บลจ.ไทยพาณิชย์ จ่ายปันผลกอง SCBINDIA

นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด

บลจ.ไทยพาณิชย์ จ่ายปันผลกอง SCBINDIA

นายณรงค์ศักดิ์  ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมจ่ายเงินปันผลกองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นอินเดีย (SCBINDIA) สำหรับผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2561-28 กุมภาพันธ์ 2562 และกำไรสะสมให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนในวันที่ 22 มีนาคม 2562 อัตรา 0.1604 บาทต่อหน่วย ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการจ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว อัตรา 0.1462 บาทต่อหน่วยเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2561 รวมเป็นยอดเงินจ่ายปันผลสำหรับงวดผลการดำเนินงานดังกล่าว 0.3066 บาทต่อหน่วย อย่างไรก็ตามเมื่อนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน SCBINDIA มีการจ่ายปันผลรวม 0.6950 บาทต่อหน่วย

ทั้งนี้กองทุน SCBINDIA มีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของ iShares India 50 ETF ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนซึ่งซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ประเทศสหรัฐฯ กองทุนหลักบริหาร โดย BlackRock และมีนโยบายลงทุนในหุ้นที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อินเดีย (CNXNIFTY) เพื่อให้ผลการดำเนินงานของกองทุนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี CNXNIFTY  โดยมีผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 6.46% ย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่ 10.05% ย้อนหลัง 6 เดือนอยู่ที่ 6.00% และย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 6.31% (ข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม2562)

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า กองหุ้นอินเดียในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนสิงหาคม 2561 ได้ปรับตัวสูงขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนมาจากนโยบายของรัฐบาลที่มีการปรับลดภาษีสินค้าและการบริการกว่า 50 รายการ รวมไปถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางอินเดีย ซึ่งส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนทั้งขนาดกลางและขนาดย่อมปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยและกลุ่มธนาคาร นอกจากนี้สัดส่วนการถือครองของนักลงทุนต่างชาติที่มีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นในแถบเอเชีย ส่งผลให้ผลกระทบจากแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติจากความกังวลในความไม่แน่นอนของสงครามทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ อย่างไรก็ดีในช่วงเดือนกันยายนหุ้นอินเดียปรับตัวลดลงอย่างหนักจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้ประเทศอินเดียขาดดุลการค้าสูงขึ้น ค่าเงินรูปีอ่อนค่า รวมไปถึงปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่มีแนวโน้มแย่ลงจากการที่รัฐไม่สามารถควบคุมปริมาณการใช้จ่ายภาครัฐ และดำเนินการจัดเก็บภาษีให้เป็นไปตามเป้าหมายได้ นอกจากนี้คะแนนความนิยมของนายโมที (Modi) นายกรัฐมนตรีอินเดียก็ตกต่ำลง จากการที่ไม่สามารถผลักดันนโยบายที่เคยให้สัญญาไว้ตอนหาเสียงได้

สำหรับในระยะถัดไปบลจ.ไทยพาณิชย์คาดว่าตลาดหุ้นอินเดียจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากการที่ค่าเงินรูปีแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ รวมไปถึงระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังคงต้องให้ความสำคัญปัจจัยเสี่ยงที่อาจกดดันการปรับตัวขึ้นของตลาดอินเดีย เช่น ความผันผวนของราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลต่อการขาดดุลการค้า ค่าเงินรูปี และกระแสเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงเรื่องของคะแนนความนิยม และการดำเนินนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันที่จะนำไปสู่ทิศทางของผลการเลือกตั้งทั่วไป ที่จะเกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2562

Rate this item
(0 votes)

Page Visitor

017138741
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
24202
48871
236050
13840651
181774
1383188
17138741
Your IP: 3.231.102.4
2021-03-04 09:57