then
January 19, 2022

“ซีพี ออลล์” เปิดพื้นที่ขายโอทอปประจำถิ่นเมืองนครพนม ประเดิมเซเว่นฯ สาขาแลนด์มาร์คพญานาค

ซีพี ออลล์ เดินหน้าหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ร่วมกับ จ.นครพนม โดยสำนักงานพัฒนาชุมชน นำร่องเปิดพื้นที่ในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาแลนด์มาร์คพญานาค จ.นครพนม นำสินค้าโอทอปผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมาวางจำหน่าย ให้ลูกค้าได้เลือกซื้อแบบสะดวก ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้คนท้องถิ่นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เป็นที่รู้กันว่าผลิตภัณฑ์ชุมชนของไทยมีกระจายอยู่ทุกจังหวัด และมีความโดดเด่นที่แตกต่างกันไป บางชิ้นนอกจากจะเป็นของดีของเด่นประจำจังหวัดแล้ว ยังสามารถติดปีกโบยบินไปไกลถึงต่างแดน สร้างรายได้ไม่น้อยให้แก่ชุมชน

จากศักยภาพเหล่านี้เองทำให้ “ซีพี ออลล์” เห็นโอกาสที่จะช่วยพัฒนาชุมชนและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน เมื่อผนวกเข้ากับทำเลทองร้านเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาแลนด์มาร์คพญานาค ที่ผู้คนที่ผ่านไปต้องมาเช็คอิน จึงสร้างโอกาสในการขายผลิตภัณฑ์ชุมชน มีทั้งของกิน ของใช้ จำนวน 32 รายการ อาทิ กาละแมสูตรโบราณ กระติบข้าวเหนียว ตะกร้าหวาย ผ้าขาวม้า เสื่อกก และเสื้อภูไทด้นมือ ฯลฯ ได้จำหน่ายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น นับเป็นการสร้างโอกาสในการขายสินค้าเหล่านี้ให้คนในท้องถิ่น ได้ยืนด้วยขาของตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ ซึ่งนอกจากจะมีรายได้เลี้ยงครอบครัวที่มั่นคงแล้วยังได้ช่วยส่งต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

โดย “นายวิชัย จันทร์จริยากุล” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่นในประเทศไทย บอกว่า ร้านเซเว่นฯ มีสาขาอยู่ทั่วไทย ดังนั้นการเปิดพื้นที่ให้สินค้าโอทอปมาจำหน่ายภายในร้านจึงเป็นเรื่องที่ดี โดยเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาแลนมาร์คพญานาคนี้ จะใช้บริเวณชั้น 2 จัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งให้กับสินค้าโอทอป ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสำนักพัฒนาชุมชนจังหวัดนครพนม ในการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการรายย่อย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่อยู่ในพื้นที่เพื่อสร้างธุรกิจให้เติบโตไปด้วยกัน

“โครงการนี้เกิดจากแนวคิดร่วมกันระหว่าง ซีพี อออล์ และ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครพนม ที่ต้องการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ให้เป็นที่ยอมรับในกลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้คนทั่วไป ได้เห็นถึงคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่ถูกถ่ายทอดเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน เพราะนอกจากจะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนโดยตรงแล้ว ยังช่วยสร้างงานให้คนหนุ่มสาวได้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดจากสินค้าโอทอป ซึ่งเริ่มนำร่องเปิดพื้นที่ให้สินค้าโอทอปมาวางจำหน่ายที่สาขาแลนด์มาร์คพญานาค เพราะเป็นแหล่งที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก จึงเป็นโอกาสดีสำหรับสินค้าโอทอปได้เข้ามาทดลองเปิดตลาด พร้อมศึกษาความต้องการของลูกค้าเพื่อนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองต่อไป” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าว

ขณะที่พ่อเมืองนครพนม “นายสยาม ศิริมงคล” ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม กล่าวว่า  เป็นโอกาสดีที่จะทางซีพี ออลล์ เข้ามาช่วยเพิ่มพื้นที่การส่งเสริมการขายของผลิตภัณฑ์ชุมชน หลังจากที่หน่วยงานราชการ ได้เข้าไปส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนผลิตสินค้าที่ดี พร้อมต้องหาตลาดควบคู่กันไป จากเดิมจะมีการออกไปงาน OTOP ตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในตัวจังหวัดและออกร้านตามจังหวัดใหญ่ๆ ในภูมิภาคซึ่งการที่มีร้านสะดวกซื้อโดยเฉพาะเซเว่น อีเลฟเว่น เปิดพื้นที่ภายในร้านให้นำผลิตภัณฑ์ชุมชนเข้ามาวางจำหน่ายได้ก็ถือเป็นโอกาสดี เพราะในแต่ละวันจะมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาในร้านจำนวนมาก และเป็นเรื่องดีที่ทางจังหวัดนครพนม ได้มีโอกาสร่วมงานกับเซเว่น อีเลฟเว่น ทำให้ผู้ที่มีสินค้าชุมชน ได้ความรู้ในเรื่องการพัฒนาคุณภาพ รสชาติ ให้ถูกสุขอนามัย รวมถึงพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ให้จูงใจผู้ซื้อ แค่นี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วที่ได้ร่วมทำงานกับมืออาชีพด้านค้าปลีกของประเทศ

“การเลือกสาขาแลนด์มาร์คพญานาค ซึ่งเป็นใจกลางของจังหวัด และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ใครผ่านมาก็จะแวะเวียนมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นเมื่อมีสินค้าชุมชนเข้ามาจำหน่ายในร้านเซเว่นฯ ก็ยิ่งช่วยเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมสินค้าและเลือกซื้อไปเป็นของขวัญของฝากกลับไป จากคุณภาพและราคาที่เหมาะสม” ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม กล่าว

สำหรับสินค้าที่ขึ้นชื่อของจังหวัดนครพนม สามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่ ของใช้ อย่าง เสื้อผ้า ผ้าทอ ขณะที่ของกิน เป็นประเภท อาหาร และขนม โดย “นางพักสุดา วงศ์ตาพรม ประธานกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าไทพิมาน เผยว่า หนึ่งในสินค้าที่ขึ้นชื่อของจังหวัดนครพนม คือผ้าย้อมสีธรรมชาติจากเปลือกไม้หรือใบไม้ โดยจะเลือกไม้มงคล เช่น ไม้ขาม ไม้พยุง ต้นคูณ หรือชัยพฤกษ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลกับผู้สวมใส่ หรือนำมาพัฒนาเป็นของใช้ เช่น ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ หรือจะนำมาย้อมเป็นผ้าตัดเสื้อ และนำมาแปรรูปตัดเย็บด้วยจักร พร้อมปักลวดลายด้วยมือ กลายเป็นสินค้าขึ้นชื่อของ อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม

และล่าสุดยังได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสินค้าชุมชนที่จำหน่ายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เธอบอกว่า โครงการนี้สร้างประโยชน์อย่างมากให้คนในชุมชน เพราะอำเภอนาแก ไม่ได้อยู่ในเขตเมือง ดังนั้นการเข้าถึงผลิตภัณฑ์โอทอปของนักท่องเที่ยวเพื่อมาอุดหนุนสินค้าจึงเป็นเรื่องยาก เพราะถ้าไม่ได้ออกบูธแสดงสินค้าที่เมืองทองในงานโอทอป ก็จะไม่มีช่องทางการตลาด แต่ทางซีพี ออลล์ ได้มอบพื้นที่นำสินค้าที่ผลิตได้ยังไม่มากมาจำหน่ายเพื่อเพิ่มยอดแล้ว กลายเป็นตัวช่วยโฆษณาให้คนรู้จักผ้าไทพิมานมากขึ้น

“เห็นได้ชัดว่าช่องทางจำหน่ายในร้านเซเว่นฯ ช่วยให้ผ้าไทพิมานเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว เพราะถ้าไปวางจำหน่ายเองเพียงแค่กลุ่มเดียวก็ไม่ได้รับสนใจ แต่เมื่อซีพี ออลล์ให้โอกาส เมื่อคนมาเห็นมาซื้อก็จะบอกต่อ ๆ ทำให้กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้ามีอาชีพ และมีรายได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้าน ที่เมื่อก่อนต้องทิ้งครอบครัวไปเย็บผ้าที่กรุงเทพฯ แต่ตอนนี้เราก็ดึงกันกลับมารวมกลุ่ม แล้วก็ตัดเย็บเสื้อผ้า และส่งมาขาย ถือเป็นการให้โอกาสมากมายที่สุดสำหรับกลุ่มแม่บ้าน แถมยังช่วยลดช่องว่างในครอบครัว เพราะเมื่อมีอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้า สมาชิกในครอบครัวก็ไม่ต้องออกไปหางานทำในกรุงเทพฯ ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาครอบครัวอบอุ่นขึ้น จากเดิมเมื่อสิ้นสุดฤดูทำนาแม่บ้านจะต้องทิ้งครอบครัวไปเย็บผ้าที่กรุงเทพฯ แต่ตอนนี้เราไม่ได้ไปแล้ว และรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูปขึ้นกลายเป็นความยั่งยืนในชุมชนที่ไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้” ประธานกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าไทพิมาน กล่าว

ขณะที่มุมมองของลูกค้า “นายยงยุทธ ลักษณะพรหม” เจ้าของธุรกิจส่วนตัว ให้ความเห็นว่า การขายสินค้าโอทอปในร้านเซเว่นฯเป็นแนวคิดที่ดี เพราะอย่างน้อยที่สุดก็เป็นช่องทางให้กับกลุ่มชาวบ้านที่มีช่องช่องทางการจำหน่ายค่อนข้างจะจำกัดอยู่แล้วให้กว้างขึ้น และจะยิ่งประโยชน์แก่ชาวบ้านขึ้นไปอีกหากบุคลากรของซีพี ออลล์ ที่มีมากพออยู่แล้ว ได้เข้าไปช่วยเหลือกลุ่มชาวบ้านให้ประสิทธิภาพในการพัฒนาสินค้าผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะรูปแบบสินค้า การจัดจำหน่าย ก็จะช่วยทำให้สินค้ามีความน่าสนใจมากขึ้น

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ซีพี ออลล์ ได้ส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าของผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กหรือเอสเอ็มอีที่มีผลิตสินค้าคุณภาพมาตรฐานและเป็นที่นิยมจากประชาชนมาตลอด โดยบริษัทจะเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการ SME มีโอกาสส่งสินค้าตรงถึงมือผู้บริโภคผ่านร้านเซเว่นฯ ทั่วประเทศ และผ่านช่องทางของบริษัท ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง จำกัด ซึ่งมีหลากหลายช่องทาง ทั้งนิตยสารทเวนตี้โฟร์ แคตตาล็อก ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ และอีคอมเมิร์ซ ปัจจุบันทั้งเซเว่น อีเลฟเว่น และทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง ได้จัดจำหน่ายสินค้าเอสเอ็มอีรวมทั้งสิ้นกว่า 13,000 รายการ และมีการพัฒนา SME ให้เติบโต แข็งแรงเป็นบริษัทขนาดใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามปณิธานองค์กรที่ว่า “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน”

ฉนวนกันความร้อน SCG STAY COOL ภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมบูรณาการ บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี สถาปัตยกรรมไทยอายุกว่า 100 ปี สู่ความเป็น “บ้านต้นแบบ” ที่สะท้อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

หลายครั้งที่เรามองนวัตกรรมใหม่ ๆ รอบตัวเป็นเรื่องราวที่ท้าทาย ตื่นเต้น หรือทันสมัย จนลืมคิดไปว่า บางครั้ง นวัตกรรม หรือข้าวของเครื่องใช้ใหม่ ๆ ที่ดูจะล้ำ ๆ ก็อาจเอาไป MIX & MATCH กับของเก่า ๆ ได้ หรือบางที ของเก่า ๆ ที่ว่านั้น ก็อาจกลายเป็นของร่วมสมัยที่เตรียมไว้ให้เราสวมใส่รอยต่อที่ว่าให้สามารถต่อยอดพัฒนาอะไร ๆ ได้อีกมากมาย จนเราอาจคิดไม่ถึง เหมือนกับการบูรณาการบ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ของมูลนิธิครีเอทีฟ ไมเกรชั่น (อีส) เพื่อให้เป็นที่ตั้งของโครงการ Bangkok 1899 ที่จะเกิดขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนทางด้านสังคมและวัฒนธรรมแห่งใหม่ในเมืองไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนหลักจากมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ และกองทุน ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี

ความงดงามภายนอกของบ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนทางด้านสังคมและวัฒนธรรมแห่งใหม่ในเมืองไทย

คาเฟ่ที่บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ในชื่อ Na Café

บริเวณพื้นที่สร้างสรรค์ที่ใช้อาหารและเครื่องดื่มเป็นสื่อกลาง ที่ให้แรงบันดาลใจแก่สังคมในด้านต่าง ๆ

“จุดเด่นของการบูรณะบ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ในครั้งนี้ คือเพื่อให้เป็นต้นแบบของบ้านที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งความยั่งยืนในที่นี้หมายถึง การมีส่วนร่วมในการใช้พลังงานให้น้อยที่สุดด้วย” “โจทย์สำคัญที่คุณ ซูซานนา ตันเต็มทรัพย์ ประธานกรรมการ มูลนิธิครีเอทีฟ ไมเกรชั่น (อีส) / ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการของ Bangkok 1899” บอกเล่าถึงความตั้งใจของการ บูรณะ บ้านเก่า ที่ พระยาศรีภูริปรีชา (กมล สาลักษณ์) สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นเรือนหอของ นางสาวถวิล ธิดาคนโต กับ นายสนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา (เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี) เมื่อราวปี 2442 โดยแรกสร้างเป็นตึกครึ่งไม้ 2 ชั้น ที่แม้จะมีขนาดเล็กและเรียบง่ายแต่ก็มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบยุโรป ที่เป็นที่นิยมในสมัยนั้น แต่สิ่งที่น่าสนใจของบ้านหลังนี้ก็คือ สร้างขึ้นในช่วงเดียวกันกับที่สร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อราว 110 ปีที่แล้ว และเพื่อให้บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีหลังบูรณาการเป็น Cultural and Civic Hub  หรือ บ้านต้นแบบ ที่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน ศิลปะ วัฒนธรรม รวมถึงนวัตกรรมทางสังคม โดยการผสมผสานเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมที่หลากหลายเข้าด้วยกัน เพื่อพัฒนาการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ผ่านสามเสาหลัก ศิลปะ การมีส่วนรวมของประชาชน และความยั่งยืน ให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งยังไม่มีในประเทศไทยมาก่อน ตามความต้องการของมูลนิธิ ฯ  

ภายในบริเวณบ้านที่จะนำฉนวนกันความร้อนสเตย์ คลู เข้าไปติดตั้ง

นำฉนวนกันความความร้อนส่งไปยังจุดติดตั้ง

เตรียมนำฉนวนกันความร้อนเข้าปูบนพื้นบริเวณห้องใต้หลังคาข่องอุปกรณ์

ต้องทำความสะอาดบริเวณพื้นที่ ก่อนติดตั้งเสียก่อน เพื่อสุขอนามัยผู้พักอาศัย

ช่างผู้ชำนาญการนำฉนวนกันความร้อนเข้าสู่ภายในบริเวณใต้หลังคา

สภาพพื้นที่ก่อนปู

การติดตั้งฉนวนกันความร้อน สเตย์ คลู บนฝ้าเพดานประเภทหลังคามุง

ช่างผู้เชี่ยวชาญ นำฉนวนกันความร้อน ปูตามแนวฝ้าเพดานโดยกลิ้งม้วนออกจากตัว

ติดตั้งเสร็จเรียบร้อยตามสโลแกนติดตั้ง ครบ จบ ภายใน วันเดียว

หลังการเข้าสำรวจพื้นที่หน้างาน  เพื่อปรับปรุงพื้นที่ให้สอดรับกับแนวทางในการพัฒนา และกิจกรรมต่าง ๆ ของทางมูลนิธิฯ ที่จะนำมาสานต่อให้เกิดขึ้นบนพื้นที่ต่าง ๆ ภายในบ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี หลังถูกปล่อยว่างจากการใช้งานมานานกว่า 10 ปี คุณอะเล็กซานเดอร์ สรรประดิษฐ์ สถาปนิกที่รับผิดชอบดูแลการบูรณาการ การปรับปรุงพื้นที่ ได้ตัดสินใจติดต่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของบริษัท สยามไฟเบอร์กลาส จำกัด เข้าไปร่วมสำรวจพื้นที่ เนื่องจากเห็นความเป็นไปได้ของการนำนวัตกรรมที่มีคุณสมบัติในการช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ตามแผนการบรูณาการ เข้าไปติดตั้ง บริเวณพื้นห้องใต้หลังคาที่สถาปนิกผู้ออกแบบบ้าน นำรูปแบบสถาปัตยกรรมแนวนีโอคลาสสิคของตะวันตกที่กำลังได้รับความนิยมในประเทศไทยขณะนั้นมาผสมผสานกับ หลังคาแบบบ้านไทยให้สอดรับกับสภาพอากาศ ภูมิประเทศได้อย่างลงตัว และเอื้อต่อสภาพภูมิอากาศได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นช่องช่วยระบายอากาศ แนวจั่วสูงประมาณกว่า 1 เมตร ที่แม้ว่าจะถูกปิดไว้ ด้วยแผ่นไม้บาง ๆ ทำให้พอดีต่อการนำฉนวนกันความร้อนไปวางปูได้อย่างลงตัว ด้วยเหตุผลที่ว่า

ผลิตภัณฑ์ฉนวนกันความร้อน เอสซีจี รุ่น สเตย์ คูล ผลิตภัณฑ์ฉนวนประเภทใยแก้ว

“เพื่อให้มันเป็น sustainable way ตาม concept ที่ทางมูลนิธิวางไว้  ผมมองว่า ฉนวนกันความร้อนเอสซีจี สเตย์ คูล (STAY COOL) เป็นวัสดุตกแต่งเชิงนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อช่วยให้บ้านเย็น ที่เราสามารถเริ่มต้นใช้ได้ทันที เป็นอันดับต้น ๆ ด้วยความสะดวก และง่ายในการติดตั้ง จากเดิมที่แม้จะมีช่องระบายอากาศใหญ่ และหน้าต่างสูงอยู่ รอบบ้าน แต่ด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้นในปัจจุบัน ผนวกกับสภาพตึกเก่า ที่มีความเสี่ยงต่อผลกระทบด้านความชื้น การเลือก ฉนวนกันความร้อนเอสซีจี สเตย์คูล ที่ผลิตจากใยแก้วคุณภาพปราศจากสารพิษ จากการรับรองขององค์กรอนามัยโลก มีคุณสมบัติในการป้องกันความร้อนได้ถึง 7 เท่า ทำให้สามารถช่วยประหยัดค่าไฟจากเครื่องปรับอากาศได้ถึง 47% น้ำหนักเบา จึงไม่มีผลกระทบต่อโครงสร้างของบ้าน และไม่ลามไฟ พร้อมเนื้อฉนวนถูกห่อหุ้มด้วยฟอยด์อีก 1 ชั้น  ช่วยปกป้องความชื้น ควบคู่ไปกับการเพิ่มต้นไม้ในพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบ ทำให้หลังการติดตั้ง มูลนิธิฯ ใช้เครื่องปรับอากาศเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของบ้านเท่านั้นเอง”

นวัตกรรมวัสดุตกแต่งมาใช้กับบ้านที่มีอายุยาวนาน กว่า 100 ปีได้อย่างลงตัว

คุณอะเล็กซานเดอร์ บอกเล่าถึงความเป็นมาในการตัดสินใจนำนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงบ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีที่มีอายุกว่าร้อยปี  นอกเหนือจากเรื่องการปรับปรุงพื้นที่ใช้สอย เพื่อให้สอดรับกับกับกิจกรรรมอื่น ๆ อาทิ การเป็นที่พักสำหรับศิลปินนานาชาติ การปรับปรุงห้องน้ำให้สอดรับกับวัฒนธรรมการใช้พื้นที่ของคนในยุคปัจจุบัน รวมถึง พื้นที่ ที่ใช้ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อการแลกเปลี่ยนทางศิลปะ และวัฒนธรรมในลำดับต่อไป  

ขอชวนร่วมสัมผัส บ้านเย็น ที่ไช้นวัตกรรมสมัยใหม่ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้ากว่า 47 %ที่บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี อาคารอนุรักษ์ อายุกว่า 110 ปี ที่พร้อมเป็น บ้านต้นแบบ ของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ดี คุณชัชวาลย์ เศรษฐบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไฟเบอร์กลาส จำกัด ในกลุ่มธุรกิจเอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (SCG Cement-Building Materials)ได้กล่าวถึงการเข้าร่วมสนับสนุนโครงการดังกล่าวว่า “นอกจากจะต้องขอบคุณ คุณซูซานนา และคุณอะเล็กซานเดอร์ ที่ช่วยเปิดมุมมอง การนำนวัตกรรมวัสดุตกแต่งมาใช้กับบ้านที่มีอายุยาวนาน กว่า 100 ปีได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะแนวคิดการพัฒนาของ “บ้านต้นแบบ” ที่สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมในการพัฒนาที่พักอาศัย สิ่งแวดล้อม และชุมชนอย่างยั่งยืน ร่วมกันได้อย่างน่าสนใจ ตอกย้ำถึงความภาคภูมิใจในฐานะของผู้ผลิตฉนวนกันความร้อน ประเภทใยแก้วที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เริ่มต้น จนหมดอายุการใช้งาน รวมถึงการพัฒนาการออกแบบวัสดุ ให้สามารถใช้งานได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ร่วมกับบ้านเย็น ทุกยุคสมัยได้อย่างแท้จริง”

 

แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยผลสำรวจ Employee Perspective 4.0 ทิศทางที่ตลาดแรงงานยุคใหม่ต้องรู้ 

จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ของประเทศไทยและทั่วโลก  มีหลายปัจจัยที่ทำให้แรงงานต้องรู้และเตรียมพร้อมรับมือในยุค Digital Transformation  ล่าสุด แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย  เปิดเผยผลการวิจัย Employee Perspective 4.0 “พฤติกรรมการใช้เงิน การดำเนินชีวิต และความคิดเห็นที่มีต่อการทำงานของคนรุ่นใหม่ 4.0”  ซึ่งเป็นทิศทางที่ตลาดแรงงานยุคใหม่ต้องรู้ โดยแบ่งการศึกษาวิจัยเป็น 4 ส่วนตามวัตถุประสงค์หลัก ดังนี้ หนึ่งเพื่อศึกษาความสนใจและความต้องการที่มีต่อการเข้าทำงานในองค์กรของกลุ่มคนรุ่นใหม่ยุค 4.0  สองเพื่อศึกษาแนวโน้มการประกอบอาชีพของกลุ่มคนรุ่นใหม่ยุค 4.0  สามเพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้เงินและการออมเงินของกลุ่มคนรุ่นใหม่ยุค 4.0  และสี่เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของกลุ่มคนรุ่นใหม่ยุค 4.0  ซึ่งแต่ละส่วนมีความสอดคล้องและยังแสดงให้เห็นถึงทิศทางแรงงานยุคใหม่  รวมถึงการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้อง และรับกับแนวโน้มเทรนด์การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการทำงานในอนาคต  สำหรับบทความตอนแรก “แมนพาวเวอร์กรุ๊ป” จะขอพูดถึงใน 2 ส่วน   คือ ความสนใจและความต้องการที่มีต่อการเข้าทำงานในองค์กรของกลุ่มคนรุ่นใหม่ยุค 4.0  และแนวโน้มการประกอบอาชีพของกลุ่มคนรุ่นใหม่ยุค 4.0

จากผลการวิจัยเกี่ยวกับความสนใจและความต้องการที่มีต่อการเข้าทำงานในองค์กรของกลุ่มคนรุ่นใหม่ยุค 4.0 มีขนาดกลุ่มตัวอย่างอยู่ที่ 1,515 กลุ่มตัวอย่าง  สามารถนำเสนอได้ดังนี้ประเภทขององค์กรที่สนใจอยากทำงานมากที่สุด คือ กิจการเจ้าของคนเดียว ร้อยละ 49 รองลงมา บริษัทมหาชนจำกัด ร้อยละ 30  ธุรกิจ Start Up ร้อยละ 27 บริษัทจำกัด ร้อยละ 23 ราชการและธุรกิจแฟรนไชส์ ร้อยละ 20 เท่ากัน รัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 19 ตามลำดับ  นอกจากนี้ประเภทธุรกิจที่สนใจอยากทำงานมากที่สุด คือ นวัตกรรมและเทคโนโลยี ร้อยละ 33 รองลงมาบริการด้านสุขภาพและสังคมร้อยละ 23 การศึกษาและโรงแรมและภัตตาคาร ร้อยละ 20 เท่ากัน เกษตรกรรม ร้อยละ 19 ผู้ส่งออกร้อยละ 18 ตามลำดับ (ภาพประกอบ 1) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน

นอกจากนี้ องค์กร 12 ลำดับแรกที่คนรุ่นใหม่ยุค 4.0 ต้องการร่วมงาน มีดังนี้ บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) มากสุดคิดเป็นร้อยละ 22.1  รองลงมา บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด เอสซีจี ร้อยละ 16.5  ลำดับที่ 3  เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ร้อยละ 14.8  ลำดับที่ 4 กูเกิล  ร้อยละ 13  ลำดับที่ 5 การไฟฟ้านครหลวง ร้อยละ 5.3  อันดับที่ 6 บริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) ร้อยละ 4.5 อันดับที่ 7 บริษัท ไลน์ (LINE) ร้อยละ 2.8  อันดับที่ 8 มีสององค์กรที่ผลสำรวจเท่ากัน  แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส กับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน  ร้อยละ 2.7  อันดับที่ 9 บริษัทแอปเปิล ร้อยละ 2.6  อันดับที่ 10 เซ็นทรัล กรุ๊ป ร้อยละ 2.5 อันดับที่ 11 เฟซบุ๊ค กับ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด ร้อยละ 2.4 อันดับที่ 12 สุดท้าย บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จํากัด มหาชน ร้อยละ 2.1 ตามลำดับ จะเห็นได้ว่า 12 องค์กรชั้นนำนอกจากองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่แล้ว  กลุ่มธุรกิจทางด้านดิจิทัลและโซเชียลเป็นหนึ่งในองค์กรที่คนรุ่นใหม่ต้องการจะเข้าทำงานอย่างมีนัยสำคัญ (ภาพประกอบ 2)

สำหรับปัจจัยที่นำมาพิจารณาในการเข้าร่วมงานกับองค์กรมากที่สุด คือ ค่าตอบแทนและสวัสดิการ แต่ขณะเดียวกันก็พิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย จากผลวิจัยดังนี้ ค่าตอบแทนและสวัสดิการ ร้อยละ 72 รองลงมา ลักษณะงาน ร้อยละ 57  ชื่อเสียงองค์กรและความมั่นคงร้อยละ 56 ความก้าวหน้าและโอกาสได้เรียนรู้ ร้อยละ 46 วันหยุด/เวลาทำงาน ร้อยละ 41 ตามลำดับ  อีกทั้ง ลักษณะสภาพแวดล้อมด้านกายภาพเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลอยากเข้าทำงานมากที่สุด คือ สภาพแวดล้อมสะอาด มีระเบียบ ทันสมัย ร้อยละ 79 รองลงมาสภาพแวดล้อมมีความปลอดภัย ร้อยละ 66 มีสถานที่พักผ่อนทำกิจกรรมยามว่าง ร้อยละ 50 มีเครื่องดื่มให้รับประทาน ร้อยละ 44 มีสถานที่จอดรถ ร้อยละ 39 ไม่มีเสียงรบกวนและแสงสว่างพอเหมาะและมีโรงอาหารอยู่ใกล้ ร้อยละ 38 เท่ากัน มีสถานที่ให้ออกกำลังกายร้อยละ 37 ตามลำดับ รวมทั้งในส่วนของสวัสดิการที่ต้องการมากที่สุด คือ โบนัสและการปรับเงินเดือนประจำปี ร้อยละ 87 รองลงมา ประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุ ร้อยละ 81 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ร้อยละ 77 ลากิจ/ลาพักผ่อน ร้อยละ 71 ตรวจสุขภาพประจำปี ร้อยละ 66 เบี้ยขยัน/ค่า Incentive เบี้ยเลี้ยง ร้อยละ 58 ตามลำดับ (ภาพประกอบด้านล่าง)

สำหรับแนวโน้มการประกอบอาชีพของกลุ่มคนรุ่นใหม่ยุค 4.0 ส่วนของลักษณะการทำงานที่ต้องการในปัจจุบันมากที่สุด คือ งานประจำ ร้อยละ 65 รองลงมาประกอบธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 32 งานอิสระ /สัญญาจ้าง ร้อยละ 23 ผู้ประกอบการ Startup ร้อยละ 19 งานพาร์ทไทม์ ร้อยละ 18 งานนอกเวลา ร้อยละ 17 รับหลายงานพร้อมกัน (2 งานขึ้นไป) ร้อยละ 15 ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่า  คนรุ่นใหม่ยังคงต้องการความมั่นคงจากการทำงานประจำ  แม้มีแนวโน้มของ Gig Economy ในกลุ่มของงานระยะสั้นประเภทต่างๆ เติบโตสูงขึ้นในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ความต้องการเป็นผู้ประกอบการ Startup ของคนรุ่นใหม่ยุค 4.0 ซึ่งเป็นผู้ตอบแบบสอบถามพบว่า ส่วนใหญ่ต้องการเป็นผู้ประกอบการ Startup ร้อยละ 64 และไม่ต้องการ ร้อยละ 36  และหากจำแนกตามช่วงปีการเกิดกับความต้องการเป็นผู้ประกอบการ Startup พบว่า Gen B (Baby Boomer) และGen Z ส่วนใหญ่ไม่ต้องการเป็นผู้ประกอบการ Startup แต่   Gen X  และ Gen M นั้น มีความต้องการเป็นผู้ประกอบการ Startup  ซึ่งเหตุผลที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการ Startup ระบุว่า  ทำให้มีรายได้เพิ่ม ร้อยละ 38.5 มากที่สุด รองลงมามีอิสระในการทำงาน ร้อยละ 20.5 เป็นนายตนเอง ร้อยละ 18 ตามลำดับ  ทั้งนี้เมื่อจำแนกตามช่วงปีการเกิดกับเหตุผลที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการ Startup พบว่า Gen X Gen M และ Gen Z ส่วนใหญ่นั้นให้เหตุผลต้องการมีรายได้เพิ่ม ในขณะที่ Gen B (Baby Boomer) ส่วนใหญ่ให้เหตุผลต้องการมีเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้น  

นอกจากนี้ธุรกิจ Startup ที่น่าสนใจมากที่สุด คือ ธุรกิจออนไลน์ ร้อยละ 29 รองลงมา ธุรกิจร้านอาหาร ร้อยละ 17 ธุรกิจนวัตกรรมและเทคโนโลยี ร้อยละ 9 ธุรกิจเกม / เว็บไซต์รีวิวสินค้า / ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและการออกแบบที่โดดเด่นร้อยละ 7 เท่ากัน ตามลำดับ

จากผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า ไลฟ์สไตล์การทำงานของคนรุ่นใหม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต องค์กรต้องสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานที่ดีระหว่างองค์กรและพนักงานที่ต้องร่วมมือกันทั้งสองฝ่ายในทุกมิติ โดยสวัสดิการที่คนรุ่นใหม่ต้องการมากที่สุด คือ โบนัสและการปรับเงินเดือนประจำปี ประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุ รวมทั้งลักษณะสภาพแวดล้อมด้านกายภาพสะอาด มีระเบียบ ทันสมัย สภาพแวดล้อมมีความปลอดภัย ล้วนเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการ  ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าคนรุ่นใหม่อยากเข้าทำงานในองค์กรประเภทกิจการเจ้าของคนเดียว และอยากเข้าทำงานในธุรกิจนวัตกรรมและเทคโนโลยี นั่นสะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่กำลังมองหารูปแบบการทำงานที่มีการดำเนินงานที่ไม่สลับซับซ้อน มีความคล่องตัวสูงในการทำงานและการตัดสินใจดำเนินงาน รวมถึงอาจมีโอกาสก้าวหน้าในสายงาน เพราะเป็นองค์กรขนาดเล็ก คนทำงานไม่มากนัก

เพราะฉะนั้นการแข่งขันจึงมีน้อย ซึ่งเป็นลักษณะเด่นขององค์กรประเภทกิจการเจ้าของคนเดียว ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับรูปแบบการดำเนินงานของธุรกิจ Startup กิจการเจ้าของคนเดียวมีอยู่ทั่วประเทศจำนวนมาก ได้รับความนิยมสูงสุดและเป็นธุรกิจที่เก่าแก่ที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้มองหาความมั่นคงในหน้าที่การงานเสมอไป แต่มองหาค่าตอบแทน สวัสดิการ ลักษณะงาน รวมทั้งโบนัสและการปรับเงินเดือนประจำปีที่เหมาะสมและยุติธรรมเพียงพอต่อต่อการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานมากกว่า  ถึงเวลาที่องค์กรจะต้องปรับเปลี่ยน เพื่อตอบโจทย์คนทำงานยุค 4.0  และสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อให้คนทำงานมีความสุขและทำงานด้วยประสิทธิภาพที่ดีอันจะนำมาซึ่งประสิทธิผลของการทำงานต่อไป  และในบทความหน้าจะมาเจาะลึกในส่วนของการศึกษาพฤติกรรมการใช้เงินและการออมเงินของกลุ่มคนรุ่นใหม่ยุค 4.0 

เปิด 5 เทรนด์เจียระไนจิวเวลรี่ไทย ให้จับใจทุกตลาดส่งออก “สร้างสตอรี่ สู่ดีเอ็นเอ พร้อมมุ่งสู่วัฒนธรรมและความเชื่อ”

สวย หรู ดูแพง และเป็นสินค้าส่งออกที่ยังคงแรงได้อย่างต่อเนื่องสำหรับ “อัญมณีและเครื่องประดับ” สัญชาติไทย ซึ่งต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ยังคงเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีทั้งชื่อเสียง เอกลักษณ์ และคุณภาพที่ยืนหนึ่งบนสังเวียนการค้าระดับโลก และถ้าหากใครที่ติดตามแวดวงอัญมณี ก็คงจะทราบดีว่าประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางพลอยสีที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะทับทิม ไพลิน และมรกต รวมถึงยังเป็นแหล่งจำหน่ายอัญมณีเทียมที่มากไปด้วยความประณีต การออกแบบที่สวยล้ำและเป็น ผู้นำเทรนด์สุดปังแห่งยุค นอกจากนี้ จากการสำรวจธุรกิจดังกล่าวในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ยังพบอีกว่า ปัจจัยที่ทำให้สินค้าจำพวกเพชรพลอยและเครื่องประดับยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่องเป็นเพราะผู้ส่งออกไทยมีความเข้าใจตลาดในระดับที่สูง และผู้ค้าในตลาดโลกก็รู้จักไทยมากกว่าคู่แข่งคนอื่นๆ อีกด้วย

เมื่อเร็วๆนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้มีการจัดงาน “Bangkok Gems & Jewelry Fair” ซึ่งในครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 63 โดยแต่ละปีจะจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง เพื่อเป็นการส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการได้โชว์ผลงานผ่านเวทีการค้าสากลระดับโลก นอกจากนี้ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) ยังได้มีการจัดสัมมนาโครงการเสริมสร้างความรู้ทางการค้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่สากล ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ได้เสริมสร้างความรู้และพัฒนาสินค้าให้สามารถตอบโจทย์และเข้าถึงความต้องการของกลุ่มลูกค้าได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเผยเทคนิคที่จะพาธุรกิจอัญมณีให้ก้าวไกลในต่างแดนได้สำเร็จ ซึ่งประกอบด้วย 5 ปัจจัย ได้แก่

ภาพบรรยากาศงานสัมมนา

  • วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน ของสินค้า ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญกับการวิเคาะห์จุดแข็ง จุดอ่อนของสินค้า เพื่อนำจุดอ่อนมาพัฒนา และชูจุดแข็งให้เป็นที่ยอมรับ และเป็นที่รู้จัก ผ่านการสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ให้ชัดเจนก่อน จึงจะสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าในแต่ละแบบได้สำเร็จ
  • สร้าง DNA ของสินค้าและตั้งเป้ากลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน งานดีไซน์และการออกแบบอัญมณี เปรียบเสมือนงานศิลปะประเภทหนึ่ง แบบที่สวยแสดงความคิดและความเป็นตัวตน ย่อมมีคุณค่าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า จนสามารถมองข้ามต้นทุนของวัตถุดิบไปได้แล้วนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องวิเคราะห์ธุรกิจของตนให้ได้ ตั้งกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนว่า เหมาะกับใคร ประเทศใด กลุ่มอายุเท่าใด เพื่อจะผลิตสินค้าให้ตอบโจทย์กับกลุ่มคนเหล่านั้น
  • ศึกษาพฤติกรรม วัฒนธรรม และความเชื่อของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน ความแตกต่างของพฤติกรรม วัฒนธรรม และความเชื่อของกลุ่มลูกค้าในแต่ละประเทศย่อมมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อาทิ ประเทศจีน ในงานแต่งงาน ฝ่ายชายมักนิยมให้แหวนและสร้อยคอ เป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก โดยมักจะผลิตจากเพชรหรือแพลทินัมในเด็กทารกมักนิยมให้เครื่องเงิน โดยเชื่อว่าจะทำให้ทารกมีสุขภาพแข็งแรง กลุ่มผู้สูงอายุมักจะนิยมทองคำ แบบเรียบง่ายหรือแบบฝังทับทิมหรือมุก เพื่อแสดงถึงความร่ำรวย ในฝั่งของคนไทยเองนั้น ก็มีความเชื่อที่แตกต่างกัน เช่น ความเชื่อเรื่องนพรัตน์หรืออัญมณีมงคล 9 ชนิด และความเชื่อเรื่องอัญมณีที่ถูกโฉลกกับราศี เป็นต้น ถือว่าการจะผลิตสินค้าอัญมณีควบคู่กับความเชื่อ นับว่าเป็นอีกทางเลือกที่จะสามารถเพิ่มมูลค่าแก่สินค้าได้ ในปี 2562 รวมถึงสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้บริโภค จะทำให้เพิ่มยอดขายสินค้าได้
  • สร้างสตอรี่ (STORY) ที่น่าสนใจให้กับสินค้าท้องถิ่น การดึงเรื่องราวของอัญมณีในแต่ละท้องถิ่นออกมาผ่านการเล่าเรื่องให้มีความน่าสนใจ เชื่อมโยงทรัพยากรธรรมชาติมาออกแบบร่วมกับอัญมณี อาทิ ปะการังสีสดใส นำมาออกแบบร่วมกับเพชรออกมาเป็นแหวน การนำมุกมาออกแบบร่วมกับเพชรออกมาเป็นต่างหู ทำให้เกิดงานออกแบบที่เพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้น อาทิ ตลาดอัญมณีในประเทศเกาหลีใต้ ที่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือตลาด Fine Jewelry และ Wedding Jewelry ซึ่งในปัจจุบันการบริการจัดทำอัญมณีตามความต้องการของลูกค้า หรือ Made to order ก็กำลังเป็นที่นิยมซึ่งคาดว่าในปี 2020 ความนิยมจะเพิ่มสูงขึ้นอีก จากการนำเอกลักษณ์ของแต่ละเชื้อชาติในประเทศเกาหลีใต้ หรือ Ethnic Jewelry มาใช้ออกแบบให้มีความร่วมสมัย และสื่อถึงวัฒนธรรม เอกลักษณ์ ของแต่ละชนชาติ มาออกแบบเครื่องประดับในปัจจุบัน โดยใช้หลักการ Convergence Jewelry ผสมผสานวัสดุอื่นกับการออกแบบอัญมณี
  • ศึกษาเทรนด์ของสินค้า ช่องทางการทำการตลาดและประชาสัมพันธ์ให้ตรงจุด ควรศึกษาเทรนด์และความต้องการของสินค้าแต่ละประเทศ เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญในการส่งออกสินค้า รวมถึงการประหยัดต้นทุนในการทำการตลาด ด้วยกลยุทธ์ผ่านการทำการตลาดออนไลน์ในแต่ละประเทศ เช่น ประชากรจีนใช้ Weibo แทน Facebook ในการนำเสนอหรือสร้างโปรไฟล์ ใช้ Alipay หรือ We Chat pay เพื่อการใช้จ่ายในแบบสังคมไร้เงินสด ใช้ Baidu ในการสืบค้นข้อมูลแทน Google ใช้ WeChat แทน Line ในการสื่อสาร เป็นต้น

อย่างไรก็ดี  ทิศทางธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับในปี 2562 ตลาดในประเทศยังคงเติบโตได้ดี รวมถึงการส่งออกในตลาดต่างประเทศ ก็ยังคงมีโอกาสเติบโตและขยายไปได้อีก สิ่งที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการคือจะต้องมุ่งเน้นและให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพ ทักษะฝีมือ และการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์สินค้าที่จะต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง รวมถึงการสรรหาช่องทางตลาดใหม่ๆ ที่จะต้องเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะ และต้องเข้าถึงช่องทางดิจิทัลเพื่อเชื่อมต่อผู้บริโภคในทุกมุมโลก

สำหรับผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทรศัพท์  02 507 7999 หรือ www.nea.ditp.go.th ,facebook.com/nea.ditp

ซีพี ออลล์ ผนึก 10 สุดยอดองค์กรชั้นนำ มอบรางวัล “เซเว่น อินโนเวชั่น อวอร์ดส์ 2019” ชูสินค้านวัตกรรม ผลงานสตาร์ทอัพ-เอสเอ็มอี ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่

ซีพี ออลล์ จับมือ 10 องค์กรชั้นนำระดับประเทศ ร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจและสังคมไทย จัดงาน “Thailand Synergy เพื่อ SMEs ไทย” พร้อมประกาศผลและมอบรางวัล สุดยอดนวัตกรรม “เซเว่น อินโนเวชั่น อวอร์ดส์ 2019” (7 Innovation Awards 2019) มอบรางวัลแก่เอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพที่มีการพัฒนาผลงานนวัตกรรม โดยมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นประธานมอบรางวัล

นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย กล่าวว่า การจัดประกวดรางวัล“สุดยอดนวัตกรรม 7 Innovation Awards 2019” เป็นโครงการที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ภายใต้ความร่วมมือกับ 10 องค์กรระดับประเทศ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.), สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย , สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สมาคมหน่วยบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ไทย(Thai-BISPA), หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สมาคมธนาคารไทย และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดย ได้คัดเลือกสินค้าและบริการของผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ และเอสเอ็มอีไทย ที่คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ หรือรูปแบบสินค้า บริการ การดำเนินธุรกิจใหม่ๆ ที่จะช่วยให้เกิดมูลค่าและคุณค่ามากขึ้น รวมถึงเป็นการพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอีให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตามปณิธานของบริษัท “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน”

รางวัลชนะเลิศขนมบราวนี่กรอบอร่อยปราศจากกลูเตนสู่ตลาดอาหารอนาคต (Future Food) ด้านเศรษฐกิจ

 

QueQ Application ระบบจัดคิวผู้ป่วยอัจฉริยะ

 

มะม่วงน้ำดอกไม้พันธุ์สีทองชนิดแท่งแช่เยือกแข็งพร้อมรับประทาน อรอิง

 

การสาธิตนวัตกรรมเพื่อนคนพิการ

 

Brain Exercise จาก บริษัท ไรทว์วิว วิสาหกิจสังคม จำกัด

นายก่อศักดิ์  กล่าวต่อว่า  ซีพี ออลล์ ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ และเอสเอ็มอีไทย โดยสนับสนุนการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์  การสร้างสรรค์สินค้าที่มีความแปลกใหม่ออกสู่ตลาด เพื่อก่อให้เกิดมูลค่าและประโยชน์ต่างๆในทางเศรษฐกิจ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ต่อยอดธุรกิจ ผ่านช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ อันหลากหลาย ได้แก่ ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เว็บไซต์ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง รวมไปถึงช่องทางใหม่ๆในเครือข่ายความร่วมมือ เช่น ร้านริมปิง ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านกาแฟมวลชน Makroclick.com ในกลุ่มธุรกิจของแม็คโคร  Weloveshopping.com ในกลุ่มธุรกิจของทรู และร้านซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเกิดการพัฒนาต่อยอดไปสู่ผลงานนวัตกรรมที่สูงขึ้นในระดับประเทศต่อไป เพื่อกระจายรายได้ให้เป็นไปอย่างทั่วถึง

โดยในวันที่ 7 มีนาคม 2562 ได้มอบรางวัล “สุดยอดนวัตกรรมเซเว่น อินโนเวชั่น อวอร์ดส์ 2019” ในงาน “Thailand Synergy เพื่อ SMEs ไทย” ซึ่งมีผู้ประกอบการส่งผลงานเข้าประกวดทั้งสิ้น 120 ผลงาน และมีผลงานที่โดดเด่นผ่านการตัดสินให้ได้รับรางวัลทั้งสิ้น จำนวน 40 ผลงาน แบ่งเป็นผลงานนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ จำนวน 21 ผลงาน และผลงานนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ด้านสังคม จำนวน 19 ผลงาน และในงานนี้ยังมีการเสวนาพิเศษหัวข้อ “เทคนิคการนำเสนอโครงการนวัตกรรมให้ได้รางวัล (Innovation Pitching)” โดยผู้ที่ได้รับรางวัลฯ ประจำปี 2019 มาถ่ายทอดเคล็ดลับความสำเร็จ ณ ภิรัช ฮอลล์ ชั้น 2 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์นวัตกรรม

กลุ่มธุรกิจ ซีพี ออลล์ โทร. 02-677-9782, 02-677-9770 อีเมล์. This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. หรือเว็บไซต์ http://www.7innovationawards.com

Page Visitor

034612387
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
52003
60388
208473
857103
1731519
34612387
Your IP: 34.230.9.187
2022-01-19 20:53