม์ ไม่ใช่แค่ตอบสนองเพื่อให้งานราบรื่นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้สามารถคาดการณ์ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการยกย่องให้อยู่ในทำเนียบท็อป 25 ซัพพลายเชนทั่วโลก ของการ์ทเนอร์ ประจำปี 2018 โดยได้รับการจัดอันดับสูงขึ้นถึง 5 อันดับ ให้อยู่ในอันดับที่ 12 จากการผลการสำรวจบริษัททั่วโลก ซึ่งได้มีการประกาศในงานประชุมผู้นำด้านซัพพลายเชน ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการจัดอันดับประจำปีของการ์ทเนอร์นั้นจะให้การยกย่องผู้นำทางด้านซัพพลายเชน โดยเน้นที่แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดขององค์กรเหล่านั้น

ตลอดปี 2017 ที่ผ่านมา การดำเนินงานด้านซัพพลายเชนทั่วโลกของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประกอบไปด้วยโรงงานผลิต 27 แห่ง ใน 44 ประเทศและมีศูนย์การกระจายสินค้า 98 แห่ง มีบุคลากรที่แข็งแกร่งกว่า 86,000 คน ที่คอยบริหารจัดการสายผลิตภัณฑ์ที่มีมากกว่า 260,000 ผลิตภัณฑ์ (ไม่แน่ใจว่าใช้ผลิตภัณฑ์แปลกมั้ย หรือใช้”ประเภท”) พร้อมดำเนินงานตามรายการสั่งซื้อมากกว่า 150,000 รายการในแต่ละวัน

 

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น ตั้งแต่ บ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมต่างๆ  ด้วยการยืนหยัดอยู่ในเวทีระดับโลกในกว่า 100 ประเทศ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นผู้นำที่โดดเด่นในด้านการจัดการพลังงาน ทั้งแรงดันไฟฟ้าขนาดกลาง-ต่ำ และระบบสำรองไฟฟ้า รวมถึงระบบออโตเมชั่นต่างๆ เรานำเสนอโซลูชั่นแบบบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการผสานการทำงานร่วมกันทั้งในส่วนของพลังงาน ระบบออโตเมชั่น และซอฟต์แวร์ เรามีระบบนิเวศทั่วโลก ซึ่งเป็นการประสานความร่วมมือกับคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด รวมถึงชุมชนนักพัฒนาและผู้วางระบบบนแพลตฟอร์มเปิด เพื่อมอบประสิทธิภาพด้านการดำเนินงาน และการควบคุมในแบบเรียลไทม์ เราเชื่อว่าด้วยผู้คนที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้ และพันธมิตรของเรา จะช่วยให้ชไนเดอร์ อิเล็คทริคเป็นบริษัทที่เยี่ยมยอด พร้อมกับคำมั่นสัญญาของเราที่มุ่งมั่นในเรื่องการสร้างนวัตกรรม ความหลากหลาย และความยั่งยืนช่วยให้ทุกคนมั่นใจได้ว่า “Life is On” ในทุกที่สำหรับทุกคน และทุกช่วงเวลา www.schneider-electric.co.th

ทีม ซันเดย์ มอร์นิ่ง จากประเทศไทย คว้าแชมป์ระดับอาเซียน มาครอง
ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ AWS Hackday 2018

ซันเดย์ มอร์นิ่ง เทรนสุดยอดเครื่องกลไร้คนขับเคลื่อนระดับภูมิภาคด้วยเทคโนโลยี deep learning จาก AWS

บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส จำกัด (Amazon Web Services Inc.) (AWS) บริษัทในเครือ Amazon.com ประกาศให้ ซันเดย์ มอร์นิ่ง เป็นผู้ชนะเลิศในรอบชิงชนะเลิศ AWS Hackdays 2018 ทั้งนี้ ซันเดย์ มอร์นิ่ง สามารถฝึกยานยนต์แบบไร้คนขับที่เร็วที่สุด ฉลาดที่สุด จาก 6 ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันทั่วภูมิภาคอาเซียน และได้รับชัยชนะด้วยการคว้ารางวัลทริปเดินทางเข้าร่วมงาน AWS re:Invent 2018 ที่ลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา

การแข่งขันรอบชนะเลิศ AWS Hackdays Grand Final ถือเป็นจุดที่สูงสุดของงานแฮคกาธอน (hackathon) ที่จัดขึ้นใน 6 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  โดยทีมที่ชนะเลิศจากประเทศสิงคโปร์ เวียตนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย ได้ฝึกฝนและแข่งรถที่ปรับแต่งในสัดส่วน 1/16th หรือที่รู้จักในนาม Robocars ไปรอบเส้นทางทั้ง 4 แล็ป ซึ่งซันเดย์ มอร์นิ่ง สามารถฝึกฝนการใช้ Robocar ได้ดีที่สุดและจบการแข่งในแล็ปด้วยระยะเวลาที่เร็วที่สุด จึงได้รับรางวัลชนะเลิศกลับบ้านไป

นิค วอลตัน กรรมการผู้จัดการประจำภาคพื้นอาเซียน ของ AWS กล่าว “ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแมชชีน เลิร์นนิ่ง (ML) ให้ศักยภาพที่ช่วยยกระดับการใช้ชีวิตในทุกวันให้ดีขึ้น และเรื่องนี้เห็นได้จากงาน AWS Hackdays ซึ่งเป็นงานที่ผู้พัฒนาได้นำเฟรมเวิร์ก AI และ ML มาทดลองใช้ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป พร้อมนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใส่ไว้ในแอปพลิเคชัน ทั้งนี้ ความสามารถของซันเดย์ มอร์นิ่ง ในการฝึกฝน Robocar ให้เรียนรู้การขับขี่ และหลบหลีกไปตามเส้นทางได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยใช้บริการ AI และ ML จาก AWS นั้นน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งการควบคุมการใช้งานเทคโนโลยีของ AWS เช่น Amazon SageMaker ทั้งการฝึกฝนและการนำโมเดล ML มาใช้อย่างง่ายดายและรวดเร็วนั้น ทำให้ผู้เข้าแข่งขันได้รับประสบการณ์ก่อนใครในแง่มุมที่ AI และ ML สามารถสร้างผลกระทบต่อแอปพลิเคชันในเชิงบวก และยกระดับการใช้ชีวิตในทุกวันได้ดียิ่งขึ้น”

ซันเดย์ มอร์นิ่ง เป็นทีมนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลจาก Sunday Ins Co. (easysunday.com) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานอยู่ที่ประเทศไทย และเป็นบริษัท Insurtech เต็มรูปแบบแห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัทฯ นำเฟรมเวิร์ก AI และ ML บนแพลตฟอร์ม AWS มาใช้ และนำเทคโนโลยีชั้นนำมาช่วยในการกำหนดราคาสินค้าด้านการประกันที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละรายได้ ซึ่งซันเดย์ มอร์นิ่ง มีความคุ้นเคยกับแพลตฟอร์ม AWS เป็นอย่างดี จึงช่วยให้ทำโมเดลออกมาได้สมบูรณ์แบบภายในระยะเวลาอันสั้น และช่วยให้ชนะการแข่งขันด้วยสถิติที่น่าประทับใจคือ 32 วินาที เอาชนะทีมอื่นที่ใช้เวลาในการจบแล็ปนานกว่าถึง 2 เท่า

“ในการโปรแกรมรถ เราได้พิจารณาในเรื่องความท้าทาย อย่างการบังคับรถให้เลี้ยวซ้ายและเลี้ยวขวาในองศาที่แตกต่างกันตามการออกแบบเส้นทางการแข่งขัน  Amazon SageMaker ช่วยให้เราสามารถฝึกฝนโมเดลในการเรียนรู้ของเครื่องกลได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำให้เกิดประสิทธิผล ปรับแต่งเพื่อให้เกิดการคาดการณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และนำโมเดลที่ได้รับการฝึกฝนอย่างเต็มรูปแบบมาใช้กับ Robocar ได้อย่างง่ายดาย ทั้งหมดนี้ ท้ายที่สุดก็คือทำให้เราถึงจุดหมายได้เร็วกว่าทีมที่เหลือ ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่เราได้เข้าร่วมงานอีเวนต์ลักษณะนี้ และความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีของ AWS บวกกับความง่ายในการใช้งาน Amazon SageMaker ช่วยให้เราโปรแกรมรถได้ประสบความสำเร็จ” ธรรญชนก งามเสาวรส สมาชิกของทีม กล่าว

ผลจากความสำเร็จในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ AWS Hackdays 2018 Grand Finale ก็คือ ซันเดย์ มอร์นิ่ง จะได้รับรางวัลตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พัก และบัตรเข้าร่วมงาน AWS re:Invent 2018 ที่ลาส เวกัส ซึ่ง AWS จัดขึ้นเพื่อ คลาวด์ คอมพิวติ้ง คอมมูนิตี้ทั่วโลก ซึ่งเป็นงานอีเว้นต์ ที่มีการประกาศ Keynote และการฝึกอบรม รวมถึงโอกาสในการได้รับใบรับรอง (certification) อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงการประชุมด้านเทคนิคนับ 2,000 กว่าหัวข้อ และการจัดแสดงในส่วนของคู่ค้า (partner expo) พร้อมร่วมสังสรรค์ในงานอีเวนต์หลังการประชุม ฯลฯ

สำหรับทีมที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่หนี่งในการแข่งขัน AWS Hackdays 2018 Grand Finale ร่วมกัน คือ Makati Boyz (ฟิลิปปินส์) และ Hypervalence (สิงคโปร์)  ทั้งสองทีมจะกลับบ้านไปพร้อมรางวัล บัตรกำนัล Amazon Gift Card มูลค่า 100 เหรียญสหรัฐฯ สำหรับสมาชิกในทีมแต่ละราย และสำหรับทีมที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่สอง คือ Team Astro (มาเลเซีย) จะกลับบ้านไปพร้อมรางวัล บัตรกำนัล Amazon Gift Card มูลค่า 75 เหรียญสหรัฐ สำหรับสมาชิกในทีมแต่ละรายเช่นกัน

71% ของธุรกิจในไทย เชื่อว่าจะต้องดิ้นรนอย่างมากเพื่อให้สามารถตอบโจทย์
ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของลูกค้าให้ได้ภายใน 5 ปี

จากผลสำรวจ ”ดัชนีชี้วัดการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของเดลล์ เทคโนโลยีส์” พบว่ามีเพียงแค่ 7% ของธุรกิจในไทยที่เป็นผู้นำทางด้านดิจิทัล

สรุปประเด็นข่าว

  • มีเพียง 7 เปอร์เซ็นต์ ของธุรกิจในประเทศไทยที่เป็นผู้นำด้านดิจิทัล
  • 7 ใน 10 ของธุรกิจในไทยโดยประมาณ กังวลว่าจะต้องพยายามอย่างหนักเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าได้ภายในเวลา 5 ปี
  • 33 เปอร์เซ็นต์ ของธุรกิจในไทยหวั่นกลัวว่าองค์กรของตนจะถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลังภายในอีก 5 ปี
  • บรรดาผู้นำธุรกิจ ระบุการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Digital Privacy) และการรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ (Cybersecurity) คืออุปสรรคใหญ่ที่สุดที่กีดขวางการปฏิรูปสู่ดิจิทัล

มีเพียง 7 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรธุรกิจในประเทศไทยที่เป็นผู้นำด้านดิจิทัล จากรายงานดัชนีชี้วัดการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของเดลล์ เทคโนโลยีส์ Dell Technologies Digital Transformation Index (the DT Index) ทั้งนี้ DT Index ซึ่งสำเร็จลุล่วงด้วยการประสานความร่วมมือกับอินเทล ได้จับความก้าวหน้าในการปฏิรูปสู่ดิจิทัลขององค์กรธุรกิจขนาดกลางถึงใหญ่ พร้อมประเมินเกี่ยวกับความหวังและความกลัวของผู้นำธุรกิจที่มีต่อมุมมองในเรื่องของดิจิทัล โดยผลการศึกษาเผยว่า 71 เปอร์เซ็นต์ของผู้นำธุรกิจในไทย เชื่อว่าองค์กรของตนคงต้องพยายามเป็นอย่างมาก เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าภายในระยะเวลาเพียงแค่ 5 ปี ในขณะที่อีก 33 เปอร์เซ็นต์หวั่นเกรงว่าตนจะถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลัง

การคำนวณของ DT Index อิงตามศักยภาพขององค์กรธุรกิจที่สามารถมองเห็นได้ในประเด็นต่อไปนี้ โดยเทียบกับคุณลักษณะสำคัญของธุรกิจดิจิทัล กลยุทธ์ด้านไอทีที่มีอยู่เดิม กลยุทธ์ในการปฏิรูปคนทำงาน (workforce transformation) และแผนงานด้านการลงทุน

ในระยะเวลา 2 ปี หลังจากที่เริ่มเปิดตัว DT Index ไปในปี 2016 เดลล์ เทคโนโลยีส์ และอินเทลได้ขยายขอบเขตของการวิจัยให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นกว่า 2 เท่า จาก 16 ประเทศ เพิ่มขึ้นเป็น 42 ประเทศ พร้อมกับได้ทำการเปรียบเทียบองค์กรธุรกิจถึง 4,600 แห่ง โดยมีการแบ่งกลุ่มดังต่อไปนี้

การเปรียบเทียบเพื่อแบ่งกลุ่ม

รายละเอียด

การวิเคราะห์ ระดับประเทศในปี 2018

(ประเทศไทย)

ผู้นำด้านดิจิทัล

(Digital Leaders)

มีการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ในหลากหลายรูปแบบ และถูกปลูกฝังอยู่ในดีเอ็นเอของธุรกิจ

7%

ผู้ที่เริ่มก้าวสู่ดิจิทัล

(Digital Adopters)

มีแผนงานด้านดิจิทัลที่เป็นจริงเป็นจัง มีการลงทุนและมีนวัตกรรมในองค์กร

40%

ผู้ที่กำลังประเมินดิจิทัล

(Digital Evaluators)

ตอบรับการปฏิรูปสู่ดิจิทัลอย่างระมัดระวัง ค่อยเป็นค่อยไป มีการวางแผนและลงทุนสำหรับอนาคต

 

25%

ผู้ตามในเรื่องดิจิทัล

(Digital Followers)

ลงทุนด้านดิจิทัลน้อยมาก เพิ่งเริ่มต้นวางแผนคร่าวๆ สำหรับอนาคต

23%

ผู้ที่ถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลังดิจิทัล

(Digital Laggards)

ไม่มีแผนงานด้านดิจิทัล มีการลงทุนและความริเริ่มที่จำกัดในองค์กร

5%

ตามดัชนี DT Index พบว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจในไทย ได้รับการจัดแบ่งประเภทให้อยู่ในกลุ่มของผู้ที่เริ่มก้าวสู่ดิจิทัล (Digital Adopters) โดยบริษัทเหล่านี้ มีแผนงานและนวัตกรรมที่ล้ำหน้าในองค์กรที่ช่วยขับเคลื่อนไปสู่การปฏิรูปองค์กร (transformation)

อย่างไรก็ตาม ผลการรายงานยังเผยให้เห็นว่า เกือบ 1 ใน 4 ของบริษัทยังอยู่ใน 2 กลุ่มหลัง ซึ่งหมายความว่าบริษัทเหล่านี้ กำลังก้าวไปอย่างช้าๆ หรือไม่ก็ยังไม่มีแผนงานด้านดิจิทัลเลย

อุปสรรคที่กีดขวางการปฏิรูปสู่ดิจิทัล

จากการวิจัย พบว่า 96 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจในไทยในปัจจุบัน กำลังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญที่กีดขวางการปฏิรูปสู่ดิจิทัล

อุปสรรคสูงสุด 5 อันดับที่กีดขวางการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ได้แก่

  1. การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์
  2. วัฒนธรรมด้านดิจิทัลที่ยังไม่แข็งแรงพอ ขาดความสอดคล้อง และการประสานความร่วมมือภายในบริษัท
  3. ขาดวิสัยทัศน์ และกลยุทธ์ด้านดิจิทัลที่สอดคล้องกัน
  4. ขาดเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการทำงานให้ทันต่อธุรกิจ
  5. ขาดทักษะและความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมในองค์กร

อุปสรรคเหล่านี้ เป็นปัจจัยขัดขวางความพยายามในการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ตัวอย่างเช่น 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้นำธุรกิจในไทย เชื่อว่าการปฏิรูปสู่ดิจิทัลควรแพร่หลายและครอบคลุมทั่วทั้งองค์กรได้มากกว่านี้ ในขณะที่ 61 เปอร์เซ็นต์ เห็นพ้องว่าองค์กรตนควรจะปฏิรูปเองมากกว่ารอให้ถูกปฏิรูปภายใน 5 ปี

“เราพูดถึงการมาอยู่ในจุดที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้นมาสักระยะหนึ่งแล้วในปัจจุบัน ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป” นายอโณทัย เวทยากร รองประธาน เดลล์ อีเอ็มซี อินโดจีน กล่าว “ยุคถัดไปของดิจิทัลมาถึงแล้ว และมันกำลังเปลี่ยนวิถีในการใช้ชีวิต ในการทำงานและการทำธุรกิจ ซึ่งหมายความว่าเวลาคือสิ่งสำคัญ การปฏิรูปที่แท้จริงต้องเกิดขึ้นในตอนนี้ และจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง”

การเอาชนะความท้าทาย

การวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าองค์กรธุรกิจกำลังเดินหน้าเพื่อที่จะก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ที่มาพร้อมกับการคุกคามในการที่จะถูกเอาชนะจากผู้เล่นที่ไวกว่าและมีนวัตกรรมเหนือกว่า เราเห็นเรื่องดังกล่าวได้จากประเด็นต่อไปนี้

  • 69 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจในไทยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อช่วยเร่งสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่
  • 68 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจสร้างระบบรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวไว้ในทุกอุปกรณ์ แอปพลิเคชัน และอัลกอริธึมทั้งหลาย
  • 65 เปอร์เซ็นต์ กำลังพยายามอย่างหนักในการพัฒนาทักษะรวมถึงความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมในองค์กร เช่นการสอนให้พนักงานเรียนรู้วิธีการเขียนโค้ด
  • 52 เปอร์เซ็นต์ แบ่งปันความรู้ในทุกฟังก์ชันงาน ด้วยการเตรียมพร้อมให้ผู้นำด้านไอที มีทักษะทางธุรกิจ และให้ผู้นำธุรกิจมีทักษะไอทีในขณะเดียวกัน

บริษัทต่างๆ กำลังหันมาหาเทคโนโลยีเกิดใหม่และระบบรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ (และสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่น) ในการปฏิรูปแผนการลงทุนที่วางไว้ภายใน 1 ถึง 3 ปีข้างหน้า

  • 73 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจในไทย ตั้งใจที่จะลงทุนในระบบรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์
  • 63 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจในไทยตั้งใจว่าจะลงทุนด้านมัลติ-คลาวด์
  • 61 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจในไทยตั้งใจว่าจะลงทุนด้านการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ใช้แนวทางมุ่งเน้นที่การประมวลผลเป็นหลัก รวมถึงศักยภาพและการดำเนินการที่เหมาะสมและคุ้มค่าในเรื่องของเวิร์กโหลด
  • 56 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจในไทยตั้งใจว่าจะลงทุนเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI)
  • 55 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจในไทยตั้งใจว่าจะลงทุนในเทคโนโลยี IoT

นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจจำนวนมากกำลังวางแผนกระทั่งว่าจะทดลองใช้เทคโนโลยีที่เพิ่งเริ่มเกิด โดย 55 เปอร์เซ็นต์ กำลังจะลงทุนด้าน blockchain ในขณะที่อีก 44 เปอร์เซ็นต์ จะลงทุนในระบบที่มีกระบวนการรับรู้ได้เอง (cognitive systems) และ 40 เปอร์เซ็นต์จะลงทุนใน VR/AR

“นับว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับธุรกิจ เรากำลังมาถึงจุดที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ที่เทคโนโลยี และธุรกิจ รวมถึงมนุษยชาติมาร่วมกันสร้างโลกที่เชื่อมต่อมากยิ่งขึ้น มีคุณภาพยิ่งขึ้น” นายนพดล ปัญญาธิปัตย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย เดลล์ อีเอ็มซี ประเทศไทย กล่าว “อย่างไรก็ตาม องค์กรที่วางเทคโนโลยีไว้เป็นศูนย์กลาง จะได้รับคุณประโยชน์จากโมเดลธุรกิจดิจิทัล รวมถึงความสามารถในการเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว เพื่อจัดการทุกสิ่งได้ในแบบอัตโนมัติและทำให้ลูกค้าพึงพอใจ นี่คือสาเหตุที่การปฏิรูปสู่ดิจิทัล เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง”

ระเบียบวิธีวิจัย

ในช่วงซัมเมอร์ปีนี้ Vanson Bourne ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยอิสระ ได้ทำการสำรวจผู้นำธุรกิจ 100 รายในประเทศไทย จากองค์กรธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เพื่อวัดสถานภาพขององค์กรใน ดัชนีการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของเดลล์ เทคโนโลยีส์  โดย Vanson Bourne ได้แบ่งกลุ่มองค์กรตามความมุ่งมั่นพยายามในเรื่องดิจิทัล ด้วยการประเมินในเรื่องของกลยุทธ์ด้านไอที ความริเริ่มในการปฏิรูปคนทำงาน และความสามารถที่รับรู้ได้โดยเทียบจากคุณลักษณะสำคัญที่ธุรกิจดิจิทัลต้องมี โดยผลการวิจัยทั่วโลก (จากฐานผู้เข้าร่วมสำรวจ 4,600 คนจาก 42 ประเทศ) จะออกในช่วงต้นปี 2019

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

  • อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับดัชนีการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของเดลล์ เทคโนโลยีส์ ประจำปี 2016 ได้ที่ https://www.delltechnologies.com/en-us/perspectives/digital-transformation-index.htm
  • อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรม Dell Technologies Realizing 2030 ได้ที่ delltechnologies.com/realizing2030
  • ติดตามข่าวสารล่าสุดได้ทางทวิตเตอร์ @DellTech,@Dell และ @DellEMC

คุณลักษณะของธุรกิจดิจิทัล

**ในปี 2015 บรรดาผู้นำธุรกิจได้นิยามคุณลักษณะสำคัญด้านดิจิทัลที่องค์กรธุรกิจต้องมี เพื่อให้ประสบความสำเร็จได้ในยุคถัดไป เหล่านี้ได้แก่

  • สร้างนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดความคล่องตัว
  • จับโอกาสใหม่ได้จากการคาดการณ์
  • แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือ
  • มอบประสบการณ์ที่โดดเด่นและเป็นส่วนตัว
  • พร้อมเสมอสำหรับการดำเนินงานในแบบเรียลไทม์

เดลล์ เทคโนโลยีส์

เดลล์ เทคโนโลยีส์ ประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจที่มีลักษณะเฉพาะที่มอบโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และสำคัญในการสร้างอนาคตดิจิทัลให้แก่องค์กรธุรกิจ ทั้งปฏิรูปไอที และให้การปกป้องข้อมูลที่ถือเป็นสินทรัพย์สำคัญ เดลล์ เทคโนโลยีส์ให้การดูแลสนับสนุนลูกค้าทุกขนาดองค์กรใน 180 ประเทศ - เริ่มตั้งแต่ 99 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทที่จัดอันดับใน Fortune 500 ไปจนถึงลูกค้ารายย่อย – ด้วยสายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่สมบูรณ์พร้อมที่สุดตั้งแต่เทคโนโลยีปลายทาง (Edge) สู่ส่วนกลางที่สำคัญ (Core) ตลอดจนถึงคลาวด์ เดลล์ เทคโนโลยีส์ ประกอบด้วยแบรนด์ต่างๆ ดังต่อไปนี้ เดลล์ เดลล์ อีเอ็มซี พิโวทอล อาร์เอสเอ ซิเคียวเวิร์คส์ เวอร์ทุสสตรีม และวีเอ็มแวร์

เกี่ยวกับแวนสัน บอร์น

แวนสัน บอร์นเป็นผู้เชี่ยวชาญอิสระในการทำวิจัยด้านการตลาดสำหรับภาคเทคโนโลยี ชื่อเสียงขององค์กรมาจากการวิเคราะห์ที่มีพื้นฐานจากงานวิจัยที่แข็งแกร่ง และน่าเชื่อถือ ซึ่งมีรากฐานอยู่อยู่บนหลักการในการทำวิจัยอย่างถูกต้องแม่นยำ และความสามารถในการแสวงหาความคิดเห็นจากผู้มีอำนาจการตัดสินใจในระดับอาวุโส ทั้งในฟังก์ชันการทำงานทั้งในด้านเทคนิค และธุรกิจ ในทุกภาคธุรกิจ และในทุกตลาดสำคัญต่างๆ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม เยี่ยมชมที่ www.vansonbourne.com.

Page Visitor

004900297
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
862
41477
862
1863892
428444
1261906
4900297
Your IP: 3.228.21.204
2020-07-12 00:37