BEAUTY เผยผลประกอบการไตรมาส 3/2563 เริ่มฟื้นหลังปลดล็อคดาวน์

นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) (BEAUTY) นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) (BEAUTY)

BEAUTY เผยผลประกอบการไตรมาส 3/2563 เริ่มฟื้นหลังปลดล็อคดาวน์

BEAUTY เผยผลประกอบการไตรมาส 3/2563 รายได้รวม 193.48 ล้านบาท หรือเติบโต 50.06% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/63 ขาดทุนสุทธิ 22.75 ล้านบาทดีขึ้น 38.61 ล้านบาทหรือคิดเป็น 62.92% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/63 ที่ขาดทุนอยู่ที่ 61.36 ล้านบาท มองโค้งสุดท้าย Q4/63 รักษาการเติบโตใกล้เคียง Q3  ปรับกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจทั้งระบบ ควบคุมต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการบริหาร มุ่งเน้นขยายช่องทางจัดจำหน่าย อาทิ อีคอมเมิร์ซ และตัวแทนจำหน่าย-ขายส่งหัวเมืองใหญ่ ตลาดต่างประเทศ สัญญาณดี ออเดอร์ใหม่ลูกค้าจีนทยอยเข้า จับมือพันธมิตรพัฒนาสินค้าใหม่  มาร์จิ้นสูง เร่งผลักดันยอดขายเต็มสูบ รับอานิสงส์ช่วงไฮซีซั่น มาตรการภาครัฐกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภค

นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) (BEAUTY) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิว เปิดเผยว่าผลประกอบการไตรมาส 3/2563 มีรายได้รวม  193.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.06% จากไตรมาสก่อนที่มีรายได้รวม 128.93 ล้านบาท และมีขาดทุนสุทธิ 22.75 ล้านบาทดีขึ้น 38.61ล้านบาทหรือคิดเป็น 62.92% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/63 ที่ขาดทุนอยู่ที่ 61.36 ล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการงวด 9 เดือนปี 2563 บริษัทมีรายได้รวม 592.73 ล้านบาท และมีขาดทุนสุทธิ 123.79 ล้านบาท อย่างไรก็ตามจากการที่บริษัทดำเนินการลดค่าใช้จ่ายทำให้ค่าใช้จ่ายภาพรวมของบริษัท (SG&A) ในไตรมาส 3 เท่ากับ 121.03 ล้านบาทลดลง 43.88 %  จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 215.66 ล้านบาท หรือลดลง 12.03% จากไตรมาส 2 เท่ากับ 137.58 ล้านบาท          

ทั้งนี้ ผลประกอบการในไตรมาสนี้ ของบริษัท มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจาก หลังสถานการณ์คลายล็อคดาวน์ บริษัทสามารถเปิดสาขาร้านค้าปลีกในห้างสรรพสินค้าได้ตามปกติ ประกอบกับการปรับกลยุทธ์ Business Re-engineering ปรับแนวทางบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจทั้งระบบ ควบคุมต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการบริหาร

อย่างไรก็ตาม จากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลต่อยอดขายทั้งในและต่างประเทศอย่างมีนัยยะ ประกอบกับกำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนตัวลง การชะลอตัวเศรษฐกิจ จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง การจับจ่ายชะลอตัว นอกจากนี้บริษัทเล็งเห็นผลกระทบในระยะยาวจึงมีมาตรการลดความเสี่ยงในอนาคต บริษัทได้ดำเนินกลยุทธ์หลายแนวทางเพื่อปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความคล่องตัว เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และลดภาระค่าใช้จ่ายในอนาคต ส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ (Non-routine expenses)  คือ ค่าใช่จ่ายจากการปิดสาขา 19.14 ล้านบาท ตามแนวทางการปิดสาขาที่ไม่มีศักยภาพในการทำกำไร และได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทั้งนี้บริษัทเชื่อว่านโยบายดังกล่าวจะเพิ่มความคล่องตัว ลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวต่อไป และเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในอนาคต

บริษัทมีการปรับกลยุทธ์และแผนธุรกิจตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปและประกอบกับบริษัทมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง กระแสเงินสดมีสภาพคล่อง ซึ่งทำให้บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถพัฒนาธุรกิจให้มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นและผ่านพ้นวิกฤตไปได้

แผนปรับกลยุทธ์ตลาดในประเทศ มุ่งเน้นขยายช่องทางการจำหน่ายที่มีการขยายตัวสูง อาทิ อีคอมเมิร์ซ ช่องทางสินค้าอุปโภค สินค้าประจำวัน (Consumer Product) กลุ่มสินค้า Fast Moving Consumer Goods ( FMCG ) เจาะกลุ่มผู้ค้าส่งเครื่องสำอางรายใหญ่ในจังหวัดหัวเมืองใหญ่( Local Distributor ) พร้อมทั้งขยายช่องทางการจำหน่ายออนไลน์ที่หลากหลาย เพิ่มความสามารถการนำเสนอสินค้าควบคู่กัน โดยสามารถซื้อขายผ่านเว็บไซต์ของบริษัท  อีคอมเมิร์ซและระบบแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ชั้นนำต่างๆ

พัฒนาโมเดลการขายใหม่ อาทิ  “บิวตี้ออนไลน์ช็อป” ลูกค้าที่เคยใช้บริการที่สาขาให้สามารถสั่งซื้อผ่านออนไลน์ได้ทันที ทุกสาขาจะมีช่องทางการสั่งซื้อสินค้าทั้งหน้าร้านสาขา(Offline Store) และผ่านระบบออนไลน์ได้ทั้ง 2 รูปแบบ  รวมทั้งสร้างโมเดลธุรกิจที่หลากหลายร่วมกับพันธมิตรที่เป็นแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขาย

ช่องทางร้านค้าปลีก (Retails) บริษัทได้ปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความคล่องตัว เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และลดภาระค่าใช้จ่ายในอนาคต โดยปิดสาขาที่ไม่มีศักยภาพในการเติบโต เพิ่มช่องทางการขายออนไลน์เข้ามาทดแทน เพื่อการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ในวงกว้าง และไม่มีข้อจำกัด ซึ่งบริษัทเชื่อว่านโยบายดังกล่าว จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว และเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในอนาคต

สำหรับธุรกิจภาคการส่งออก ประเทศจีนปัจจุบันเริ่มมีคำสั่งซื้อเข้ามาแล้วหลังจากเปิดเมือง คาดว่าภายในไตรมาส 4/63 จะเริ่มเห็นยอดขายและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ทั้งในประเทศจีนและประเทศในการปกครองเช่น ฮ่องกง อย่างไรก็ตามบริษัทมีการปรับแผนออกสินค้าใหม่ที่มีกำไรดีมาชดเชยยอดขายที่ลดลง และร่วมมือกับตัวแทนจำหน่ายในประเทศจีนพัฒนาสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดในไตรมาส 3 เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้บริษัทยังโฟกัสช่องทางจำหน่ายกลุ่มประเทศคลายล็อคดาวน์ กลุ่มประเทศในเขต (South East Asia) อาทิ กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย แม้จะมีคำสั่งซื้อบ้างแต่ยังติดเรื่องระบบการขนส่ง การปิดด่านผ่านทาง คาดว่าจะส่งผลกระทบในระยะสั้น เพราะสินค้าไทยและสินค้า BEAUTY ยังคงมีความต้องการหลังสถานการณ์คลี่คลาย ซึ่งบริษัทมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับตัวแทนจำหน่าย สนับสนุนด้านการตลาดและสินค้าเพื่อปรับกลยุทธ์ธุรกิจตามสถานการณ์ที่ปรับเปลี่ยนต่อเนื่อง

“ธุรกิจ BEAUTY ยังมีโอกาสในการเติบโตจากการปรับกลยุทธ์ดังกล่าว และการสร้างช่องทางจำหน่ายใหม่ๆ การได้รับคำสั่งซื้อสินค้าจากตัวแทนจำหน่ายประเทศจีนและประเทศอื่นๆอย่างต่อเนื่องเป็นสัญญาณที่ดี สินค้า BEAUTY ยังคงได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคจีนและประเทศเขตเอเซีย อย่างไรก็ตามสถานการณ์ดังกล่าวยังคงส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในช่วงที่เหลือ คาดว่ายอดขายและกำลังซื้อจะฟื้นตัวในปี 2564” นายแพทย์สุวิน กล่าว

Rate this item
(0 votes)

Page Visitor

011327055
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
19442
52165
174612
8039087
1208850
1507065
11327055
Your IP: 100.24.113.182
2020-11-25 08:42