พาณิชย์ ขยายผลยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต”

พาณิชย์ ขยายผลยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” สยายปีกต่อยอดงานวิจัยจากหิ้งสู่ตลาดสากล จับมือ 7 พันธมิตรด้านวิจัยและนวัตกรรม สนับสนุน SMEs เชื่อมโยงตลาดกับนวัตกรรมสร้างสรรค์อนาคต

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของผู้ประกอบการ ขยายตลาดและสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนในเวทีระดับโลก จัดกิจกรรมเสวนา และพิธีลงนามข้อตกลงกรอบความร่วมมือ (MOU) ด้านการพัฒนาเชื่อมโยงการค้า การตลาด การวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม” ภายใต้แนวคิด “เชื่อมตลาดกับนวัตกรรม สร้างสรรค์อนาคต” ผสานศักยภาพความแข็งแกร่งด้านการตลาดผนวกเทคโนโลยีและนวัตกรรม 

ดร.สรรเสริญ สมะลาภา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์จัดทำบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจของของประเทศมีความเข้มแข็ง ลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับรายได้ของประเทศ โดยเน้นการนำเทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม มาเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการของไทย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ที่ได้มอบหมายให้ผลักดันยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต”

โดยภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ กระทรวงพาณิชย์ต่อยอดขยายความร่วมมือไปยังกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งมีนโยบายผลักดันผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมและส่งเสริมธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม หวังเร่งรัดการนำรายได้เข้าประเทศด้วยสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ ชี้โอกาสมีอีกมาก ขอให้ผู้ประกอบการไทยเตรียมพร้อม ปรับตัว พัฒนา เพื่อที่จะไปดักความต้องการของตลาดในอนาคต ชิงสัดส่วนตลาดโลก ปรับฐานสู่การค้ายุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ต่อไป

ทั้งนี้ มั่นใจว่าการทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อทั้งผู้ประกอบการและนักวิจัย โดยเป็นการผสานพลังระหว่างสองกระทรวงในการที่จะเชื่อมโยงตลาดและการผลิต พัฒนาสินค้าและบริการ ตลอดจนยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการให้เข้มแข็งสู้กับคู่แข่งของไทยได้

สำหรับภาคการวิจัยของไทยนั้น นับว่ามีความก้าวหน้ามากในระดับสากล และเมื่อประกอบกับแต้มต่อด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยแล้ว เห็นได้ชัดเจนว่าไทยมีจุดแข็งและมีโอกาสที่จะเติบโตไปเป็นผู้นำด้านการผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและมีเทคโนโลยีตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้ไม่ยาก จึงต้องเร่งกระตุ้นให้ผู้ประกอบการในทุกระดับไม่ว่าจะเป็น SME หรือ Micro SMEs รวมไปถึงกลุ่มผู้ประกอบการ Social Enterprise ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการยกระดับสินค้าและบริการให้มีคุณภาพ มาตรฐาน รวมทั้งคุณลักษณะให้มีความแตกต่าง เป็นที่เชื่อมั่นของผู้บริโภคในระดับสากล

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ในกิจกรรมเสวนาและพิธีลงนามข้อตกลงในวันนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ตั้งเป้าจะลดช่องว่างระหว่างตลาดกับการวิจัยและนวัตกรรม สร้างแรงบันดาลใจให้นักวิจัยและผู้ประกอบการไทย โดยมีการให้ความรู้เกี่ยวกับแนวโน้มความต้องการของตลาดโลก โดย ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ความต้องการสินค้านวัตกรรมและพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ โดยทูตพาณิชย์ 4 แห่ง เครื่องมือการวิเคราะห์ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ และยังมีการแบ่งปันประสบการณ์จากผู้ประกอบการที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในการใช้ตลาดเป็นโจทย์หลักก่อนจะทำการวิจัยยกระดับสินค้า ซึ่งล้วนเป็นบริษัทดาวรุ่งที่น่าจับตามอง ได้แก่ ขนมสัตว์เลี้ยงทำจากแมลง (LAIKA) นวัตกรรมน้ำผลไม้ปลอดน้ำตาลและแคลอรี่ (JuiceInnov8) และ อาหารออร์แกนิคแปรรูปจาข้าวไรซ์เบอรี่ (Jasberry)

นอกจากนี้ หน่วยงานพันธมิตรทั้ง 7 แห่งยังได้นำตัวอย่างกรณีความสำเร็จที่ผลงานวิจัยที่ออกสู่ตลาดแล้ว โดยนำมาจัดแสดงเพื่อสร้างแรงบันดาลในให้กับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ซึ่งแต่ละรายมีที่มาและนวัตกรรมที่น่าสนใจ อาทิ เจลล้างมือป้องกันเชื้อโควิดที่ปกป้องยาวนาน 12 ชั่วโมงชนิดแรกในโลก (Besuto 12) นวัตกรรมวัสดุปิดแผลชนิดเจล (blu by Novatech) เครื่องฉายแสงกำจัดแบคทีเรียและไวรัสควบคุมด้วย IOT (Maneejun) และนวัตกรรมน้ำผึ้งพร้อมชง (Bee Smile) เป็นต้น

โดยที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระ ทรวงพาณิชย์ เร่งผลักดันผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมและส่งเสริมธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยร่วมกับกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  บูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อส่งเสริมและต่อยอดผู้ประกอบนวัตกรรมสู่ตลาดต่างประเทศ ทั้งในด้านพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ และการสร้างโอกาสทางการค้า อาทิ กิจกรรมจับคู่ผู้ประกอบการและนักวิจัยร่วมกันพัฒนาสินค้านวัตกรรม (Smart Value Creation) กิจกรรมบ่มเพาะผู้ประกอบการนวัตกรรมด้านกลยุทธ์การสร้างแบรนด์เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ตลาดสากล (IDEA LAB) การนำผู้ประกอบการไปขยายตลาดในงาน Top Thai Brand ณ เมียนมา กัมพูชา และเวียดนาม รวมทั้งการนำสินค้านวัตกรรมที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาจากหน่วยงานพันธมิตรไปจัดแสดงและจำหน่ายในงานแสดงสินค้านานาชาติ THAIFEX ซึ่งผลเป็นที่น่าพอใจมาก ในปี 2563 มีผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมได้รับการส่งเสริม 100 ราย และสามารถสร้างมูลค่าซื้อขายได้กว่า 160 ล้านบาท

ในปี 2564 แม้ว่าจะมีข้อจำกัดอันเกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กรมตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าซื้อขายสินค้านวัตกรรมให้ได้สูงขึ้น 2 เท่า และเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมด้านวิจัยและนวัตกรรมเป็น 150 ราย โดยวางแผนส่งเสริม 4 แนวทางหลัก ได้แก่

     1) การเชื่อมโยงส่งต่อข้อมูลที่มีคุณภาพเกี่ยวกับตลาดให้กับนักวิจัยเพื่อเข้าถึงความต้องการและแนวโน้มตลาดโลก อาทิ โครงการ DITP business AI  เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการของตลาดต่างประเทศ

     2) การยกระดับผู้ประกอบการส่งออกของไทยด้วยงานวิจัยและนวัตกรรมผ่านการร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร อาทิ  เป็น 3 กิจกรรม Smart Value Creation (กิจกรรมจับคู่ผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนานวัตกรรมตาม demand จับคู่กับ นักวิจัย เพื่อเลือกซื้อ/ใช้ผลงานวิจัยที่มีอยู่ หรือ ร่วมกันพัฒนานวัตกรรมที่ตรงตามความต้องการของตลาดโลกร่วมกัน โดยสามารถขอรับทุนจากหน่วยงานพันธมิตรได้)

     3) การต่อยอดผู้ประกอบการจากหน่วยงานนวัตกรรมให้ได้รับโอกาสขยายช่องทางทางการค้าระหว่างประเทศผ่านเครือข่ายทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก และผ่านกิจกรรมของกรม เช่น เข้าร่วมงาน Thaifex ในคูหา Innovation Design Zone หรือ นิทรรศการ TIDE (Thailand Innovation & Design Exhibition) รวมทั้งเข้าร่วมเจรจาการค้าในงานงานแสดงสินค้าในตปท. (OBM) และ การจัดแสดงสินค้าในต่างประเทศและเจรจาแบบออนไลน์ (Mirror & Mirror) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่กรมได้เร่งปรับรูปแบบเพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นพิเศษ โดยในเดือนมิถุนายน กรมกำหนดจัดกิจกรรม Mirror & Mirror ณ นครโฮจิมินห์ สำหรับสินค้านวัตกรรมโดยเฉพาะ

     4) การร่วมมือกันเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารกิจกรรมต่างๆ ผ่านทางช่องทางกรมและพันธมิตรด้านนวัตกรรม

อนึ่ง หน่วยงานวิจัย 7 แห่งที่ร่วมลงนาม MOU ได้แก่

  1. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
  2. สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์ (สอว.)
  3. สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
  4. สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)(สนช./NIA)
  5. หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ภายใต้การกำกับของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)
  6. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ( สวทช. )
  7. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

“ตามที่กรมกำหนดวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศเป็น 1 ใน 5 ของเอเชียภายในปี 2570 นั้น ตนเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างพันธมิตรภายใต้ MoU นี้ จะทำให้กรมสามารถบรรลุวิสัยทัศน์ได้เร็วกว่ากำหนด และจะช่วยขับเคลื่อนภาคการค้าไทยให้ก้าวกระโดดไปข้างหน้า พัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการการค้าระหว่างประเทศของไทยให้แข่งขันได้ในเวทีสากลอย่างแน่นอน” นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สายด่วนการค้าระหว่างประเทศ โทร.1169 หรือติดตามข้อมูลจาก www.ditp.go.th

Rate this item
(0 votes)

Page Visitor

017353284
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
25626
53981
79607
14152691
396317
1383188
17353284
Your IP: 54.236.58.220
2021-03-08 12:42