“น้ำมันมวย” ทุ่มงบรีแบรนด์ดิ้งกว่า 100 ล้าน ลุยเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ พร้อม 2 ภาพยนตร์โฆษณา

“น้ำมันมวย” ทุ่มงบรีแบรนด์ดิ้งกว่า 100 ล้าน ลุยเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ พร้อม 2 ภาพยนตร์โฆษณา ตั้งเป้า 3 ปี ขึ้นแท่นอันดับ1 ตลาดยาบรรเทาปวดภายนอก

“น้ำมันมวย” สินค้าบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดย บริษัท เทวกรรมโอสถ จำกัด เป็นหนึ่งในแบรนด์ไทยที่มีความแข็งแกร่งในด้านการจดจำของผู้บริโภคและการรับรู้ต่อแบรนด์ (brand awareness) มายาวนานกว่า 60 ปี แต่หากเปรียบอายุแบรนด์เป็นคน วัย 60 ปีก็เป็นการก้าวเข้าสู่วัยของผู้สูงอายุ การรีแบรนด์ดิ้งเพื่อรีเฟรชให้แบรนด์กระชากวัย เป็นขวบวัย 60 ยังแจ๋ว ที่เข้าได้คนทุกวัยทุกไลฟ์สไตล์ จึงถือเป็นโจทย์ท้าทายสำหรับเหล่าผู้บริหารจากรุ่น 3 สู่รุ่น 4 และทีมงานทุกคน

ด้วยเหตุนี้จึงนำไปสู่การรีเฟรชแบรนด์ครั้งสำคัญ ด้วยการจัดบิ๊กอีเว้นท์แห่งปี ภายใต้คอนเซ็ปต์ “น้ำมันมวย…ไม่ใช่นักมวยก็ใช้ได้” เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ บริเวณ central court ชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งใช้กลยุทธ์เด็ดปูทางเพื่อขยายฐานผู้บริโภคให้มากขึ้น ด้วยการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์น้ำมันมวยคนใหม่ที่เป็นทั้งนักร้อง นักแสดง และนักกีฬาที่มีกิจกรรมหลากหลาย พร้อมปล่อย 2 ภาพยนตร์โฆษณา ที่จะออกอากาศผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งทีวีและออนไลน์ตลอดทั้งปี ให้ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวและสร้างการรับรู้ของแบรนด์ไปสู่คนรุ่นใหม่ ตั้งแต่นักเรียนไปจนถึงหนุ่มสาววัยทำงาน

เภสัชกรหญิงอนินทยา สุนสะธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทวกรรมโอสถ จำกัด กล่าวว่า “ผู้บริโภคส่วนใหญ่มองว่าน้ำมันมวยเป็นสินค้าของผู้ชายและเหมาะแค่สำหรับนักกีฬา อีกทั้งแบรนด์มีอายุกว่า 60 ปี ก็อาจมองว่าไม่ทันสมัย ซึ่งการเลือกใช้พรีเซ็นเตอร์เป็นคนรุ่นใหม่ ผ่านภาพยนตร์โฆษณาทั้ง 2 เรื่อง เพราะแบรนด์ต้องการลุกมาบอกทุกคนว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใครแต่ถ้าไลฟ์สไตล์ของคุณมีกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นการไปเดินช้อปปิ้ง หรือออฟฟิศซินโดรม ก็ใช้น้ำมันมวยได้เหมือนกัน นี่จึงเป็นเหตุผลให้ทางบริษัทฯ ตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่เพื่อสร้างการรับรู้ใหม่เหล่านี้ ทั้งการยกระดับมาตรฐานโรงงาน จนได้ GMP/PICS ด้วยงบที่ลงทุนมาเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 50 ล้าน และการลงทุนด้านการตลาดซึ่งในปีนี้ก็กว่า 50 ล้านบาทเช่นกัน”

สำหรับปัจจุบันผลิตภัณฑ์น้ำมันมวย มี 3 ประเภท คือ น้ำมัน สเปรย์ และครีม โดยกำลังการผลิตชนิดน้ำมันอยู่ที่ 4-5แสนขวดต่อเดือน ส่วนน้ำมันมวยชนิดครีม เนื่องจากยังไม่ได้มีการสื่อสารผลิตภัณฑ์ตัวนี้ออกไปจึงยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่สินค้าชนิดครีมเป็นที่นิยมในตลาดต่างประเทศมากกว่าชนิดน้ำ เนื่องจากการขนส่งที่มีน้ำหนักเบา ใช้ง่าย พกพาสะดวก

ซึ่งการเริ่มทำตลาดในประเทศของผลิตภัณฑ์น้ำมันมวยชนิดครีมในครั้งนี้ บริษัทฯหวังจะให้เข้าถึงผู้บริโภคผู้หญิงมากขึ้น และตั้งเป้าให้สัดส่วนผู้ใช้สินค้าน้ำมันมวยทุกประเภทเท่ากันทั้งผู้ชายและผู้หญิงอยู่ที่ 50-50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งน้ำมันมวยชนิดครีมเป็นเนื้อโลชั่นสีขาว ซึมซาบไว และไม่ทิ้งคราบขาว อีกทั้งมีกลิ่นหอม เพราะมีส่วนผสมของเมนทอล (Menthol) จึงให้ทั้งความเย็นและร้อน แบบทูอินวัน จึงน่าจะเป็นที่ชื่นชอบของฐานลูกค้าผู้หญิงด้วย

โดยยอดขายรวมทั้งในและต่างประเทศ แบ่งเป็น ภายในประเทศ 90% และต่างประเทศ 10% ใน 10% ของต่างประเทศนั้นเป็นแถบยุโรป และสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีตัวแทนจำหน่ายอยู่ที่ประเทศสโลวาเนียและกระจายสินค้าไปทั่วยุโรป ส่วนแผนขยายตลาดแถบเอเชียมีมองเพิ่มขึ้นในปีนี้ ทั้งฮ่องกง เมียนมาร์ กัมพูชา รวมไปถึงจีนที่กำลังอยู่ในช่วงเจรจา ซึ่งยอดขายปีนี้โตขึ้นจากปีก่อนกว่า 50% โดยบริษัทฯ เน้นรุกตลาดออฟไลน์ก่อน ด้วยเพราะเป็นสินค้าที่ขึ้นทะเบียนเป็นยา ช่องทางการจำหน่ายจึงต้องเป็นร้านขายยาที่ตอนนี้มีกว่า 1,200 ร้านทั่วประเทศ ไม่นับรวม 7-11 โมเดิร์นเทรด และร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ และคาดว่ายอดขายปีนี้จะแซงจากปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

ปัจจุบันภาพรวมของตลาดยาบรรเทาอาการปวดเมื่อยภายนอก “น้ำมันมวย” อยู่ในอันดับที่ 4 โดยมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 8% คาดในปีหน้าจะไต่ขึ้นอันดับ3 และ 3 ปีข้างหน้าจะขึ้นเป็นอันดับ2 และอันดับ1 ของตลาดได้แน่ แม้จะอยู่ท่ามกลางศึกเดือดของตลาดยาใช้ภายนอกที่การแข่งขันสูงก็ตาม

สำหรับการเดินหน้าทำการตลาด ผ่านแฮชแท็ก #ไม่ใช่นักมวยก็ใช้ได้ บริษัทฯจะใช้คอนเซ็ปต์นี้อย่างจริงจังทั้งปีนี้ตลอดจนปีหน้า และนอกจากกิจกรรมสื่อสารทางการตลาดอย่างการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ รวมถึงทำภาพยนตร์โฆษณาเพื่อให้เข้าถึงทุกคนแล้ว แบรนด์ยังเข้าถึงผู้บริโภคผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดงานวิ่ง Eco Trail -  Namman Muay Presents Dragon Trail 2020 เพื่อสนับสนุนการออกกำลัง และรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน รวมถึงเน้นสนับสนุนงานด้าน CSR ทำประโยชน์ให้สังคมเป็นสำคัญ อย่างการร่วมโครงการเก็บรักษ์ เพื่อรณรงค์การเก็บขยะ

มากกว่านั้นกลยุทธ์ในปี2563 แบรนด์ยังต้องการสร้างฐานลูกค้าใหม่ๆ ที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน ตั้งแต่อายุ 20-60 ปี ผ่านสินค้าใหม่ที่จะมีออกมามากขึ้น ซึ่งน้ำมันมวยที่อยู่เคียงข้างทุกกิจกรรมของคนไทยมาตลอด 60 ปี ก็เป็นเครื่องการันตีได้อย่างดีว่าเรื่องคุณภาพจัดเต็มจัดหนักแน่นอน เพื่อตอบสนองความต้องการตามไลฟ์สไตล์ของทุกคน ที่ไม่ใช่นักมวย…ก็ใช้ได้ และนี่ก็เป็นความตั้งใจในการรีเฟรชแบรนด์ครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อให้คนไทยเลือกใช้สินค้าแบรนด์ไทยแท้อย่าง “น้ำมันมวย” ได้อย่างมั่นใจและเข้าถึงคนรุ่นใหม่ทุกไลฟ์สไตล์

Rate this item
(0 votes)

Page Visitor

017138874
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
24335
48871
236183
13840651
181907
1383188
17138874
Your IP: 3.231.102.4
2021-03-04 10:01