กรอ.ชี้อุตสาหกรรมไทยรับอานิสงส์ประชุมสุดยอดอาเซียน ชูเทคโนโลยี - นวัตกรรมนำประเทศก้าวผ่านกับดักรายได้ปานกลาง

กรมโรงงานอุตสาหกรรมเผยปฎิญญาอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมสู่4.0 ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันผู้ประกอบการ 10 ประเทศ พร้อมดึงเทคโนโลยีพัฒนาระบบบริการ-ตรวจสอบมลพิษ

กรอ. รับรถตรวจวัดคุณภาพอากาศเคลื่อนที่ เพิ่มศักยภาพเชิงรุกพร้อมลุยตรวจมลพิษทันที

กรมโรงงานอุตสาหกรรมเดินหน้าพัฒนาระบบตรวจสอบและป้องกันโรงงานแอบปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมเพื่อไม่ให้ชุมชนได้รับความเดือดร้อน พร้อมโชว์ศักยภาพรถตรวจวัดคุณภาพอากาศ-น้ำแก้ปัญหามลพิษ และลดปัญหาความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน

อุตสาหกรรมชี้ แฟคทอรี่ 4.0 ดันไทยสู่ประเทศรายได้สูง

กรอ. เดินหน้าเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ยุคอนาคตอุตสาหกรรม 4.0 มั่นใจ 3 แนวทางการขับเคลื่อนกลไก สามารถนำประเทศไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง-ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ความไม่สมดุลของการพัฒนา

กรมโรงงานฯ จับมือกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ติวเข้มอุตฯแอร์
เรียนรู้เทคนิคใหม่การใช้เครื่องปรับอากาศเอชเอฟซี - 32

กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ดำเนินการจัดฝึกอบรมการใช้งานเครื่องมือและอุปกรณ์พื้นฐาน เกี่ยวกับการติดตั้งและบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศที่ใช้สารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน หรือ HFC-32 เป็นสารทำความเย็นให้กับช่างติดตั้งและซ่อมบำรุงในภาคอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศ โดยมีวัตถุประสงค์ให้กลุ่มดังกล่าวมีความรู้ความสามารถต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีสารทำความเย็น HFC-32 แทนการใช้สารไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน ( HCFC หรือ R-22 ) พร้อมด้วยเทคนิคต่างๆที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ การดำเนินความร่วมมือดังกล่าว ยังเป็นแนวทางที่สำคัญในการลดการทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน การประหยัดพลังงาน และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสภาพภูมิอากาศโลก

ร้อยเอกธเนศ จันทกลิ่น รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม

ร้อยเอกธเนศ จันทกลิ่น รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ดำเนินโครงการลดและเลิกใช้สารไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (HCFC) ของประเทศไทย (Thailand HCFC Phase-out Project : HPMP) โดยได้รับเงินช่วยเหลือจากกองทุนพหุภาคีพิธีสารมอนทรีออล ในการสนับสนุนผู้ประกอบการผลิตเครื่องปรับอากาศ ให้ปรับเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีทำความเย็นทดแทนไฮโดรฟลูออโรคอาร์บอน (HFC-32 หรือ R-32) แทนสาร HCFC หรือ R-22  เพื่อลดการทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน ประหยัดพลังงาน และไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศโลก โดยในการดำเนินโครงการยังมีเป้าหมายในการลดและเลิกใช้สาร HCFC ในประเทศไทยให้เป็นศูนย์ให้ได้ภายในปี 2583 ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งผลักดันให้ทั้งผู้ประกอบการและทุกๆภาคส่วน ได้เห็นความสำคัญของการปรับเปลี่ยนมาใช้สาร HFC- 32 อย่างแพร่หลายมากขึ้น ตลอดจนดำเนินความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เป้าหมายในการดำเนินกิจกรรมมีความครอบคลุมทุกมิติและลุล่วงไปได้อย่างรวดเร็ว

ร้อยเอกธเนศ กล่าวเพิ่มเติมว่า  ล่าสุดกรมโรงงานฯ ได้ดำเนินความร่วมมือกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในการพัฒนาบุคลากรช่างเครื่องปรับอากาศให้มีความรู้ความสามารถ มีทักษะฝีมือที่มีประสิทธิภาพ และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีด้านการทำความเย็น ด้วยการจัดฝึกอบรมการใช้งานเครื่องมือและอุปกรณ์พื้นฐาน เกี่ยวกับการติดตั้งและบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศที่ใช้สาร HFC-32 เป็นสารทำความเย็น

ซึ่งกรมโรงงานฯ จะให้การสนับสนุนอุปกรณ์สำหรับบุคลากรฝึกของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อเป็นวิทยากรในการการนำองค์ความรู้ เทคนิค และทักษะการปฏิบัติงานใหม่ๆที่ได้จากการฝึกอบรมไปขยายผลให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ แรงงาน และภาคซ่อมบำรุงในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศทั่วประเทศ โดยมุ่งหวังให้กลุ่มดังกล่าวมีความรู้ความสามารถต่อการใช้เทคโนโลยีสารทำความเย็น HFC-32 การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และสอดรับความต้องการของตลาดที่ในอนาคตจะมีการใช้เครื่องปรับอากาศในระดับที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ความร่วมมือในครั้งนี้ยังเป็นไปตามพันธกิจของกรมโรงงานฯ ที่ได้ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศของประเทศไทย ให้ปรับเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีใหม่และสาร HFC-32 ในกระบวนการผลิตที่เริ่มมาตั้งแต่ ปี 2560 ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการผลิตเครื่องปรับอากาศของไทยจำนวน 11 ราย ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายธวัช เบญจาทิกุล รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

ด้าน นายธวัช เบญจาทิกุล รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าววว่า  การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ถือว่ามีเป้าหมายและกลไกในการบูรณาการภารกิจร่วมกันในรูปแบบประชารัฐ ซึ่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงานพร้อมจะให้การสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรฝึก ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานหลักสูตรการฝึกยกระดับฝีมือ สาขาการติดตั้งเครื่องปรับอากาศภายในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ระยะเวลาการฝึก 18 ชั่วโมง จำนวน 3 รุ่น ๆ ละ 20 คน รวมทั้งสิ้น 60 คน โดยมอบหมายให้สำนักพัฒนาผู้ฝึกและเทคโนโลยีการฝึกดำเนินการพัฒนาบุคลากรฝึกของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และกรมโรงงานอุตสาหกรรมให้การสนับสนุนงบประมาณดำเนินการดังกล่าว เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะฝีมือที่สูงขึ้น ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อนำความรู้ไปขยายผลให้แก่กำลังแรงงานให้มีทักษะฝีมือสูงขึ้นได้มาตรฐานฝีมือแรงงาน รวมทั้งส่งเสริมให้ช่างเครื่องปรับอากาศตระหนัก ถึงความปลอดภัยเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศที่ใช้สาร HFC-32 รองรับต่อการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจในอนาคต

เมื่อเร็วๆ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้จัดพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นี้ ณ ห้องประชุม อก 1 ชั้น 2 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยผู้ประกอบการที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ กลุ่มอนุรักษ์โอโซน กองบริหารจัดการวัตถุอันตราย กรมโรงงานอุตสาหกรรม หมายเลขโทรศัพท์ 0-2202-4228

กรอ. จับมือ กฟผ. ร่วมยกระดับหม้อน้ำสมองกลสู่โรงงานและโรงไฟฟ้า
ตั้งเป้าประหยัดพลังงานกว่า 1 พันล้านบาทต่อปี

กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.)  ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยกระดับหม้อน้ำสู่หม้อน้ำสมองกล  ด้วยเทคโนโลยีและระบบดิจิทัล โดยตั้งเป้านำร่องยกระดับการใช้งานหม้อน้ำที่มีอยู่ในโรงไฟฟ้ากว่า 337 เครื่อง และคาดว่าจะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต และประหยัดการใช้พลังงานได้กว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี

นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม

นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า  กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีแนวคิดบูรณาการการทำงานด้านหม้อน้ำ (Boiler) เพื่อส่งเสริมยกระดับการใช้งานหม้อน้ำให้มีความปลอดภัย เกิดประสิทธิภาพพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวทางสู่หม้อน้ำสมองกล  หรือ สมาร์ท บอยเลอร์ (Smart Boiler) ด้วยการขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม (Value based) ผ่านการบูรณาการความร่วมมือของสองหน่วยงาน ภายใต้กรอบความร่วมมือ 5 ด้าน คือด้านการส่งเสริมสนับสนุนเชิงวิชาการ ด้านการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับหม้อน้ำ ด้านการส่งเสริมความปลอดภัยหม้อน้ำ ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพ การอนุรักษ์พลังงาน และการรักษาสิ่งแวดล้อมของหม้อน้ำ และด้านวิจัย พัฒนาองค์ความรู้ และสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านหม้อน้ำเพื่อก้าวสู่การใช้งานหม้อน้ำสมองกล (Smart boiler) โดยมีหมายเป้ายกระดับการใช้งานหม้อน้ำที่มีอยู่ในโรงไฟฟ้ากว่า 337 เครื่อง คาดว่าจะช่วยให้เกิดการความปลอดภัยลดความเสี่ยงแก่พนักงาน ช่วยลดต้นทุนการผลิต ส่งผลให้เกิดการประหยัดพลังงานได้กว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี 

ทั้งนี้ การพัฒนาสมาร์ท บอยเลอร์ (Smart Boiler)  รวมถึงการยกระดับความปลอดภัยและการบำรุงรักษา ถือเป็นโครงการสำคัญที่ กรอ. จัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนนโยบายประเทศไทย 4.0 และอุตสาหกรรม 4.0 โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะด้านพลังงานความร้อน เพื่อส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบกิจการโรงงานที่มีการใช้หม้อน้ำ ให้มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานและความปลอดภัยเพิ่มขึ้น โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็ก อุตสาหกรรมอาหาร โรงไฟฟ้าขนาดเล็กใช้เชื้อเพลิงชีวมวล (VSPP)  ทั้งนี้ปัจจุบันตามฐานข้อมูลของกรมโรงงานอุตสาหกรรมพบว่ามีการใช้งานหม้อน้ำ (Boiler) ประมาณ 7,000 โรงงาน และมีหม้อน้ำรวมประมาณ 15,000 เครื่อง

นายนิกูล ศิลาสุวรรณ รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  ด้านนายนิกูล ศิลาสุวรรณ รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นหน่วยงานที่มีองค์ความรู้และฐานข้อมูลเกี่ยวกับการออกแบบ การใช้งาน การบำรุงรักษาหม้อน้ำ การประเมินอายุหม้อน้ำ และการพัฒนาหม้อน้ำสมองกล  ด้วยเทคโนโลยีและระบบดิจิทัล  ตลอดจนยังมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์เฉพาะด้านหม้อน้ำจำนวนมาก ซึ่งความร่วมมือกับ กรอ. ช่วยให้เกิดการบูรณาการพัฒนางานวิชาการ พัฒนาบุคลากร ส่งเสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ความปลอดภัย และรักษาสิ่งแวดล้อมสำหรับภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง และจะเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะผลักดันให้ก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ  

ทั้งนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้จัดพิธีลงนามความเข้าใจในความร่วมมือการส่งเสริมความปลอดภัย การอนุรักษ์พลังงาน การรักษาสิ่งแวดล้อม สำหรับหม้อน้ำ (Boiler)  ณ ห้องประชุม 509 ชั้น 5 เมื่อเร็วๆ นี้

ผู้ประกอบการที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ กองส่งเสริมเทคโนโลยีความปลอดภัยโรงงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม หมายเลขโทรศัพท์ 02-202-4215-6

Page 1 of 2