ยูนิเวอร์แซล โรบอทส์โชว์ศักยภาพหุ่นยนต์ที่สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์
ในงาน Assembly & Automation Technology 2016

บริษัทชั้นนำระดับโลกสัญชาติแดนิชผู้บุกเบิกหุ่นยนต์รองรับการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์
เปิดตัวโชว์รูมออนไลน์
Universal Robots+ รองรับคู่ค้านักพัฒนาโปรดักส์ และเอ็นด์ยูสเซอร์

ยูนิเวอร์แซล โรบอทส์ (UR) ผู้พัฒนาและผู้ผลิตหุ่นยนต์อุตสาหกรรมที่มีความยีดหยุ่นคล่องตัว และใช้งานง่ายชั้นหน้าของโลก ร่วมงาน Assembly & Automation Technology 2016 ที่ไบเทค นำ collaborative robots (co-bots) หรือหุ่นยนต์ที่มีศักยภาพในการทำงานร่วมกับมนุษย์รุ่น UR3 และ UR10 มาแสดงศักยภาพกันในงาน ระหว่างวันที่ 22-26 มิถุนายน พ.ศ. 2559 พบกันได้ที่ บูธ 1F11

เชอร์มีน ก็อตเฟรดเซ็น ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ยูนิเวอร์แซล โรบอทส์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่าตนเอง “ตื่นเต้นที่ได้เข้าร่วมงาน และพบปะนักธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ในภาคส่วนอุตสาหกรรมในงาน Assembly & Automation Technology โดยถือเป็นโอกาสดีที่ได้แลกเปลี่ยนความคืบหน้าของพัฒนาการเทคโนโลยีด้านโรโบติกส์ และยูนิเวอร์แซล โรบอทส์ได้นำโปรดักส์มาแสดงศักยภาพรวมถึงความชำนาญในอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นความสำเร็จของชิ้นงาน เช่น อุตสาหกรรมในภาคส่วนการผลิต การประกอบชิ้นส่วน และการผลิตเวชภัณฑ์  ในภาวะที่การแข่งขันธุรกิจเข้มข้นอย่างทุกวันนี้  เจ้าของกิจการส่วนใหญ่ต่างก็ตระหนักดีต่อความจำเป็น ที่จะต้องขยายขีดความสามารถของทรัพยากรต้นทุนที่มีอยู่ ให้เกิดประโยชน์ได้มากที่สุดโดยไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่บริษัทของเรายินดีอย่างยิ่งที่จะได้แสดงถึงศักยภาพสุดล้ำของ co-bots จากยูนิเวอร์แซล โรบอทส์ และยังเป็นการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากเทคโนโลยีนี้อีกด้วย”

ทั่วโลกในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ความต้องการหุ่นยนต์อุตสาหกรรมได้ขยายตัวขึ้นมาก ในปี พ.ศ. 2558 ยูอาร์ (UR) มีรายรับ 61.65 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นอัตราการเติบโตจากปี พ.ศ. 2557 ถึง 91 เปอร์เซ็นต์ ในปัจจุบัน ยูอาร์มีตัวแทนจำหน่ายทั้งสื้น 200 รายทั่วโลก และ 25 เปอร์เซ็นต์ของการจำหน่ายมาจากเอเชีย

ในประเทศไทย ยูอาร์กำลังพิจารณาขยายเครือข่ายของการจัดจำหน่ายเพื่อรองรับสนับสนุนความต้องการหุ่นยนต์ ประเภท co-bots ที่ขยายตัวขึ้น ในปัจจุบัน ยูอาร์ทำงานร่วมกับตัวแทนจำหน่ายสามรายในประเทศไทย ได้แก่ บริษัท เซราไทย จำกัด บริษัท เฟิร์สเม็ค จำกัด และบริษัท เจอแรงการ์ เซอร์วิส (ไทยแลนด์) จำกัด โดยจับมือเป็นพันธมิตรกันเพื่อให้ทันต่อความต้องการในการผลิตจากลูกค้าที่มีอยู่ในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วประเทศ

เชอร์มีน เสริมว่า “ความต้องการหุ่นยนต์อุตสาหกรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้ผลิตในประเทศไทยต่างก็เห็นทิศทางการเคลื่อนตัวมาสู่ออโตเมชั่นเพื่อการพัฒนาคุณภาพของโปรดักส์ ดังนั้น ด้วยพันธมิตรตัวแทนจำหน่ายในไทยของเรา จะช่วยให้เราเข้าถึงบริษัทธุรกิจต่างๆ ได้มากขึ้น ช่วยให้บริษัทเหล่านั้นได้ประโยชน์จากการนำ co-bots มาใช้งานในสายการผลิตของตนเอง ช่วยเพิ่มผลผลิต เสริมศักยภาพสร้างความน่าเชื่อถือ และลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในระยะยาว”

อันเนื่องมาจากความยืดหยุ่นคล่องตัว และสมรรถนะในการทำงานร่วมกับมนุษย์ในพื้นที่จำกัด หุ่นยนต์ประเภท co-bots นี้มีคุณสมบัติที่ให้ประโยชน์อยู่หลายประการเหมาะสำหรับวิสาหกิจขนาดเล็กและกลาง (SMEs)  ซึ่งคิดเป็น 98.5 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจในประเทศไทย[1] ประโยชน์เหล่านั้น ได้แก่ ขนาดที่กะทัดรัดจึงคล่องตัวสำหรับติดตั้งใช้งานในพื้นที่การผลิตรูปแบบต่างๆ กันไป และมีอินเตอร์เฟซที่ใช้งานง่าย เซ็ตอัพสะดวก

ปัจจัยหลักในการพัฒนาหุ่นยนต์อุตสาหกรรมมาสู่รูปแบบการทำงานเคียงข้างกันระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์ คือ ความปลอดภัยและความเชื่อมั่น โปรดักส์พอร์ตโฟลิโอของยูอาร์ ประกอบด้วยรุ่น UR3, UR5 และ UR10  ต้องตามมาตรฐาน 10218 สำหรับหุ่นยนต์อุตสาหกรรมขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (ISO)  เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดตัวข้อมูลจำเพาะทางเทคนิค (TS) ล่าสุดสำหรับ co-bots และ ISO/TS 15066 ซึ่งเป็นแนวทางที่สนับสนุนมาตรฐานที่มีอยู่แล้วคือ ISO 10218 สำหรับความปลอดภัยในการปฏิบัติการของ co-bots เช่นที่ยูอาร์ได้ยึดถือปฏิบัติเป็นแนวทางอยู่แล้ว

พร้อมกันนี้ ยูอาร์ได้แนะนำ Universal Robots+ โชว์รูมออนไลน์ที่มีปลั๊กแอนด์เพลย์แอพพลิเคชั่นโซลูชั่นไว้อำนวยความสะดวกแก่บริษัทที่กำลังสนใจจะติดตั้งหุ่นยนต์ของยูอาร์เพื่อการใช้งาน

“Universal Robots+ เป็นแพลตฟอร์มเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงออโตเมชั่นโซลูชั่นที่ทรงประสิทธิภาพ  ผ่านการพิสูจน์ และมีความปลอดภัยในการใช้งาน ซึ่งได้ยกระดับสู่ขั้นตอนที่ได้ผนวกกับองค์ประกอบที่สำคัญอื่น นั่นคือ นักพัฒนาโปรดักส์ ด้วยการผนวกรวมแอคเซสซอรี่คอมโพเน้นท์ที่สร้างขึ้นสำหรับใช้กับแขนกลของเราโดยเฉพาะ จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ใช้ไปกับการพัฒนาแอพพลิเคชั่นและการทดสอบได้ของทั้งพันธมิตรคู่ค้าและเอนด์ยูสเซอร์ของเราลงได้” เชอร์มีนกล่าว “ด้วย Universal Robots+ ทุกฝ่ายล้วน ได้-ได้-ได้ ประโยชน์ได้แก่ คอมมูนิตี้นักพัฒนา พันธมิตรคู่ค้า และลูกค้าอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน”

นักพัฒนาสามารถเข้าร่วมโปรแกรม +YOU ที่อยู่ใน Universal Robots+ เพื่อรับการสนับสนุนจากยูอาร์ในการพัฒนา URCaps ซึ่งเป็นแอคเซสซอรี่คอมโพเน้นท์ที่ต่อยอดสมรรถนะของแขนกลของยูอาร์ โดยจะเป็นฮาร์ดแวร์คอมโพเน้นท์ หรือซอฟท์แวร์ปลั๊กอิน หรือแม้แต่ทั้งสองอย่างรวมกันก็ย่อมได้ เมื่อใดที่ส่งมอบ URCaps ให้ยูอาร์ บริษัทจะทำการทดสอบโปรดักส์เพื่อให้แน่ใจว่าถึงมาตรฐานคุณภาพตามที่ยูอาร์กำหนดไว้ นักพัฒนาผู้ที่ได้รับการอนุมัติให้นำ URCaps มาแสดงกับ Universal Robots+ จะไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด และเท่ากับได้เข้าอยู่ในแพลตฟอร์มการตลาดระดับมืออาชีพ ที่อนุญาตให้มีแอคเซสเข้าถึงไปยังเครือข่ายกว้างใหญ่ที่เชื่อมโยงลูกค้าทั้งโลกไว้ด้วยกัน

Universal Robots+ เป็นแพลตฟอร์มที่ตัวแทนจำหน่ายใช้ต่อยอดขยายสินค้าข้อเสนอต่างๆ ให้แก่ลูกค้า สามารถแอคเซสโชว์รูมเพื่อค้นหา URCaps ที่ผ่านการอนุมัติทั้งหมด ที่ล้วนปรับแต่งมาโดยเฉพาะเพื่อเป็นโซลูชั่นที่เหมาะสมที่สุดต่อความต้องการใช้งานของลูกค้าเฉพาะรายไป ด้วยการเลือกแอคเซสซอรี่, ข้อต่อสุดท้ายที่ปลายแขนกล (end-effectors) และซอฟท์แวร์โซลูชั่นจาก Universal Robots+ ทั้งตัวแทนจำหน่าย และเอนด์ยูสเซอร์จะสามารถที่เห็นได้เลยตั้งแต่ต้นว่าแอพพลิเคชั่นทำงานดีหรือไม่ ประหยัดเวลาที่มิเช่นนั้นแล้วต้องเสียไปกับขั้นตอนต่างๆ เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน กว่าจะผ่านช่วงการทำคอนเซ็ปท์และมาสู่ขั้นการปฏิบัติงานจริง

เป้าหมายของ Universal Robots+ คือการลดช่วงเวลาที่ใช้ไปกับการติดตั้ง เพิ่มความสะดวกสบายของผู้ใช้ และลดค่าใช้จ่ายสำหรับทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยโชว์รูมใหม่นี้ ยูอาร์ได้สร้างระบบนิเวศน์เป็นของตัวเองขึ้นมา สนับสนุนแอพพลิเคชั่นที่วนเวียนเกี่ยวข้องกับแขนกลของหุ่นยนต์ ที่สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์เพื่อพัฒนาและนำมาแสดงต่อไป

URCaps ที่ได้รับการอนุมัติเป็นรายแรกปัจจุบันกำลังเปิดแสดงอยู่ที่งาน AUTOMATICA เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี สามารถชมได้ที่ Universal Robots+ Showroom

“ธราภา” ลุยตลาดอาหารเสริมเห็ดหลินจือแดง “นิสสัน เรชิ”
ชูจุดเด่นออแกร์นิค 100% ต้านเซลล์มะเร็ง ลดภูมิแพ้ ชะลอความแก่

ภัทรา โชติวิทยะกุล ประธานกรรมการ บริษัท ธราภา จำกัด กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม “นิสสัน เรชิ (Nissan Reishi)” เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมออร์แกนิค 100% ในเครือนิสสัน ประเทศญี่ปุ่น จัดจำหน่ายไปทั่วโลกมากว่า 30 ปี และได้เริ่มนำเข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี 2552  โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้ที่รักและใส่ใจสุขภาพ ซึ่งบริษัทเล็งเห็นว่าตลาดผู้บริโภคในกลุ่มผู้รักสุขภาพมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง “นิสสัน เรชิ” ถือเป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกของคนไทย จึงได้สร้างความร่วมมือกับ บริษัท นิสสัน เคมีคอล อินดัสตรีส์ จำกัด ในการเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมชนิดเม็ด “นิสสัน เรชิ” เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดยใช้เวลาเจรจาเกือบ 3 ปี  และเริ่มจำหน่ายเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนสิงหาคม 2555 ภายใต้การรับรองของอ.ย. ให้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

“นิสสัน เรชิ ทำมาจากเห็ดหลินจือแดงออร์แกนิค มีลักษณะเป็นรูปครึ่งวงกลม ซึ่งตามความเชื่อแล้ว ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคและสุขภาพ ปลูกโดยไร้สารพิษ ในโรงเพาะปลูกที่ใกล้เคียงสภาพธรรมชาติมากที่สุด เป็นโรงเรือนระบบปิดไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีใดๆ มีการควบคุมปัจจัยทางสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมและได้รับการดูแลอย่างดีตลอดระยะ เวลาการเพาะปลูก กระทั่งเติบโตอย่างสมบูรณ์ มีการตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวดหลากหลายขั้นตอน เพื่อผลิตสินค้าที่บริสุทธิ์และมีมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด ส่งให้ถึงมือผู้บริโภคโดยผ่านกระบวนการเคลือบด้วยน้ำตาล เพื่อลดรสชาติขมของเห็ดหลินจือแดง

ทั้งนี้ ผลการวิจัยทางการแพทย์ในปัจจุบันพบว่าในบรรดาเห็ดหลินจือ ซึ่งมีหลากหลายชนิดนั้น เห็ดหลินจือแดงถือว่ามีสรรพคุณสูงที่สุด มีส่วนประกอบของ สารโพลีแซคคาไรด์ ไตรเทอร์พีน โปรตีโอไกลแคน ฟลาโวนอยด์ อัลคาลอยด์ อะดิโนซีน และกรดอะมิโน สารสำคัญเหล่านี้มีคุณสมบัติที่หลากหลาย ก่อให้เกิดสรรพคุณต่างๆ มากมาย คือ ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวในการต่อต้านเชื้อโรค และทำลายเซลล์ที่ผิดปกติ เช่น เซลล์มะเร็ง และยังช่วยลดอาการภูมิแพ้ หอบหืด

คุณสมบัติอื่นๆ อาทิ มีฤทธิ์ต่อต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งได้โดยตรง ยับยั้งการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย ฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อมสภาพในผู้ใหญ่ ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ( Anti-Aging Process ) มีส่วนช่วยให้ชะลอความแก่ ยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดป้องกันการเกิดเส้นเลือดอุดตันในสมองและหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคอัมพฤต และกล้ามเนื้อหัวใจตาย บำรุงและป้องกันตับจากสารพิษ ช่วยในการสมานแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมอาการเบาหวาน ช่วยลดความดันโลหิต และไขมันในเลือด บำรุงระบบประสาท และกล้ามเนื้อ ช่วยลดอาการของโรคอัลไซเมอร์ และช่วยให้นอนหลับสนิทยิ่งขึ้น ตลอดจนช่วยบรรเทาผลข้างเคียงจากรังสีรักษา หรือเคมีบำบัดในการรักษาโรคมะเร็ง เช่น อาการอักเสบ ท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน หรือเม็ดเลือดขาวต่ำ สามารถทานติดต่อกันเป็นเวลานานโดยปราศจากสารตกค้างในร่างกาย

มิสเตอร์ โอะซามุ มิอุระ (ซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิสสัน เคมีคอล อินดัสตรีส์ จำกัด ประเทศไทย กล่าวว่า นิสสัน เคมีคอล ถือเป็นบริษัทแรกที่บุกเบิกอุตสาหกรรมการผลิตสารเคมีในประเทศญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในสามบริษัทแม่ของนิสสัน กรุ๊ป ซึ่งมีธุรกิจในเครือจำนวนมาก โดยนิสสัน เคมีคอล ได้ขยายธุรกิจและสายการผลิตจนครอบคลุมหลากหลายสาขา อาทิ อุตสาหกรรมเคมี ปุ๋ย สารเคมีที่ใช้ในการเกษตร ผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบอุตสาหกรรม (วัตถุสารกึ่งตัวนำ) ปิโตรเคมี เภสัชภัณฑ์ วัสดุขั้นสูง (วัสดุอนินทรีย์และอิเล็กทรอนิกส์) และผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากธรรมชาติ

“สถาบันวิจัยนิสสัน เคมีคอล ได้ทุ่มเททำการวิจัยเพื่อพัฒนาการผลิตเห็ดหลินจือแดงจนประสบความสำเร็จ นักวิทยาศาสตร์ของสถาบันฯ  ค้นพบวิธีการปลูกเห็ดหลินจือภายใต้การควบคุมสภาวะแวดล้อมอย่างเข้มงวด จนได้เห็ดหลินจือแดงที่มีคุณภาพดีที่สุดและมาจากธรรมชาติ 100% และนำมาผ่านกระบวนการสกัดจนได้เป็นผลิตภัณฑ์อาการเสริมคุณภาพสูง ซึ่งผลิตภัณฑ์อาหารเสริม นิสสัน เรชิ ได้รับการจัดจำหน่ายไปทั่วโลกมากกว่า 30 ปีแล้ว และได้นำเข้าสู่ประเทศไทยในปี  2555”

“ทรีนีตี้” มั่นใจครึ่งปีหลังรายได้โต

“ทรีนีตี้” วางยุทธศาสตร์ครึ่งปีหลังผลักดันรายได้เติบโตทุกธุรกิจ เล็งเพิ่มจำนวนผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) 20% บวกเพิ่มเงินลงทุนภายใต้การบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคลเป็น 3,000 ลบ. ภายในสิ้นปี 2559 คาดว่าจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (IPO) 2 บริษัท พร้อมเดินหน้าตามวิสัยทัศน์ มุ่งสร้างผลตอบแทนให้กับลูกค้าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด 20%

คุณชาญชัย กงทองลักษณ์ กรรมการ บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด(มหาชน) และกรรมการอำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึงตลาดหุ้นไทยในปี 2558 ว่า มีทิศทางปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดย SET Index มีการปรับตัวลดลงถึง 14%, SET50 Index ปรับตัวลดลง 18.7% และ SET100 Index ปรับตัวลดลง 17.7% ซึ่งถึงแม้ว่าหุ้นขนาดเล็กจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แต่หุ้นขนาดกลางและขนาดใหญ่ก็ถูกกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ

สำหรับปัจจัยภายใน ได้แก่ การปรับลดประมาณการของบริษัทจดทะเบียนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดโดยเฉพาะการส่งออกโครงการภาครัฐที่มีความล่าช้า และการประมูลคลื่นความถี่ที่มีราคาสูงเกินคาด ส่วนปัจจัยภายนอกที่สำคัญได้แก่ การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันอย่างรวดเร็ว การส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวซึ่งส่งผลให้ SET Index และมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันของ SET และ MAI ลดลงทุกไตรมาสมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันสูงสุดในไตรมาสที่ 1 อยู่ที่ 54,369 ล้านบาท และลดลงมาที่ระดับ 40,000 ล้านบาทในไตรมาสที่ 2 – ไตรมาสที่ 4 ขณะที่ SET Index ปรับตัวสูงสุดที่ 1,615.89 จุด และต่ำสุดที่ 1,216.66 จุด

คุณชาญชัย กล่าวต่อว่า แม้ภาวะของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ จะผันผวนยาวนานตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน แต่บริษัทก็ยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์ของบริษัท ด้วยการสร้างผลตอบแทนให้ลูกค้าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด 20% ในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยบริษัทมีกำไรสุทธิลดลงในปี 2558 ที่ 146.10 ล้านบาท ลดลงจากปี 2557 ที่ 191.72 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งการตลาดลดลงในปี 2558 ที่ ร้อยละ 1.95 ลดลงจากปี 2557 ที่ร้อยละ 2.67

โดยเป็นผลมาจากภาวะตลาดที่มีความผันผวน และภาวะการแข่งขันด้านราคาที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี บริษัทมีทิศทางที่ดีจากธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงินโดยบริษัทประสบความสำเร็จในการเป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหลักทรัพย์ที่เสนอขายต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ทีพีซี พาวเวอร์ โฮลดิ้ง  จำกัด(มหาชน) หรือ TPCH, บริษัท เอส 11กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) หรือ S11 และบริษัท  มาสเตอร์ คูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(มหาชน) หรือ KOOL

คุณชาญชัย กล่าวถึงเป้าหมายการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง 2559 ว่า บริษัทมีกลยุทธ์ในการรักษาและขยายฐานลูกค้าโดยนำเสนอบทวิเคราะห์ในรูปแบบใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการในการลงทุนของลูกค้าที่มีอย่างหลากหลาย และมีข้อจำกัดของเงินลงทุนที่แตกต่างกัน และบริษัทยังคงดำเนินนโยบายกระจายฐานรายได้ต่อเนื่อง จะเห็นว่ารายได้ค่านายหน้าของบริษัทมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 46 ของรายได้รวม ซึ่งแตกต่างจากบริษัทหลักทรัพย์อื่นที่ยังคงมีสัดส่วนของรายได้ค่านายหน้าในระดับสูงประมาณ 70 – 80%

อย่างไรก็ตามบริษัทก็ยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์ ด้วยการสร้างผลตอบแทนให้ลูกค้าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด 20% โดยบริษัทวางกลยุทธ์ในการให้บริการลูกค้าแบบครบวงจร มีตั้งเป้าหมายจะเพิ่มลูกค้าใหม่ที่เป็นกลุ่มลูกค้าผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) อีก 20%

“เรามีนโยบายที่จ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงอย่างสม่ำเสมอมาโดยตลอด โดยบริษัทสามารถจ่ายตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield)ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ไม่น้อยกว่าร้อยละ 8 สำหรับปี 2558 บริษัทจ่ายปันผลในอัตรา 0.60 บาท ต่อหุ้น คิดเป็นอัตราจ่ายเงินปันผลตอบแทน ร้อยละ 9.84 ซึ่งติดอันดับ 1 ใน 10 ของบริษัทจดทะเบียนที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลตอบแทนสูง” คุณชาญชัย กล่าว

“อยุธยาสร้างบ้าน” เปิดตัวแบรนด์ใหม่ “AYB RESORT HOUSE”
มุ่งสู่เจ้าตลาดรับสร้างบ้านสไตล์ รีสอร์ท-ชูงานคุณภาพผสานความเป็นไทย

บริษัท อยุธยาสร้างบ้าน ฉลองความสำเร็จกว่า 16 ปี ก้าวสู่ปีที่ 17 เดินหน้าธุรกิจในภาพลักษณ์ใหม่พร้อมเปิดตัวแบรนด์ “AYB RESORT HOUSE” ตอกย้ำคุณภาพ ด้วยมาตรฐาน ISO 2015  พร้อมมุ่งสู่การเป็นเจ้าตลาดรับสร้างบ้านสไตล์ รีสอร์ท  ผสมผสานความทันสมัยและอัตลักษณ์ความเป็นไทยไว้ได้อย่างลงตัว ฉายวิสัยทัศน์ใหม่ AYB 4Sเพิ่มรายได้ สร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนาระบบสารสนเทศช่วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานทุกขั้นตอน เสริมความแกร่งทางธุรกิจด้วยจุดแข็งพัฒนาทีมช่างฝีมือสืบต่อจากรุ่นสู่รุ่น วางรากฐานสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงเฉลี่ย 15% ต่อปี จากแผนการตลาดเร่งขยายฐานลูกค้า นำเทคโนโลยีช่วยพัฒนาผลงาน และเปิดแบบบ้านใหม่ตอบโจทย์คนรักบ้านสไตล์ รีสอร์ท 4 รูปแบบ ครอบคลุมการพักผ่อนริมน้ำ ภูเขา ป่า และศิลปวัฒนธรรม

เอสซีจีแถลงผลประกอบการ Q2 และครึ่งปีแรก

ผลประกอบการเอสซีจีไตรมาสที่ 2 และครึ่งปีแรกของปี 2559 กำไรเพิ่มขึ้นจากธุรกิจเคมีภัณฑ์ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เผยตลาดในภูมิภาคอาเซียนแนวโน้มสดใสมีศักยภาพการเติบโตสูงในอุตสาหกรรมก่อสร้างและบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากเป็นฐานการผลิตและส่งออกที่สำคัญของโลกพร้อมเตรียมจ่ายเงินปันผล 8.5 บาทต่อหุ้น

คุณรุ่งโรจน์  รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า งบการเงินรวมก่อนสอบทานของเอสซีจีในไตรมาสที่ 2 ประจำปี 2559 มีรายได้จากการขาย 108,874 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เอสซีจีมีกำไรสำหรับงวด 16,027 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของธุรกิจเคมีภัณฑ์

ส่วนผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2559 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 218,872 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลงตามราคาแนฟทา และราคาน้ำมัน มีกำไรสำหรับงวด 29,515 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากธุรกิจเคมีภัณฑ์มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นนอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการส่งออกครึ่งปีแรก59,439ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 27ของยอดขายรวม ลดลงร้อยละ 9จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับธุรกิจของเอสซีจีในอาเซียน นอกเหนือจากประเทศไทย ในไตรมาสที่ 2 ปี 2559 เอสซีจี มีรายได้จากธุรกิจที่มีฐานการผลิตในภูมิภาคอาเซียน และจากการส่งออกไปยังอาเซียน 25,186 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 23 ของรายได้รวมลดลงร้อยละ 2 จากปีก่อน ทั้งนี้ เป็นรายได้จากธุรกิจที่มีฐานการผลิตในภูมิภาคอาเซียน 13,161 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 12 ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และรายได้จากการส่งออกไปยังอาเซียน 12,025 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 11 ของรายได้รวม ลดลงร้อยละ 18 จากปีก่อน

สำหรับในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2559 มีรายได้จากธุรกิจที่มีฐานการผลิตในภูมิภาคอาเซียน และจากการส่งออกไปยังอาเซียน 49,582 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 23 ของรายได้รวม เท่ากับสัดส่วนของปีก่อน ทั้งนี้ เอสซีจีมีสินทรัพย์รวมในอาเซียน นอกเหนือจากประเทศไทย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2559 มูลค่า 121,951 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 23 ของสินทรัพย์รวมของบริษัท (สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2559 มีมูลค่า 523,038 ล้านบาท)

ด้านผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 และครึ่งปีแรกปี 2559 แยกตามรายธุรกิจดังนี้ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ในไตรมาสที่ 2 ในปี 2559 มีรายได้จากการขาย 42,984 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและลดลงร้อยละ 6 จากไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นผลจากทั้งปริมาณและราคาขายที่ลดลงตามการชะลอตัวของตลาดภายในประเทศ มีกำไรสำหรับงวด 2,476 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 15 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 25 จากไตรมาสก่อน ตาม EBITDA ที่ลดลงและค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้นตามโครงการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

เอสซีจีแถลงผลประกอบการ Q2 และครึ่งปีแรก

ในครึ่งปีแรกของปี 2559 มีรายได้จากการขายเท่ากับ 88,864 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากสภาวะตลาดในประเทศที่ยังคงซบเซา กระทบต่อการเติบโตของราคาและปริมาณขาย มีกำไรสำหรับงวด 5,766 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 11 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนตาม EBITDA ที่ลดลงและค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้น

เอสซีจี เคมิคอลส์  ในไตรมาสที่ 2 ในปี 2559 มีรายได้จากการขาย 49,529 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนขณะที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากไตรมาสก่อนตามราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น มีกำไรสำหรับงวด 11,232 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนผลจากต้นทุนราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวลดลง และเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 จากไตรมาสก่อน ผลจากประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น และมีส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้นในครึ่งปีแรกของปี 2559 มีรายได้จากการขายเท่ากับ 97,339 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนสาเหตุจากราคาเคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลงตามราคาแนฟทาและราคาน้ำมันที่ลดลง มีกำไรสำหรับงวด 20,212 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 43 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเนื่องจากต้นทุนราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวลดลง

เอสซีจี แพคเกจจิ้ง ในไตรมาสที่ 2 ในปี 2559 มีรายได้จากการขาย 18,841 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน มีกำไรสำหรับงวด 1,015 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงร้อยละ 19 จากไตรมาสก่อน ในครึ่งปีแรกของปี 2559 มีรายได้จากการขายเท่ากับ 37,688 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นทั้งจากสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์และสายธุรกิจเยื่อและกระดาษมีกำไรสำหรับงวด 2,270 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 38 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากผลของ EBITDA ที่เพิ่มขึ้น

สำหรับครึ่งปีแรกของปี 2559 เอสซีจีมียอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services ; HVA) 82,237 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 38 ของยอดขายรวม โดยใช้งบประมาณงานวิจัยและพัฒนากว่า 2,378 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 1.1 ของยอดขายรวมโดยในครึ่งปีหลัง ยังคงเดินหน้าลงทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคที่อยู่ในภูมิภาคอาเซียน

เอสซีจีแถลงผลประกอบการ Q2 และครึ่งปีแรก

“ตลาดในภูมิภาคอาเซียนยังมีแนวโน้มสดใส และมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเวียดนาม มีความต้องการวัสดุก่อสร้าง และบรรจุภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้น จากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง อาทิ โครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ที่อยู่อาศัย และโรงงาน ตามการปรับตัวเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก กัมพูชามีการเติบโตของอุตสาหกรรมก่อสร้างเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อินโดนีเซียมีแนวโน้มทางเศรษฐกิจดีขึ้น โครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคของภาครัฐเริ่มทยอยดำเนินการ ในขณะเดียวกันการค้าระหว่างชายแดนไทยและประเทศเพื่อนบ้านไปได้ดี

ส่วนการลงทุนในประเทศอื่นๆ คืบหน้าตามแผนโดยโรงงานปูนซิเมนต์ในประเทศเมียนมาคาดว่าจะเริ่มเดินสายการผลิตได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2559 และสปป.ลาว คาดว่าจะเริ่มเดินสายการผลิตได้ในปี 2560 ทั้งนี้ เอสซีจียังคงขยายการลงทุน โดยให้ความสำคัญในการหาพันธมิตรที่ดำเนินธุรกิจเดิมอยู่แล้วเพื่อพัฒนาธุรกิจให้เจริญเติบโตร่วมกันต่อไป” คุณรุ่งโรจน์ กล่าว

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2559 ในอัตรา 8.5 บาทต่อหุ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 10,200 ล้านบาท โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่ 25 สิงหาคม 2559 กำหนดวันที่ XDในวันที่ 8 สิงหาคม 2559 กำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผล (Record date) วันที่ 10 สิงหาคม 2559 และปิดสมุดทะเบียนรวบรวมรายชื่อเพื่อสิทธิรับเงินปันผลวันที่ 11 สิงหาคม 2559

Page Visitor

032203701
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
6472
57627
344950
179936
1659375
32203701
Your IP: 52.205.167.104
2021-12-04 02:47