Video

Video (19)

หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับฝุ่นควันและมลพิษนอกบ้าน มาเปลี่ยนห้องที่บ้านไว้ดูหนัง ฟังเพลง ให้ใจ ร่มๆ แบบวันเดียวจบกันดีกว่า

ช่วงนี้มองฟ้าตอนไหนก็รู้สึกไม่ค่อยจะปลอดภัย ทั้งที่จริง ๆ แล้วฝุ่นจิ๋ว ๆ ที่เกินค่ามาตรฐาน หรือที่เรียกกันว่า PM 2.5 ที่กำลังฮิตติดทุกชาร์ท และเป็นปัญหาอยู่ในหลายพื้นที่ ขณะนี้ มันก็เริ่มส่อเค้ามาตั้งนานแล้ว แต่ที่ทำให้เรารู้สึกสด หดหู่ นั่นก็อาจจะเป็นเพราะว่า คนส่วนใหญ่ที่เดินตามถนนหนทางใส่หน้ากากเพื่อป้องกันตัวเอง ให้ปลอดภัยและห่างไกลจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกาย และหลายคนเลือกที่จะทำกิจกรรมที่ชื่นชอบอยู่กับบ้าน และ 1 กิจกรรมยอดฮิตก็คือ การดูหนัง ฟังเพลง แล้วจะดีกว่ามั้ย หากจะปรับเปลี่ยนห้องที่มีให้เพิ่มอรรถรส โดยที่บรรยากาศและคุณภาพเสียงนั้นไม่ต่างจากโรงหนังตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำที่เราคุ้นเคย ให้กิจกรรมที่ว่าฟินคนเดียว หรือให้ฟินกันทั้งบ้านก็คงจะดีไม่น้อย

CPRAM Transformation Roadmap ตอกย้ำความเป็นผู้นำ FOOD PROVIDER สู่มาตรฐานโลก พร้อมยกระดับขีดความสามารถประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของภูมิภาคเอเซีย

บริษัท ซีพีแรม จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารพร้อมรับประทานรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและผู้นำด้าน FOOD PROVIDER มาตรฐานโลก ดำเนินธุรกิจเคียงข้างสังคมอย่างเกื้อกูลในการร่วมส่งความเป็นอยู่ที่ดีให้ทุกคน จัดงานแถลงข่าวทิศทางธุรกิจ “CPRAM Transformation Roadmap” พร้อมเดินหน้าพัฒนาศักยภาพมาตรฐานยกระดับขีดความสามารถความเป็นผู้นำ FOOD PROVIDER และก้าวสู่ผู้นำนวัตกรรมอาหารของประเทศและในภูมิภาคเอเซีย

นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด กล่าวว่า ซีพีแรมเดินทางผ่านยุคต่างๆ จวบจนปัจจุบันยุคที่ 7 คือ “ยุคศรีอัจฉริยะ" แต่ละยุคใช้เวลา 5 ปี ยุคนี้ซีพีแรมยกระดับขีดความสามารถขององค์กรด้วย CPRAM 4.0 ขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยี และเป็นผู้นำ 3S (FOOD SAFETY, FOOD SECURITY, FOOD SUSTAINABILITY) สู่ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอาหารของโลก รวมถึงกำหนดยุทธศาสตร์องค์กรยุคที่ 7 ระยะ 5 ปีด้วย “CPRAM Transformation Roadmap” ซึ่งประกอบด้วย Organization Transformation, New Business (Vending machine, Catering Service), Digitalization, Robotization, และจัดตั้ง FTEC (Food Technology Exchange Center) พร้อมตั้งเป้าหมายยอดขาย 20,000 ล้านบาท ในปี 2019

ด้วยกลยุทธ์การขยายตลาดทั้งเชิงลึกตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของผู้บริโภค และเชิงกว้างสู่ภูมิภาคทั่วประเทศไทย มีสัดส่วนการยอดขายอาหารพร้อมรับประทาน 65% และเบเกอรี่ 35% ด้วยผลิตภัณฑ์กว่า 900 SKUs โดยมีสินค้าและบริการในกลุ่มบริษัท ซีพีแรม จำกัด อาทิ แบรนด์เจด ดราก้อน, แบรนด์เลอแปง, แบรนด์เดลี่ไทย, แบรนด์เดลิกาเซีย, แบรนด์ ซีพีแรม แคทเทอริ่ง, และแบรนด์ฟู้ดดี้ดี เป็นต้น จำหน่ายผ่านช่องทางร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร และร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ กว่า 20,000 แห่ง รวมถึงส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก

นายวิเศษ กล่าวอีกว่า หลังจากประกาศทิศทางองค์กร 5 ปี (ค.ศ. 2018-2022) เมื่อ 12 ธันวาคม 2017 ที่ผ่านมาในการขยายการผลิตไปสู่ภูมิภาคมากขึ้น มีโรงงานใหม่เกิดขึ้นอีก 5 แห่ง 2 แห่งในที่ตั้งใหม่คือ โรงงานลำพูน และโรงงานสุราษฎร์ธานี และอีก 3 แห่งในที่ตั้งเดิม คือโรงงานชลบุรี โรงงานขอนแก่น และโรงงานบ่อเงิน จังหวัดปทุมธานี ด้วยงบลงทุน 4,000 ล้านบาท ปัจจุบันได้สร้างแล้วเสร็จ ซึ่งมีกำลังการผลิตอาหารพร้อมรับประทานแช่เย็น และแช่เยือกแข็ง เพิ่มขึ้นอีก 50-70% รองรับการขยายตัวของตลาดที่เพิ่มขึ้นและช่วยเสริมสร้างศักยภาพการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจและการ    สร้างงานสร้างรายได้ในภูมิภาคขณะเดียวกันยังได้เข้าใกล้แหล่งวัตถุดิบในท้องถิ่น และช่วยให้อาหารที่ผลิตออกจากโรงงานกระจายไปสู่ร้านค้าในเวลาสั้นลงจากเดิมต้องใช้เวลา 6-7 ชม. ลดเหลือ 2-3 ชม.เท่านั้น

ปัจจุบัน ซีพีแรม ประกอบด้วยโรงงาน 7 แห่ง ได้แก่ ปทุมธานี 2 แห่ง, กรุงเทพฯ, ชลบุรี, ขอนแก่น, ลำพูน และสุราษฎร์ธานี นอกจากสำหรับผลิตสินค้าส่งให้กับเซเว่นอีเลฟเว่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร และร้านค้าชั้นนำในแต่ละภูมิภาคแล้ว อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือ เพื่อผลิต Local Product “อาหารท้องถิ่น” ในรูปแบบ “Chilled Food” หรืออาหารแช่เย็น สำหรับผู้บริโภคในท้องถิ่นโดยเฉพาะ จากเดิมมีเฉพาะเมนู Nationwide ซึ่งเป็นเมนูทั่วไป  ขายทั่วประเทศ แต่นับจากนี้จะมีสัดส่วนสินค้าเมนูอาหารท้องถิ่น 25 – 30% และอาหารเมนู Nationwide สัดส่วน 70 – 75% เช่น อาหารประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาหารประจำภาคเหนือ อาหารประจำภาคใต้ แต่การพัฒนาเมนูอาหารท้องถิ่น เราไม่ได้จะไปแข่งกับร้านอาหารพื้นเมือง เพราะถึงอย่างไรร้านอาหารท้องถิ่น มีความหลากหลาย และอร่อย แต่การที่เราพัฒนาเมนูท้องถิ่น เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคในเวลาดึก ที่ไม่มีร้านอาหารเปิดให้บริการแล้ว และเพื่อเติมเต็มตลาดของซีพีแรมในต่างจังหวัดด้วย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่นั้นๆ

นายวิเศษ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันซีพีแรมเตรียมจัดตั้ง FTEC (Food Technology Exchange Center) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการสร้างความร่วมมือ และประสานงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมอาหาร ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ประกอบด้วยนักวิจัย นักพัฒนา และผู้ใช้ ใน 3 เทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ Biotech, Digitech และ Robotech สู่ความยั่งยืนของอาหาร รวมถึงเป็นการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมอาหารไทยตั้งแต่ต้นน้ำจวบจนถึงปลายน้ำ FTEC ยังมีผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศในการบูรณาการศาสตร์ต่างๆ กับเทคโนโลยี เข้าด้วยกันเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุดในการร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร

“ ไม่เพียงเท่านั้น ซีพีแรมยังวางการใช้เงิน 1% ของยอดขายหรือปีละ 150-200 ล้านบาท ทุ่มให้กับการวิจัยและพัฒนาให้ได้มาซึ่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมของตนเอง เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจ ยกระดับองค์กรสู่ CPRAM 4.0 รวมถึงยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของภูมิภาคเอเซีย อีกทั้งยังใช้เทคโนโลยีชีวภาพ มาพัฒนาอาหารสุขภาพและอาหารสำหรับบุคคลเฉพาะกลุ่ม เช่นผู้สูงวัย อาหารเด็ก และอาหารของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ” เป็นต้น เราจะนำเอาเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบการผลิตอัตโนมัติมาร่วมทำงานในโรงงานในจุดที่ทำงานหนักและมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ ”

นายวิเศษ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จากการที่สังคมไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างชัดเจน ซีพีแรม จึงได้พัฒนาสินค้าออกมาตอบสนองความต้องการกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งตอนนี้ทำออกมาวางตลาดแล้ว คือ ข้าวต้มผู้สูงวัย มีคุณสมบัติ เคี้ยวแหลกง่าย ดูดซึมได้ดี และมีคุณค่าทางโภชนาการที่ผู้สูงอายุต้องการ เป็นเพราะกลุ่มผู้สูงอายุต้องการกินอาหารไม่เหมือนคนปกติ นอกจากนี้ ซีพีแรมยังได้พัฒนาอาหารสุขภาพและอาหารสำหรับบุคคลเฉพาะกลุ่ม เข้าไปตอบโจทย์ความต้องการ อาทิ กลุ่มผู้ป่วยหรือมีโรคประจำตัว ซึ่งต้องการอาหารคุณสมบัติพิเศษ เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ต้องการอาหารที่หวานน้อย หรืออาหารมีความหวานปกติ แต่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วอัตราการดูดซึมความหวานต่ำ ไม่ทำให้ปริมาณน้ำตาลในร่างกายปรับเพิ่มขึ้น เป็นต้น

ยิลเลตต์เปิดแคมเปญ “ดูแลทุกใบหน้า เพื่อหน้าตาของชาติไทย” ส่งวิดีโอออนไลน์ ปลุกกระแสเชียร์ฟุตบอลทีมชาติ “ช้างศึก”

หลังจากประกาศตัวเป็นผู้สนับสนุนร่วมของทีมฟุตบอลทีมชาติ “ช้างศึก” อย่างเป็นทางการ ยิลเลตต์ (Gillette) แบรนด์ผลิตภัณฑ์โกนหนวดอันดับ 1 ของโลก เดินหน้าส่งกำลังใจให้ทีม “ช้างศึก” สู้ศึกเอเชียนคัพ 2019 ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผ่านแคมเปญ “ดูแลทุกใบหน้า เพื่อหน้าตาของชาติไทย”  #FacesOftheNation พร้อมปล่อยวิดีโอออนไลน์สะกดอารมณ์ เอาใจแฟนฟุตบอลทีมชาติไทย ด้วยแนวคิดเฉียบคมที่ว่า ไม่เพียงแค่ตัวแทนนักกีฬาฟุตบอลเท่านั้นที่เปรียบเสมือนหน้าตาของชาติ แฟนบอล กองเชียร์และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ล้วนแต่เป็นส่วนสำคัญในการร่วมสร้างความภูมิใจ ถือเป็นหน้าตาของชาติที่สื่อออกไปสู่สาธารณะและสายตาของคนทั่วโลก

ยิลเลตต์ ขอเชิญชวนคนไทยทั้งประเทศ ร่วมส่งแรงเชียร์ให้กับทีมช้างศึก ในการแข่งขันฟุตบอลเอเชียนคัพ 2019 ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผ่านการแชร์วิดีโอ “ดูแลทุกใบหน้า เพื่อหน้าตาของชาติไทย” ได้ที่

แบงค์ 4.0 รุกหนักอีโมชั่น ถึงคราว “กรุงศรี” ส่ง BESTFRIEND เคาะประตูหัวใจคนรุ่นใหม่ เลือกได้ในแบบที่ใช่

  • โลกทุกวันนี้มีอะไรเปลี่ยนไปทุกวัน ยิ่งเรื่องการใช้เงิน ยิ่งเปลี่ยนเร็วเหลือเกิน ไหนจะกดเงินไม่ใช้บัตร มาเจอโมบายล์แบงค์กิ้ง ไหนจะฟินเทค เดี๋ยวอยู่ๆวันนึง ตู้เอทีเอ็มหายเฉย บางอันก็สะดวก บางอันก็ยากจนงง
  • แต่กรุงศรี เชื่อว่า ต่อให้โลกเปลี่ยนไปแค่ไหน... เรื่องเงิน ก็ยังต้องเป็นเรื่องง่าย
  • เราจึงไม่ยอมลดความสะดวกของคุณ มีแต่ขยายทุกช่องทาง ที่จะช่วยให้คุณสะดวก ในทุกเวลา และทุกรูปแบบการใช้ชีวิตของคุณ
  • สะดวกทักทายกันที่สาขา มีตู้ให้อุ่นใจไว้กดเงินได้ทุกที่ หรือต้องการความรวดเร็วทันใจแบบยุคดิจิทัล ก็มีรองรับแบบครบวงจร ให้คุณสบายในทุกๆเวลาของชีวิต และรู้ว่า... #กรุงศรีอยู่นี่นะ

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตเรามากขึ้น ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว องค์กรไหนที่ไม่คิดปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ธุรกิจคงแย่ ในธุรกิจแบงค์ก็เช่นเดียวกัน ทำให้แบงค์ของไทยต้องหันมามองในเรื่องของรีเลชั่น สัมพันธภาพที่ดีระหว่างลูกค้ากับแบรนด์

BESTFRIEND โฆษณาชุดใหม่จาก Alpha 245” สร้างขึ้นจากไอเดียบนความจริงที่ว่า ถึงแม้จะมีสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวเราก็สามารถอยู่บนโลกนี้ได้แบบสบายๆ แต่บางครั้งการมี “เพื่อน” ดีที่เข้าใจและพร้อมจะอยู่เคียงข้างอาจเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราอุ่นใจได้อย่างไม่รู้ตัว ความเหินห่าง และความเหงาของสังคมในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ถูกหยิบยกเอาความรู้สึกนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์โฆษณาน่ารัก ภายใต้แคมเปญ #กรุงศรีอยู่นี่นะ ภาพยนตร์โฆษณาที่ดูแล้วต้องอมยิ้มปนไปกับความรู้สึกอุ่นใจที่เราเชื่อว่าขยี้ใจคนขี้เหงาได้อีกหลายคน

(เพื่อน-จอย-อุ่น หนุ่มข้างบ้าน)

เรื่องราวดำเนินขึ้นผ่านชีวิตของสาวโสด “จอย” ที่ต้องการใครสักคนเข้ามาดูแล เธอจึงตัดสินใจสั่งซื้อหุ่นยนต์ “เพื่อน” เข้ามาดูแลชีวิต ซึ่งตั้งแต่ที่เธอมีเพื่อน ชีวิตเธอก็สะดวกสบายขึ้นในหลายๆเรื่อง... แต่ก็ยังมีบางเรื่องที่เพื่อนไม่อาจเข้าใจเธอได้

(ความรู้สึกถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยี)

 

(เทคโนโลยีไม่อาจทดแทนความอุ่นใจ)

บางครั้งเทคโนโลยีไม่อาจทดแทนความอุ่นใจ หัวใจเธอจึงถูกเติมเต็มจากหนุ่มข้างบ้าน“อุ่น”ที่เข้าใจเธอในทุกๆเรื่องซึ่งสุดท้ายแล้วเธอก็ไม่จำเป็นต้องลำบากใจในการเลือกใคร เพราะเธอสามารถเลือกเพื่อนที่เป็นหุ่นยนต์ไว้คอย “ดูแล” พร้อมมีอุ่นคนที่ “เข้าใจ” อยู่ใกล้ๆเธอได้เสมอ

(ขอผมอยู่นี่นะ)

หลายครั้งในชีวิตสถานการณ์ต่างๆ มักบีบบังคับให้เราต้องเลือก ภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้จัดทำขึ้นเพื่อจะบอกว่า เพราะไม่ว่าคุณจะใช้ชีวิตแบบไหน ก็เลือกได้ในแบบที่ใช่ เพราะ #กรุงศรีอยู่นี่นะ พร้อมกระชากอารมณ์ตรงจุดผ่านชีวิตของคนในยุคนี้ที่ใช้ชีวิตหลายแบบ และจะดีแค่ไหนถ้าเราไม่ต้องเลือก “ผมอยู่นี่นะ” น่าจะแทนใจความหมายโฆษณาชุดนี้ได้เป็นอย่างดี ตรงจริตใครหลายคน และกลมกล่อมลงตัวอย่างพอดี

อุ่นใจกับ BESTFRIEND พร้อมรับชมภาพยนตร์โฆษณาเพิ่มเติมได้ที่: https://www.youtube.com/watch?v=z7aQW5YhBTY

“คำถามแทงใจผู้หญิงวัย 30” หนังสั้นสะท้อนสังคมตัวใหม่จากโอเลย์ ปลุกความมั่นใจให้ผู้หญิงโสดในฤดูแต่งงาน

โอเลย์ (Olay) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าชั้นนำเป็นตัวหนังสั้น “คำถามแทงใจผู้หญิงวัย 30” รับฤดูงานแต่งงานช่วงปลายปี ที่สร้างจากเรื่องจริงของผู้หญิงโสดที่ต้องแบกรับความกดดันและความคาดหวังจากสังคมกับค่านิยมที่ตีตรา “ความโสด”  เป็น “ความล้มเหลว” ของผู้หญิงวัย 30 ผ่านประการณ์รับมือกับคำถามอย่าง “เมื่อไหร่จะแต่งงาน?” ที่ผู้หญิงไทยหลายคนต้องเคยเจอ

หลังจากกระแสตอบรับที่ล้นหลามจากการเปิดตัวหนังสั้นเรียกน้ำตา “30 แล้วไง” เมื่อช่วงต้นปี ที่หยิบยกประเด็นความคาดหวังของสังคมต่อผู้หญิงวัย 30 พร้อมปลุกกระแส #อายุเท่าไหร่ก็ไม่กลัว ที่โดนใจสาวไทยทั่วประเทศ โอเลย์ขอส่งท้ายปีด้วยการปลุกพลังและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงไทยอีกครั้ง ด้วยหนังสั้นเรื่องใหม่ “คำถามแทงใจผู้หญิงวัย 30”  ผ่านอินไซด์ที่สาวๆวัย 30 หลายคนต้องเคยมีประสบการณ์ร่วมในช่วงฤดูงานแต่งงาน กับคำถามสุดจี๊ด แทงใจ เช่น “เมื่อไหร่จะแต่งงาน” หรือ “เป็นเพื่อนเจ้าสาวอีกแล้ว เมื่อไหร่จะมีข่าวดี” โดยเรื่องราวในหนังสั้นตัวใหม่ได้หยิบยกประเด็นความกล้าที่จะใช้ชีวิตโสดอย่างมีความสุข ผ่านเรื่องจริงของพี่น้องคู่หนึ่งที่สนิทกันมาก แต่น้องสาวกลับได้แต่งงานก่อน จึงทำให้ตัวละครพี่สาวถูกรุมเร้าด้วยคำถามและความกดดันจากครอบครัวและคนรอบข้าง แต่สุดท้ายเธอเลือกที่จะผ่านแรงกดดันเหล่านี้ไปได้ ด้วยความมุ่งมั่นและเลือกที่จะรักและดูแลตัวเองได้อย่างมั่นใจ  ไม่ปล่อยให้อายุหรือสังคมรอบข้างตีกรอบในการใช้ชีวิตให้มีความสุข

ท่านสามารถรับชมหนังสั้น “คำถามแทงใจผู้หญิงวัย 30”  ได้ที่ YouTube ของ Olay Thailand และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นสร้างค่านิยมใหม่และส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงไทยทั่วประเทศ ผ่านการแชร์ลิงค์วิดิโอ https://www.youtube.com/watch?v=LA1jfs2aVFY

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เบิกโรง Big data และ IoT สู่ดาต้าเซ็นเตอร์ ด้วย EcoStruxure™ IT

  • EcoStruxure™ IT นับเป็นระบบบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ บนคลาวด์ที่ล้ำยุค ช่วยเพิ่มศักยภาพเต็มรูปแบบให้กับโครงสร้างพื้นฐานและช่วยลดความเสี่ยงดังต่อไปนี้
    • ช่วยให้มองเห็นระบบนิเวศในดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งบนคลาวด์และปลายทางเครือข่าย
    • ให้มุมมองเชิงลึกพร้อมคำแนะนำที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น
    • มอบศักยภาพในการผสานการทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มและสถาปัตยกรรมระบบเปิดที่ให้ความสามารถด้าน IoT

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น เปิดตัว EcoStruxure™ IT (อีโคสตรัคเจอร์ ไอที) ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์รายแรกของโลกที่เป็นสถาปัตยกรรมในรูปแบบของการบริการ

EcoStruxure IT ปฏิวัติระบบการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ (Data center Infrastructure Management หรือ DCIM) ด้วยสถาปัตยกรรมบนคลาวด์ที่สร้างขึ้นเพื่อสภาพแวดล้อมดาต้าเซ็นเตอร์และระบบไอทีแบบไฮบริดโดยเฉพาะ ซึ่งสถาปัตยกรรมระบบเปิด ที่ไม่จำกัดค่ายผู้จำหน่ายนี้ ช่วยสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับการให้มุมมองเชิงลึกเพื่อการจัดการในเชิงรุก เกี่ยวกับทรัพยกรสำคัญของธุรกิจที่มีผลกระทบต่อศักยภาพและความพร้อมของสภาพแวดล้อมด้านไอที โดยให้ความสามารถในการมอบข้อเสนอแนะที่นำมาดำเนินการได้จริงในแบบเรียลไทม์และรายงานสรุปแบบรายเดือน ทั้งยังมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่จะเฝ้าดูแลตลอดเวลา พร้อมติดต่อแจ้งปัญหาทันทีเมื่อเกิดขึ้น เพื่อให้ใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างเหมาะสมและเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

ประโยชน์หลักได้แก่

  • มองเห็นระบบนิเวศแบบไฮบริดได้ทั่วโลกจากทุกที่ ด้วยการเข้าถึงเพียงสัมผัสเดียวด้วยสมาร์ทโฟน
  • มองเห็นได้ทั้งข้อมูลอุปกรณ์ มีระบบแจ้งเตือนแบบอัจฉริยะ และสามารถมอนิเตอร์ ผ่านระบบเปิดที่รวบรวมข้อมูลจากอุปกรณ์ทั้งหมดได้โดยไม่จำกัดค่ายผู้จำหน่าย
  • สามารถคาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้าได้ ด้วยการเปรียบเทียบและวิเคราะห์คลังข้อมูลส่วนกลางของ EcoStruxure จากทั่วโลก
  • นำมาใช้งานได้ง่าย ด้วยรูปแบบของการใช้งานที่สะดวกสบาย เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมทุกขนาด
  • สามารถมอนิเตอร์ระยะไกลได้ตลอดเวลาทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านส่วนงานบริการของชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric Service Bureau) โดยในกรณีที่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ทีมงาน Service Bureau จะแจ้งปัญหาทันทีที่ตรวจพบ ให้คำแนะนำในการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นและลดระยะเวลาในการซ่อมบำรุงได้

“ด้วยสภาพแวดล้อมดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องรองรับธุรกิจสำคัญ ทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้นและมีความหลากหลายมากขึ้น บวกกับงบประมาณที่ลดลง และนำไปสู่ความท้าทายที่พนักงานต้องบริหารจัดการเพื่อสร้างความเป็นมืออาชีพให้กับดาต้าเซ็นเตอร์  ก้าวแรกที่จะเอาชนะความท้าทายนี้ได้ คือการใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการแบบ Cloud-First หรือการให้ความสำคัญกับคลาวด์เป็นอันดับแรก ซึ่ง EcoStruxure IT จะช่วยให้เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในดาต้าเซ็นเตอร์ได้ทั่วโลก จากทุกที่ ทุกเวลา โดยใช้อุปกรณ์ใดก็ได้” นายโรมาริก เอินส์ท รองประธานธุรกิจไอทีสำหรับองค์กร ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย กล่าว “การช่วยให้ลูกค้ามีความสามารถในการมองเห็นและเข้าถึงได้ในระดับนี้ นับเป็นการช่วยให้ลูกค้าประเมินมาตรฐานระบบนิเวศไอทีทั้งหมดได้ อีกทั้งยังช่วยเรื่องการวิเคราะห์แนวโน้มและการซ่อมบำรุงแบบอัจฉริยะ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยลดความเสี่ยงอีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ”

DCIM เป็นองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับระบบโครงสร้างที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ (Software defined infrastructure) นวัตกรรมแบบคลาวด์ เช่น EcoStruxure IT ช่วยให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การใช้งานที่คล่องตัวยิ่งขึ้น ใช้ง่ายขึ้น ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็นสินทรัพย์ทั้งที่อยู่ในและนอกองค์กร (on and off premises) อีกทั้งยังเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมการทำงานแบบกระจายศูนย์ได้จากระยะไกล

EcoStruxure IT เป็นโซลูชันล่าสุดที่เสริมเข้ามาใน EcoStruxure ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมระบบเปิด ที่ให้ศักยภาพด้าน IoT ใช้งานง่ายในแบบ plug-and-play ให้โซลูชั่นครบวงจรในลักษณะ end-to-end ครอบคลุมความเชี่ยวชาญหลักของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ใน 6 สาขาด้วยกัน ได้แก่ พลังงาน ไอที อาคาร เครื่องจักรกล โรงงาน และโครงข่ายไฟฟ้า สำหรับ 4 ตลาดหลัก ได้แก่ อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรรม และโครงสร้างพื้นฐาน โดย EcoStruxure ช่วยขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัลให้กับลูกค้าชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในทั่วโลก ช่วยให้ยืนหยัดอยู่เหนือการแข่งขันท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจดิจิทัล ณ ปัจจุบันได้

EcoStruxure IT มีการเปิดตัวในบางพื้นที่ในปี 2017 และต่อมาจนถึงปี 2018 โดยมีความโดดเด่นดังต่อไปนี้

  • EcoStruxure IT Expert โซลูชันที่ให้ความเชี่ยวชาญด้านการมองเห็นตลอดทั่วทั้งสภาพแวดล้อมแบบไฮบริด ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เพียงสัมผัสเดียวก็เข้าถึงระบบได้ทั้งจากคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน ด้วยแอปพลิเคชั่น Mobile Insights ซึ่งผู้ดูแลศูนย์ข้อมูลและผู้จัดการฝ่ายไอที สามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับระบบงานของตนเองหรือผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรม เพื่อวิเคราะห์แนวโน้ม ตลอดจนการบำรุงรักษาหรือคาดการณ์ความล้มเหลวของระบบ รวมถึงเปรียบเทียบประสิทธิภาพการทำงานและการวัดในแง่มุมอื่นๆ
  • EcoStruxure IT Advisor – ที่ปรึกษาชั้นเลิศที่คอยตอบโจทย์ความต้องการ เพื่อให้ใช้ระบบงานได้อย่างเหมาะสมและเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการสินค้าคงคลังสำหรับองค์กรขนาดใหญ่และผู้ใช้งานโคโลเคชั่น โดยโซลูชันดังกล่าวช่วยควบคุมการทำงานได้อย่างเหนือชั้น ทั้งการวางแผนและการคาดการณ์ ครอบคลุมไซต์งานทั้งหมด ทั้งในและนอกองค์กร (on and off premises) สามารถระบุอุปกรณ์ที่เสียและรับทราบถึงปัญหาได้อย่างง่ายดาย ช่วยประหยัดเวลาในการซ่อมบำรุง และสามารถรับการบริการจาก Service Bureau ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในการมอนิเตอร์จากระยะไกลตลอดเวลาในลักษณะ 24/7

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังคงให้บริการ StruxureWare for Data Centers อย่างต่อเนื่อง โดยเป็นส่วนหนึ่งของ EcoStruxure IT ที่ให้โซลูชันครบครันทั้งการตรวจสอบและบริหารจัดการส่วนงานปฏิบัติการ ณ ไซต์งาน เหมาะสำหรับการใช้ระบบไอทีและดาต้าเซ็นเตอร์ ในทุกขนาดธุรกิจและระบบงาน นอกจากนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังให้เครื่องมือและกระบวนการที่ใช้งานง่าย สำหรับลูกค้าที่ใช้ StruxureWare และสนใจจะย้ายระบบไปสู่สถาปัตยกรรม EcoStruxure IT ใหม่นี้อีกด้วย

โดยหนึ่งในการเปิดตัวก็คือ จะมีการนำร่อง EcoStruxure IT ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก่อน โดยมีการวัดและเปรียบเทียบสภาพแวดล้อมด้านไอทีกับลูกค้ากว่า 500 ราย ดาต้าเซ็นเตอร์ 1,000 แห่ง อุปกรณ์ 60,000 อุปกรณ์ และเซ็นเซอร์ราว 2 ล้านตัว ซึ่งลูกค้าได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับผลลัพธ์จากการติดตั้ง EcoStruxure IT ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันว่าความต้องการโซลูชั่นระบบบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์บนคลาวด์มีการเติบโตมมากขึ้น

“ViaWest ได้รับความเชื่อมั่นให้เป็นผู้นำเสนอโซลูชันระบบโครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบไฮบริด ที่ครอบคลุมถึงการให้บริการโคโลเคชั่น การเชื่อมต่อระหว่างโครงข่าย คลาวด์ โซลูชันการจัดการ และการให้บริการความเป็นมืออาชีพ ให้กับลูกค้ากว่า 4,200 ราย” ดาเนียล ฮาร์แมน วิศวกรรมระบบอัตโนมัติสำหรับอาคาร จาก Peak10 + ViaWest, Inc กล่าว  “เราเลือกโซลูชัน EcoStruxure IT ที่ไม่จำกัดค่ายผู้จำหน่าย จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค เพื่อใช้เป็นแพลตฟอร์มเดียวในการมอนิเตอร์ อุปกรณ์ทั้งหมดที่มีความแตกต่างกัน ที่ใช้อยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ของเรา ผ่านแอปพลิเคชัน Mobile Insights และให้บริการได้จากระยะไกล เพื่อมาแทนนโยบายเรื่องการจัดการกับปัญหาแบบเป็นลำดับขั้น รวมถึงทิศทางของโรดแมปด้านนวัตกรรมทั้งหมด”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมด้านประสิทธิภาพและการใช้งานของ EcoStruxure IT สามารถเข้าไปดูได้ที่นี่

โครงการวาดศิลป์ที่บ้านเกิด

โครงการวาดศิลป์ที่บ้านเกิด เป็นหนึ่งในโครงการดีๆ เพื่อสังคมที่ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ผู้นำอันดับหนึ่งในการให้บริการโซลูชั่นครบวงจรด้านโลจิสติกส์และนิคมอุตสาหกรรมของไทย ร่วมกับศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมสัญจร ที่ริเริ่มดำเนินการขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2552 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเสริมพื้นฐานการพัฒนาการเรียนผ่านวิชาศิลปะ ให้เด็กนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาได้นำเอาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการมาใช้ให้เกิดประโยชน์ รวมถึงช่วยเพิ่มทักษะด้านศิลปะ และปลูกฝังให้เยาวชนเกิดความภาคภูมิใจในถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเอง 

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีเด็กนักเรียนเข้าร่วมในโครงการมาแล้วกว่า 6,200 คน จาก 60 โรงเรียนที่ตั้งอยู่โดยรอบนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ในจังหวัดชลบุรีและระยอง และเราจะยังคงเดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์ที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชนในชุมชน ด้วยการจัดกิจกรรมศิลปะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นสื่อกลางในการบ่มเพาะทักษะการคิดนอกกรอบ ช่วยให้เยาวชนมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง และสร้างสรรค์ผลงาน อันเป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตต่อไป 

วิดีโอโครงการวาดศิลป์ที่บ้านเกิด

นิช คาร์ เผยโฉมสุดยอดยานยนต์ แมคลาเรน 600 แอลที ครั้งแรกในไทย ที่งานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2018

บริษัท นิช คาร์ กรุ๊ป จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์แมคลาเรนอย่างเป็นทางการเพียงรายเดียวในประเทศไทย  เผยโฉม แมคลาเรน 600 แอลที  ครั้งแรกในประเทศไทย ณ งานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2018 ครั้งที่ 35 ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2561 ณ บูธ A11 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี

แมคลาเรน 600 แอลที  คือสมาชิกลำดับที่ 4 แห่งตระกูล LT (Longtail) ในกลุ่มสปอร์ตซีรีส์ (Sport Series) มุ่งเน้นที่ประสิทธิภาพสูงสุด และทรงพลังสูงสุดในกลุ่มเดียวกัน พัฒนาจากวิศกรรมยานยนต์ชั้นเลิศของสายพันธุ์รถแข่ง GT ขนานแท้ เพิ่มความแรงและน้ำหนักเบา พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพแอโรไดนามิก ด้วยเครื่องยนต์ V8 ความจุ 3.8 ลิตร ทวินเทอร์โบชาร์จ  ส่งมอบขุมพลัง 600 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 620 นิวตันเมตร

ไปรษณีย์ไทย จับมือหอการค้าไทย เปิดตัวส่วนลด 20% ส่งอีเอ็มเอสตลอดปี ดีเดย์ 1 ธ.ค. 2561 ลดต้นทุนการขนส่งสินค้า สำหรับผู้ประกอบการ

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) จับมือหอการค้าไทย หนุนผู้ค้าออนไลน์ในสังกัดหอการค้าไทย ลดต้นทุนโลจิสติกส์ ด้วย “ส่วนลด 20% ส่งอีเอ็มเอสตลอดปี” ส่วนลดบริการส่งด่วนพิเศษ EMS ในประเทศทุกชิ้น ทุกพิกัดและทุกปลายทางแบบไม่จำกัดจำนวน เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทย เพียงนำหนังสือรับรองการเป็นสมาชิกฯ บัตรสมาชิกฯ มายืนยันตนต่อเจ้าหน้าที่เคาน์เตอร์ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทุกครั้ง โดยสามารถใช้สิทธิได้ทุกที่ทำการฯ ทั่วไทย โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งเป็นเวลา 1 ปีเต็ม เริ่ม 1 ธันวาคม 2561 จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562

นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า ในโอกาสที่หอการค้าไทย ครบรอบ 85 ปี ไปรษณีย์ไทย ได้ร่วมแสดงความยินดี พร้อมมอบส่วนลดบริการส่งด่วนพิเศษ EMS ในประเทศทันที 20% สำหรับการส่งของทุกชิ้น ทุกพิกัด และทุกปลายทางแบบไม่จำกัดจำนวน แก่สมาชิกและเครือข่ายของหอการค้าไทยทุกราย เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในธุรกิจออนไลน์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และเผชิญกับคู่แข่งบริษัทข้ามชาติมากขึ้น

“Dell Rugged: แกร่งสุดขั้ว ทนทุกสภาวะ”

งานหลายๆ อย่างที่ยากลำบากที่สุดในโลกต้องการการฝึกฝนที่หนักหน่วงอย่างที่สุดเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งรูปแบบของการฝึกฝนและทดสอบที่หนักหน่วงได้ถูกนำมาใช้เช่นเดียวกันในเครื่อง โน้ตบุ๊ค Rugged เน็กซ์เจนของเดลล์ โดยระบบแต่ละระบบจะถูกทดสอบซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อให้สามารถผ่านมาตรฐานทุกรูปแบบและเพื่อสร้างระดับมาตรฐาน “ความแข็งแกร่งทนทาน” ที่สูงยิ่งขึ้นไปพร้อมกัน จากโรงงานต่างๆ ไปจนถึงการใช้งานในแวร์เฮาส์ แท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่ง ผู้ใช้งานต้องการระบบที่น่าเชื่อถือ การเชื่อมต่อ และประสิทธิภาพในการทำงาน 24/7

หนึ่งในผู้ใช้ที่มีความต้องการใช้ Rugged เป็นอย่างมากคือ ไมค์ ลีเบคกิ นักไต่เขาและนักสำรวจของ National Geographic ที่ประสบความสำเร็จในการเดินทางกับคณะสำรวจมากว่า 80 ครั้ง ซึ่งรวมถึงการผจญภัยไปยังสถานที่ต่างๆ ที่มนุษย์ยังไม่เคยเหยียบย่างไปถึง เช่นเดียวกับการเดินทางล่าสุดของเขาสู่เปรู หมู่เกาะเฟรนช์พอลินีเชีย กรีนแลนด์ เนปาล และอินเดีย เครื่อง Dell Rugged อยู่ร่วมด้วยในการเดินทางครั้งล่าสุดของไมค์ ลีเบคกิที่ไปยังประเทศจีน และที่สำคัญกว่านั้น ยังมีส่วนช่วยในการนำพาเขากลับออกมาอีกด้วย จากวิดีโอที่บันทึกไว้ ไมค์เดิมพันรสชาติชีวิตในการสำรวจกับการมองหาโน้ตบุ๊ค Dell Rugged ที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งสายผลิตภัณฑ์ และนั่นเป็นการอธิบายได้เป็นอย่างดีว่าเพราะอะไรอุปกรณ์ของเขา ต้องสามารถทำงานได้ตลอดเวลาโดยไม่สามารถที่จะล้มเหลวในการทำงาน

Page 1 of 2