01Top_Towai1986

เอสเอ็มอีไทยเผย “การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุน”

เอสเอ็มอีไทยเผย “การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุน” คือเป้าหมายทางธุรกิจที่สำคัญอันดับหนึ่งของประเทศ ผลการศึกษาของซิสโก้ชี้เทรนด์เทคโนโลยีสำหรับเอสเอ็มอีในเอเชียแปซิฟิก และประเทศไทยในปี 2564

ซิสโก้ ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยี เผยรายงานการศึกษาฉบับล่าสุดว่า ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในประเทศไทยมีความเห็นว่า “การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย” (21%) คือเป้าหมายทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดในปีนี้ (อีก 12 เดือนข้างหน้า) ส่วนเป้าหมายรองลงมาคือ ใช้เทคโนโลยีในการขยายธุรกิจไปสู่ตลาดใหม่ๆ (16%)  อย่างไรก็ตาม ปัญหาท้าทายสำคัญที่สุดสำหรับเอสเอ็มอีไทยก็คือ การมองหาช่องทางอื่นๆ ในการขายและจัดส่งสินค้า (59%) ตามด้วย การปรับปรุงประสิทธิภาพของพนักงาน (50%)

ผลการศึกษาที่จัดทำโดย Analysys Mason ระบุว่า 41% ของเอสเอ็มอีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) มองว่า ‘การเตรียมระบบเพื่อรองรับการทำงานจากที่บ้านของพนักงาน’ ถือเป็นกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุด ที่จะช่วยให้เอสเอ็มอีบรรลุเป้าหมายในการดำเนินงานและการขยายกิจการในปี 2564 โดยกลยุทธ์ดังกล่าวมีความสำคัญเทียบเท่ากับ ‘การปรับใช้แพลตฟอร์มการขายทางออนไลน์’เพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ และเติบโตอย่างยั่งยืน

รายงานดังกล่าวอ้างอิงผลการสำรวจที่จัดทำโดย Analysys Mason โดยมีการสอบถามความคิดเห็นจากผู้บริหารระดับสูงในสายงานธุรกิจและไอทีของเอสเอ็มอี 1,600 ราย ซึ่งมีพนักงาน 50 ถึง 150 คน ใน 8 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และประเทศไทย

เนื่องจากการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมไปสู่การทำงานแบบไฮบริด ดังนั้นเอสเอ็มอีในภูมิภาคนี้จึงมีแผนที่จะลงทุนในโซลูชั่นเทคโนโลยีเพื่อรองรับแนวโน้มดังกล่าว  ข้อมูลคาดการณ์ของ Analysys Mason ระบุว่ายอดใช้จ่ายสะสมในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ของเอสเอ็มอี[1] ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะสูงเกิน 5 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2563 ถึง 2567 โดยจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ครองสัดส่วนสามในสี่ของยอดใช้จ่ายดังกล่าว และเมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการผลิตจะครองสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของยอดใช้จ่ายด้านไอซีที เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมภาคเอกชนทั้งหมดในภูมิภาคนี้

ทวีวัฒน์ จันทรเสโน รักษาการกรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน บริษัท ซิสโก้ กล่าวว่า “การแพร่ระบาดส่งผลให้วิธีการทำงานเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และองค์กรธุรกิจทุกขนาดทั่วโลกต้องปรับเปลี่ยนไปสู่สภาพแวดล้อมการทำงานจากที่บ้าน ด้วยเหตุนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ไม่แน่นอนในปี 2564 ธุรกิจเอสเอ็มอีในไทยควรพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ด้วยการเร่งดำเนินการปรับเปลี่ยนธุรกิจไปสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) การรวมประสบการณ์ออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี รวมถึงโซลูชั่นคลาวด์ เพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย และการใช้ระบบอัตโนมัติ คือแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้เอสเอ็มอีปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และเสริมสร้างขีดความสามารถได้อย่างเต็มศักยภาพ”

อัญชลี ธูปเกิด, ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายธุรกิจคอมเมอเชียล และเอสเอ็มอีของซิสโก้ ประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน กล่าวว่า “ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ปีนี้ธุรกิจเอสเอ็มอีในประเทศไทยให้ความสำคัญไปกับการจัดเตรียมระบบเพื่อรองรับการทำงานจากที่บ้าน รวมถึงการปรับใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ และการอัพเกรดโซลูชั่นไอทีที่ใช้งานอยู่ เพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีเร่งการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซิสโก้จึงได้พัฒนาโซลูชั่นเพื่อการนี้โดยเฉพาะภายใต้ชื่อ Cisco Designed โดยมุ่งเน้นองค์ประกอบ 4 ด้าน คือ การเชื่อมต่อ การทำงานร่วมกัน การประมวลผล และการรักษาความปลอดภัย ซึ่งจะช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย และทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ การเร่งปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในลักษณะเช่นนี้จะช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมต่างๆ ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และทำให้พลิกโฉมอุตสาหกรรมหลักๆ เช่น อุตสาหกรรมการผลิต และภาคธุรกิจอื่นๆ ซึ่งเดิมต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก โดยจะปรับเปลี่ยนไปสู่รูปแบบธุรกิจที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และระบบคลาวด์เป็นหลัก”

 

ด้วยเหตุนี้ ซิสโก้เล็งเห็น 3 แนวโน้มสำคัญที่จะผลักดันความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและไอทีสำหรับเอสเอ็มอีในปี 2564 ดังนี้:

การรวมประสบการณ์ออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อช่วยให้การมีส่วนร่วม ความพึงพอใจ และความภักดีของลูกค้าดีขึ้น

เนื่องจากมาตรการล็อคดาวน์และข้อจำกัดด้านความปลอดภัย ส่งผลให้ร้านค้าปลีกและสำนักงานต้องปิดตัวลงเป็นการชั่วคราว การมองหาช่องทางอื่นๆในการขายและจัดส่งสินค้าจึงถือเป็นความท้าทายที่เอสเอ็มอีราวครึ่งหนึ่ง (50%) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต้องเผชิญอยู่ในปัจจุบัน รองลงมาคือปัญหาเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน (44%) และการเพิ่มรายได้ (40%)  สถานการณ์ดังกล่าวทำให้มีการปรับเปลี่ยนช่องทางดิจิทัลในการติดต่อกับลูกค้า รวมถึงประสบการณ์ลูกค้าในทุกขั้นตอน นอกจากนี้ ยังกระตุ้นให้เอสเอ็มอีจำนวนมากเปลี่ยนไปใช้ช่องทางการขายออนไลน์ เพื่อให้ธุรกิจมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยกว่าสามในสี่มองว่าการพัฒนาแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างมากสำหรับกลยุทธ์ด้านไอทีของบริษัทในปีนี้

ผลการศึกษายังเปิดเผยอีกด้วยว่า “ประสบการณ์ลูกค้า” (59%) เป็นภารกิจสำคัญสูงสุดสำหรับเอสเอ็มอีในภูมิภาคในการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล  ขณะที่เอสเอ็มอีพัฒนาไปสู่ประสบการณ์ลูกค้าแบบไร้สัมผัส (Contactless) เพิ่มมากขึ้น ทั้งในส่วนของการเจาะกลุ่มเป้าหมาย การติดต่อสื่อสาร และการเปิดบัญชีลูกค้า บริษัทจำเป็นที่จะต้องคิดหาแนวทางใหม่ๆ ในการบูรณาการประสบการณ์ดิจิทัลเข้ากับการติดต่อสื่อสารทางกายภาพอย่างไร้รอยต่อและเอื้อประโยชน์ต่อกัน เพื่อสร้างความโดดเด่นเหนือคู่แข่ง  เอสเอ็มอีจำเป็นต้องอาศัยแพลตฟอร์มคลาวด์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง เพื่อรองรับประสบการณ์ช้อปปิ้งออนไลน์ที่ราบรื่นและน่าเชื่อถือ ในขณะเดียวกัน จะต้องมีระบบที่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพเพื่อรองรับการจัดส่งสินค้า และการให้บริการหลังการขายภายหลังการทำธุรกรรม

 

การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี รวมถึงโซลูชั่นคลาวด์ เพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย

สืบเนื่องจากการหยุดชะงักของธุรกิจซึ่งเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดเมื่อปีที่แล้ว การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายถือเป็นเป้าหมายทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดสำหรับเอสเอ็มอี (18%) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในอีก 12 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่พัฒนาแล้วในภูมิภาค (ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) ซึ่งกว่าหนึ่งในสี่ (26%) ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุด ขณะที่ ตลาดเกิดใหม่ (อินเดีย จีน อินโดนีเซีย และไทย) อยู่ที่ 17%

การปรับปรุงประสิทธิภาพโดยอาศัยระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีขั้นสูง Hyperautomation เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เอสเอ็มอีบรรลุเป้าหมายนี้  ปัจจุบัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ก้าวล้ำสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นและไม่แพงจนเกินไปสำหรับเอสเอ็มอี เช่น โซลูชั่น AI ที่ให้บริการบนระบบคลาวด์ ดังนั้นจึงมีการปรับใช้ระบบอัตโนมัติเพิ่มมากขึ้นในปี 2563  นอกจากนี้ การใช้งานแพลตฟอร์มบนระบบคลาวด์ยังช่วยให้สามารถปรับเพิ่มหรือลดขนาดของการดำเนินงานได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการของธุรกิจ และช่วยลดต้นทุนคงที่ได้อีกทางหนึ่ง

 

บทบาทของบุคลากรเปลี่ยนจากการเป็นเสมือนเครื่องมือในการทำงาน ไปสู่ “การสร้างมูลค่า”

การเปลี่ยนย้ายไปสู่รูปแบบการทำงานจากที่บ้านในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ก่อให้เกิดความท้าทายและภารกิจใหม่ๆ สำหรับเอสเอ็มอี การปรับปรุงประสิทธิภาพของพนักงาน (44%) ถือเป็นความท้าทายทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดเป็นอันดับสองสำหรับเอสเอ็มอีในภูมิภาค ทั้งนี้ในตลาด APAC ที่พัฒนาแล้ว การมีส่วนร่วมของพนักงาน (42%) ถือเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดสำหรับเอสเอ็มอีในการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัล เราคาดว่าเอสเอ็มอีจะเพิ่มการลงทุนด้านเทคโนโลยี เพื่อแก้ไขปัญหาท้าทายเหล่านี้ด้วยการเสริมสร้างขีดความสามารถให้เทียบเท่ากับองค์กรจากการทำงานจากที่บ้าน

นอกจากนี้ การขยายตัวของระบบงานอัตโนมัติทำให้บุคลากรไม่ต้องทำงานซ้ำๆ ที่น่าเบื่ออีกต่อไป และสามารถทุ่มเทเวลาและความพยายามให้กับกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ  บทบาทที่เปลี่ยนไปของบุคลากรจากเดิมที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนเครื่องมือในการทำงานไปสู่ “การสร้างมูลค่า” ที่จะช่วยให้บุคลากรมีความภาคภูมิใจในการทำงานมากขึ้น และมีโอกาสที่จะปรับปรุงทักษะและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และในท้ายที่สุดแล้วก็จะมีส่วนร่วมในการพลิกโฉมอุตสาหกรรมที่กว้างมากขึ้น

 

[1] การคาดการณ์ยอดใช้จ่ายสะสมด้านไอซีทีของธุรกิจเอสเอ็มอีใน APAC ตั้งแต่ปี 2563 - 2567 โดยเอสเอ็มอีที่มีพนักงาน 50 - 249 คน

Rate this item
(0 votes)

Page Visitor

016906831
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
4140
50578
4140
13840651
1333052
1941537
16906831
Your IP: 54.236.58.220
2021-02-28 01:36