แนะใช้ “ระบบจัดการน้ำอัจฉริยะ” ในพื้นที่ EEC

แนะใช้ “ระบบจัดการน้ำอัจฉริยะ” เพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้น้ำภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC

“น้ำเสีย” จากภาคอุตสาหกรรม มักถูกสังคมมองเป็นตัวการหรือต้นเหตุของการสร้างมลพิษในแหล่งน้ำ แต่หากเปลี่ยน “น้ำเสีย” ให้เป็น “น้ำดี” และนำมาหมุนเวียนใช้ใหม่ ก็น่าจะเป็นแหล่งน้ำที่ช่วยบรรเทาปัญหาในช่วงวิกฤตน้ำแล้งให้กับพื้นที่ EEC ได้ ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในแผนการบริหารจัดการน้ำของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)

เพราะ “น้ำ” เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นเรือธงของภาครัฐ ที่ต้องการยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้ในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน เพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากกับดับประเทศรายได้ปานกลาง แต่การพัฒนาดังกล่าวจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นจำนวนมหาศาลของประชากรในพื้นที่ตั้งโครงการ คือจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างความสมดุลและความมั่นคงในการใช้ทรัพยากรน้ำในพื้นที่ EEC เพื่อลดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำและความขัดแย้งในการใช้น้ำในอนาคต

“เพราะน้ำ เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในการตัดสินใจที่จะนำเม็ดเงินเข้ามาลงทุนหรือไม่ในพื้นที่ EEC”

นายชูชาติ สายถิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะวอเตอร์ จำกัด กล่าวพร้อมเล่าถึงประสบการณ์การบริหารจัดการน้ำของนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ชลบุรีให้ฟังว่า หลังประสบปัญหาวิกฤตน้ำเมื่อปี 2548 ทำให้นิคมฯ ต้องหาแนวทางแก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืน จึงได้ตั้งบริษัทฯ ขึ้นมาทำหน้าที่บริหารจัดการน้ำแหล่งน้ำและการจัดการน้ำเสียทั้งหมดของโรงงานอุตสาหกรรมภายในนิคมฯ ที่มีกว่า 800 โรงงาน โดยการนำน้ำเสียจากโรงงานผ่านระบบท่อปิดเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางเพื่อบำบัดให้คุณภาพน้ำได้ตามมาตรฐาน และนำกลับมาใช้งานใหม่ได้ถึง 50%

“จากน้ำที่เราส่งให้โรงงานอุตสาหกรรม เมื่อถูกใช้เสร็จจากกระบวนการผลิตต่างๆ แล้ว ก็จะไหลย้อนกลับเข้ามาในระบบน้ำเสียส่วนกลาง เราก็เอาน้ำเสียมาบำบัดหรือรีไซเคิลแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ด้วยรูปแบบการบริหารจัดการน้ำตามระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน 3R ซึ่งคุณภาพน้ำที่บำบัดเทียบเท่ากับน้ำในลำคลอง นำมาใช้สร้างพื้นที่สีเขียวและใช้ในกระบวนการระบายความร้อนของโรงงานไฟฟ้าของนิคมฯ ส่วนน้ำเสียที่ถูกรีไซเคิลด้วยระบบ REVERSE OSMOSIS หรือ RO มีคุณภาพเทียบเท่าน้ำประปา จะถูกนำกลับไปให้โรงงานอุตสาหกรรมภายในนิคม เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากรน้ำ

จากเดิมที่เคยใช้น้ำจากแหล่งน้ำดิบธรรมชาติทางเดียว ปรับมาเป็นการใช้น้ำแบบหมุนเวียน หรือรีไซเคิลน้ำเสีย เป็นการใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้ใหม่ ช่วยประหยัดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำจืดได้ถึง 50% เป็นการสร้างแหล่งน้ำทางเลือกสำหรับภาคอุตสาหกรรม นี่คือการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยี” นายชูชาติ กล่าว 

ทั้งนี้ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องของงานวิจัยการพัฒนาระบบการวางแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ EEC ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม แผนงานการบริหารจัดการน้ำ โดยโครงการ“การพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC เป็นโครงการวิจัยที่มุ่งเน้นการหามาตรการหรือแนวทางการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม และรองรับการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอกับอุตสาหกรรมในอนาคตเมื่อ EEC เกิดขึ้นเต็มตัว หรือ sector อื่นๆ ในเชิงพื้นที่ที่จะเติบโตขึ้นตามนโยบายของภาครัฐ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ หรือลดปริมาณการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมให้ได้อย่างน้อย 15%

นางพรรรัตน์ เพชรภักดี ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะหัวหน้าโครงการ“การพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC”ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ฯ กล่าวว่า การลดการใช้น้ำลง 15% ในภาคอุตสาหกรรมยังหมายถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำขึ้นอย่างน้อย15% แม้ปัจจุบันในภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่จะมีการนำระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน 3R เข้ามาประยุกต์ใช้ในการบำบัดน้ำเสีย แต่จะทำอย่างไรให้เป็น ระบบจัดการน้ำอัจฉริยะ จึงเป็นที่มาของโครงการฯ เพื่อหาแนวทางหรือโมเดลที่จะลดการใช้น้ำหรือเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ และสามารถขยายผลไปยังภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ใน EEC ต่อไป

สำหรับแนวทางการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำภาคอุตสาหกรรม แบ่งออกเป็น 2 แนวทางได้แก่ การใช้ระบบจัดการน้ำอัจฉริยะ ที่เน้นเทคโนโลยี 3R (Reuse, Reduce and Recycle) กับการใช้ Internet of Thing ( IoT) เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และแม่นยำในการบริหารจัดการน้ำมากยิ่งขึ้น อีกแนวทางคือ การใช้ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ช่วยผลักดันให้ภาครัฐมีเครื่องมือในการจัดทำแผนหรือยุทธศาสตร์ในการรองรับหรือป้องกันปัญหาความขาดแคลนน้ำที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีกรอบการทำงาน 3 เรื่องหลัก ในระยะเวลา 3 ปี

โดยในปีที่ 1 คัดเลือกอุตสาหกรรมต้นแบบ เพื่อดำเนินการพัฒนาให้เป็นอุตสาหกรรมต้นแบบรุ่นที่ 1 ที่มีการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (ลดการใช้น้ำลงอย่างน้อย 15%) โดยใช้ระบบจัดการน้ำอัจฉริยะ ( Smart System) ด้วยการใช้ระบบ 3R ควบคู่กับกับการใช้ Internet of Things (IoT) แบ่งเป็นระดับโรงงานและระดับนิคมอุตสาหกรรม โดยอุตสาหกรรมต้นแบบระดับโรงงานรุ่นที่ 1 มีด้วยกัน 15 โรงงาน ตั้งอยู่ในพื้นที่ EEC เป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ซ้ำประเภท มีทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ( S M L ) และเป็นโรงงานที่มีมาตรการหรือความสนใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ

นางพรรรัตน์ กล่าวเสริมว่า “โรงงานที่คัดเลือกมาจากโรงงานประเภทใช้น้ำมาก มีตั้งแต่อุตสาหกรรมอาหาร พลาสติก เครื่องดื่มฯลฯ นำมาถอดบทเรียนของแต่ละอุตสาหกรรมเพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์และขยายผล โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญเข้าไปสำรวจ เก็บข้อมูลการใช้น้ำ ประเมินและวิเคราะห์ระบบการจัดการน้ำของโรงงานต้นแบบ ล่าสุดอยู่ระหว่างการประเมินประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและจัดทำ water balance ของอุตสาหกรรมต้นแบบแต่ละแห่ง เพื่อจัดทำมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำที่ผ่านกระบวนการวิเคราะห์รวมถึงความคุ้มค่าในการลงทุน”

สำหรับนิคมอุตสาหกรรมต้นแบบ มีด้วยกัน 2 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ระยอง ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศ  ขณะที่สวนอุตสาหกรรมสหพัฒน์ศรีราชา อยู่ภายใต้การควบคุมของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งทั้ง 2 แห่งมีศูนย์รวมการบริหารจัดการน้ำภายในนิคม

ในส่วนปีที่ 2 จะเป็นการนำแนวทางหรือโมเดลไปทดลองขยายผลไปยังภาคอุตสาหกรรม หรือ sector อื่นๆ ในพื้นที่ EEC  และในการดำเนินงานปีที่ 3 จะเป็นการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการใข้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการบริหารจัดการน้ำภาคอุตสาหกรรม 

สำหรับการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายนั้น นางสาวพรรรัตน์ กล่าวว่า การดำเนินงานจะมีการจัดทำแบบสำรวจขึ้น 2 แบบ คือ แบบสอบถาม แบ่งเป็น แบบสำรวจข้อมูลการใช้น้ำภาคอุตสาหกรรม จำนวนกลุ่มเป้าหมาย 2,100 ชุด และแบบสำรวจความคิดเห็นและความพึงพอใจในการจัดการน้ำของภาคอุตสาหกรรมสำหรับชุมชนโดยรอบนิคมฯ จำนวนกลุ่มเป้าหมาย 100 ชุด และแบบสอบถามทาง Web application จากนั้นรวบรวมข้อมูลที่ได้ทั้งหมดนำมาวิเคราะห์ผลในเชิงสถิติ ประกอบกับข้อมูลจากการสัมภาษณ์หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ EEC 10 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก การประปาส่วนภูมิภาค กรมชลประทาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมแห่งประเทศไทย กรมควบคุมมลพิษ นิคม/เขตประกอบการ/สวนอุตสาหกรรมในพื้นที่ และบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยการน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) โดยกำหนดจัดขึ้น 2 ครั้ง รวมถึงรวบรวมความคิดเห็นจากการประชุม Focus Group เพื่อนำไปสู่การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการบริหารจัดการน้ำภาคอุตสาหกรรมต่อไป

นอกจากนี้ อีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจภายใต้โครงการ คือ การจัดทำเกมกระดานน้ำ ซึ่งโครงการฯ นำมาเป็นเครื่องมือที่จะใช้จำลองสถานการณ์การใช้น้ำ บทบาทของผู้ใช้น้ำ และผู้จัดสรรน้ำ ทั้งภาครัฐและเอกชน คาดว่าจะพัฒนาเกมแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน และนำออกมาใช้ได้ประมาณเดือนสิงหาคมนี้ 

เป็นอีกหนึ่งในความมุ่งหมั่นของหน่วยงานภาคเอกชนในการพยายามหาแนวทางหรือโมเดลการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของแต่ละอุตสาหกรรม ที่จะทำให้ ‘น้ำเสีย’ กลายเป็น ‘น้ำดี’ และการนำน้ำกลับมาหมุนวียนใช้ใหม่ ใช้ซ้ำ โดย‘ระบบจัดการน้ำอัจฉริยะ’ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำมากขึ้น และลดการใช้น้ำลงอย่างน้อย 15% ในพื้นที่ EEC ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

Rate this item
(0 votes)

Page Visitor

003483053
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
4875
43984
4875
412112
273106
459947
3483053
Your IP: 18.204.227.117
2020-06-07 02:39