กสอ. ผนึก 7 ภาคีเครือข่าย ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมฟู้ดทรัค พร้อมชู 5 มาตรการ ขับเคลื่อนฟู้ดทรัคคลัสเตอร์ให้เติบโตแข็งแรงและยั่งยืน

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ผนึก 7 ภาคีเครือข่าย แถลงความร่วมมือ ยกระดับมาตรฐานพัฒนาอุตสาหกรรมฟู้ดทรัคให้เป็นที่ยอมรับของตลาด รองรับการขยายตัวของผู้ประกอบการที่เติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมชูแนวคิดพัฒนาอุตสาหกรรมฟู้ดทรัคแบบคู่ขนาน ผ่าน 5 มาตรการสำคัญ เร่งบ่มเพาะผู้ประกอบการให้เข้มแข็ง ขยายคลัสเตอร์ เชื่อมโยงตลาดสากล หนุนเงินลงทุน ตั้งเป้าส่งเสริมผู้ประกอบการสุ่ธุรกิจฟู้ดทรัค 3,500 ราย คาดว่าก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3,260 ล้านบาท

กสอ. พัฒนา “ไทยเด่น” ผลิตภัณฑ์เครื่องเคลือบกากกาแฟ แนะนำในรายการว๊าว! แหวน แหวน

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ (กลาง) อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ให้เกียรติต้อนรับ แหวนแหวน -ปวริศา เพ็ญชาติ (ซ้าย) ร่วมชมและถ่ายทำรายการ ว๊าว ! แหวน แหวน เพื่อแนะนำการพัฒนาเครื่องเคลือบเซรามิค “ศิลาดล” อำเภอดอยสะเก็ต จังหวัดเชียงใหม่ ให้เป็น “เครื่องเคลือบกากกาแฟ” ที่สอดรับกับวิถีของจังหวัดเชียงใหม่ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองกาแฟและเครื่องเคลือบเซรามิค ผลิตภัณฑ์หนึ่งใน Product Hero 77 ผลิตภัณฑ์ 77 จังหวัด ภายใต้โครงการสร้างสรรค์อัตลักษณ์สินค้าอุตสาหกรรมชุมชนสู่สากลหรือ “โครงการไทยเด่น” ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมให้การส่งเสริมและพัฒนารูปลักษณ์ใหม่ให้ทันสมัย และช่วยออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ ให้เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว รวมทั้งสามารถขยายตลาดไปยังต่างประเทศได้ ออกอากาศวันเสาร์ที่ 9 มีนาคม 2562 ทางช่องอัมรินทร์ทีวี เวลา 9.00-9.30 น.

โครงการสร้างสรรค์อัตลักษณ์สินค้าอุตสาหกรรมชุมชนสู่สากล หรือ “โครงการไทยเด่น” เป็นโครงการที่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ ส่งผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้ประกอบการ พร้อมจัดอบรมเสริมศักยกภาพ เพื่อให้เกิดรายได้แก่ชุมชนผ่านสินค้าชุมชนในแต่ละจังหวัดเพิ่มขึ้น โดยการสร้างสรรค์เป็นสินค้าของฝากและของที่ระลึกที่สืบสานจากวัฒนธรรมท้องถิ่น คงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ประจำพื้นถิ่นของจังหวัด เป็นสินค้าที่สื่อถึงพื้นถิ่นและเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัด พร้อมสามารถส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้

กสอ. เร่งปักหมุด 215 ชุมชนสู่แลนด์มาร์คใหม่ “หมู่บ้านซีไอวี” ชี้เป้า 7 เทรนด์ท่องเที่ยวชุมชน แนะบูมกระแสเมืองรองต้องเดินด้วยออนไลน์-การตลาด

  • กสอ. โชว์ศักยภาพ “ชุมชนเกาะพิทักษ์” และ“ชุมชนหาดส้มแป้น” 2 ชุมชนสโลว์ไลฟ์สุดคูลแดนใต้ กับจุดเช็คอินใหม่ที่ต้องแชร์!!

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เร่งพัฒนาโครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือ CIV ของปี 2562 เตรียมปั้นแหล่งท่องเที่ยวเมืองรองใหม่จำนวน 215 ชุมชน ในพื้นที่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ ชี้เทรนด์การท่องเที่ยวชุมชนที่สำคัญในปีนี้อยู่ใน 7 รูปแบบ ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม การท่องเที่ยวทางน้ำ การท่องเที่ยวแบบวิถีชาวบ้าน การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การท่องเที่ยวเชิงกีฬา การท่องเที่ยวเชิงอาหาร และการท่องเที่ยวแบบมีกิจกรรมหรือผจญภัย โดยยังคาดว่าสังคมออนไลน์และระบบดิจิทัลจะมีอิทธิพลอย่างสูง เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการค้นคว้าข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ และต้องการความคุ้มค่าจากสิ่งที่จะได้รับ สำหรับแผนในการพัฒนาโครงการหมู่บ้าน CIV ของปีนี้ กสอ.จะมุ่งดำเนินโครงการและกิจกรรมที่เข้มข้นทั้ง การสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ การพัฒนาแอปพลิเคชั่น การพัฒนาการตลาดให้มีประสิทธิภาพด้วยเครื่องมือต่างๆ อาทิ ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 (ITC) โครงการไทยเด่น การฝึกอบรมเชิงลึกในด้านการทำตลาดเพื่อเจาะกลุ่มกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจเฉพาะบุคคล ซึ่งจะช่วยลดการกระจุกตัว พร้อมผลักดันให้เมืองรองในแต่ละภูมิภาคเติบโตขึ้นเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักในอนาคต

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในปี 2562 กสอ.ยังคงมุ่งดำเนินโครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือ CIV ด้วยแผนงานและกิจกรรมต่างๆอย่างเข้มข้น ซึ่งในปีนี้จะผลักดันให้หมู่บ้านที่ได้รับการพัฒนาแล้วก้าวสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยว แหล่งผลิตสินค้า และบริการที่เป็นที่นิยม เพื่อให้เศรษฐกิจฐานรากและชุมชนมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถไต่ระดับไปสู่ SMEs ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรรค์ มีการเพิ่มผลิตภาพ การพัฒนามาตรฐานต่าง ๆ การรวมกลุ่มหรือคลัสเตอร์ พร้อมด้วยการผสมผสานกิจกรรมที่จะช่วยให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิรูปแบบใหม่ ๆให้กับประเทศไทย สอดคล้องกับการเป็นจุดหลายปลายทางทางการท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อระดับโลก

สำหรับเทรนด์การท่องเที่ยวชุมชนที่สำคัญในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ใน 7 รูปแบบ ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม การท่องเที่ยวทางน้ำ การท่องเที่ยวแบบวิถีชาวบ้าน การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การท่องเที่ยวเชิงกีฬา การท่องเที่ยวเชิงอาหาร และการท่องเที่ยวแบบมีกิจกรรมหรือผจญภัย ซึ่งยังคาดว่าสังคมออนไลน์และระบบดิจิทัลจะมีอิทธิพลอย่างสูง เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการค้นคว้าข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ และต้องการความคุ้มค่าจากสิ่งที่จะได้รับ เช่น แพ็กเกจการท่องเที่ยว การใช้จ่ายด้านค่าอาหาร – เครื่องดื่ม สินค้าที่ระลึก ฯลฯ

ทั้งนี้ จากความสำคัญดังกล่าวจึงต้องสร้างทั้งความเข้าใจ และสร้างช่องทางดังกล่าวเพื่อให้ผู้ให้หรือผู้ใช้บริการได้รับประสิทธิภาพระหว่างกัน โดยเฉพาะการให้ข้อมูลในลักษณะอธิบายความรวมถึงการรีวิวและเพื่อให้สอดรับกับกระแสดังกล่าวที่กำลังเกิดขึ้น กสอ.จึงได้สร้างแพลตฟอร์มเชื่อมโยงผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และนักท่องเที่ยว ผ่านเว็บไซต์ www.thaiciv.com ซึ่งช่องทางดังกล่าวจะเป็นตัวช่วยในการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับบริการทางการท่องเที่ยวของหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในทุกภูมิภาค อาทิ สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยม เทศกาลและกิจกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชน นอกจากนี้ กสอ. ได้จัดทำแอปพลิเคชั่น ชื่อว่า “Application CIV like” โดยนำเสนอเรื่องราวท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์ชุมชน แผนที่แหล่งท่องเที่ยว รวมถึงที่พักโฮมสเตย์ให้ผู้สนใจได้ดูข้อมูลก่อนเดินทาง ซึ่งช่วยสร้างโอกาส ทางการตลาด สร้างระบบฐานข้อมูลที่ทันสมัย สามารถดึงดูดผู้เข้าเยี่ยมชมหมู่บ้าน และก่อให้เกิดการกระจายรายได้อย่างยั่งยืนในท้องถิ่น ซึ่งสามารถแสดงผลบนสมาร์ทโฟนทั้งในระบบปฏิบัติการ IOS และ Android อันเป็นช่องทางที่เข้าถึงผู้ใช้งานได้สะดวก โดยนำร่องหมู่บ้าน CIV จำนวน 27 หมู่บ้าน จาก 215 หมู่บ้านทั่วประเทศ ที่ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาจาก กสอ. อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ แอปพลิเคชั่นดังกล่าวจะเป็นช่องทางในการสร้างประโยชน์ให้ชุมชนหมู่บ้าน CIV อย่างแท้จริง และสามารถพัฒนาต่อยอดเพื่อรองรับการเติบโตของหมู่บ้าน CIV ในระยะยาวอีกด้วยได้

นายกอบชัย กล่าวต่อว่า นอกเหนือจากการพัฒนาด้านสังคมออนไลน์และระบบดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพสำหรับหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์แล้ว ในปีนี้ กสอ.ยังมีแผนที่จะพัฒนาด้านการตลาด ด้วยการเปลี่ยนมุมมองให้นักท่องเที่ยวและผู้บริโภคเห็นว่าการท่องเที่ยวชุมชนนั้นให้ทั้งประสบการณ์และคุณค่าที่หาได้ยาก ไม่ว่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวที่เน้นการนำเสนอเรื่องราวและอัตลักษณ์อันโดดเด่นของแต่ละชุมชน แพ็กเกจต่างๆที่มึความหลากหลาย การนำเสนอภาพลักษณ์ของแต่ละภูมิภาคให้ชัดเจน เช่น ภาคอีสานที่ขึ้นชื่อด้านประเพณีและกิจกรรมอันรื่นเริง ภาคกลางกับการท่องเที่ยวเชิงศิลปะสร้างสรรค์ ภาคเหนือกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความยั่งยืน ภาคใต้กับความโดดเด่นของธรรมชาติและท้องทะเล นอกจากนี้ ยังจะฝึกอบรมเชิงลึกในด้านการทำตลาดเพื่อเจาะกลุ่มกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจเฉพาะบุคคล อาทิ กลุ่มผู้สูงอายุ LGBTQ กลุ่มมิลเลนเนียล กลุ่มชาวต่างชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยการลดการกระจุกตัว และกระจายรายได้ไปสู่แต่ละท้องถิ่น พร้อมผลักดันให้เมืองรองในแต่ละภูมิภาค เติบโตขึ้นเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักในอนาคต

จากการเติบโตและความนิยมของการท่องเที่ยวเมืองรองที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กสอ.จึงมีแผนในการพัฒนาโครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของปี 2562 เพื่อให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆให้ได้จำนวน 215 ชุมชน ในพื้นที่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยในปีที่ผ่านมาได้พัฒนาไปแล้ว 27 ชุมชน และบางชุมชนก็ได้กระแสตอบรับจากผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวอย่างดีเยี่ยม อาทิ หมู่บ้านคีรีวงศ์ อ.คีรีวงศ์ จ.นครศรีธรรมราช ชุมชนน้ำเกี๋ยน อ.ภูเพียง จ.น่าน ชุมชนออนใต้ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างกำลังพัฒนาอีก 80 ชุมชน ด้วยเครื่องมือและโครงการที่สำคัญต่างๆ เช่น ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 (ITC) ที่จะเน้นเครื่องมือที่ทันสมัยเข้ามาช่วยทั้งการดีไซน์ การค้าขายผ่อนออนไลน์ โครงการไทยเด่น โครงการยกระดับอุตสาหกรรมชุมชนเชื่อมโยงการท่องเที่ยว CIV 4.0 โครงการปั้นนักธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปไทยโดยเน้นที่ SMEs เกษตร นอกจากนี้ ยังมีโครงการบิ๊กบราเธอร์ (Big Brother) หรือพี่ใหญ่ช่วยน้องที่กสอ.ได้ประสานกับบริษัทชั้นนำที่มีศักยภาพเข้ามาส่งเสริมชุมชนให้เข้มแข็ง เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย เอไอเอส  และโตโยต้าซึ่งชุมชนจะได้เรียนรู้แนวทางแห่งความสำเร็จพร้อมนำไปปรับใช้ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการได้อย่างมีคุณภาพ นายกอบชัย กล่าวปิดท้าย

เมื่อเร็วๆนี้ กสอ. ยังได้จัดกิจกรรมเยี่ยมชมพื้นที่ชุมชนเกาะพิทักษ์ ต.บางน้ำจืด อ.หลังสวน จ.ชุมพร และชุมชนหาดส้มแป้น ต.หาดส้มแป้น อ.เมืองระนอง จ.ระนอง ซึ่งเป็นหมู่บ้านตัวอย่างที่เพิ่มศักยภาพและโอกาสในการพัฒนาธุรกิจ สินค้า และบริการในหมู่บ้านจากภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อสร้างแหล่งท่องเที่ยว อาทิ การเรียนรู้วิถีชีวิตชาวประมงการ ทำเครื่องมือจับสัตว์น้ำ ตกปลาไดร์หมึก และวิถีชีวิตของการร่อนแร่ที่มีชื่อเสียงของบ้านหาดส้มแป้น นอกจากนี้ยังมีความโดดเด่นด้วยผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อจากชุมชนไม่ว่าจะเป็นสินค้าแปรรูปปลาอินทรีย์ฝังทราย  เซรามิกจากดินขาวที่มีคุณภาพอันดับ 1 ของเอเชีย ไข่เค็มน้ำแร่ดินขาว และการทำผ้ามัดย้อมธรรมชาติจากวัสดุในท้องถิ่น รวมทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆอีกมากมาย

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 0 2367 8339 หรือ เข้าไปที่ www.dip.go.th

กสอ. ลงพื้นที่เวิร์คช้อป ติวเข้มผู้ประกอบการชุมชน “ไทยเด่น” หนุน Product Hero อัตลักษณ์ 77 จังหวัด สู่มาตรฐานสากล

กสอ. เร่งเสริมเขี้ยวเล็บผู้ประกอบการชุมชน ลงพื้นที่ในโครงการไทยเด่น 77 ผลิตภัณฑ์  77 จังหวัด จัดอบรมเข้มเชิงปฏิบัติการในกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต สินค้าอุตสาหกรรมชุมชนสู่เชิงพาณิชย์  บริหารจัดการต้นทุนการผลิต  Work Shop การบันทึกกระบวนการผลิตเพื่อคิดต้นทุนและลดต้นทุน สำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์ต้นแบบของผู้ประกอบการชุมชน ชูอัตลักษณ์ชุมชนสู่ผลิตภัณฑ์ Product Hero

นายกอบชัย  สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การเร่งพัฒนาต่อยอดของโครงการสร้างสรรค์อัตลักษณ์สินค้าอุตสาหกรรมชุมชนสู่สากล หรือ โครงการ “ไทยเด่น” 77  ผลิตภัณฑ์ 77 จังหวัด ขั้นตอนดำเนินการคืบหน้ามาก เข้าสู่กระบวนการอบรมเชิงปฏิบัติการกิจกรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมชุมชนเชิงพาณิชย์พื้นที่แรกในภาคตะวันออกเรียบร้อยแล้ว จะขยายอบรมเชิงปฏิบัติการต่อเนื่องไปยังพื้นที่ภาคเหนือ และภาคใต้ ให้ครบภายในเดือนกุมภาพันธ์ศกนี้ เพื่อค้นหา Product Hero ของแต่ละจังหวัด

หลังจากที่ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานเครือข่าย ได้ร่วมเฟ้นหาและคัดเลือกผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าเด่นมีอัตลักษณ์เชิงพื้นที่ในแต่ละจังหวัดจำนวน 3 รายต่อจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 231 ราย เพื่อเข้าร่วมการฝึกอบรม พร้อมเสริมด้วยหลักสูตรพิเศษในการค้นหา Product Hero ของแต่ละจังหวัด โดยทีมนักการตลาด นักวิเคราะห์กลยุทธ์ นักการสื่อสาร และผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสินค้า เป็นต้น

“เราเข้มเรื่องอบรมเชิงปฏิบัติการมากและทำ Work Shop ร่วมกัน เพื่อให้เกิดถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมชุมชนสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อให้ผู้ประกอบการชุมชนมีความสามารถเพิ่มและยกระดับศักยภาพการผลิตสูงขึ้น มีความเข้าใจและเห็นความสำคัญในเรื่องการบริหารจัดการต้นทุนผลิต การคิดต้นทุน การบันทึกกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุนในผลิตภัณฑ์ต้นแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ของผู้ประกอบการชุมชน” นายกอบชัยกล่าว

อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวอีกว่า เพื่อนำทางผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมชุมชน Product Hero ของแต่ละจังหวัด ก้าวสู่ระดับประเทศและตลาดสากล Work Shop ดังกล่าวจึงเพิ่มองค์ความรู้ด้านการยกระดับมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรมชุมชนสู่มาตรฐานสากล อาทิ  ISO9001 ฉบับชุมชน และแนวทางการขอรับการรับรองมาตรฐาน ISO9001 และความรู้เกี่ยวการขอ อ.ย. ,GMP ผลิตภัณฑ์ อีกด้วย

ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวเพื่อมุ่งบรรลุจุดมุ่งหมายของโครงการไทยเด่น ให้เป็นโครงการเพื่อผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนและ SME แห่งปี ที่รวบรวมผู้ผลิตสินค้าเด่น 77  จังหวัดทั่วประเทศ มาเปิดมุมมองวิสัยทัศน์และพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อผลักดันสินค้าเป็นของฝากและของที่ระลึกในระดับประเทศ ก่อให้เกิดการพัฒนาระดับท้องถิ่น สร้างความเข้มแข็งต่อเศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวตามนโยบายสู่ภูมิภาค

นายอิศเรศ ชื่นใจ เจ้าของผลิตภัณฑ์ ครกอ่างศิลา แบรนด์ “ลี้เซี่ยงฮวด” จังหวัดชลบุรี ที่สืบทอดมรดกภูมิปัญญาดั้งเดิมมาจากบรรพบุรุษจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานทำครกรุ่นแรกของอ่างศิลา ผู้ที่ได้เข้าร่วมการอบรมรุ่นแรกในโครงการดังกล่าว เปิดเผยว่า พอใจกับกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการของ กสอ. ครั้งนี้อย่างมาก เนื่องจาก มีความแตกต่างจากหลายๆ โครงการที่ภาครัฐได้ดำเนินการส่งเสริมที่ผ่านมา เพราะว่าโครงการนี้ไม่ได้หยิบยื่นอาหารสำเร็จรูปให้กับผู้ประกอบการชุมชน แต่ได้หยิบยื่นเครื่องไม้เครื่องมือการทำมากินให้ เช่น การคิดพัฒนาและดีไซน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ การพัฒนาช่องทางการตลาดออนไลน์ ที่ให้ได้ทำและออกผลมาเป็นผลิตภัณฑ์ได้จริง

“ความรู้ที่ได้รับมา เราได้พัฒนา “ครกอ่างศิลา” ชูความมีอัตลักษณ์ดั้งเดิมที่มีเฉพาะครกอ่างศิลาเท่านั้น คือ ทำจากหินทะเลแกรนิตที่เหนียว ละเอียด และแข็งแกร่งที่สุดในประเทศไทย เป็นหินลาวาที่ผุดขึ้นมาจากทะเลอย่างยาวนาน ที่ประเทศอื่นไม่เคยพบเจอ ในเนื้อหินมีเกร็ดสะท้อนแวววาวเกิดจากการสะสมของซากพืชซากสัตว์มานับพ้นปี และเป็นผลิตภัณฑ์ครกที่ได้รับจดทะเบียนถิ่นกำเนิดจีไอด้วย พัฒนามาสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ เป็นครกอ่างศิลาที่คงฟังก์ชั่นของความเป็นครกอ่างศิลาและทำด้วยมือ คือ ตัวครกมีปุ่มที่จับ เพิ่มฟังก์ชั่นใหม่คือ เพิ่มฝาปิดครก มีช่องพักสากและที่วางพักสากเพื่อไม่ให้เคลื่อนหลุดง่าย ฝาปิดครกสามารถใช้เป็นที่บดยาเพิ่มขึ้นได้อีก ให้เป็นโปรดักส์ครกในระดับพรีเมี่ยม ใช้แบรนด์ว่า “ลี้เซี่ยงฮวด” อย่าง ขนาด 6 นิ้ว ราคาใบละ 6,500 บาท ขายทั้งในออนไลน์และขายส่งทั่วไป” นายอิศเรศ กล่าว

นายอิศเรศ กล่าวทิ้งทายด้วยว่า ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมนี้มาก ทำให้ผู้ประกอบการได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง สามารถคิดค้นเองได้ ทำเองได้ รู้จักต้นทุนแฝง เข้าใจด้านการจัดการด้านต้นทุนมากขึ้น และยังมีเรื่องที่ฝากถึงภาครัฐคือ ผู้ประกอบการยังขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ดอกเบี้ยต่ำอยู่มาก เนื่องจากเงินทุนที่ภาครัฐให้นั้น ยังมีเงื่อนไขมากเกินไป เช่น ต้องเป็นผู้ประกอบการหรือวิสาหกิจชุมชนที่เป็นนิติบุคคลเท่านั้น ถึงจะได้รับเงินทุนจากภาครัฐนี้ได้

กสอ. ชี้เอสเอ็มอียุคใหม่ อยากเพิ่มยอดขายต้องใช้กลยุทธ์ “การรีวิว” พร้อมแนะ 5 ทริคต้องรู้ จุดกระแสยอดแชร์ให้ปังในโซเชียล

  • กสอ.จัดกิจกรรมประกวดคลิปรีวิวสินค้าเอสเอ็มอี หวังกระตุ้นผปก.ตระหนักรู้ เข้าสู่ช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ชี้กลยุทธ์การรีวิวสินค้าเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะใน 3 กลุ่ม ได้แก่ แฟชั่นและเครื่องสำอาง ธุรกิจอาหาร และผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว พร้อมเผย 5 ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับการรีวิวสินค้า ได้แก่ 1. การเลือกใช้ผู้รีวิวหรืออินฟลูเอนเซอร์ที่มีคาแรคเตอร์เดียวกับสินค้า 2. ไม่โฆษณาจนมากเกินไป 3. ผสมผสาน ความน่าเชื่อถือ  4. ให้ความสำคัญกับความกระชับฉับไว และ 5. การสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้รับชมหรือผู้บริโภค ทั้งนี้ เพื่อให้แต่ละธุรกิจสามารถเติบโตได้ด้วยเทคโนโลยีและระบบออนไลน์ได้มากขึ้น กสอ. ยังได้วางงบประมาณ พร้อมด้วยกิจกรรมพัฒนาศักยภาพด้านดังกล่าวของผู้ประกอบการ อาทิ การสอนถ่ายภาพเพื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซ การสร้างสรรค์เว็บไซต์ ฯลฯ และล่าสุดยังจัดกิจกรรมประกวดคลิปวิดีโอรีวิวสินค้าในแคมเปญ “DIP รีวิวติดสปีด” เพื่อให้สินค้าเอสเอ็มอีเป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยผู้ชนะเลิศได้แก่ นายธรรมชาติ โยธาจุล ในผลงาน “รีวิวผงปรุงรสได้รับโล่รางวัลพร้อมเงินรางวัล มูลค่า 30,000 บาท 

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปัจจุบันกลยุทธ์ “การรีวิวสินค้า” เป็นกิจกรรมที่กำลังนิยมในการทำธุรกิจออนไลน์และถูกแพร่กระจายไปทั่วโลก เพราะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพทางการตลาดได้อย่างมหาศาลและมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค เนื่องจากพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับสื่อสังคมออนไลน์และเชื่อคำแนะนำจากสื่อดังกล่าวมากกว่าการโฆษณา เพราะมีความสมจริง เข้าถึงได้ง่ายและกระจายต่อ (Share) ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การทำ “อีคอมเมิร์ซ” มีการเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ดังนั้น “การรีวิวสินค้า” จึงนับเป็นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยการทำธุรกิจที่สำคัญ ซึ่งผู้ประกอบการทั้งรายย่อยและรายใหญ่ควรนำมาปรับใช้และควรสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ ๆ ให้มีความน่าสนใจ เพื่อเพิ่มยอดขายและความเป็นที่นิยมในท้องตลาดให้มากขึ้น โดยเฉพาะใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ แฟชั่นและเครื่องสำอาง ธุรกิจอาหาร และผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว

นายกอบชัย กล่าวต่อว่า ในช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมา กสอ. พบว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยหลายรายได้หันมาให้ความสนใจกิจกรรมการรีวิวสินค้าเพิ่มมากขึ้น และเพื่อให้กิจกรรมดังกล่าวเกิดประสิทธิภาพขึ้น จึงมีข้อแนะนำดังนี้

  • เลือกใช้ผู้รีวิวหรืออินฟลูเอนเซอร์ที่มีคาแรคเตอร์เดียวกับสินค้า เพื่อให้การรีวิวดูมีความจริงใจ ธรรมชาติ และตอบโจทย์กับผู้บริโภคได้อย่างน่าเชื่อถือ เช่น สินค้าชุมชนต้องใช้ผู้รีวิวที่มีความเป็นชาวบ้าน สินค้าอาหารต้องใช้เชฟ หรือ นักชิม สินค้ากลุ่มเครื่องสำอางใช้ช่างแต่งหน้า หรือ นักแสดง ฯลฯ
  • ไม่โฆษณาจนมากเกินไป ผู้ประกอบการหรือนักการตลาดควรคำนึงว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่มักหลีกหนีการชมโฆษณาและสรรหาเรื่องราวต่าง ๆ ในสื่อออนไลน์ที่น่าสนใจมากกว่าดังนั้น เนื้อหาในการรีวิวจึงต้องมีความเป็นธรรมชาติ สอดคล้องกับเหตุการณ์ประจำวัน และต้องทำให้ผู้ชมหรือบริโภครู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการรีวิว
  • ผสมผสานความน่าเชื่อถือ ด้วยการอ้างอิงคุณประโยชน์จากส่วนใดส่วนหนึ่งของสินค้า เพื่อทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจ เช่น ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ต้องอ้างอิงสรรพคุณส่วนผสมจากสมุนไพร หรือวัตถุดิบต่างๆ สินค้ากลุ่มเสื้อผ้า ต้องแสดงถึงความสบาย ความภูมิฐาน คุณภาพของเนื้อผ้าที่มีต่อการสวมใส่ นอกจากนี้ ยังสามารถนำงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หรือผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน มาร่วมยืนยันหรือให้ข้อมูลกับสินค้าได้อีกด้วย
  • ให้ความสำคัญกับความกระชับฉับไว เนื่องด้วยปัจจุบันมีช่องทางสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก จึงต้องใช้เทคนิคการสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเรื่องของการนำเสนอเนื้อหาและการตัดต่อต้องไม่ยืดเยื้อ ชมแล้วเข้าใจง่าย ไม่ต้องตีความเยอะ พร้อมสร้างความรู้สึกให้ผู้ที่ได้รับชมมีความต้องการบอกต่อ (Share) ให้กับผู้อื่นได้ทันที
  • การสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้รับชมหรือผู้บริโภค โดยเปิดโอกาสให้ผู้รับชม ผู้ใช้ และผู้ทดลองใช้ สามารถแสดงความคิดเห็น หรือร่วมเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของการรีวิว เพื่อทำให้ผู้อื่น ๆ ได้รับรู้ถึงความจริงใจของแบรนด์สินค้า และนำมาปรับปรุงบริการด้านต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายกอบชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้แต่ละธุรกิจสามารถเติบโตได้ด้วยเทคโนโลยี ระบบออนไลน์ และโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวางขึ้น ในปีนี้ กสอ. จึงได้จัดเตรียมโครงการและกิจกรรมพัฒนาศักยภาพด้านดังกล่าวของผู้ประกอบการ อาทิ โครงการเพิ่มศักยภาพเอสเอ็มอีด้วยระบบเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital for SMEs) โครงการจัดทำองค์ความรู้ในรูปแบบสื่อดิจิทัลสำหรับเอสเอ็มอี (E-learning for SMEs) และยังมีกิจกรรมเสริมอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น การสอนถ่ายภาพเพื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซ การพัฒนาอี-แคตตาล็อกเพื่อโปรโมทสินค้า การสร้างสรรค์เว็บไซต์ ฯลฯ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีความทันยุคทันสมัย และสอดรับกับเศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้น

นอกจากนี้ ล่าสุดยังได้จัดกิจกรรมประกวดคลิปวิดีโอรีวิวสินค้าในแคมเปญ “DIP รีวิวติดสปีด” เพื่อค้นหาสุดยอดนักสร้างสรรค์และนำเสนอสินค้าเอสเอ็มอี ซึ่งเปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการ นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมประกวด โดยมีผู้ร่วมส่งผลงานเข้าประกวดจำนวน 60 คลิป และคัดเลือกเหลือ เพียง 5 คลิปทีมจากคณะกรรมการ ซึ่งการคัดเลือกใช้เกณฑ์การตัดสินจากแนวคิดผลงานอันสะท้อนความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนเทคนิคการนำเสนอ จากการตัดสินของผู้ทรงคุณวุฒิโดยละเอียดนั้น มีความเห็นตรงกันว่า นายธรรมชาติ โยธาจุล ในผลงาน “รีวิวผงปรุงรส” ตอบโจทย์ของการเข้าแข่งขันในโครงการมากที่สุดได้รับรางวัลชนะเลิศได้รับโล่ พร้อมเงินรางวัล มูคคล่า 30,000 บาท นายประภวิษณุ์ พุกสุริย์วงษ์ และนายนนทกร รุ่งแกร ผลงาน “รีวิว Deesay Powder แป้งตลับ” ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินสด 20,000 บาท และ นางรติกา เอกภาพวาสนา กับผลงาน “รีวิว Skinfrink ครีมทาหน้า และ ครีมแต้มสิว” ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินสด 10,000 บาท

นายธรรมชาติ โยธาจุล ในผลงาน “รีวิวผงปรุงรส”

 

นายประภวิษณุ์ พุกสุริย์วงษ์ และนายนนทกร รุ่งแกร ผลงาน “รีวิว Deesay Powder แป้งตลับ”

 

นางรติกา เอกภาพวาสนา กับผลงาน “รีวิว Skinfrink ครีมทาหน้า และ ครีมแต้มสิว” 

 

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 02- 202 -4417 หรือ เข้าไปที่ www.dip.go.th

Page 1 of 4