ตอบทุกโจทย์การส่งออกกับ 6 จุดเด่นหลักสูตร “ผู้ส่งออกอัจฉริยะ : SMART EXPORTER”

ตอบทุกโจทย์การส่งออกกับ 6 จุดเด่นหลักสูตร “ผู้ส่งออกอัจฉริยะ : SMART EXPORTER” ทำให้การส่งออกไม่อยากอย่างที่คิด

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่หยุดเรียนรู้ และมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเองและตั้งเป้าความสำเร็จในการทำธุรกิจของคุณ ให้ไปยังจุดที่เรียกได้ว่า “ก้าวไกลไปยังธุรกิจส่งออกระหว่างประเทศ”  เรามีหลักสูตรที่จะทำให้ทั้ง ชีวิต ธุรกิจ คอนเนคชั่น และการลงทุนของคุณทะยานขึ้นจากจุดที่ดีอยู่แล้วไปสู่จุดที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าเดิม ด้วยความรู้และประสบการณ์ตรงจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา ที่จะมาร่วมถ่ายทอดให้คุณได้เรียนรู้ครบและจบภายในหลักสูตรเดียว

สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ New Economy Academy (NEA) ภายใต้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มุ่งเน้นการให้ความสำคัญของการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ ในหลากหลายมิติผ่านทางการจัดโครงการฝึกอบรมและสัมมนา โดยในวันนี้ เราจะมาแนะนำอีกหนึ่งหลักสูตรโบว์แดงของกรม คือ โครงการ “ผู้ส่งออกอัจฉริยะ : Smart Exporter” ซึ่งรุ่นที่จะจัดขึ้นล่าสุดเป็นรุ่นที่ 17 โดยเนื้อหาเด่นๆในหลักสูตร ประกอบด้วย องค์ความรู้และทักษะการบริหารจัดการด้านการส่งออกที่สำคัญอย่างครบวงจร เพื่อนำไปสู่การปรับกลยุทธ์การตลาดที่มีประสิทธิภาพต่อไป ทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ การให้คำปรึกษาเชิงลึก และการศึกษาดูงานนอกสถานที่ โดยมีการปรับปรุงหลักสูตรให้มีความเข้มข้นและเหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันในเวทีการค้าสากลตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

นายพรวิช ศิลาอ่อน ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ NEA

“หลักสูตรผู้ส่งออกอัจฉริยะ : Smart Exporter” รุ่นที่ 17 มีเป้าหมายในการเร่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้เป็นนักการค้าอย่างมืออาชีพภายใต้เศรษฐกิจยุคใหม่ และเสริมสร้างความรู้ด้านกลยุทธ์การบริหารจัดการในการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศได้อย่างครบถ้วน อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างแนวคิดริเริ่มสร้างสรรค์และต่อยอดธุรกิจ เพื่อขยายช่องทางการทำการค้าและการส่งออก โดยหลักสูตรมี 6 จุดเด่น ดังนี้

  1. ปรุงสูตรใหม่ให้เจาะลึกและเข้มข้น หลักสูตรที่มีเนื้อหาเข้มข้นและเจาะลึกการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ การตลาดต่างประเทศ การสร้างแบรนด์ในตลาดโลก Operation Management การใช้สื่อออนไลน์ การเจาะตลาดจีน-ฮ่องกง รวมทั้งการให้คำปรึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดเพื่อนบ้านจากทูตพาณิชย์ไทยประจำต่างประเทศ เป็นต้น โดยมีการวิเคราะห์และสังเคราะห์ปัญหาและหาทางแก้ไขร่วมกันในชั้นเรียน โดยการอบรมจะใช้เวลาเพียง 20 วัน
     
  2. บ่มเพาะความรู้จากประสบการณ์จริง  ผู้อบรมจะได้พบปะกับผู้ประกอบการที่สามารถพูดคุยกันเป็นภาษาเดียวกัน มีเป้าหมายคล้ายกัน และได้นำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้กับธุรกิจของตนเองได้ทันที เช่น ได้ร่วมวิเคราะห์ถึงปัญหาและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยในช่วงท้ายของหลักสูตรจะเป็นการวิเคราะห์แผนธุรกิจรายบริษัท โดยมีเหล่ากูรูในด้านต่างๆ มาร่วมแลกเปลี่ยนให้ความรู้กับผู้เรียนอย่างใกล้ชิด  ทำให้ผู้ที่จบหลักสูตรนี้ ได้รับความรู้อย่างเข้มข้นและสามารถนำไปต่อยอดในเชิงธุรกิจได้จริง

  3. เข้าสู่เครือข่ายส่งพลัง โครงการ Smart Exporter ไม่เพียงแต่เป็นโครงการที่ส่งต่อความรู้เกี่ยวกับเรื่องการทำการค้าระหว่างประเทศหรือการส่งออกธุรกิจและสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศเท่านั้น แต่คุณยังจะได้มีโอกาสพบปะ พูดคุยกับผู้ประกอบการที่มีกลุ่มธุรกิจแตกต่างกัน แลกเปลี่ยนคอนเนคชั่น สร้างกลุ่มเครือข่ายของผู้ประกอบการเป็นรุ่นๆ จากเพื่อนร่วมเรียน กลายเป็นเพื่อนธุรกิจ จากรุ่นสู่รุ่น

  4. ทางลัดสู่ตลาดโลกพร้อมสิทธิพิเศษ เมื่อผ่านหลักสูตรดังกล่าวแล้ว จะได้รับสิทธิประโยชน์และโอกาสดีดีจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในการร่วมออกงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศที่จัดขึ้นโดยกรม ได้แก่ งาน Top Thai Brand และโครงการ SME Pro-active เป็นต้น

  5. ต่อยอดสู่ดวงดาว ในปีนี้ NEA ร่วมกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(EXIM BANK) ในฐานะหน่วยงานพันธมิตร ในการจัดทำหลักสูตรต่อเนื่องในรูปแบบ Co-Course ร่วมกัน ซึ่ง EXIM BANK จะคัดเลือกผู้จบหลักสูตรจากโครงการ ผู้ส่งออกอัจฉริยะ Smart Exporter รุ่นที่ 17 เพื่อนำไปพัฒนาและต่อยอดในโครงการฝึกอบรมของ EXIM BANK และนำไปเจรจาธุรกิจกับคู่ค้าในตลาดต่างประเทศต่อไป

  6. มีสินค้าก็มาได้เลย เพียงท่านเป็นประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) กลุ่มธุรกิจ Startup กลุ่มทายาทธุรกิจ และผู้ประกอบการส่งออกรายใหม่ ที่มีความรู้พื้นฐานด้านการค้าระหว่างประเทศ และมีสินค้าหรือบริการเป็นของตนเอง โดยจะมีเพียง 50 ท่านที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการในแต่ละรุ่น

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่จัดขึ้นสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและปฏิทินกิจกรรมได้ที่ nea.ditp.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์  02-726-4500 หรือ Facebook.com/nea.ditp

Rate this item
(0 votes)