01.SuwanGroup

“ทูตพาณิชย์” ให้อินไซด์ธุรกิจส่งออกไทย – อเมริกา โอกาสในวิกฤตที่ยังมองเห็น

“ทูตพาณิชย์” ให้อินไซด์ธุรกิจส่งออกไทย – อเมริกา โอกาสในวิกฤตที่ยังมองเห็น ด้วยพลังขับเคลื่อน “เมดอินไทยแลนด์”

เป็นที่ทราบกันดีว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) นั้น ได้สร้างวิกฤตให้กับโลกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมไปถึงวิถีชีวิตของผู้คน จนกระทั่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ยกให้วิกฤตครั้งนี้เป็น “ภาวะการระบาดใหญ่ทั่วโลก (Pandemic)” โดยประเทศหนึ่งซึ่งได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนก็คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีทั้งระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด มีประชากรจำนวนมาก และยังมีความสัมพันธ์กับประเทศไทยหลากหลายประการโดยเฉพาะด้านการค้า ที่ถือว่าเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุด และภาคธุรกิจของไทยจำเป็นต้องพึ่งตลาดสหรัฐฯ ในการกระจายสินค้าและบริการหลากหลายประเภท ซึ่งในวันนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นได้สร้างความเสียหายในด้านการค้าระหว่างประเทศของไทยและคู่ค้าพันธมิตรอื่น ๆ ในลักษณะโดมิโน่ และเป็นสิ่งที่ต้องจับตาว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะมีทางออกและการฟื้นตัวได้อย่างไร

นายนพดล ทองมี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านหลักสูตร “เปิดโลกการค้ากับทูตพาณิชย์ Export Clinic” ที่จัดขึ้นเป็นประจำของสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เกี่ยวกับสถานการณ์การค้าในสหรัฐอเมริกา และแนวโน้มของสินค้าไทยที่มีศักยภาพ พร้อมทั้งได้แนะนำทริคให้กับผู้ประกอบการที่มีความต้องการจะผลักดันสินค้าไทยไปยังสหรัฐฯ โดยได้เผยว่า ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมามหานครนิวยอร์ก ถือเป็น ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก (Effect Center) แต่ก็ยังคงรักษาระดับการควบคุมความร้ายแรงและการระบาดไว้ได้ดี การเกิดขึ้นดังกล่าวมีสิ่งที่กระทบกับไทยที่ชัดเจนคือ การจัดงานแสดงสินค้า

ซึ่งผู้ประกอบการและธุรกิจต่างๆ ไม่สามารถเดินทางเพื่อหาคู่ค้า หรือแสดงสินค้าไทยได้ แต่สุดท้ายสินค้าไทยก็ยังคงได้รับความนิยมเนื่องจากการเตรียมตัวรับมือของผู้ประกอบการที่สามารถทำได้ดี รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ปรับรูปแบบของการส่งเสริมช่องทางการค้าที่ผลักดันให้ไปสู่ตลาดออนไลน์ รวมถึงปรับรูปแบบการจัดงานต่าง ๆ ให้เป็น Virtual Exhibition หรือการจัดกิจกรรมแสดงสินค้าเสมือนจริงในช่องทางดิจิทัลเพื่อรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยยังมีจุดแข็งจากการที่มีทูตพาณิชย์ที่กระจายอยู่ตามประเทศต่าง ๆ เพื่อรายงานข้อมูลความเสี่ยงแบบเรียลไทม์ ตลอดจนผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยได้มีโอกาสทำ Business Matching กับนักลงทุนของสหรัฐอย่างต่อเนื่อง”

นายนพดล กล่าวต่อว่า แต่อย่างไรก็ตาม ในภาวะวิกฤตก็ยังคงมีโอกาสสำหรับกลุ่มสินค้าและธุรกิจประเภทอาหาร เนื่องจากความต้องการของตลาดและผู้บริโภคสหรัฐ ยังคงต้องดำรงชีพและอาศัยปัจจัยสี่โดยมีอาหารเป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์ดังกล่าวคือ ผู้ประกอบการ SMEs ที่ผลิตสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป และอาหารประเภทพร้อมทาน (Ready to eat หรือ Ready to cook) ที่สามารถรับประทานได้ง่ายในช่วงที่ต้องกักตัวอยู่บ้าน ส่วนสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ กลุ่มสินค้าประเภทอาหารออแกนิก และอาหารเพื่อสุขภาพ เนื่องจากกำลังเป็นเทรนด์ของตลาดสหรัฐในปัจจุบัน ทั้งนี้ ยังมีสิ่งที่น่าสนใจเพิ่มเติมคือ ปัจจุบันมีกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในสหรัฐมากกว่า 5,000 ร้าน และยังคงดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง นั่นจึงเป็นอีกสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกว่าธุรกิจอาหารไทยยังคงเติบโตได้ และคาดว่ากระแสความนิยมจะยังคงรักษาระดับที่ดีเช่นนี้ต่อไปได้เรื่อย ๆ

ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทางทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่แต่ละรัฐของสหรัฐอเมริกาได้เร่งเครื่องในการช่วยผลักดันและประชาสัมพันธ์ให้กับสินค้าไทย เสมือนเป็นนักขายด่านแรกให้กับนักธุรกิจชาวสหรัฐ ประกอบกับ ความน่าเชื่อถือในเรื่องคุณภาพของสินค้าไทยที่ผู้บริโภคยังคงมีความชื่นชอบและมั่นใจในสินค้าไทยเป็นทุนเดิม นอกจากนี้ สินค้าอาหารไทยยังถูกประชาสัมพันธ์และมีกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านทางโซเชียลมีเดียด้วยการเจาะกลุ่มตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะNiche Market ซึ่งถือว่าเป็นการปรับตัวที่ดีในช่วงที่การค้าระหว่างประเทศผันผวนเช่นนี้

นายนพดล กล่าวเพิ่มเติมว่า การตระหนักถึง Country Brand โดยเฉพาะคำว่า Made In Thailand คือสิ่งสำคัญอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการไทยในทุก ๆ ธุรกิจและอุตสาหกรรมที่หวังจะทำการค้าในสหรัฐฯ เนื่องจากเป็นจุดแข็งที่สามารถนำไปใช้แข่งขันกับประเทศคู่แข่งทั้งระดับภูมิภาคเดียวกัน หรือประเทศอื่น ๆ ที่ผลิตสินค้าในแต่ละประเภท รวมถึงเป็นแต้มต่อที่ดีอยู่แล้วที่ไทยต้องรักษาเสถียรภาพด้านคุณภาพของตนเองเอาไว้ รวมถึงการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์กับผู้บริโภคสหรัฐที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งในกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าอาหาร สินค้าเกษตร หรือแม้แต่กระทั่งสินค้าเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ สิ่งที่จะเป็นอาวุธสำคัญให้กับผู้ประกอบการไทยอีกอย่างหนึ่งก็คือ “เทคนิคในการเจรจากับคู่ค้า” ด้วยการอาศัยอัธยาศัยที่เป็นมิตร น่าเชื่อถือ และมีความจริงใจซึ่งเป็นจุดเด่นดั้งเดิมของผู้ประกอบการไทยและยังต้องเปิดใจให้กับการพัฒนาตนเองในด้านดิจิทัล เช่น การประชาสัมพันธ์ การโฆษณา การติดตามสถานการณ์จากประเทศคู่ค้าและคู่แข่ง รวมถึงการเรียนรู้วิธีการใหม่ ๆ ที่มีอย่างมากมายในช่องทาง Streaming ในปัจจุบัน 

“แม้หลายคนจะมีความกังวลว่าเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศอาเซียนอย่าง เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย หรือแม้แต่อินโดนีเซียจะเป็นคู่แข่งที่สำคัญ บวกกับเรื่องวัตถุดิบบางประเภทที่ไทยอาจจะมีน้อยลง ตลอดจนการแข่งขันด้านราคาจะเป็นอุปสรรคที่ทำให้สินค้าของไทยขายในสหรัฐฯ ได้น้อยลง แต่ในความเป็นจริงแล้วเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงปัจจัยเล็ก ๆ และไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลนัก เนื่องจากในตลาดสหรัฐฯ ผู้บริโภคยังคงยอมจ่ายในสินค้าที่มีคุณภาพ ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยยังคงมีแต้มต่อในเรื่องการผลิตสินค้าที่ดีอยู่  แต่สิ่งที่จะต้องวิเคราะห์เพื่อยกระดับการผลิตสินค้าเพิ่มเติมคือ สภาพทางวัฒนธรรม ภูมิศาสตร์ และวิถีชีวิตของชาวอเมริกาที่จะเป็นตัวแปรให้ผู้ประกอบการมีแนวทางพัฒนาสินค้าให้ได้มากกว่าคู่แข่ง  เนื่องจากอเมริกาเป็นดินแดนที่มีความหลากหลาย ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการไทยตีโจทย์แตกก็หมายความว่าการจะรักษาหรือเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป หรือหากต้องการข้อมูลเชิงลึกในแต่ละประเทศมากขึ้น ก็สามารถขอคำปรึกษากับทูตพาณิชย์ได้ในโครงการ เปิดโลกการค้ากับทูตพาณิชย์ Export Clinic ที่จัดขึ้นโดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่(NEA) ซึ่งจะเป็นช่องทางที่ให้ข้อมูลและคำแนะนำแบบครบทุกมิติ”

นางอารดา เฟื่องทอง ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) กล่าวว่า สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ได้จัดทำโครงการ “เปิดโลกการค้ากับทูตพาณิชย์ หรือ Export Clinic” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สำคัญซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกเข้าใจถึงความเป็นไปของบริบทการค้าโลก การแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดข้อจำกัดทางธุรกิจ และช่วยให้ผู้ประกอบการมีความมั่นใจในการเดินหน้าธุรกิจมากขึ้น โดยโครงการนี้ ยังจะช่วยติดตามและประเมินสถานการณ์การค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมนำเสนอแผนรองรับที่เหมาะกับแต่ละธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้องค์กร หรือผู้ประกอบการมีแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจอย่างรัดกุม นอกเหนือจากนี้ สิ่งสำคัญที่กรมฯ และทูตพาณิชย์ต้องการจะมุ่งเน้นกับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการครั้งนี้ก็คือ การเตรียมตัวเพื่อรับการแข่งขันระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนที่จะไปทำการค้าในตลาดยุโรป การส่งออกของไทยไปยุโรปและอาเซียน รวมถึงการยกระดับให้สินค้าส่งออกไทยมีความเหนือชั้นกว่าคู่แข่งได้อีกด้วย

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของโครงการหรือกิจกรรมอื่นๆ ของสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่(NEA)ได้ที่ nea.ditp.go.th หรือ www.ditp.go.th หรือ www.facebook.com/nea.ditp หรือ สายตรงการค้าระหว่างประเทศ 1169

Rate this item
(0 votes)

Page Visitor

010050716
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
22052
43161
258724
6707921
1439576
1540324
10050716
Your IP: 34.236.245.255
2020-10-30 11:34