เผยโฉม TicWatch C2 สมาร์ทวอชรุ่นคลาสสิค ที่ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีขั้นสุด

Mobvoi บริษัทปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชั้นนำที่อยู่ภายใต้การสนับสนุนของ Google และ Volkswagen เปิดตัว ทิควอทช์ ซี 2 (TicWatch C2) เจเนอเรชั่นที่ 2 ของสมาร์ทวอชรุ่นคลาสสิคจากทิควอทช์ ในประเทศอังกฤษ เปิดพรีออเดอร์พร้อมกันทั่วโลก เตรียมวางจำหน่ายในประเทศไทยเดือนพฤศจิกายน 61 นี้ โดยบริษัทอินโนเวชั่น อีทีซี

นายธรรมสร มีรัตน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-Founder) บริษัท อินโนเวชั่นอีทีซี จำกัด ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการเพียงรายเดียวของ TicWatch ในประเทศไทย เปิดเผยว่า ภายหลังจากบริษัท ได้เริ่มทำตลาด TicWatch ในประเทศไทยมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ของปี 2561 นี้ ยอดขาย TicWatch ก็เติบโตอย่างต่อเนื่องทุกรุ่น โดยเฉพาะรุ่น TicWatch Pro กำลังที่เป็นที่นิยมของตลาดผู้ใช้สมาร์ทวอชในเมืองไทยอย่างมาก ล่าสุด Mobvoi จึงได้เปิดตัวรุ่นใหม่ TicWatch C2 เจเนอเรชั่นใหม่ของ TicWatch Classic ที่จะมาพร้อมตัวเรือนแสตนเลส สตีล สายหนังแท้ รองรับการใช้งานระบบ NFC Payment ติดตามข้อมูลสุขภาพ และฟิตเนสได้ รวมทั้งคุณสมบัติอื่นๆ อีกมากมาย

“TicWatch C2” เป็นสมาร์ทวอชระบบ Wear OS โดย Google™ ที่มีแอพลิคเคชั่นสำหรับสมาร์ทวอชมากมาย และมีหน้าปัดนาฬิกาให้เลือกนับพัน พร้อมด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานผู้ช่วย Google Assistant ชูจุดเด่นที่วัสดุระดับพรีเมียม สวย ดูดี ทน เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติการใช้งานที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ตัวเรือนด้านหน้าผลิตจากแสตนเลสสตีล ที่มาพร้อมกับสายหนังแท้หรูหรา พน้าจอ AMOLED ขนาด 1.3 นิ้ว (360 x 360 พิกเซล) เชื่อมต่อผ่านบลูทูธ 4.1 และไวไฟ 802.11 b/g/n มี GPS GLONASS Beidou  มีเซ็นเซอร์ตรวจจับด้านสุขภาพและการออกกำลัง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจ การเคลื่อนไหว การหมุน ทิศทางการเคลื่อนที่ แบตเตอรี่ความจุ 400 mAh สามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 2 วัน และฟังก์ชั่นการใช้งานอื่นๆ ครบครัน อาทิ สามารถสั่งงานโดยตรงด้วยเสียงผ่าน Google Assistant™ ใช้ Google Pay ชำระเงินได้โดยตรง ผ่านระบบ NFC Payment มีฟีเจอร์กันน้ำและฝุ่นมาตรฐาน IP68 (IP68 Water and dust resistant) โดยจุดเด่นอีกประการที่สำคัญคือเพิ่มขนาดใหม่สำหรับผู้มีข้อมือเล็ก ในรุ่น TicWatch C2 18mm (มีเฉพาะตัวเรือนสีโรสโกลด์) ที่ตัวเรือนมีความบางพิเศษ คือหนาเพียง 12.80 มิลลิเมตรที่มากับสายหนังแท้ขนาด 18 มิลลิเมตร โดยในรุ่นปกติ TicWatch C2 20mm ที่มีให้เลือก 2 สีคือตัวเรือนสีดำ และสีแพลตตินั่ม (เงิน) จะมีความหนา 13.10 มิลลิเมตร และมากับสายหนังแท้ขนาด 20 มิลลิเมตร

นายชนินทร์ มโนชญากร ผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-Founder) บริษัท อินโนเวชั่นอีทีซี จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า TicWatch C2 จะเข้ามาสร้างสีสันให้กับตลาดผู้ใช้สมาร์ทวอชในเมืองไทยได้อีกรุ่น ด้วยคุณภาพระดับพรีเมียมที่การันตีโดยบริษัทชั้นนำอย่าง Mobvoi และราคาที่จับต้องได้ นอกจากนี้ทาง อินโนเวชั่นอีทีซี ยังสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้ด้วยการรับประกันสินค้าในระยะเวลา 1 ปี และสามารถเปลี่ยนเครื่องใหม่ได้ทันทีภายใน 7 วัน หากเครื่องมีปัญหา  อย่างไรก็ตามคาดว่าการมาของ TicWatch C2 จะสามารถขยายกลุ่มผู้ใช้ได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้เลือกใช้สมาร์ทวอชเรือนแรก และกลุ่มผู้ใช้ที่เคยใช้เจเนอเรชั่นแรกของทิควอท์ชคลาสสิค โดย TicWatch C2 จะวางจำหน่ายในประเทศไทยช่วงเดือนธันวาคม  2561 ที่จะถึงนี้ ในราคาระหว่าง 7,000 – 8,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นและขนาด)

ปัจจุบัน TicWatch ที่จัดจำหน่ายในประเทศไทยได้แก่รุ่น TicWatch C รุ่น TicWatch S&E รุ่น TicWatch Pro ที่ร้าน B2S สาขาเซ็นทรัล พระราม 3, เซ็นทรัลลาดพร้าว, ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต, B2S พัทยา, B2S ชลบุรี ร้าน Be trend สาขาเอ็มโพเรียม และสยามพารากอน หรือสามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่ Lazada, Shopee, facebook fanpage: Ticwatch Thailand และ www.ticwatchthailand.com

Mio เปิดตัวนวัตกรรมกล้องติดรถยนต์อัจฉริยะ  MiVue 7 Series

“มีโอ้” ผู้ผลิตกล้องติดรถยนต์ชั้นนำในยุโรปและเอเชียแปซิฟิก ประกาศเปิดตัวกล้องติดรถยนต์แบบมี WiFi ในตระกูล Mio MiVue 7 Series (มีโอ้ ไมวิว ซีรี่ส์ 7)   อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

Mio มุ่งมั่นในการสร้างประสบการณ์ที่คำนึงถึงความต้องการของผู้ใช้งานอย่างแท้จริงตามแนวคิดที่เป็นหัวใจหลัก “All About You” ล่าสุดประกาศเปิดตัวกล้องติดรถยนต์แบบมี WiFi และระบบนำทาง GPS ในตัว รุ่นใหม่จากตระกูล Mio MiVue 7 Series ครบครันด้วยฟังก์ชั่นการบันทึกวิดีโอคุณภาพความคมชัดสูง พร้อมคุณสมบัติการสำรองข้อมูลแบบเรียลไทม์ ที่ผู้ใช้สามารถอัพโหลดและดูคลิปวิดีโอในโทรศัพท์มือถือได้อย่างสะดวกสบายผ่านแอพพลิเคชัน MiVue

ความคมชัดระดับ Full HD จับภาพความละเอียดสูง สว่างชัดเจนแม้ในเวลากลางคืน

กล้องติดรถยนต์รุ่น MiVue792 (ไมวิว 792) โดดเด่นด้วยสุดยอดเซ็นเซอร์ STARVIS™ ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์รับภาพความไวสูงแบบ CMOS จากโซนี่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบันทึกวิดีโอในสภาวะแสงน้อย   หรือเวลากลางคืนได้สว่างชัดเจน อีกทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีปรับแต่งภาพซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ Mio สามารถปรับความสว่างของภาพได้ถึง 4 ระดับ เพิ่มคุณภาพของภาพให้ดียิ่งขึ้น กล้องสามารถบันทึกวิดีโอที่มีความละเอียดคมชัดสูงในทุกช่วงเวลาด้วยความคมชัดระดับ Full HD 1080p ภาพไหลลื่นด้วยความเร็วเฟรมเรท 60 FPS ต่อวินาที

ถ่ายโอนไฟล์วิดีโออัตโนมัติ สามารถดูได้แบบเรียลไทม์

กล้องติดรถยนต์รุ่น Mio MiVue 792 (มีโอ้ ไมวิว 792) และรุ่น MiVue786 (ไมวิว 786)  เพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยการรองรับการเชื่อมต่อผ่าน WiFi ให้ผู้ใช้งานสามารถถ่ายโอนและดูคลิปวิดีโอที่บันทึกไว้ในโทรศัพท์มือถือได้ทันที  ซึ่งแตกต่างจากกล้องติดรถยนต์ทั่วไปในท้องตลาด ที่ผู้ใช้ต้องเสียเวลาถอดเมมโมรี่การ์ดออกมาเพื่อดูวิดีโอย้อนหลังในคอมพิวเตอร์ ขั้นตอนยุ่งยากและอาจทำให้ล่าช้าเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน

กล้องติดรถยนต์ Mio แบบมี WiFi ในตัวมาพร้อมฟีเจอร์เก็บสำรอง (Backup) ไฟล์วิดีโอแบบอัตโนมัติ ดังนี้

  1. เก็บสำรองไฟล์วิดีโอแบบเรียลไทม์: ตัวกล้องจะทำการบันทึกเหตุการณ์และเก็บสำรองไฟล์โดยอัตโนมัติ สามารถเข้าดูคลิปวิดีโอต่างๆ ได้ทันทีอย่างง่ายดาย
  2. บันทึกวิดีโอต่อเนื่อง: ตัวกล้องจะทำการบันทึกวิดีโออย่างต่อเนื่อง แม้ในขณะที่ผู้ใช้งานกำลังเชื่อมต่อผ่าน WiFi กับโทรศัพท์มือถือ
  3. สามารถตัดแบ่งไฟล์วิดีโอได้: เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา ผู้ใช้สามารถตัดแบ่งคลิปวิดีโอ ณ เวลาที่เกิดเหตุได้ความยาว 20 วินาที (โดยตัวกล้องถูกตั้งค่าไว้ให้บันทึก 5 วินาทีก่อนเกิดเหตุและ 15 วินาทีหลังเวลาที่เกิดเหตุ) ทำให้ได้ไฟล์ขนาดเล็กที่เป็นช่วงเวลาที่เกิดเหตุจริงๆ
  4. สามารถดาวน์โหลดต่อจากที่ดาวน์โหลดค้างไว้ได้ (Download Resume): ใช้งานง่ายสุดๆ ด้วยการกดคลิกเพียงครั้งเดียว เพื่อเริ่มดาวน์โหลดไฟล์วิดีโอต่อทันทีจากที่ดาวน์โหลดค้างไว้
  5. ไม่รบกวนสายเรียกเข้า: ผู้ใช้ยังคงสามารถรับสายที่โทรเข้ามาได้ แม้ในขณะที่ทำการเก็บสำรองไฟล์วิดีโอลงในมือถือ
  6. รองรับทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง: รองรับการเก็บสำรองข้อมูลทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

กล้องติดรถยนต์ในตระกูล Mio MiVue 7 Series ทุกรุ่นสามารถใช้งานร่วมกับกล้องมองหลังติดรถยนต์ MiVue A30 (ไมวิว เอ30) ได้ โดยกล้องมองหลัง MiVue A30 ใช้เซ็นเซอร์รับภาพแบบ CMOS จากโซนี่ ให้ความคมชัดระดับ Full HD 1080p ใช้เลนส์กระจกคุณภาพสูง เลนส์กล้องมุมมองกว้าง 130 องศา รูรับแสงกว้าง F1.8 และรองรับโหมดบันทึกวิดีโอในเวลากลางคืน

นอกเหนือจากการเปิดตัวกล้องติดรถยนต์รุ่นใหม่ในตระกูล MiVue 7 Series แล้ว ทาง Mio ยังเปิดตัวกล้องติดรถยนต์ Mio MiVue C380D (มีโอ้ ไมวิว ซี380ดี) สามารถบันทึกวิดีโอคุณภาพความคมชัดระดับ Full HD 1080p ที่เฟรมเรท 30 FPS ต่อวินาที ตัวกล้องทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังใช้เซ็นเซอร์รับภาพแบบ CMOS ของโซนี่ มอบความปลอดภัยขณะขับขี่ครอบคลุมในทุกๆ มุมมอง พร้อมมีระบบนำทาง GPS ในตัว ที่นอกจากจะแสดงตำแหน่งของรถแล้ว ยังสามารถบอกความเร็วรถ ระบุพิกัดละติจูดและลองติจูด และบันทึกเส้นทางที่เดินทางไปได้อย่างครบถ้วนทุกการเดินทาง

กล้องติดรถยนต์ทุกรุ่นมีวางจำหน่ายแล้วที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ และร้านค้าออนไลน์บนเว็บไซต์ของลาซาด้าและช้อปปี้ สำหรับรุ่น Mivue 792 และ Mivue C380D ราคาเริ่มต้น 8,900 บาท สำหรับรุ่น Mivue 786 ราคาเริ่มต้นที่ 7,900 บาท และสำหรับรุ่น MiVue A30 ราคาเริ่มต้นที่ 4,900 บาท

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

พลิกโฉมวงการช่างไฟ ส่งแอปฯใหม่ จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค ตอบโจทย์ชีวิตยุค 4.0

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น เปิดตัวแอปพลิเคชัน MySchneider Electrician สำหรับช่างไฟยุค 4.0 ตัวช่วยขั้นเทพที่จะเพิ่มความสะดวกในการทำงานของช่างไฟ หาข้อมูลง่าย เคลมไว รับข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาผลิตภัณฑ์ การสั่งสินค้า โดยสามารถเลือกดูรายการสินค้าที่ต้องการ เช่น เบรกเกอร์ ตู้คอนซูมเมอร์ ยูนิต สวิตช์ไฟต่างๆ เป็นต้น เคลมสินค้าได้ง่าย เพียงถ่ายรูปสินค้าและส่งผ่านแอปฯนี้ นอกจากนี้ช่างไฟจะทราบข้อมูลข่าวสารและโปรโมชั่นอย่างรวดเร็ว ไม่ตกเทรนด์แน่นอน และยังเพิ่มความสะดวกสบายให้ช่างไฟโดยสามารถลงรายละเอียดการซื้อสินค้าและออกใบเสนอราคาได้อีกด้วย แอปฯ นี้มาพร้อมระบบแผนที่ ที่ช่วยให้ช่างไฟเลือกดูตัวแทนจำหน่ายที่ตั้งอยู่ใกล้ไซต์งานมากที่สุด และมีฟังก์ชันโทรติดต่อกับร้านค้าได้ทันที เพื่อความสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

คุณกุศล กุศลส่ง รองประธานฝ่ายธุรกิจค้าปลีก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย เผยว่า “ในยุค 4.0 เรามีเทคโนโลยีที่จะช่วยให้ชีวิตการทำงานง่ายขึ้น สมาร์ทโฟนในปัจจุบันนับเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่เอื้อประโยชน์ในการทำงานได้มากขึ้น โดยที่ผ่านมาเราได้ติดตั้งคิวอาร์โค้ดที่ตู้ไฟ และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเราเพื่อให้ช่างไฟ หรือวิศวกรสามารถตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ได้ผ่านสมาร์ทโฟน วันนี้เราได้พัฒนาแอปพลิเคชัน สำหรับช่างไฟยุค 4.0 โดยเฉพาะ โดยใช้อุปกรณ์สมาร์ทโฟนคู่กายของช่างไฟเอง ในการเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพสร้างรายได้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น  ขณะที่ใช้เวลาลดลง พร้อมสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เราจะมอบให้กับช่างไฟผ่านแอปพลิเคชัน MySchneider Electrician ที่ช่างไฟทั่วประเทศจะพลาดไม่ได้ นอกจากนี้เรายังเพิ่มส่วนของฟังก์ชั่นของข้อมูลผลิตภัณฑ์ และองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีของเราในรูปแบบเป็นภาษาไทยเพื่อให้ช่างไฟได้เติบโตไปด้วยกันพร้อมๆ กับเรา”

แอปพลิเคชัน MySchneider Electrician พร้อมให้ดาวน์โหลดแล้วในระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ที่เพลย์สโตร์ นับเป็นเทคโนโลยีที่ช่างไฟยุคใหม่และยุคเก๋าก็พลาดไม่ได้

เปิดตัว TRIMBLE CONNECT ในเอเชีย เครื่องมือทรงพลังสำหรับ
งานก่อสร้างผ่านเทคโนโลยี
CLOUD-BASED แบบไร้รอยต่อ

Trimble เปิดตัว TRIMBLE CONNECT ในภูมิภาคเอเชีย เครื่องมือทรงพลังสำหรับงานก่อสร้างผ่านเทคโนโลยี CLOUD-BASED แบบไร้รอยต่อ ที่จะเข้ามาจัดการการทำงานในอุตสาหกรรมการก่อสร้างโดยการเชื่อมต่อเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล ทั้งด้านการระบุตำแหน่ง การจำลองโครงสร้าง การเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ และส่งเสริมการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อพัฒนาผลผลิต คุณภาพ ความปลอดภัยเพื่อก่อให้เกิดความยั่งยืนในธุรกิจ พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างด้วยการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความสามารถในการติดต่อสื่อสารและทำงานร่วมกันได้อย่างไม่สะดุด ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มผลผลิต ลดการสูญเสีย วางแผนตารางเวลางานได้อย่างมีสมรรถภาพ และประหยัดต้นทุนซึ่งส่งผลดีต่อการลงทุนของอุตสาหกรรมก่อสร้าง

นายพงษ์สุร อังคณานุชาติ Country Manager บริษัท ทริมเบิ้ล โซลูชั่น ประเทศไทย เปิดเผยว่า “Trimble Connect เป็นเครื่องมือทรงพลังที่จะนำเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้างภาคพื้นเอเชีย ซึ่งจะสามารถลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการก่อสร้าง รวมไปถึงการวางระบบพื้นฐานของงานด้านในโครงการให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน อย่างไร้รอยต่อ และไม่มีข้อผิดพลาดจากการเปลี่ยนแปลงข้อมูลตลอดทั้งโครงการ เช่นในอุตสาหกรรมก่อสร้าง เมื่อต้องนำงานในหลายภาคส่วนมาผนวกเข้าด้วยกัน มักจะพบปัญหาความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของแต่ละภาคส่วน เพราะมีผู้เกี่ยวข้องมากมาย บวกกับเครื่องมือสื่อสารที่ต่างกันไป แต่ด้วย Trimble Connect โซลูชั่นนี้ จะทำให้หลายภาคส่วนทำงานร่วมกันผ่าน Cloud-based แพลทฟอร์มที่ช่วยผนวกข้อมูลต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกข้อมูลมาจากแหล่งเดียวกัน และด้วยชุดข้อมูลเดียวกันนี้ จะทำให้ทุกภาคส่วนสามารถนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้ได้ ทั้งกับการผลิต และการจัดการด้าน logistics เช่น การติดตามวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนในการก่อสร้าง หรือนำไปประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีเสมือนจริง(mixed reality) เพื่อทัศนวิสัยในการทำงานที่ยอดเยี่ยม เนื่องด้วยข้อมูลในโปรเจคจะถูกจำลองและแสดงออกมาแบบเสมือนจริงด้วยแว่นโฮโลเลนส์ ณ ไซต์งานก่อสร้างหรือที่ใดๆ ก็ตามตรงหน้าของท่าน

อีกด้านหนึ่งเจ้าของธุรกิจ สถาปนิก ผู้รับเหมา และวิศวกร ต่างใช้ซอฟต์แวร์และเครื่องมือที่หลากหลายแตกต่างกันไป ในส่วนงานของตนเอง และส่งต่อเพื่อรวบรวมเป็นแบบแผนของโครงการ ซึ่งรูปแบบงานเหล่านี้อาจเป็นได้ทั้ง แบบร่าง 2 มิติ, รายงานก่อสร้าง, เอกสารต่างๆ, รวมไปถึงโมเดล BIM 3มิติ อย่างไรก็ตามขั้นตอนการแชร์ข้อมูลในแพลตฟอร์มเครื่องมือ และเทคโนโลยีที่แตกต่างกันนี้ ส่งผลให้ข้อมูลไม่ต่อเนื่อง ก่อให้เกิดความยุ่งยาก และสร้างความเบื่อหน่ายให้กับผู้ทำงานได้ในที่สุด ด้วยเหตุนี้ Trimble Connect จึงสร้างแพลตฟอร์มที่ทรงประสิทธิภาพ และน่าเชื่อถือสำหรับการทำงานร่วมกันภายในโครงการบน cloud-based เพื่อให้ผู้ใช้ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์สามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และด้วย Trimble Connect ทุกคนที่เกี่ยวข้องในโครงการก่อสร้างจะสามารถเข้าใจและมองเห็น ตั้งแต่ภาพรวมของโครงการไปจนถึงรายละเอียดที่เล็กที่สุด ซึ่งช่วยให้ทีมสามารถเข้าถึง วิเคราะห์ จัดการและแชร์ข้อมูลโครงการด้วยปลายนิ้วผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์, เว็บเบราเซอร์, แอพพลิเคชั่นผ่านทางโทรศัพท์สมาร์ทโฟน, และ แว่นโฮโลเลนส์ จะช่วยยกระดับการทำงานของธุรกิจก่อสร้างให้ดีขึ้น มีข้อมูลที่โปร่งใส สามารถติดตามทุกการเปลี่ยนแปลงและทุกภาคส่วนในโครงการ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างทั่วถึงจากทุกที่ทุกเวลา”

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Trimble Connect ได้ที่ http://connect.trimble.com  

เปิดตัวหุ่นยนต์ดูดฝุ่นสุดล้ำ AUTOBOT รุ่น STORM รับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
สแกนพื้นที่ 360° ด้วยระบบนำทางเลเซอร์ สั่งงานผ่านแอป ครบทั้งดูดฝุ่นและถูพื้น

บริษัท โรบอท เมคเกอร์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายหุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะแบรนด์ AUTOBOT เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด หุ่นยนต์ดูดฝุ่น AUTOBOT รุ่น STORM ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี LIDAR 360° Mapping ระบบ Laser Guide สามารถสแกนพื้นที่ทำความสะอาดสุดแม่นยำ สามารถวางแผนเส้นทางในการทำความสะอาดได้แบบอัจฉริยะได้ครบพื้นที่ทั้งบ้าน และยังสามารถสั่งงานพร้อมดูสถานะการทำงานผ่านแอพลิเคชั่น “robotmaker” ได้ มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 3200mAh ใช้งานได้ยาวนานถึง 90 นาที มีเซนเซอร์ตรวจจับทำให้ไม่หล่นจากพื้นที่ต่างระดับ สามารถเข้าสู่แท่นชาร์จแบตเตอรี่เองได้โดยอัตโนมัติแม้จะไม่ได้เริ่มทำงานจากแท่นชาร์จ

นายธรรมสร มีรัตน์ กรรมการบริหาร บริษัท โรบอท เมคเกอร์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายหุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะแบรนด์ AUTOBOT ในประเทศไทย เปิดเผยว่า “ไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิมมาก มีความเร่งรีบมากขึ้น และเปิดกว้างต่อการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ต่างๆ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับชีวิตมากขึ้น ทำให้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในกลุ่มของคนรุ่นใหม่ ใช้ชีวิตในคอนโดมิเนี่ยม ต้องออกไปทำงานเช้าและกลับค่ำ กลุ่มแม่บ้านหรือพ่อบ้านครอบครัวขนาดเล็กที่ดูแลทำความสะอาดบ้านเองโดยไม่มีคนรับใช้ ซึ่งมีภาระการทำงานบ้านมากมาย และในบางรายยังต้องออกไปทำงานนอกบ้านอีกด้วย กลุ่มคนรักสัตว์ที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงภายในบ้านหรือในห้องนอน หรือกลุ่มผู้เป็นภูมิแพ้ โดยในปีที่ผ่านมา หุ่นยนต์ดูดฝุ่นของ AUTOBOT มียอดขายเติบโตถึง 30% ทำให้เรานำ AUTOBOT รุ่นใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง”

“ไตรมาสนี้ เราเปิดตัวหุ่นยนต์ดูดฝุ่น AUTOBOT รุ่น STORM  ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นใหม่ล่าสุด สามารถทำความสะอาดห้องได้อย่างหมดจด ด้วยมอเตอร์พลังดูด 1800 PA สามารถดูดสิ่งสกปรกได้ทั้งฝุ่นผงขนาดเล็ก เส้นผม ขนสัตว์ ทราย เศษขนม ฯลฯ พร้อมด้วยไส้กรองฝุ่น HEPA Filter ที่กรองได้ถึงระดับ 0.3 ไมครอน ทำให้อุ่นใจเรื่องฝุ่นสำหรับผู้เป็นภูมิแพ้ และยังตอบโจทย์ความต้องการสำหรับห้องที่เป็นพื้นกระเบื้อง ไม้ หรือปาเก้ เพราะสามารถถูพื้นแบบเปียกด้วยผ้าม็อบถูพื้นไมโครไฟเบอร์ขนาดใหญ่และ ถังเก็บน้ำ ที่ปล่อยหยดน้ำลงบนผ้าอย่างช้าๆ” ธรรมสร กล่าว

จุดเด่นของ AUTOBOT รุ่น STORM คือระบบการสร้างแผนที่การทำความสะอาดแบบ LIDAR 360° Mapping โดยตัวเครื่องจะวิเคราะห์และวางแผนการเดินทำความสะอาดผ่านระบบ Laser นำทาง ที่ติดอยู่บนตัวเครื่อง ทำให้การทำความสะอาดทั่วถึงมากกว่าหุ่นยนต์ดูดฝุ่นทั่วไป สามารถไปได้ทุกซอกของมุมบ้านแต่ไม่ทำความสะอาดซ้ำไปมาในพื้นที่เดิม เพราะมีระบบการสแกนพื้นที่ก่อนเริ่มทำงานทุกครั้ง ทำให้ประหยัดเวลาและประหยัดแบตเตอรี่ของตัวเครื่องให้ใช้งานได้นานขึ้น นอกจากนี้ STORM ยังมีถังเก็บน้ำสำหรับถูพื้นโดยเฉพาะ สามารถจุน้ำได้ถึง 150 cc และมีผ้าม็อบถูพื้นไมโครไฟเบอร์ขนาดใหญ่ ถึง 40 cm ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้การทำความสะอาดแบบเช็ดเปียกดีขึ้น มีถังเก็บฝุ่นขนาดใหญ่ 600ml. และมีภาพแผนที่เสมือนแสดงพื้นที่ในการทำควาสะอาดผ่าน  APP  มี HEPA Filter สามารถกรองฝุ่นได้เล็กถึง 0.3 ไมครอน และยังสามารถกำหนดพื้นที่ในการทำความสะอาดผ่าน APP ให้เครื่องทำความสะอาดในจุดที่ต้องการและไม่ต้องการได้

“AUTOBOT รุ่น STORM” มีวางจำหน่ายแล้วที่ AUTOBOT Shop สาขาสามย่าน, เซ็นทรัลพระรามเก้า, หาดใหญ่ และพัทยา ร้าน B2S สาขาเซ็นทรัลพระราม 3, เซ็นทรัลลาดพร้าว และฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ร้าน Betrend สาขาสยามพารากอน เดอะมอลล์บางแค และเดอะมอลล์งามวงวาน หรือสามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่ Lazada, Shopee, facebook fanpage: robotmaker และ www.autobotvacuum.com ในราคาเพียง 15,900 บาท

“พิเศษสุดสำหรับวันที่ 9 เดือน 9 นี้ เราจะร่วมทำโปรโมชั่นกับเว็บไซต์ออนไลน์ช็อปปิ้งชั้นนำอย่าง Lazada และ Shopee โดยจะมีโปรโมชันสุดพิเศษ ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลและโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/robotmaker/

เกี่ยวกับ AUTOBOT STROM

AUTOBOT STROM เป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่ตอบโจทย์ของทุกครัวเรือน ..พร้อมโหมดการทำงานแบบจัดเต็ม ครบถ้วนทุกฟังค์ชั่นเพื่อตอบสนองความต้องการของแม่บ้าน และพ่อบ้านยุค 4.0 สตอร์มเป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดรุ่นใหม่ล่าสุดของ Autobot ที่รวมทุกอย่างไว้ในเครื่องเดียว เช่น การสแกนห้อง (Mapping) , ระบบกวาด ดูดฝุ่น ถูพื้น (Hybrid) , ระบบ Double Cleaning, ระบบสร้างกำแพงเสมือนบนแอพ พร้อมทั้งสเปกเครื่องสุดแรง การันตีคุณภาพ จากการบริษัท โรบอท เมคเกอร์ จำกัด ผู้เชี่ยวชสญและจัดจำหน่ายหุ่นยนต์ดูดฝุ่นในประเทศไทย มามากกว่า 5 ปี

Page 6 of 7

Page Visitor

032204572
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
7343
57627
345821
180807
1659375
32204572
Your IP: 52.205.167.104
2021-12-04 03:05