รายงาน “เอคเซนเชอร์ เทคโนโลยี วิชั่น 2020”

นายนนทวัฒน์ พุ่มชูศรี กรรมการผู้จัดการ เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย นายนนทวัฒน์ พุ่มชูศรี กรรมการผู้จัดการ เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย

รายงาน “เอคเซนเชอร์ เทคโนโลยี วิชั่น 2020” แนะเปลี่ยนจาก “ความขัดแย้งด้านเทคโนโลยี” เป็นความเชื่อมั่น โดยเน้นคนเป็นศูนย์กลาง

รายงาน Accenture Technology Vision 2020 ซึ่งเอคเซนเชอร์ (NYSE: ACN) จัดทำขึ้นเป็นรายปีเพื่อคาดการณ์แนวโน้มหลักด้านเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทต่อธุรกิจในช่วง 3 ปีข้างหน้า ได้ชี้ให้เห็นว่า การที่องค์กรจะแข่งขันและประสบความสำเร็จได้ในโลกที่มีดิจิทัลอยู่ทุกหนแห่งนั้น จะต้องเน้นประเด็นใหม่ โดยมุ่งที่การขับเคลื่อนค่านิยมและแนวทางธุรกิจให้เข้ากับสิ่งที่ลูกค้าและพนักงานให้คุณค่าและคาดหวังให้ได้

รายงานฉบับปี 2020 นี้ใช้ชื่อว่า “โลกหลังยุคดิจิทัล องค์กรจะผ่านพ้นภาวะ ‘ความขัดแย้งด้านเทคโนโลยี’ ไปได้หรือไม่” (We, The Post-Digital People: Can your enterprise survive the ‘tech-clash’?) เพราะแม้ว่าคนจะรับเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้นกว่าในอดีต แต่ความพยายามขององค์กรในการตอบสนองความต้องการและความคาดหวังก็อาจยังไม่ตอบโจทย์เหล่านั้น ในเวลาที่บริษัทกำลังก้าวเข้าสู่ทศวรรษแห่งการส่งมอบบริการหรือผลิตภัณฑ์ดิจิทัลให้ได้ตามความคาดหวัง และในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ธุรกิจจำเป็นต้องมีกรอบแนวคิดใหม่และนำแนวทางใหม่เข้ามาใช้

ข้อมูลที่เอคเซนเชอร์ได้จากการสำรวจผู้บริหารด้านธุรกิจและเทคโนโลยีกว่า 6,000 คนทั่วโลกเพื่อจัดทำรายงาน Technology Vision ฉบับนี้ พบว่า 83% ยอมรับว่าเทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งในประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ไปแล้ว อีกด้านหนึ่ง งานวิจัยนี้ได้มีการสำรวจผู้บริโภค 2,000 คนด้วย ปรากฏผลพบว่า 70% คาดว่าความสัมพันธ์ของมนุษย์กับเทคโนโลยีจะยิ่งทวีความเข้มข้นและเด่นชัดมากขึ้นในช่วง 3 ปีข้างหน้า

“ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพของเทคโนโลยี หลาย ๆ องค์กรก็ได้สร้างผลิตภัณฑ์และบริการด้านดิจิทัลขึ้นมา เพียงเพราะองค์กรมีความสามารถที่จะทำได้ แต่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อมนุษย์ องค์กร และสังคม ซึ่งตามมาทีหลัง” นายนนทวัฒน์ พุ่มชูศรี กรรมการผู้จัดการ เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย กล่าว “ทุกวันนี้ เราจะเห็นภาวะความขัดแย้งด้านเทคโนโลยีที่เป็นผลมาจากแรงกดดันระหว่างความคาดหวังของผู้บริโภค ศักยภาพของเทคโนโลยี และเป้าหมายของธุรกิจ ซึ่งทำให้เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญของภาวะผู้นำ ที่จำเป็นต้องเปลี่ยนกรอบแนวคิดจากการสร้างประสบการณ์ดิจิทัลเพียงเพราะ ”เราทำได้” เป็น “ทำอย่างไรให้น่าเชื่อมั่นและเชื่อถือ” แทน โดยการทบทวนปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจและโมเดลด้านเทคโนโลยี เพื่อสร้างพื้นฐานใหม่ที่รองรับการแข่งขันและการเติบโต”

รายงานฉบับนี้ยังชี้ให้เห็นว่า การใช้โมเดลเดิมอาจมีความเสี่ยงในการไปรบกวนลูกค้าหรือทำให้พนักงานไม่อยากมีส่วนร่วม และอาจส่งผลไปถึงการจำกัดศักยภาพขององค์กรในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการเติบโตในอนาคต อย่างไรก็ดี ภาวะความขัดแย้งด้านเทคโนโลยีเป็นความท้าทายที่แก้ไขได้ รายงาน Technology Vision ได้ระบุ 5 แนวโน้มหลักที่บริษัทต่าง ๆ จะต้องรับมือในช่วง 3 ปีข้างหน้า ที่บริษัทจะต้องสลายความขัดแย้งด้านเทคโนโลยีและพัฒนาค่านิยมธุรกิจในรูปแบบใหม่ โดยส่วนหนึ่งจะขึ้นอยู่กับสายสัมพันธ์ที่กระชับแน่นแฟ้นและเชื่อมั่นกันมากยิ่งขึ้นระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ แนวโน้มเหล่านี้ ได้แก่

  • ช่วยให้ผู้คนเลือกมีประสบการณ์ในแบบของตน (The I in Experience) องค์กรต่าง ๆ จำเป็นต้องออกแบบประสบการณ์เฉพาะตัว ที่สอดคล้องและช่วยเสริมการตัดสินใจและสนับสนุนให้เกิดทางเลือกของแต่ละบุคคลได้ ช่วยเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายที่มีปฏิกริยาในเชิงรับให้เป็นเชิงรุก ให้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ต้องเปลี่ยนประสบการณ์การสื่อสารทางเดียวที่อาจทำให้คนรู้สึกไม่ได้ดังใจและไม่มีส่วนร่วม ให้กลายเป็นความร่วมมือประสานกันอย่างแท้จริง ซึ่งห้าในหกหรือ 85% ของผู้บริหารธุรกิจและไอทีที่ทำการสำรวจนั้น เชื่อว่าการแข่งขันให้ประสบความสำเร็จในทศวรรษนี้ จะต้องยกระดับความสัมพันธ์ที่มีกับลูกค้า ให้กลายเป็นพันธมิตรที่มาร่วมมือกัน
  • ทบทวนภาพรวมธุรกิจใหมในแง่การทำงานประสานกันระหว่างมนุษย์และเอไอ (AI and Me) ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ จะเข้ามาเป็นปัจจัยที่มีบทบาทต่อการทำงานของผู้คน มากกว่าจะเป็นเพียงส่วนสนับสนุนระบบอัตโนมัติ เมื่อเอไอมีสมรรถนะมากขึ้น องค์กรต้องทบทวนการทำงานให้เอไอกลายเป็นส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนการดำเนินงานต่าง ๆ โดยยึดหลักด้านความเชื่อมั่นและความโปร่งใสเป็นสำคัญ ปัจจุบันนี้ มีเพียง 37% ขององค์กรที่ระบุว่า ได้ออกแบบลักษณะการทำงานโดยคำนึงถึงทุกภาคส่วน และเน้นที่คนเป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งเสริมให้คนและเครื่องจักรหรือเอไอทำงานประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ก้าวข้ามสภาพ “การทดลองต่อเนื่อง” ที่กลายเป็นภาระ (The Dilemma of Smart Things) ข้อสันนิษฐานว่าใครเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ กำลังถูกท้าทายเมื่อโลกเข้าสู่ช่วง “การทดลองต่อเนื่อง” (forever beta) องค์กรต่างต้องการนำเสนอผลิตภัณฑ์ยุคใหม่ด้วยการใช้ประสบการณ์ดิจิทัล ความสามารถในการรับมือกับโจทย์หรือผู้ใช้งานในสภาพแวดล้อมจริงได้ดี จึงเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าผลิตภัณฑ์นั้น ๆ จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ซึ่งเกือบสามในสี่หรือ 74% ของผู้บริหารระบุว่า ผลิตภัณฑ์และบริการขององค์กร ที่ทำงานเชื่อมต่อกันได้นั้น จะต้องมีการอัปเดตสมรรถนะสำคัญต่าง ๆ อีกมากในช่วง 3 ปีข้างหน้า
  • หุ่นยนต์ในสนามการทำงานจริง ขยายขอบเขตการใช้งาน รวมถึงความรับผิดชอบขององค์กร (Robots in the Wild) เทคโนโลยีหุ่นยนต์หรือโรโบติกส์ จะไม่ได้อยู่แค่ในคลังสินค้าหรือในสายการผลิตอีกต่อไป ด้วยเทคโนโลยี 5G ที่จะทำให้แนวโน้มด้านนี้เติบโตเร็วและยิ่งรุดหน้ามากขึ้น ทุกองค์กรจึงต้องทบทวนอนาคตของตัวเองใหม่โดยมองผ่านเลนส์ด้าน โรโบติกส์ แต่บรรดาผู้บริหารก็มีความเห็นต่างกันในประเด็นเกี่ยวกับการยอมรับโรโบติกส์ของพนักงาน โดย 45% เห็นว่าพนักงานจะประสบความท้าทายให้ต้องคิดหาทางทำงานร่วมกับโรโบติกส์ ขณะที่อีก 55% เชื่อว่าพนักงานจะหาทางทำงานร่วมกันได้โดยง่าย
  • ดีเอ็นเอเพื่อการสร้างสรรค์ (Innovation DNA) เมื่อองค์กรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีมากมายที่เข้ามาเปลี่ยนโลก เช่น เทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลร่วม (DLT) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีความเป็นจริงขยาย (extended reality) และการประมวลผลควอนตัม (quantum computing) เป็นต้น เทคโนโลยีเหล่านี้ พัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็วตามความต้องการของตลาดในปัจจุบัน องค์กรจึงต้องกำหนดดีเอ็นเอเพื่อการสร้างสรรค์ของตนเองที่แตกต่างออกไป ซึ่งสามในสี่หรือ 76% ของผู้บริหารก็เชื่อว่า เดิมพันด้านนวัตกรรมนั้นสูงทีเดียว การทำทุกอย่างให้ “ตอบโจทย์” จึงต้องใช้วิธีการใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์ พร้อมมีพันธมิตรและหน่วยงานที่ร่วมกันทำงานได้อย่างเหมาะสมในระบบนิเวศนั้น

ผู้ที่มีบทบาทเปลี่ยนโลกหรือดิสรัปเทอร์ ได้เข้ามาเติมเต็มช่องว่างระหว่างความคาดหวังของผู้คนและมาตรฐานในปัจจุบันแล้ว ตัวอย่างเช่น Inrupt กิจการสตาร์ตอัพที่กำลังพัฒนาสถาปัตยกรรมเชื่อมโยงข้อมูลที่เรียกว่า Solid ซึ่งออกแบบมาเพื่ออำนวยให้คนสามารถควบคุมข้อมูลของตนเองและการนำไปใช้ได้มากขึ้น ด้วยการจัดเก็บและใช้ข้อมูลตนเองผ่านเว็บต่าง ๆ ด้วยพ็อต (pod) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ขนาดเล็ก คนจะตัดสินใจได้ว่าจะให้พ็อตติดตั้งที่ใดและให้บริษัทหรืออุปกรณ์ใดเข้าถึงพ็อตได้บ้าง จะยกเลิกหรือลบข้อมูลส่วนตัวได้ตลอดเวลา ยกระดับความสามารถของ Inrupt เวอร์ชันแรกที่ Tim Berners-Lee ผู้ก่อตั้งได้เปิดเว็บที่ทุกคนเข้าถึงได้เอาไว้ ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นถึงการเน้นคนเป็นศูนย์กลาง ที่จะกำหนดแนวทางได้ว่าองค์กรใดจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอนาคต

ทั้งนี้ เป็นเวลา 20 ปีมาแล้วที่เอคเซนเชอร์ได้วิเคราะห์สภาพแวดล้อมขององค์กรต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อค้นหาแนวโน้มเด่นด้านเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทเปลี่ยนโลกธุรกิจและอุตสาหกรรมในอนาคตได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายงาน Technology Vision 2020 ติดตามได้ทาง www.accenture.com/technologyvision หรือติดตามประเด็นการสนทนาในเรื่องนี้ทางทวิตเตอร์ที่ #TechVision2020

 

วิธีการวิจัย

สำหรับรางานประจำปี 2020 นี้ มีการวิจัยโดยการรวบรวมข้อมูลจากคณะกรรมการที่ปรึกษาภายนอกของรายงานเทคโนโลยี วิชั่น (Technology Vision External Advisory Board) ที่ประกอบด้วยบุคคลผู้มากประสบการณ์กว่า 24 ท่านที่มาทั้งจากภาครัฐฯ และเอกชน แวดวงวิชาการ องค์กรร่วมลงทุน และบริษัทผู้ประกอบการทั้งหลาย นอกจากนี้ ทีมงานของเทคโนโลยี วิชั่นได้สัมภาษณ์ผู้มีชื่อเสียงในแวดวงเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม รวมถึงผู้บริหารในเอคเซนเชอร์ร่วม 100 คน ในขณะเดียวกัน เอคเซนเชอร์ รีเสิร์ชยังได้จัดทำการสำรวจออนไลน์ไปยังผู้บริหารธุรกิจและไอที 6,074 คนทั่วโลก เพื่อให้เข้าใจมุมมองต่อการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้ การสำรวจนี้ได้ช่วยให้พบประเด็นและปัจจัยที่มีความสำคัญอันดับต้น ๆ ในการเลือกใช้และลงทุนด้านเทคโนโลยี ผู้ตอบแบบสำรวจล้วนเป็นผู้บริหารระดับอาวุโส (C-level) และกรรมการของบริษัทต่าง ๆ ใน 25 ประเทศ ร่วม 21 อุตสาหกรรม ส่วนใหญ่เป็นกิจการที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ การวิจัยในปีนี้ ยังได้รวมผลการสำรวจจากผู้บริโภค 2,000 คนในประเทศจีน อินเดีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ด้วย

เกี่ยวกับเอคเซนเชอร์

เอคเซนเชอร์ เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ ให้คำปรึกษาทางธุรกิจ ดิจิทัล การบริหารเทคโนโลยีและการปฏิบัติการชั้นนำของโลก และด้วยประสบการณ์ การทำงานอย่างลึกซึ้ง ผนวกกับศักยภาพที่สมบูรณ์แบบในกว่า 40 อุตสาหกรรมซึ่งครอบคลุมทุกสายงานของธุรกิจ พร้อมด้วยเครือข่ายการให้บริการที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้เอคเซนเชอร์สามารถร่วมมือกับลูกค้า เชื่อมต่อธุรกิจและเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ยกระดับองค์กรของลูกค้าให้เป็นองค์กรที่มีศักยภาพและสมรรถภาพสูง สามารถสร้างคุณค่าอันยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้นได้ ปัจจุบันเอคเซนเชอร์ มีพนักงานประมาณ 505,000 คนในกว่า 120 ประเทศ เอคเซนเชอร์มุ่งพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยให้การใช้ชีวิตและการทำงานมีคุณภาพดีขึ้น ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.accenture.com

Rate this item
(0 votes)