01Top_HachiEng

ความย้อนแย้งที่ค้นพบกับการก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 – The Industry 4.0 Paradoxes

ดร. นเรนทร์ ชุติจิรวงศ์ ผู้อำนวยการ ด้านพัฒนาธุรกิจ ดีลอยท์ ประเทศไทย ดร. นเรนทร์ ชุติจิรวงศ์ ผู้อำนวยการ ด้านพัฒนาธุรกิจ ดีลอยท์ ประเทศไทย

ความย้อนแย้งที่ค้นพบกับการก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 – The Industry 4.0 Paradoxes : ความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นดิจิตอล - การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในยุคอุตสาหกรรม 4.0

ทุกวันนี้โลกกำลังตื่นตัวกับเรื่องการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ หรือ The Industry 4.0 ที่เรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกเลยก็ว่าได้ ที่การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง ผลักดันและทำให้หลาย ๆ อย่างที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ เป็นไปได้  ทำให้ขอบเขตเชิงภูมิศาสตร์จางและบางลงเรื่อย ๆ และเกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินธุรกิจและภูมิทัศน์ในการแข่งขันทางธุรกิจ แม้แต่ในประเทศไทย รัฐบาลเองยังนำเอาแนวคิดนี้มาปรับใช้เป็นนโยบาย “Thailand 4.0” ในการปฏิรูปประเทศ จากเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ คืออะไร

การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิทยาการหุ่นยนต์ขั้นสูง,  ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Internet of Things (IoT)

รวมถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่เข้าถึงและสามารถเชื่อมต่อได้ในทุก ๆ ที่นั้น เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่  ถ้าจะให้พูดสั้น ๆ ว่าอุตสาหกรรม 4.0 คืออะไร พูดง่าย ๆ เลยคือ โรงงานอัจฉริยะ ถ้าจะอธิบายให้ละเอียดยิ่งขึ้น  มันเป็นการรวมและเชื่อมต่อโลกดิจิตอลกับโลกทางกายภาพเข้าไว้ด้วยกัน  ทำให้เครื่องจักรสามารถทำงานได้ฉลาดมากขึ้น  ไม่เพียงแค่เราสามารถควบคุมสั่งงานในระยะไกลผ่านระบบดิจิตอลเท่านั้น  แต่เครื่องจักรยังสามารถคิด วิเคราะห์ และทำงานได้ด้วยตัวของมันเอง รวมไปถึงความสามารถในการ ‘พูดคุย’ กับเครื่องจักรอื่น ๆ เพื่อทำงานร่วมกัน รวมถึงแจ้งเตือนหรือให้ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุง   ไม่ใช่เครื่องจักรในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สาม ที่มีความสัมพันธ์ในรูปแบบเพียงแค่ ‘มนุษย์-เครื่องจักร’ อีกต่อไป แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น ในแบบ ‘มนุษย์-เครื่องจักร-เครื่องจักร-มนุษย์’

เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้น เราคงต้องมองย้อนกลับไปและทำความเข้าใจในเรื่องการปฏิวัติอุตสาหกรรมทั้งสามครั้งก่อนหน้านี้  การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกเกิดขึ้นช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ที่เครื่องจักรไอน้ำและพลังงานไฮดรอลิกเครื่องแรกของโลกทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากนั้นในปลายศตวรรษที่ 19  พลังงานไฟฟ้าและระบบการผลิตแบบสายการประกอบ  ทำให้เกิดการผลิตแบบเน้นจำนวนมากเพื่อให้ต้นทุนต่ำ ซึ่งนำเราไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สอง ส่วนการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สาม ที่เกิดขึ้นราวปี 1960 เมื่อมีการนำระบบคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยทำให้สามารถตั้งโปรแกรมและควบคุมเครื่องจักรให้ทำงานในแบบอัตโนมัติได้

อุตสาหกรรม 4.0 มีความหมายอะไรต่ออุตสาหกรรมการผลิต

ประโยชน์ที่ชัดเจนประการแรก คือ สายการผลิต โรงงานสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตโดยการขจัดปัญหาเรื่องการหยุดทำงานของเครื่องจักรที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ ทำให้มั่นใจได้ว่าสายการผลิตจะไม่ขาดตอน ทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับสายการผลิต เช่น คน เครื่องจักร และ วัตถุดิบต่าง ๆ สามารถทำงานสอดประสานเป็นอย่างดีด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อันทันสมัย และ Internet of Things (IoT) และเมื่ออุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถทำงานแบบอัตโนมัติ และเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์แบบ  ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมาก อีกทั้งขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตไปข้างหน้า โดยปราศจากการสะดุดหรืออุปสรรค

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์และศักยภาพที่แท้จริงของ อุตสาหกรรม 4.0 นั้นจะมีนัยยะสำคัญก็ต่อเมื่อองค์กรหรือบริษัท นั้น ๆ ก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง โดยการทบทวนกลยุทธ์ทางธุรกิจ สร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ หรือออกแบบโครงสร้างขององค์กรเสียใหม่

ผลการสำรวจโดยดีลอยท์

เพื่อทำความเข้าใจว่าบริษัทต่าง ๆ มีการลงทุนใน อุตสาหกรรม 4.0 เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นดิจิตอล (Digital Transformation) อย่างไร  ดีลอยท์ได้ทำการสำรวจจากผู้บริหาร 361 คนใน 11 ประเทศทั่วโลก การสำรวจครั้งนี้ทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึก จากอุตสาหกรรมหลัก 7 อุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมอากาศยานและยุทโธปกรณ์การรบ ยานยนต์ เคมีภัณฑ์ โลหะการและเหมืองแร่  ปิโตรเคมี และ อุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภค

ผลสำรวจได้เผยให้เห็นถึง  ความกระตือรือร้นในการที่จะลงทุนและแผนในการลงทุนในอนาคตขององค์กร  อีกทั้งแสดงให้เห็นว่า แผนที่องค์กรวางไว้กับการปฏิบัติจริงยังไม่ไปด้วยกัน   ผลสำรวจพบว่ามีความย้อนแย้ง 5 ประการ ในการที่องค์กรจะเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นดิจิตอล ได้แก่ กลยุทธ์ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของห่วงโซ่อุปทาน ความพร้อมของบุคลากรที่มีความสามารถ การลงทุนในนวัตกรรม และในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวงจรการทำงานแบบ กายภาพ-ดิจิตอล-กายภาพ

นี่แสดงให้เห็นว่า องค์กรมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ในการที่จะเปลี่ยนไปสู่ความเป็นดิจิตอล แต่ส่วนใหญ่ยังพยายามหาทางที่จะสร้างสมดุลในการปรับปรุงวิธีการดำเนินธุรกิจด้วยโอกาสที่มากับเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 ในเรื่องนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงของโมเดลธุรกิจ

ความย้อนแย้งด้านกลยุทธ์ (The Strategy Paradox)

ผู้ตอบแบบสอบถามเกือบทั้งหมด (ร้อยละ 94) ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นดิจิตอล (Digital Transformation) เป็นเป้าหมายเชิงกลยุทธ์อันดับต้น ๆ สำหรับองค์กรของพวกเขา อย่างไรก็ตาม องค์กรเองก็ยังไม่ได้มีการสำรวจวิเคราะห์อย่างเต็มที่ถึงกลยุทธ์อื่น ๆ ที่เป็นไปได้จากการเปลี่ยนแปลงไปสู่ดิจิตอล  และมีเพียงแค่ร้อยละ 68  ที่มองว่าการเปลี่ยนไปสู่ความเป็นดิจิตอลเป็นช่องทางในการทำกำไร

ความย้อนแย้งด้านห่วงโซ่อุปทาน (The supply chain paradox)

ผู้บริหารต่างระบุว่า ห่วงโซ่อุปทานถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ ที่องค์กรจะลงทุนเพื่อการแปลงไปสู่ดิจิตอลทั้งในปัจจุบันและอนาคต  อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารห่วงโซ่อุปทานที่ดูแลการดำเนินธุรกิจในแต่ละวันและเป็นผู้ที่ดูแลเรื่องการนำเทคโนโลยีดิจิตอลมาใช้งานนั้น  กลับไม่ใช่ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจในการลงทุนด้านการเปลี่ยนไปสู่ความเป็นดิจิตอล

ความย้อนแย้งด้านบุคลาการที่มีความสามารถ (The talent paradox)

เป็นปกติที่ความคิดริเริ่มต้องเกิดจากมนุษย์ บุคลากรที่มีความสามารถมีบทบาทสำคัญในการการผลักดัน (หรือต่อต้าน) การเปลี่ยนแปลง ผู้บริหารมั่นใจว่าองค์กรของตนมีบุคลากรที่มีความสามารถที่จะรองรับการเปลี่ยนไปสู่ความเป็นดิจิตอล  แต่ในขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าบุคลาการที่มีความสามารถนั้นก็เป็นความท้าทายอย่างหนึ่งเช่นกัน ผู้บริหารมองว่า การเสาะหา ฝึกอบรม และรักษาบุคลากรที่มีความสามารถนั้น เป็นความท้าทายสูงสุดสำหรับองค์กร และการสร้างวัฒนธรรมขององค์กร

ความย้อนแย้งด้านนวัตกรรม (The innovation paradox)

ผู้บริหารระดับสูงต่างบอกว่าการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนองค์กรสู่ความเป็นดิจิตอลนั้นมาจากความต้องการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจ พูดง่าย ๆ คือเพื่อทำสิ่งที่ทำอยู่แล้วให้ดีขึ้น  ผลสำรวจนี้สอดคล้องกับการศึกษาของดีลอยท์ก่อนหน้านี้ ที่แสดงถึงรูปแบบเดียวกันของการนำเทคโนโลยีมาช่วยการดำเนินธุรกิจระยะใกล้ มากกว่าจะใช้เทคโนโลยีเพื่อการเปลี่ยนองค์กรไปสู่ความเป็นดิจิตอลอย่างแท้จริง

ความย้อนแย้งด้านวงจรกายภาพกับดิจิตอลและดิจิตอลกับกายภาพ (Around the physical-digital-physical loop paradox)

วงจรกายภาพ-ดิจิตอล-กายภาพ  คือวงจรในการนำข้อมูลในโลกกายภาพ สร้างเป็นข้อมูลดิจิตอล ทำการวิเคราะห์และแปลงข้อมูลไปเป็นแผนในการปฏิบัติจริงในโลกกายภาพ   ความสามารถในการควบคุมข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน และนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการตัดสินใจ เป็นปัจจัยสำคัญในการนำพาองค์กรเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 อย่างเต็มรูปแบบ และเป็นปัจจัยที่หลาย ๆ องค์กรยังไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง ผลจากการสำรวจพบว่าองค์กรเกินกว่าร้อยละ 50 ไปได้เพียงครึ่งทางของวงจรเท่านั้น ในขณะที่บางองค์กรกำลังพยายามทำในส่วน ดิจิตอล-กายภาพ ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายของวงจร  เป็นส่วนที่ท้าทายที่สุด และสำคัญที่สุดในการที่จะเป็นโรงงานอัจฉริยะ หรือ อุตสาหกรรม 4.0 นั่นเอง

ทะลายความย้อนแย้งต่าง ๆ

หนทางในการไปสู่ Industry 4.0 ไม่ได้มีเพียงหนทางเดียว   และไม่ได้มีความย้อนแย้ง (paradox) อันใดอันหนึ่งที่สำคัญกว่าอันอื่น การเปลี่ยนไปสู่ความเป็นดิจิตอลไม่ใช่เป็นความพยายามเชิงนามธรรมที่แยกจากกลยุทธ์และวัตถุประสงค์หลักขององค์กร  เมื่อองค์กรได้เริ่มดำเนินการไปสู่การเป็นดิจิตอลแล้ว มันจะกลายเป็นศูนย์กลางขององค์กรและมีผลกับทุกแง่มุมของบริษัท การเปลี่ยนไปสู่ความเป็นดิจิตอลนั้นเป็นมากกว่าแค่การสิ่งที่ทำอยู่ให้เร็วขึ้น หรือถูกลง

การเปลี่ยนไปสู่ความเป็นดิจิตอลไม่ได้มีคำจำกัดความเดียว ท้ายที่สุดมันคือแล้วแต่บริษัทและเป็นไปตามวัตถุประสงค์เฉพาะขององค์กร และความคาดหวังให้บรรลุผลสำเร็จตามนั้น  การเปลี่ยนไปสู่ความเป็นดิจิตอลแตกต่างไปตามความต้องการของแต่ละองค์กร  ไม่มีอันไหนที่เหมือนกันทุกประการ

การเปลี่ยนไปสู่ความเป็นดิจิตอลอาจส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อบุคลากรที่มีความสามารถขององค์กร  องค์กรดิจิตอลจะต้องทำความเข้าใจและตอบสนองความต้องการของบุคลากรที่มีความสามารถขององค์กร  รวมถึงการช่วยให้เข้าใจว่าบทบาทของพวกเขาอาจต้องเปลี่ยนไปอย่างไร

องค์กรดิจิตอลควรจะมีวัฒนธรรมที่คำนึงถึงและให้ความสำคัญกับคนทุกคนในองค์กร  เนื่องจากพนักงานในทุกระดับต่างมีส่วนในการขับเคลื่อนองค์กรในการเปลี่ยนแปลง และการสร้างความมั่นใจในการทำงานในแต่ละวัน ทุกเสียงของพนักงานมีความสำคัญ ดังที่ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ เคยกล่าวไว้ว่า “วัฒนธรรมกินกลยุทธ์เป็นอาหารเช้า” ซึ่งหมายถึง วัฒนธรรมองค์กรมีความสำคัญกว่ากลยุทธ์ทางธุรกิจนั่นเอง

ความเปลี่ยนแปลงที่มาจาก การทำ digital transformation อาจจะวิวัฒนาการไปในแนวทางที่อาจไม่มีใครเดาได้ เนื่องจากเทคโนโลยีพื้นฐานต่าง ๆ ที่ประกอบกันเป็นอุตสาหกรรม 4.0 และเป็นตัวผลักดันไปสู่ digital transformation นั้นมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน  แต่ที่แน่นอนก็คือ ไม่ว่าการวิวัฒนาการนั้นจะเป็นไปในทิศทางไหนก็ตาม  ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ได้เกิดขึ้นแล้ว

Rate this item
(0 votes)

Page Visitor

025391314
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
18570
58660
77230
77230
1709768
25391314
Your IP: 3.235.56.11
2021-08-02 07:16