ยูนิเซฟจับมือกระทรวงพม. เปิดตัวแคมเปญ #หนึ่งเสียงเปลี่ยนชีวิต กระตุ้นให้ประชาชนแจ้งเหตุรุนแรงต่อเด็กผ่านสายด่วน 1300

ยูนิเซฟจับมือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดตัวแคมเปญ #หนึ่งเสียงเปลี่ยนชีวิต สร้างการมีส่วนร่วมของสังคมในการหยุดยั้งความรุนแรงต่อเด็ก โดยขอให้ประชาชนตื่นตัวและรีบแจ้ง ศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 ซึ่งเป็นสายด่วนของรัฐ เมื่อพบเห็นเด็กถูกกระทำรุนแรงทุกรูปแบบ

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เบิกโรง Big data และ IoT สู่ดาต้าเซ็นเตอร์ ด้วย EcoStruxure™ IT

  • EcoStruxure™ IT นับเป็นระบบบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ บนคลาวด์ที่ล้ำยุค ช่วยเพิ่มศักยภาพเต็มรูปแบบให้กับโครงสร้างพื้นฐานและช่วยลดความเสี่ยงดังต่อไปนี้
    • ช่วยให้มองเห็นระบบนิเวศในดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งบนคลาวด์และปลายทางเครือข่าย
    • ให้มุมมองเชิงลึกพร้อมคำแนะนำที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น
    • มอบศักยภาพในการผสานการทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มและสถาปัตยกรรมระบบเปิดที่ให้ความสามารถด้าน IoT

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น เปิดตัว EcoStruxure™ IT (อีโคสตรัคเจอร์ ไอที) ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์รายแรกของโลกที่เป็นสถาปัตยกรรมในรูปแบบของการบริการ

EcoStruxure IT ปฏิวัติระบบการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ (Data center Infrastructure Management หรือ DCIM) ด้วยสถาปัตยกรรมบนคลาวด์ที่สร้างขึ้นเพื่อสภาพแวดล้อมดาต้าเซ็นเตอร์และระบบไอทีแบบไฮบริดโดยเฉพาะ ซึ่งสถาปัตยกรรมระบบเปิด ที่ไม่จำกัดค่ายผู้จำหน่ายนี้ ช่วยสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับการให้มุมมองเชิงลึกเพื่อการจัดการในเชิงรุก เกี่ยวกับทรัพยกรสำคัญของธุรกิจที่มีผลกระทบต่อศักยภาพและความพร้อมของสภาพแวดล้อมด้านไอที โดยให้ความสามารถในการมอบข้อเสนอแนะที่นำมาดำเนินการได้จริงในแบบเรียลไทม์และรายงานสรุปแบบรายเดือน ทั้งยังมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่จะเฝ้าดูแลตลอดเวลา พร้อมติดต่อแจ้งปัญหาทันทีเมื่อเกิดขึ้น เพื่อให้ใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างเหมาะสมและเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

ประโยชน์หลักได้แก่

  • มองเห็นระบบนิเวศแบบไฮบริดได้ทั่วโลกจากทุกที่ ด้วยการเข้าถึงเพียงสัมผัสเดียวด้วยสมาร์ทโฟน
  • มองเห็นได้ทั้งข้อมูลอุปกรณ์ มีระบบแจ้งเตือนแบบอัจฉริยะ และสามารถมอนิเตอร์ ผ่านระบบเปิดที่รวบรวมข้อมูลจากอุปกรณ์ทั้งหมดได้โดยไม่จำกัดค่ายผู้จำหน่าย
  • สามารถคาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้าได้ ด้วยการเปรียบเทียบและวิเคราะห์คลังข้อมูลส่วนกลางของ EcoStruxure จากทั่วโลก
  • นำมาใช้งานได้ง่าย ด้วยรูปแบบของการใช้งานที่สะดวกสบาย เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมทุกขนาด
  • สามารถมอนิเตอร์ระยะไกลได้ตลอดเวลาทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านส่วนงานบริการของชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric Service Bureau) โดยในกรณีที่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ทีมงาน Service Bureau จะแจ้งปัญหาทันทีที่ตรวจพบ ให้คำแนะนำในการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นและลดระยะเวลาในการซ่อมบำรุงได้

“ด้วยสภาพแวดล้อมดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องรองรับธุรกิจสำคัญ ทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้นและมีความหลากหลายมากขึ้น บวกกับงบประมาณที่ลดลง และนำไปสู่ความท้าทายที่พนักงานต้องบริหารจัดการเพื่อสร้างความเป็นมืออาชีพให้กับดาต้าเซ็นเตอร์  ก้าวแรกที่จะเอาชนะความท้าทายนี้ได้ คือการใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการแบบ Cloud-First หรือการให้ความสำคัญกับคลาวด์เป็นอันดับแรก ซึ่ง EcoStruxure IT จะช่วยให้เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในดาต้าเซ็นเตอร์ได้ทั่วโลก จากทุกที่ ทุกเวลา โดยใช้อุปกรณ์ใดก็ได้” นายโรมาริก เอินส์ท รองประธานธุรกิจไอทีสำหรับองค์กร ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย กล่าว “การช่วยให้ลูกค้ามีความสามารถในการมองเห็นและเข้าถึงได้ในระดับนี้ นับเป็นการช่วยให้ลูกค้าประเมินมาตรฐานระบบนิเวศไอทีทั้งหมดได้ อีกทั้งยังช่วยเรื่องการวิเคราะห์แนวโน้มและการซ่อมบำรุงแบบอัจฉริยะ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยลดความเสี่ยงอีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ”

DCIM เป็นองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับระบบโครงสร้างที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ (Software defined infrastructure) นวัตกรรมแบบคลาวด์ เช่น EcoStruxure IT ช่วยให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การใช้งานที่คล่องตัวยิ่งขึ้น ใช้ง่ายขึ้น ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็นสินทรัพย์ทั้งที่อยู่ในและนอกองค์กร (on and off premises) อีกทั้งยังเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมการทำงานแบบกระจายศูนย์ได้จากระยะไกล

EcoStruxure IT เป็นโซลูชันล่าสุดที่เสริมเข้ามาใน EcoStruxure ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมระบบเปิด ที่ให้ศักยภาพด้าน IoT ใช้งานง่ายในแบบ plug-and-play ให้โซลูชั่นครบวงจรในลักษณะ end-to-end ครอบคลุมความเชี่ยวชาญหลักของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ใน 6 สาขาด้วยกัน ได้แก่ พลังงาน ไอที อาคาร เครื่องจักรกล โรงงาน และโครงข่ายไฟฟ้า สำหรับ 4 ตลาดหลัก ได้แก่ อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรรม และโครงสร้างพื้นฐาน โดย EcoStruxure ช่วยขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัลให้กับลูกค้าชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในทั่วโลก ช่วยให้ยืนหยัดอยู่เหนือการแข่งขันท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจดิจิทัล ณ ปัจจุบันได้

EcoStruxure IT มีการเปิดตัวในบางพื้นที่ในปี 2017 และต่อมาจนถึงปี 2018 โดยมีความโดดเด่นดังต่อไปนี้

  • EcoStruxure IT Expert โซลูชันที่ให้ความเชี่ยวชาญด้านการมองเห็นตลอดทั่วทั้งสภาพแวดล้อมแบบไฮบริด ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เพียงสัมผัสเดียวก็เข้าถึงระบบได้ทั้งจากคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน ด้วยแอปพลิเคชั่น Mobile Insights ซึ่งผู้ดูแลศูนย์ข้อมูลและผู้จัดการฝ่ายไอที สามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับระบบงานของตนเองหรือผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรม เพื่อวิเคราะห์แนวโน้ม ตลอดจนการบำรุงรักษาหรือคาดการณ์ความล้มเหลวของระบบ รวมถึงเปรียบเทียบประสิทธิภาพการทำงานและการวัดในแง่มุมอื่นๆ
  • EcoStruxure IT Advisor – ที่ปรึกษาชั้นเลิศที่คอยตอบโจทย์ความต้องการ เพื่อให้ใช้ระบบงานได้อย่างเหมาะสมและเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการสินค้าคงคลังสำหรับองค์กรขนาดใหญ่และผู้ใช้งานโคโลเคชั่น โดยโซลูชันดังกล่าวช่วยควบคุมการทำงานได้อย่างเหนือชั้น ทั้งการวางแผนและการคาดการณ์ ครอบคลุมไซต์งานทั้งหมด ทั้งในและนอกองค์กร (on and off premises) สามารถระบุอุปกรณ์ที่เสียและรับทราบถึงปัญหาได้อย่างง่ายดาย ช่วยประหยัดเวลาในการซ่อมบำรุง และสามารถรับการบริการจาก Service Bureau ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในการมอนิเตอร์จากระยะไกลตลอดเวลาในลักษณะ 24/7

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังคงให้บริการ StruxureWare for Data Centers อย่างต่อเนื่อง โดยเป็นส่วนหนึ่งของ EcoStruxure IT ที่ให้โซลูชันครบครันทั้งการตรวจสอบและบริหารจัดการส่วนงานปฏิบัติการ ณ ไซต์งาน เหมาะสำหรับการใช้ระบบไอทีและดาต้าเซ็นเตอร์ ในทุกขนาดธุรกิจและระบบงาน นอกจากนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังให้เครื่องมือและกระบวนการที่ใช้งานง่าย สำหรับลูกค้าที่ใช้ StruxureWare และสนใจจะย้ายระบบไปสู่สถาปัตยกรรม EcoStruxure IT ใหม่นี้อีกด้วย

โดยหนึ่งในการเปิดตัวก็คือ จะมีการนำร่อง EcoStruxure IT ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก่อน โดยมีการวัดและเปรียบเทียบสภาพแวดล้อมด้านไอทีกับลูกค้ากว่า 500 ราย ดาต้าเซ็นเตอร์ 1,000 แห่ง อุปกรณ์ 60,000 อุปกรณ์ และเซ็นเซอร์ราว 2 ล้านตัว ซึ่งลูกค้าได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับผลลัพธ์จากการติดตั้ง EcoStruxure IT ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันว่าความต้องการโซลูชั่นระบบบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์บนคลาวด์มีการเติบโตมมากขึ้น

“ViaWest ได้รับความเชื่อมั่นให้เป็นผู้นำเสนอโซลูชันระบบโครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบไฮบริด ที่ครอบคลุมถึงการให้บริการโคโลเคชั่น การเชื่อมต่อระหว่างโครงข่าย คลาวด์ โซลูชันการจัดการ และการให้บริการความเป็นมืออาชีพ ให้กับลูกค้ากว่า 4,200 ราย” ดาเนียล ฮาร์แมน วิศวกรรมระบบอัตโนมัติสำหรับอาคาร จาก Peak10 + ViaWest, Inc กล่าว  “เราเลือกโซลูชัน EcoStruxure IT ที่ไม่จำกัดค่ายผู้จำหน่าย จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค เพื่อใช้เป็นแพลตฟอร์มเดียวในการมอนิเตอร์ อุปกรณ์ทั้งหมดที่มีความแตกต่างกัน ที่ใช้อยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ของเรา ผ่านแอปพลิเคชัน Mobile Insights และให้บริการได้จากระยะไกล เพื่อมาแทนนโยบายเรื่องการจัดการกับปัญหาแบบเป็นลำดับขั้น รวมถึงทิศทางของโรดแมปด้านนวัตกรรมทั้งหมด”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมด้านประสิทธิภาพและการใช้งานของ EcoStruxure IT สามารถเข้าไปดูได้ที่นี่

โครงการวาดศิลป์ที่บ้านเกิด

โครงการวาดศิลป์ที่บ้านเกิด เป็นหนึ่งในโครงการดีๆ เพื่อสังคมที่ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ผู้นำอันดับหนึ่งในการให้บริการโซลูชั่นครบวงจรด้านโลจิสติกส์และนิคมอุตสาหกรรมของไทย ร่วมกับศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมสัญจร ที่ริเริ่มดำเนินการขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2552 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเสริมพื้นฐานการพัฒนาการเรียนผ่านวิชาศิลปะ ให้เด็กนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาได้นำเอาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการมาใช้ให้เกิดประโยชน์ รวมถึงช่วยเพิ่มทักษะด้านศิลปะ และปลูกฝังให้เยาวชนเกิดความภาคภูมิใจในถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเอง 

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีเด็กนักเรียนเข้าร่วมในโครงการมาแล้วกว่า 6,200 คน จาก 60 โรงเรียนที่ตั้งอยู่โดยรอบนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ในจังหวัดชลบุรีและระยอง และเราจะยังคงเดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์ที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชนในชุมชน ด้วยการจัดกิจกรรมศิลปะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นสื่อกลางในการบ่มเพาะทักษะการคิดนอกกรอบ ช่วยให้เยาวชนมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง และสร้างสรรค์ผลงาน อันเป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตต่อไป 

วิดีโอโครงการวาดศิลป์ที่บ้านเกิด

นิช คาร์ เผยโฉมสุดยอดยานยนต์ แมคลาเรน 600 แอลที ครั้งแรกในไทย ที่งานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2018

บริษัท นิช คาร์ กรุ๊ป จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์แมคลาเรนอย่างเป็นทางการเพียงรายเดียวในประเทศไทย  เผยโฉม แมคลาเรน 600 แอลที  ครั้งแรกในประเทศไทย ณ งานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2018 ครั้งที่ 35 ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2561 ณ บูธ A11 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี

แมคลาเรน 600 แอลที  คือสมาชิกลำดับที่ 4 แห่งตระกูล LT (Longtail) ในกลุ่มสปอร์ตซีรีส์ (Sport Series) มุ่งเน้นที่ประสิทธิภาพสูงสุด และทรงพลังสูงสุดในกลุ่มเดียวกัน พัฒนาจากวิศกรรมยานยนต์ชั้นเลิศของสายพันธุ์รถแข่ง GT ขนานแท้ เพิ่มความแรงและน้ำหนักเบา พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพแอโรไดนามิก ด้วยเครื่องยนต์ V8 ความจุ 3.8 ลิตร ทวินเทอร์โบชาร์จ  ส่งมอบขุมพลัง 600 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 620 นิวตันเมตร

“Dell Rugged: แกร่งสุดขั้ว ทนทุกสภาวะ”

งานหลายๆ อย่างที่ยากลำบากที่สุดในโลกต้องการการฝึกฝนที่หนักหน่วงอย่างที่สุดเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งรูปแบบของการฝึกฝนและทดสอบที่หนักหน่วงได้ถูกนำมาใช้เช่นเดียวกันในเครื่อง โน้ตบุ๊ค Rugged เน็กซ์เจนของเดลล์ โดยระบบแต่ละระบบจะถูกทดสอบซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อให้สามารถผ่านมาตรฐานทุกรูปแบบและเพื่อสร้างระดับมาตรฐาน “ความแข็งแกร่งทนทาน” ที่สูงยิ่งขึ้นไปพร้อมกัน จากโรงงานต่างๆ ไปจนถึงการใช้งานในแวร์เฮาส์ แท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่ง ผู้ใช้งานต้องการระบบที่น่าเชื่อถือ การเชื่อมต่อ และประสิทธิภาพในการทำงาน 24/7

หนึ่งในผู้ใช้ที่มีความต้องการใช้ Rugged เป็นอย่างมากคือ ไมค์ ลีเบคกิ นักไต่เขาและนักสำรวจของ National Geographic ที่ประสบความสำเร็จในการเดินทางกับคณะสำรวจมากว่า 80 ครั้ง ซึ่งรวมถึงการผจญภัยไปยังสถานที่ต่างๆ ที่มนุษย์ยังไม่เคยเหยียบย่างไปถึง เช่นเดียวกับการเดินทางล่าสุดของเขาสู่เปรู หมู่เกาะเฟรนช์พอลินีเชีย กรีนแลนด์ เนปาล และอินเดีย เครื่อง Dell Rugged อยู่ร่วมด้วยในการเดินทางครั้งล่าสุดของไมค์ ลีเบคกิที่ไปยังประเทศจีน และที่สำคัญกว่านั้น ยังมีส่วนช่วยในการนำพาเขากลับออกมาอีกด้วย จากวิดีโอที่บันทึกไว้ ไมค์เดิมพันรสชาติชีวิตในการสำรวจกับการมองหาโน้ตบุ๊ค Dell Rugged ที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งสายผลิตภัณฑ์ และนั่นเป็นการอธิบายได้เป็นอย่างดีว่าเพราะอะไรอุปกรณ์ของเขา ต้องสามารถทำงานได้ตลอดเวลาโดยไม่สามารถที่จะล้มเหลวในการทำงาน

Page 1 of 3