ธุรกิจ 4.0 ในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก

นายสุภัค ลายเลิศ กรรมการอำนวยการ และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท ยิบอินซอย จำกัด

ถึงนาทีนี้ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลนับเป็นความท้าทายอย่างมากของผู้มีอำนาจตัดสินใจขององค์กร ที่ต้องก้าวให้พ้นวิธีคิดและแบบแผนทางธุรกิจแบบเดิม ๆ เพื่อสร้างโอกาสและความอยู่รอดในท่ามกลางพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างไร้ขอบเขต และตลอดเวลาด้วยพลังของเทคโนโลยี

เราจึงได้เห็นโมเดลทางธุรกิจและบริการรูปแบบใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในยุค 4.0 ซึ่งหยิบเอาเทคโนโลยี ไอทีรูปแบบต่าง ๆ มาเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า รวมทั้งสื่อสารส่งต่อผ่านทุกช่องทางเพื่อเข้าถึงและซื้อใจลูกค้าให้ได้มากที่สุด ดังเช่น โมเดลทางธุรกิจแนวใหม่ ที่เรียกว่า “บริการภิวัฒน์ หรือ Servitization” ซึ่งจะเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ผลิต “สินค้า” เพื่อขายเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเป็นผู้เสนอ “บริการ” และให้ “ข้อแนะนำ” ที่รอบด้านเกี่ยวกับสินค้าแบบพร้อมสรรพให้กับลูกค้า หรือ การริเริ่มกลยุทธ์การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่าง ๆ  เช่น เฟซบุ๊ค ไลน์ ที่เข้าถึงพฤติกรรมของลูกค้า ณ ปัจจุบัน ซึ่งนิยมการ “ชม ช็อป และ แชร์” เพื่อกระตุ้นให้เกิดการ “ซื้อและบอกต่อ” ที่แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในแบบฉบับของ ไวรอล มาร์เก็ตติ้ง (Viral Marketing) เป็นต้น

เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยน จึงเป็นความจำเป็นที่แต่ละองค์กรจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด และวิถีทางธุรกิจ โดยเฉพาะการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีไอทีที่ตอบโจทย์สถานการณ์ได้อย่างเท่าทัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้าในการพัฒนามาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีอย่างต่อเนื่อง เช่น การเพิ่มขีดความสามารถในการประมวลผลของเซิร์ฟเวอร์ การพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อการจัดการธุรกิจ การเพิ่มศักยภาพการจัดเก็บข้อมูลของสตอเรจ หรือการเพิ่มพลังการเชื่อมโยงของเครือข่ายทั้งแบบมีสายและไร้สาย ระบบเซ็นเซอร์ต่าง ๆ เพื่อเสริมแกร่งงานหลังบ้าน ขณะเดียวกัน องค์กรก็ต้องมองหาแนวทางในการต่อยอดเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มแต้มต่อให้กับงานหน้าบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงสินค้าและบริการส่งตรงไปยังลูกค้า ตลอดจนสร้างมูลค่าและความแตกต่างทางการตลาด ด้วยนวัตกรรมไอทีใหม่ ๆ ในแบบ เทคโนโลยีเชิงลึก หรือ Deep Technology ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาอย่างยาวนาน และส่งผลให้เกิดการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาในรูปแบบที่แปลกใหม่ และแตกต่างไปจากอดีต รวมถึงการสร้างเทคโนโลยีที่สามารถทำงานได้ใกล้เคียงสมองของมนุษย์ ดังที่เราได้รู้จัก หรือได้ใช้งานไปบ้างแล้ว เช่น เอไอ บิ๊ก ดาต้า  คลาวด์ คอมพิวเตอร์ควอนตัม เป็นต้น เทคโนโลยีเหล่านี้ เป็นสิ่งที่จะช่วยองค์กรยุค 4.0 ในการสร้าง “ทางเลือก” ใหม่ ๆ ทางธุรกิจให้สามารถคว้า “ชัยชนะ” เหนือคู่แข่งท่ามกลางสงครามการค้าดิจิทัลที่รุนแรงขึ้นในทุกขณะ

สิ่งหนึ่งที่เราต่างรับรู้กันดีว่า อาวุธลับสำคัญในการจุดพลุความสำเร็จของธุรกิจยุค 4.0 คือ ข้อมูล นั่นหมายถึง องค์กรจะต้องมีการเตรียมตัวสำหรับการพัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพ และควรมองไปข้างหน้าถึงการจัดการข้อมูล บิ๊ก ดาต้า (Big Data) เพราะเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ทุกองค์กรต่างเผชิญกับปริมาณของกลุ่มข้อมูลที่เติบโตเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี ขณะเดียวกันก็จะไม่จำกัดอยู่แค่การจัดการข้อมูลแบบโดด ๆ ที่ใช้งานภายในองค์กรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเติมเต็มการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูลที่แตกต่างหลากหลายระหว่างองค์กรกับลูกค้า ผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ และพันธมิตรต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทางธุรกิจหลัก เสริมสร้างรายได้ และลดต้นทุนการดำเนินงาน นอกจากนี้ องค์กรต่างคาดหวังประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นของข้อมูล บิ๊ก ดาต้า ที่จะถูกใช้ไปเพื่อเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรใน การวิเคราะห์ขั้นสูงเพื่อการทำนายผลที่แม่นยำ (Advanced Analytics and Predictive) ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ทางธุรกิจ การต่อยอดกลยุทธ์ตลาดที่มีประสิทธิภาพ หรือการประเมินพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างถูกต้อง และมีผลต่อการปรับปรุงรูปแบบสินค้าและบริการที่มีอยู่เดิม ตลอดจนสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่โดนใจลูกค้าจนไม่อาจเปลี่ยนใจไปหาคู่แข่งได้

เมื่อ “ข้อมูล” มีความสำคัญอย่างมากต่อธุรกิจยุค 4.0 การดูแลรักษาข้อมูลให้มีความมั่นคงปลอดภัยก็มีความสำคัญมากตามไปด้วยเช่นกัน และหนึ่งในแนวทางของการปกป้องข้อมูลที่จะมีบทบาทสำคัญมากขี้นเรื่อย ๆ คือ บล็อกเชน (Blockchain) แต่เริ่มเดิมที บล็อกเชนเข้ามาสู่ตลาดในฐานะเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง บิตคอยน์ (Bitcoin) ในบทบาทของการดูแลสกุลเงินดิจิทัล นั่นทำให้หลายคนเข้าใจไปว่า บล็อกเชน ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับธุรกิจบริการทางการเงิน แต่ในความเป็นจริงแล้ว บล็อกเชนถูกออกแบบมาโดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้าง “ระบบความปลอดภัยที่ดีให้กับฐานข้อมูล” ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกธุรกิจ และทุกอุตสาหกรม แนวคิดคือ การแบ่งการจัดเก็บฐานข้อมูล โดยตั้งเป็นบัญชีธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (Ledger) แยกกันไป กิจกรรมที่เกิดขึ้นในบัญชีธุรกรรมต่าง ๆ จะถูกบันทึกไว้ในรูปแบบของบล็อกข้อมูล แต่จะถูกร้อยรวมให้เห็นเป็นข้อมูลชุดเดียว กรณีเกิดปัญหาไม่ว่าจากกรณีใดก็ตาม ความเสียหายจะถูกจำกัดอยู่เฉพาะบล็อกข้อมูลของบัญชีธุรกรรมนั้น ๆ  โดยไม่ส่งผลกระทบต่อบล็อกข้อมูลอื่น ๆ ที่อยู่ในบัญชีเดียวกัน หรือต่อบัญชีธุรกรรมอื่น ๆ ตรงจุดนี้ เราจะเห็นภาพว่า บล็อกเชนจะช่วยองค์กรในการบริหารแนวทางการปกป้องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ในแต่ละบัญชีธุรกรรมได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน บล็อกข้อมูลเหล่านี้จะถูกกระจายการจัดเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เพื่อให้เราเข้าถึงบัญชีธุรกรรมของตัวเองผ่านระบบการระบุตัวตนได้โดยไม่จำเป็นต้องมี “ตัวกลาง” มาช่วยจัดการ ดังนั้น การบันทึก ตรวจสอบความซ้ำซ้อน และรับรองกิจกรรมหรือธุรกรรมว่าเกิดขึ้นจริง จึงสามารถทำได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว มีความเป็นส่วนตัว และมีความปลอดภัยสูง

และด้วยปริมาณข้อมูลที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จะส่งผลให้ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ เข้าสู่ยุคของการพัฒนาคอมพิวเตอร์ให้เกิดการเรียนรู้เชิงลึก และเชี่ยวชาญกับงานหลากหลายรูปแบบในแนวทางที่สามารถตอบสนองความต้องการทางธุรกิจ ได้มากกว่าการสร้างสีสันที่หวือหวาในรูปของสินค้ากัดเจ็ทเพียงเท่านั้น ทั้งนี้ บริษัทที่ปรึกษาอย่างแมคคินซี่ แอนด์ คอมพานี มองว่า เทคโนโลยีเอไอ จะช่วยสร้างมูลค่าทางธุรกิจในมิติต่าง ๆ ได้แก่ การสนับสนุนให้เกิดการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ตลอดจนการพยากรณ์แนวโน้มต่าง ๆ ที่จะเกิดในอนาคตได้แม่นยำมากกว่าเดิม ช่วยในเสริมสร้างและปรับปรุงกระบวนการผลิตได้อย่างเหมาะสม ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการขายและการตลาดได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งนำไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่ดีของลูกค้าต่อสินค้าและบริการขององค์กร ตัวอย่างของกูเกิล ซึ่งใช้เอไอในการควบคุมระบบการใช้ไฟฟ้าในศูนย์ข้อมูล การเปิด อเมซอน โก ร้านสะดวกซื้อแห่งแรกแบบไร้พนักงานและแคชเชียร์ แต่ใช้แมชชิน เลิร์นนิ่ง ซึ่งเป็นภาคหนึ่งของเอไอในการดำเนินการ การพัฒนาเอไอในรูปของหุ่นยนต์ทางการแพทย์เพื่อช่วยการผ่าตัดผู้ปวย หรือใช้ทำงานแทนมนุษย์ในขั้นตอนอุตสาหกรรมการผลิตที่มีความเสี่ยงสูง  ทั้งนี้ องค์กรธุรกิจที่สามารถนำเอไอไปประยุกต์ใช้ หรือสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่ยากต่อการลอกเลียนแบบ ย่อมเป็นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้อย่างแน่นอน

ส่วนความสามารถในการสร้างโลกแห่งความจริงไว้ในโลกดิจิทัลในรูปแบบความจริงเสมือน ที่เรียกว่า เออาร์  (Augmented Reality) หรือ วีอาร์ (Virtual Reality) จะถูกใช้ประโยชน์ไปกับการ “ลดต้นทุนทางธุรกิจ” ยุค 4.0 มากขึ้น หากมองในเชิงการขายและการตลาด ลองนึกภาพการสร้างรูปจำลองของสินค้าในโลกดิจิทัลที่ลูกค้าสามารถเพิ่มเติมรูปแบบ หรือตกแต่งสีสันของสินค้าได้เสมือนจริง และตรงกับรสนิยมของตนเองผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งทั้งสนุกและดึงดูดใจ และยังส่งผลทางจิตวิทยาในการกระตุ้นให้การตัดสินใจซื้อได้ง่ายดาย และรวดเร็วมากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังช่วยองค์กรในการปรับลดจำนวนการผลิตสินค้าตัวอย่าง ลดทั้งการใช้พื้นที่ในการจัดแสดงสินค้า หรือ หากจะมองในมุมของอุตสาหกรรมการผลิต การพัฒนาตัวสินค้าผ่านเทคโนโลยีความจริงเสมือนอย่างเออาร์ หรือ วีอาร์ จะช่วยป้องกันข้อผิดพลาดในขั้นตอนของการออกแบบตัวสินค้า ตลอดจนการกำหนดวัสดุการผลิตที่ถูกต้องครบถ้วนก่อนเริ่มต้นกระบวนการผลิตจริง เป็นต้น

เมื่อยุค 4.0 เป็นยุคที่เทคโนโลยีและข้อมูลมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด องค์กรธุรกิจจึงต้องไม่ลืมอัพเดทการจัดการโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีการประมวลผลข้อมูล ให้พอเหมาะกับการเติบโตของธุรกิจอยู่เสมอ ซึ่งเทคโนโลยีที่มีความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนง่ายและรวดเร็วตามต้องการ และอยู่กับองค์กรธุรกิจมาสักระยะหนึ่งแล้ว ได้แก่ คลาวด์ คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) เทคโนโลยีนี้ช่วยเปิดช่องให้องค์กรธุรกิจได้เข้าถึงสมรรถนะการทำงานของคอมพิวเตอร์และแอพพลิเคชันต่าง ๆ ผ่านทางระบบออนไลน์ และทำให้องค์กรเหล่านั้นสามารถจัดระเบียบและแบ่งปันทรัพยากรไอทีให้ตรงกับความต้องการ ทั้งการใช้งานพื้นฐาน หรือ การใช้งานเฉพาะด้านได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับงบประมาณ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนมากมายด้วยตัวเอง และโดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องศึกษาความรู้ในเชิงเทคนิคมากมายนัก ซึ่งองค์กรธุรกิจที่มีความพร้อมด้านงบประมาณและบุคลากร สามารถเลือกลงทุนสร้างระบบบริการคลาวด์ไว้ใช้ส่วนตัว ส่วนองค์กรขนาดย่อม ทุนน้อย ก็สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงองค์กรขนาดใหญ่ โดยเลือกใช้บริการคลาวด์สาธารณะ เพื่อการเริ่มต้นหรือขยายโอกาสทางธุรกิจได้ทันที หรือจะเลือกวิธีแบบผสมผสานการใช้งานคลาวด์ทั้งสองแบบ ที่เรียกว่า ไฮบริด ก็ย่อมได้

ขณะเดียวกัน ไอโอที หรือ อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (Internet of Things) ถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ธุรกิจ 4.0 “ไม่มีไม่ได้แล้ว” ในฐานะเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงองค์กรของเราเข้ากับผู้คน ลูกค้า สังคม และสิ่งต่าง ๆ  ด้วย “ข้อมูล” ซึ่งไอโอทีได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์ของการพัฒนาระบบเน็ตเวิร์คที่ต่อยอดจากการ “การเชื่อมต่อการทำงานระหว่างอุปกรณ์พื้นฐานในระบบไอที” ไปสู่การสร้าง “เครือข่ายสื่อสารระยะไกล”  ด้วยพลังของอินเทอร์เน็ตที่พร้อมรับมือกับข้อมูลที่ล้นหลาม สามารถยึดโยงและส่งผ่านซึ่งข้อมูลและธุรกรรมต่าง ๆ  แบบออนไลน์ไร้สายไปถึงลูกค้าเป้าหมาย ปัจจุบัน ระบบไอทีที่ใช้งานอยู่เดิม หรือเทคโนโลยีเกิดใหม่อย่างเอไอ เออาร์ หรือ คลาวด์ ล้วนถูกพัฒนา หรือต้องปรับเปลี่ยนไปสู่การทำงานบนฐานของไอโอที เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลหรือบริการที่ต้องการได้ทันที ในทางกลับกัน องค์กรก็สามารถเก็บเกี่ยวข้อมูลและพฤติกรรมการใช้งานผ่านช่องทางไอโอ เพื่อนำไปพัฒนารูปแบบสินค้าและบริการที่แตกต่างแต่ตรงใจลูกค้า หรือกระทั่งการใช้เพื่อไอโอทีส่งเสริมการทำงานภายในองค์กร ดังเช่น การใช้ประโยชน์ในเรื่องของเซ็นเซอร์ (Sensor) เพื่อสร้างระบบตรวจสอบอัจฉริยะเพื่อเติมเต็มประสิทธิภาพการผลิต ที่มีผลต่อการลดต้นทุนการดำเนินงานขององค์กร เป็นต้น

สำหรับเทคโนโลยีอนาคตที่ชวนให้จับตามองส่งท้าย คือ คอมพิวเตอร์ควอนตัม (Quantum Computing) อันสืบเนื่องมาจากการที่เราเกิดจินตภาพว่า โลกในยุค 4.0 และต่อจากนี้ไป จะเต็มไปด้วยกลุ่มข้อมูลจำนวนมหาศาลในระดับบิ๊ก ดาต้า หรือ เมตาดาต้า เมื่อเป็นเช่นนั้น ประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ที่จะนำมาใช้ประมวลผลข้อมูล ณ ปัจจุบัน คงไม่พอ จึงเกิดการพัฒนาเทคโนโลยีการปรมวลผลโดยอาศัยคุณลักษณะการทำงานในระดับอะตอมมาใช้ เพื่อให้เกิดการทำงานพร้อมกันหลาย ๆ งานในเวลาเดียวกัน  รวมถึงสามารถสื่อสารส่งต่อข้อมูลได้ไกลและรวดเร็ว  ผลลัพธ์ก็คือ ประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็วกว่าคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นร้อยล้านพันล้านเท่า และน่าจะพอเหมาะต่อการรับมือกับข้อมูลที่มีปริมาณมาก และมีความหนาแน่นของข้อมูลที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ  ซึ่งถึงแม้วันนี้ ต้นแบบคอมพิวเคอร์ควอนตัมยังคงอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาในห้องแล็ป แต่เชื่อว่า เราจะได้เห็นคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพเร็วเกินจินตนาการในอีกไม่นาน

เมื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี ส่งผลกระทบ (Disruptive) ต่อผู้คนและองค์กร ทั้งรูปแบบวิธีคิด ไลฟ์สไตล์ในการดำเนินชีวิต และกระบวนการดำเนินธุรกิจ องค์กรในยุค 4.0 จึงไม่ควรมองข้ามจุดเปลี่ยนสำคัญทางเทคโนโลยี รวมถึงมองเป้าหมายของการลงทุนพัฒนา และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านั้นให้ไกลและรอบด้าน ทั้งเพื่อการเสริม “ความแข็งแกร่งของธุรกิจ ณ ปัจจุบัน” และเตรียมการให้พร้อมสำหรับ “ธุรกิจเกิดใหม่ในอนาตต” เพราะองค์กรที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้รวดเร็วและเท่าทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง ย่อมสูญเสียตำแหน่งผู้นำในการแข่งขัน หรือพ่ายแพ้ต่อคู่แข่งที่สามารถปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยีใหม่ ๆ และสร้างสรรค์นวัตกรรมทางธุรกิจได้ถ้วนทั่วทั้งสินค้า บริการ และกลยุทธ์การตลาดที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนไปตลอดกาล

 

ทีซีซี เทคโนโลยี กรุ๊ป และ เอสเอพี ประเทศไทย จับมือร่วมเป็นพันธมิตรด้านนวัตกรรมเชิงกลยุทธ์

นายก็อตต์ รัสเซลล์ ประธานกรรมการ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่น (ซ้าย) จับมือกับนายวรดิษฐ์ วิญญรัตน์ กรรมการบริหารและรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัทที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (ทีซีซีเทค) (ขวา)

นายวรดิษฐ์ วิญญรัตน์ กรรมการบริหารและรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัทที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (ทีซีซีเทค) ผู้นำการให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานไอทีครบวงจร (Leading Integrated Technology Infrastructure Provider) ลงนามความร่วมมือด้านการสนับสนุนและสิทธิบัตรซอฟต์แวร์กับบริษัทเอสเอพี ประเทศไทย ซึ่งเอสเอพี เป็นผู้นำในตลาดโลกด้านซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันสำหรับวิสาหกิจ ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนกรอบการทำงานด้านการปฏิรูปทางดิจิทัลในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ผ่านกลยุทธ์ "The Four Cornerstones" ได้แก่ การดำเนินงานได้ดีขึ้น (Run Better) การใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น (Use Better) การคัดสรรคุณค่า (Extract Value) และมุ่งคิดค้นนวัตกรรม (Innovate)

วัตถุประสงค์ของความร่วมมือครั้งนี้ คือการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนยิ่งขึ้น ผ่านการผลักดันความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทีมงานที่มีศักยภาพด้านดิจิทัล เพื่อสร้างเสริมความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับเครื่องมือบริหารธุรกิจ และเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในยุคดิจิทัล ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานความเชี่ยวชาญและทรัพยากรของทั้งสององค์กร เพื่อส่งมอบคุณค่าแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน พร้อมกับสร้างโอกาสเชิงกลยุทธ์และความสามารถให้มากขึ้นสำหรับการดำเนินธุรกิจ อันจะนำมาซึ่งการเติบโตของตลาดโดยรวม

นายวรดิษฐ์ วิญญรัตน์ เปิดเผยว่า ทีซีซีเทค มุ่งพัฒนาขีดความสามารถทางธุรกิจ สู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันครบวงจร (Holistic Solutions)  ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ภายใต้ Ecosystems ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทั้ง Connectivity , Computing Resources และ Endpoint Solutions ตลอดจนการให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาธุรกิจ ทั้งนี้ ทีซีซีเทคยังคงเสริมสร้างความแข็งแกร่ง สู่บทบาทการเป็นผู้นำการปฎิรูปธุรกิจด้วยดิจิทัล (Digital Transformation) ให้กับกลุ่มธุรกิจต่างๆ โดยในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 นี้ บริษัทมุ่งเน้นการทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรด้านโซลูชันทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านนวัตกรรมและความรู้

นายวรดิษฐ์ กล่าวเสริม “เราเชื่อมั่นว่าทั้งเอสเอพีและทีซีซีเทคต่างให้ความสำคัญกับแนวคิดดิจิทัล และตระหนักถึงคุณค่าของกระบวนการพัฒนาที่ต่อเนื่อง ที่เข้ากับยุคดิจิทัลในปัจจุบัน ทั้งนี้การผนึกกำลังของสององค์กรในด้านความต้องการทางธุรกิจ เทคโนโลยี แอปพลิเคชัน ฐานข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และเทคโนยีการสื่อสารเคลื่อนที่ เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเพิ่มทั้งโอกาส ความรวดเร็วในการนำนวัตกรรมมาใช้ และการสร้างสรรค์คุณค่า เพื่อรับโอกาสจากการเติบโตของตลาดดิจิทัลในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ดียิ่งขึ้น โครงการริเริ่มต่างๆ เหล่านี้ รวมถึงความพยายามในการพัฒนาของทั้งทีซีซีเทคและเอสเอพี เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าผ่านโครงการ Intensive value-adoption program และ Value optimization workshop เพื่อผลักดันนวัตกรรมด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้บริโภค”

“แนวคิดการสร้างสรรค์คุณค่านี้ ได้มีการนำเสนอต่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเราที่ตระหนักถึงความสำคัญของคุณค่าการเสริมศักยภาพทางธุรกิจ เพื่อช่วยผลักดันให้เกิดวงจรความได้เปรียบทางการแข่งขันในอนาคตด้วยการสร้างความก้าวหน้าทางการเติบโต ดังนั้นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายบางรายจึงได้แสดงความสนใจที่จะร่วมมือในโครงการความร่วมมือทางนวัตกรรมนี้ โดยลูกค้ากลุ่มนี้ประกอบไปด้วยองค์กรธุรกิจในประเทศไทย และองค์กรธุรกิจระดับภูมิภาคจากหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มการผลิต ซัพพลายเชน อสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เป็นต้น” นายวรดิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติม

ด้าน นายสก็อตต์ รัสเซลล์ ผู้จัดการใหญ่ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่น บริษัท เอสเอพี กล่าวว่า “การประกาศความร่วมมือในวันนี้เกิดจากความร่วมมือ ในฐานะพันธมิตรด้านโซลูชันที่มีมาอย่างยาวนานกับทีซีซีเทค ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการเร่งพัฒนานวัตกรรมและการสร้างคุณค่าให้แก่บริษัทต่างๆ ในประเทศไทยและทั่วทั้งภูมิภาค โดยความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งนี้เรามุ่งหวังที่จะช่วยส่งเสริมบริษัทต่างๆ จำนวนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต ซัพพลายเชน อสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ให้สามารถดำเนินงานได้ดียิ่งขึ้น”

นายสก็อตต์ รัสเซลล์ ยังกล่าวอีกว่า “เราช่วยให้พันธมิตรทางธุรกิจของเราเป็นบริษัทที่ดำเนินงานได้ดีที่สุดผ่านกลยุทธ์ "The Four Cornerstones” ได้แก่

  1. Run Better – โดยใช้กระบวนการการสร้าง “Champions” ภายในองค์กรที่เชี่ยวชาญในฟังค์ชั่นต่างๆ ที่จำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่ามีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมปรับปรุงกระบวนการและสร้างมาตรฐานที่ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในมิติต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม
  2. Use Better – โดยการดำเนินโครงการให้ความรู้ เพื่อส่งเสริมศักยภาพและความเชี่ยวชาญของบุคลากร
  3. Extract Value – โดยการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งขององค์กรในการดำเนินการตามแผนงานของลูกค้า
  4. Innovate – โดยการเร่งการนำนวัตกรรมมาใช้ในบริษัทลูกค้า เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจ

 

เกี่ยวกับ ทีซีซี เทคโนโลยี กรุ๊ป

กลุ่มบริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด เป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีแบบครบวงจร ที่ประกอบไปด้วยบริษัทในเครือได้แก่ บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (ทีซีซีเทค) บริษัท ลีพ โซลูชั่นส์ เอเชีย จำกัด และบริษัท ชินทรัพย์ จำกัด โดยเป็นกลุ่มบริษัทแรกในประเทศไทยที่ได้รับสถานะพันธมิตรด้านโซลูชันจากเอสเอพีใน 3 ด้าน ได้แก่ SAP Hosting/SAP Cloud/ SAP Hana Certified Partner ทั้งนี้กลุ่มบริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัดยังร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลกอีกหลายแห่ง เช่น ไมโครซอฟท์ ไอบีเอ็ม เดลล์ และซิสโก้ อนึ่ง เพื่อสร้างความไว้วางใจในบุคลากร ลูกค้า และพันธมิตร กลุ่มบริษัทจึงตั้งเป้าหมายสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ลูกค้าในระดับภูมิภาค สร้างความแตกต่างด้วยมูลค่าสูงสุดในการให้บริการ (Best Valued Solutions) ผ่านการสร้างนวัตกรรม (Innovation) โครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัย (Secured Facilities) ทีมผู้เชี่ยวชาญที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ (Experienced Professionals) รายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม www.tcc-technology.com

เกี่ยวกับ เอสเอพี

ในฐานะผู้นำด้านซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันสำหรับวิสาหกิจ เอสเอพี (NYSE: SAP) สนับสนุนวิสาหกิจทุกขนาดและกลุ่มอุตสาหกรรมให้ดำเนินงานได้ดียิ่งขึ้น เริ่มระบบงานส่วนสนับสนุน (Back Office) ตั้งแต่ห้องประชุมผู้บริหาร คลังสินค้าไปจนถึงจุดจำหน่าย การใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะไปจนถึงอุปกรณ์เคลื่อนที่ โดยเอสเอพีช่วยส่งเสริมบุคลากรและองค์กรให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และใช้ข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ แอปพลิเคชันและบริการของเอสเอพีช่วยให้ลูกค้าทั้งที่เป็นองค์กรธุรกิจและภาครัฐกว่า 404,000 ราย สร้างผลกำไร ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง และเติบโตอย่างยั่งยืน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม www.sap.com  

LAZADA และ RAZER เปิดตัวร้านจำหน่ายเกมดิจิทัลในประเทศไทย

โปรโมชันเปิดตัวประกอบด้วยเกมลดราคากว่า 90% และเปิดรับสมัครเข้าแข่งขันเกมหน้างานและลุ้นรับของรางวัลมากมายที่ RazerStore สาขากรุงเทพฯ

นายมาเทียส คาสเทล (ซ้าย) ผู้อำนวยการ Digital Store บริษัท Razer พร้อมด้วย นางสาวธนิดา ซุยวัฒนา (ขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายการตลาด บริษัท ลาซาด้า จำกัด ประกาศเปิดตัว Razer Game Store บนลาซาด้า ในประเทศไทย

วันนี้กลุ่มบริษัท Lazada ซึ่งเป็นผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ประกาศเปิดตัว Razer Game Store บน Lazada ในประเทศไทย

เริ่มตั้งแต่วันนี้ เหล่าเกมเมอร์และนักกีฬาอีสปอร์ตทั่วเมืองไทยจะสามารถเลือกซื้อเกมดิจิทัลมากมายได้อย่างสะดวกสบาย โดยไม่ต้องเดินทางออกจากฐานที่มั่นของตัวเองแต่อย่างใด

“Razer เป็นหนึ่งในแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่มีชื่อเสียงที่สุดสำหรับคนรุ่นใหม่และเกมเมอร์ทั่วโลก เราตื่นเต้นที่ได้ร่วมมือกันในการเปิดตัว Razer Game Store ในประเทศไทย” คุณธนิดา ซุยวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาดประจำ Lazada ประเทศไทย กล่าว “เมื่อรวมร้านค้าอย่างเป็นทางการอย่าง Razer Store บน Lazada และผู้ค้าปลีกอื่นๆ อีกกว่า 155,000 ราย ซึ่งเป็นตัวแทนกว่า 3,000 แบรนด์ กล่าวได้ว่า Lazada เป็นเป้าหมายการชอปปิงออนไลน์ที่มอบประสบการณ์ให้แก่เกมเมอร์ในประเทศไทยได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่คีย์บอร์ดและเมาส์รุ่นล่าสุดไปจนถึงเกมยอดนิยมต่างๆ”

นับตั้งแต่เปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน 2018 ในสิงคโปร์ Razer Game Store เป็นแหล่งจำหน่ายเกม PC ที่พิเศษสุดบน Lazada ซึ่งจำหน่ายเกมดิจิทัลด้วยสกุลเงินท้องถิ่น เพื่อความสะดวกในการเลือกซื้อภายใต้วิธีการชำระเงินที่ลูกค้าคุ้นเคย

ตัวอย่างเช่น ลูกค้าในประเทศไทยสามารถเติมเงินใน Lazada Wallet ได้ผ่านธนาคารออนไลน์ หรือเติมยอดเงินผ่านร้านสะดวกซื้อต่างๆ ทั่วประเทศ จากนั้นลูกค้าสามารถใช้ยอดเงินในบัญชีดิจิทัลดังกล่าวเพื่อเลือกซื้อเกมได้ทุกที่ทุกเวลา

ลูกค้าในไทยยังได้เพลิดเพลินกับโปรโมชันและเงินคืนที่ Lazada ประเทศไทยจัดให้เป็นพิเศษอย่างกิจกรรมส่วนลดและเงินคืนที่จัดเป็นประจำในแอป ตัวอย่างเช่น แคมเปญ “All You Ever Wanted (สวรรค์ของนักช้อป)” ที่จัดโดย Lazada ในวันที่ 9 กันยายนนี้ จะมอบส่วนลด 9.9 เปอร์เซ็นต์ให้กับลูกค้าที่ซื้อเกมด้วย Lazada Wallet เกมเหล่านี้ประกอบด้วยเกมยอดนิยมล่าสุด เช่น “Overcooked 2” เกมขายดีตลอดกาลอย่าง “Fallout 4” หรือการสั่งจองเกมสุดฮิตอย่าง “Assassin’s Creed Odyssey” และ “Metro Exodus”

ในฐานะผู้ค้าปลีกที่ได้รับสิทธิ์อย่างเป็นทางการ ทั้ง Razer และ Lazada มุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับบริษัทชั้นนำในวงการเกม เช่น Ubisoft, Bethesda, Bandai Namco, Deep Silver และ Rockstar เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเกมทั้งหมดที่จำหน่ายในร้านเป็นของแท้และมีสิทธิ์การใช้งานที่สมบูรณ์

“ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกในด้านรายได้ของธุรกิจเกม โดยมีเกมเกมอร์ราว 18.3 ล้านคน[1]” Min-Liang Tan ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Razer กล่าว “Razer Game Store บน Lazada จะคอยสนับสนุนความมุ่งมั่นของเกมเมอร์ชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันแบบผู้เล่นหลายคน การเล่นเกมผ่านสตรีม หรือการรับชมทีมอีสปอร์ตที่แสดงฝีมือบนเวทีระดับโลก”

เพื่อฉลองการเปิดร้านครั้งนี้ เราได้คัดเลือกเกมบางส่วนเพื่อมอบส่วนลดสูงสุดถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ลูกค้าทุกท่านยังได้รับส่วนลดเพิ่มเติมอีก 10 เปอร์เซ็นต์จากการซื้อครั้งแรกใน Razer Game Store บน Lazada ด้วย เพียงแค่กรอกรหัส RGSLAZTH เพื่อใช้ส่วนลดก่อนการชำระเงิน[2]

ที่สำคัญ Razer จะจัดงานฉลองการเปิดตัวที่ RazerStore สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ในวันเสาร์ที่ 8 กันยายน 2018 ผู้เข้าร่วมงานจะได้พบปะกับเหล่าคนดังบนโซเชียลมีเดีย เช่น Bas Gamer, Thiskk และ Tako Chan และมีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันเกมหน้างานและลุ้นรับของรางวัลมากมาย

 

[1] ที่มา: บริษัทวิจัยทางการตลาด Newzoo

[2] เป็นไปตามข้อตกลงและเงื่อนไข โปรโมชันสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2018

ซินโนโลยี เปิดตัวเว็บไซต์ภาษาไทยอย่างเป็นทางการ เร่งขยายตลาดในประเทศไทย

ซินโนโลยี เจาะตลาดเข้าถึงผู้บริโภคไทย เร่งสร้างแบรนด์พร้อมผลักดันการเติบโตในปี 2018

ซินโนโลยี หนึ่งในผู้นำระดับโลกด้านอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย (Network Attached Storage หรือ NAS) เปิดตัวเว็บไซต์ภาษาไทยอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ โดยการเปิดตัวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางการตลาดที่ต้องการสนับสนุนผู้บริโภคในประเทศไทย ผ่านเนื้อหาและภาษาที่เหมาะสมกับผู้ใช้งาน เพื่อให้ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีและเพิ่มความสะดวกสบายกับผู้ใช้งานมากขึ้น ทั้งยังช่วยสร้างการรับรู้ของ ซินโนโลยี ในประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

เว็บไซต์ภาษาไทยที่เปิดตัวใหม่ล่าสุดนี้ ทีมฝ่ายขายและการตลาดของ ซินโนโลยี ซึ่งรวมถึงพนักงานที่เป็นคนไทยได้ร่วมกันนำเครื่องมือทางการตลาดและการสนับสนุนต่างๆ มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานในประเทศไทย เพื่อให้กลุ่มลูกค้าของ ซินโนโลยี สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และการบริการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเว็บไซต์ภาษาไทยนี้ ได้จัดทำข้อมูลและเนื้อหาทั้งหมดให้เหมาะสมและเข้าใจง่ายสำหรับผู้ใช้งานคนไทย เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดี และยังสามารถช่วยขยายการรับรู้ของ ซินโนโลยี ให้กว้างขึ้นในกลุ่มผู้ใช้งานในประเทศไทย รวมถึงผู้ที่สนใจใช้งานใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน

ม.ร. ไมค์ เฉิน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของ ซินโนโลยี กล่าวว่า “เราเล็งเห็นโอกาสที่ดีในตลาดประเทศไทย ซึ่งในแต่ละปีนั้นผลประกอบการโดยเฉลี่ยของเราเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ ประกอบกับเว็บไซต์ภาษาไทยที่เสริมเข้ามาอีกด้วยแล้วนั้น คาดว่าเราจะยิ่งสร้างผลกำไรได้มากขึ้นภายในปี 2018 นี้ และพร้อมเป็นผู้นำด้าน NAS ที่แข็งแกร่งในตลาดประเทศไทยอย่างแท้จริง”

ยอดขายของ ซินโนโลยี ในประเทศไทยนั้นเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการใช้งานหน่วยจัดเก็บข้อมูลในตลาดประเทศไทยที่มีสูงขึ้น ทำให้อัตราการเจริญเติบโตโดยเฉลี่ยนับตั้งแต่ปี 2015 อยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี เสริมด้วยการลงทุนและพัฒนาอย่างต่อเนื่องแล้ว ซินโนโลยีคาดการณ์ว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ ภายในสิ้นปี 2018 นี้

เดลล์ อีเอ็มซี  รุกเต็มตลาดเน็ตเวิร์กกิ้ง เปิดตัว 100 กิกะบิต อีเธอร์เน็ต รองรับโมเดิร์นดาต้าเซ็นเตอร์ระบบเปิด

แฟบริค สวิตช์ ซีรีย์ Z ใหม่ ให้ความสามารถเหนือชั้นกว่ารุ่นเดิมถึง 2 เท่า ติดเทอร์โบให้กับความริเริ่มในการปฏิรูปไอที สำหรับทั้งองค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซ และผู้ให้บริการ

สรุปประเด็นข่าว

  • Z9264F-ON ใหม่ เป็นแฟบริค สวิตช์ ที่มีโครงสร้างแบบ fixed (fixed form-factor) ให้ศักยภาพสูงถึง 2 เท่า ช่วยเร่งสู่การใช้งานที่ความเร็ว 100GbE สำหรับสภาพแวดล้อมคลาวด์ในโทรคม รวมถึงพับบลิคและไพรเวท คลาวด์
  • แนวคิดริเริ่มของการเชื่อมต่อเครือข่ายในระบบเปิดที่ล้ำหน้า มาพร้อมการสนับสนุนสำหรับเดลล์ อีเอ็มซี Big Switch Networks, Cumulus Networks รวมถึงโซลูชันที่ทำงานร่วมกันเพื่อศักยภาพที่เหนือชั้นขึ้นด้วย VMware NSX
  • มอบศักยภาพให้ community โอเพ่นซอร์ส ด้วยทางเลือกฮาร์ดแวร์ที่มาพร้อมแพคเกจซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส Linux Foundation OPX และ OCP SONiC

เดลล์ อีเอ็มซี ผู้ริเริ่มการเชื่อมต่อเครือข่ายระบบเปิด (Open Networking) เปิดตัว Z9264F-ON แฟบริค สวิตช์ ความเร็ว 100GbE ใน Z-series รุ่นล่าสุด ที่ให้ความสามารถเพิ่มถึง 2 เท่าตัว พร้อมมอบชุดโซลูชันระบบเปิดที่สมบูรณ์ สำหรับองค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซที่ทันสมัย และดาต้าเซ็นเตอร์ในส่วนของผู้ให้บริการ

แพลตฟอร์มใหม่นี้ ได้รับขุมพลังจาก StrataXGS® Tomahawk® II ซึ่งเป็น 6.4 Terabit/second Ethernet switching silicon ของ Broadcom สร้างขึ้นเพื่อเป็นโครงสร้างหลักของดาต้าเซ็นเตอร์ที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานสูงโดยเฉพาะ หรือ แฟบริค แอปพลิเคชัน ที่ให้ความสามารถในการเชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างแร็คในดาต้าเซ็นเตอร์ด้วยความเร็วมากเป็นพิเศษ ให้ 64 พอร์ตที่ความเร็ว 100GbE ในฟอร์มแฟกเตอร์ 2RU ขนาดกะทัดรัด ทั้งนี้ Z9264F-ON ใหม่นี้ นับเป็นผลิตภัณฑ์ในอุดมคติสำหรับลูกค้าที่อยากเลิกใช้ระบบ chassis switching แบบเดิมที่มีค่าใช้จ่ายแพง ในขณะเดียวกันก็อยากเร่งเปลี่ยนจาก 40GbE เป็น 100GbE

ลูกค้าของเราที่เป็นองค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซและผู้ให้บริการ มีความต้องการที่ชัดเจนในเรื่องโซลูชันนวัตกรรมและการเชื่อมต่อเครือข่ายระบบเปิด สำหรับระบบโครงสร้างดาต้าเซ็นเตอร์” ทอม เบิร์นส์ รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป Dell EMC Networking and Solutions กล่าวZ9264F-ON ใหม่ มอบในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ด้วยแพลตฟอร์ม 100GbE switching ที่ให้ศักยภาพสูงสุดในอุตสาหกรรม และช่วยให้ลูกค้าควบคุมการใช้งานเครือข่ายและระบบโครงสร้างของตนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ”

ดาต้าเซ็นเตอร์ ยังคงทำหน้าที่เป็นรากฐานของส่วนปฏิบัติการไอทีและการให้บริการมาอย่างต่อเนื่อง  การลงทุนในสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะของดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ที่ไซต์งาน (on premise) หรือการโฮสต์ หรือกระทั่งที่อยู่ในรูปแบบของสิ่งอำนวยความสะดวกด้านคลาวด์ กำลังมาแรง  โดยในสภาพแวดล้อมระบบงานทั้งหมด เครือข่ายนับเป็นสิ่งสำคัญที่มอบศักยภาพด้านการเชื่อมต่อภายในและระหว่างแร็คของดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์ด้วยกันเอง ออกไปยัง edge และสุดท้ายไปถึงผู้ใช้ปลายทาง  สิ่งที่มาพร้อมๆกันคือ การนำเทคโนโลยีเวอร์ชวลไลเซชั่น และระบบอัตโนมัติมาใช้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ในระดับพื้นฐาน ผลักดันให้เกิดเลเยอร์ของอุปกรณ์ และเร่งให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างองค์ประกอบด้านสตอเรจกับส่วนประมวลผล เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนทั่วไป ตั้งแต่สภาพแวดล้อมแบบไฮเปอร์-คอนเวิร์จ ตลอดจนสภาพแวดล้อมแบบไฮเปอร์-สเกล

การเปลี่ยนแปลงด้านสถาปัตยกรรมนี้ ตอบโจทย์ความต้องการเพิ่มขึ้นของผู้ซื้อที่เป็นองค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซและผู้ให้บริการ เพราะช่วยให้องค์กรเหล่านี้สามารถตัดสินใจซื้อฮาร์ดแวร์เน็ตเวิร์ก และซอฟต์แวร์ที่เลือกได้อย่างอิสระ การแยกองค์ประกอบเทคโนโลยีในระดับนี้ ที่เดลล์ อีเอ็มซี เรียกว่า Open Networking เป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนสู่ระบบเครือข่ายที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ หรือ (SDN – software-defined networking) ในลักษณะที่เป็นทางเลือกซอฟต์แวร์เชื่อมต่อเครือข่าย และเป็นการเพิ่มความสามารถมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ Z9264F-ON ใหม่ ก็นำโมเดลการใช้งานแบบใหม่ที่ว่า มาช่วยให้ลูกค้ามีทางเลือกด้านซอฟต์แวร์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ซอฟต์แวร์คอมเมอร์เชียล หรือโอเพ่น ซอร์ส มากกว่าตัวเลือกที่แข่งขันกันอยู่ นับเป็นการเปิดประตูสู่นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ประหยัดมากขึ้น และควบคุมการทำงานได้เหนือชั้นยิ่งขึ้น

เดลล์ อีเอ็มซี กำลังช่วยปฏิรูปสู่ระบบเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์ที่ทันสมัย ด้วยวิสัยทัศน์ในเรื่อง Open Networking” แรม เวลากา รองประธานอาวุโส และผู้จัดการทั่วไปฝ่ายผลิตภัณฑ์สวิตช์ ของ Broadcom Inc. กล่าว “เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่ได้เห็นการสร้างแรงผลักดันเกี่ยวกับการแยกองค์ประกอบเครือข่าย ด้วยการใช้ความเร็วและความหลากหลายของสายผลิตภัณฑ์ switch silicon ชั้นนำในอุตสาหกรรมของ Broadcom เราหวังว่าจะได้เห็นความสำเร็จของแพลตฟอร์ม Z9264F-ON ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังจาก StrataXGS Tomahawk II silicon ของเรา ในการมอบประสิทธิภาพเครือข่ายในจุดสูงสุด ให้กับลูกค้าของเราพร้อมทางเลือกซอฟต์แวร์ที่มากที่สุด”

Open Networking และ 100GbE – ทางเลือกและศักยภาพที่หนักแน่น

เป็นเวลากว่า 4 ปีมาแล้ว ที่เดลล์ อีเอ็มซี ได้ส่ง Open Networking ออกมาท้าทายมาตรฐานอุตสาหกรรม ด้วยการแยกพื้นฐานโครงสร้างฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ออกจากกัน โดยนับแต่นั้นเป็นต้นมา เดลล์ อีเอ็มซี ได้ปฏิรูปสายผลิตภัณฑ์ทั้งหมดเพื่อตอบรับวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้ ด้วยการช่วยให้ลูกค้าองค์กรทุกขนาดมีทางเลือกมากที่สุด และได้รับศักยภาพสูงสุดจากการใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์ตลอดจนถึงปลายทางเครือข่าย หรือ edge ซึ่ง Z9264F-ON ทำให้วิสัยทัศน์นี้ก้าวหน้า ด้วยการนำ Open Networking มาสู่ silicon ที่ทันสมัย ช่วยให้ใช้งาน 100GbE ได้โดยให้ความหนาแน่นมากขึ้น และช่วยให้ดาต้าเซ็นเตอร์เร็วขึ้นในภาพรวม

ปี 2018 คาดว่าจะเป็นปีที่ยิ่งใหญ่ที่มีการนำ 100GbE มาใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์ ด้วยการคาดการณ์ว่าจะมีการส่งพอร์ตในตลาดสูงถึงเกือบ 3 เท่าภายในสิ้นปีนี้” ซาเมห์ บูเจลบีน ผู้อำนวยการอาวุโสของ Dell’Oro Group กล่าว “เราเห็นถึงการเปลี่ยนที่เกิดขึ้นรวดเร็ว จาก 40GbE ไปสู่ 100GbE บวกกับการนำระบบที่มีฟอร์มแฟกเตอร์แบบ fixed มาช่วยผลักดันการเติบโต ด้วยเงื่อนไขเหล่านี้ ทำให้ Z9264F-ON ใหม่ เข้ามาในช่วงเวลาที่เหมาะสม และการนำเสนอเรื่อง Open Networking อยู่ในจุดที่โดดเด่น”

การนำเสนอทางเลือกในเชิงพาณิชย์ ที่ให้ความหนาแน่น (densities) ที่สอดคล้องต่อการทำงาน ปกติจะทำได้แค่การตั้งค่าการใช้งานแบบ “ระบบปิด” ซึ่งเป็นข้อจำกัดการใช้งานเฉพาะซอฟต์แวร์ของซัพพลายเออร์รายนั้นๆ  ซึ่งโดยทั่วไปจะทำให้ทางเลือกถูกจำกัด แต่สิ่งสำคัญคือเรื่องของความสามารถ  ทั้งนี้ Open Networking ช่วยปลดล็อคข้อจำกัดเหล่านั้นได้ และปลดล็อคความสามารถซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงให้คุณค่ามากขึ้น

“ลูกค้ากำลังมองหาวิธีที่จะขยายการดำเนินงานได้อย่างครอบคลุม ในแบบที่เรียบง่าย พร้อมกับสร้างสมดุลในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญสู่ไฮบริดคลาวด์” ดักลาส เมอร์เรย์ ซีอีโอ ของ Big Switch Networks กล่าว “เราภูมิใจที่ในความร่วมมือระหว่าง เดลล์ อีเอ็มซี และ Big Switch พร้อมกับเชื่อมั่นว่าซอฟต์แวร์ Cloud-First ของเรา และ Z9264F-ON ใหม่ของเดลล์ อีเอ็มซี เป็นการผสมผสานที่ชนะเลิศสำหรับลูกค้าของเราทั้งสองบริษัท”

“Cumulus Networks รวบ Open Networking มาไว้ด้วยกัน และยังคงเดินหน้าเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดต่อไปด้วย เดลล์ อีเอ็มซี” จอช เลสลีย์ ซีอีโอ ของ Cumulus Networks กล่าว “การผสมผสานวิสัยทัศน์ช่วยให้เครือข่ายเร็วขึ้น มีศักยภาพมากขึ้น ด้วยการจับคู่ระหว่าง Cumulus Linux และซอฟต์แวร์ NetQ ด้วย Z9264F-ON ใหม่  โดยทางเลือกระบบเปิดนี้ ให้ความสามารถในการขยายศักยภาพที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว รวมถึงให้ความยืดหยุ่น และประหยัดค่าใช้จ่าย นับว่ามอบทางเลือกที่แท้จริงเพื่อมาแทนโซลูชันแบบดั้งเดิมที่ไม่ยืดหยุ่นแถมราคาแพง”

เมื่อผสานการใช้งาน Z9264F-ON ร่วมกับซอฟต์แวร์ของเดลล์ อีเอ็มซี หรือของคู่ค้า ก็ตามก็จะช่วยให้เกิดระบบโครงสร้างเครือข่ายทางกายภาพที่มีศักยภาพและให้ความยืดหยุ่นสูง โดยในดาต้าเซ็นเตอร์ที่ทันสมัย เครือข่ายทางกายภาพจะทำงานร่วมกับเครือข่ายเสมือนในการเชื่อมต่อเวอร์ชวลแมชชีน และคอนเทนเนอร์ รวมถึงการพัฒนาเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ (software-defined data center)  เพื่อทำให้เรื่องนี้บรรลุผลสำเร็จ เดลล์ อีเอ็มซี ได้ร่วมมือกับ VMware อย่างใกล้ชิด เพื่อทำให้เกิดโซลูชัน ‘better together’ คือการรวมกันเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น เพื่อช่วยปรับปรุงในเรื่องของค่าใช้จ่ายและการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

“Virtual Cloud Network สร้างโดยใช้ VMware NSX ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถสร้างสถาปัตยกรรมเครือข่ายบนฐานการใช้ซอฟต์แวร์ในแบบเอ็นด์-ทู-เอ็นด์ ที่ไม่จำกัดการใช้งานเฉพาะค่าย เป็นระบบเปิด สามารถโปรแกรมการทำงานได้ ให้ความปลอดภัยเป็นพื้นฐาน และสามารถมอบบริการเพื่อการใช้งานในส่วนของแอปพลิเคชัน และข้อมูลได้ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งที่ตั้งใดก็ตาม” พีเดอร์ อูแลนเดอร์ รองประธานหน่วยธุรกิจด้าน การตลาดผลิตภัณฑ์ ระบบเชื่อมต่อเครือข่าย และความปลอดภัย ของ VMware กล่าว “Z9264F-ON ใหม่จาก เดลล์ อีเอ็มซี ช่วยให้ลูกค้าปรับใช้โครงสร้างเครือข่ายระบบเปิดที่ให้ประสิทธิภาพสูง เพื่อรองรับการใช้ Virtual Cloud Network ได้

โอเพ่น ซอร์ส และ 100GbE เร่งสู่การพัฒนาและการใช้งานในชุมชน

เทคโนโลยีระบบเชื่อมต่อเครือข่ายด้วยโอเพ่นซอร์ส มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีโครงการโอเพ่นซอร์สมากมายที่ได้รับการสนับสนุนจากชุมชนนักพัฒนาและผู้ประกอบการเครือข่าย ทางเลือกซอฟต์แวร์เกิดใหม่เหล่านี้ ปกติแล้วต้องใช้ฮาร์ดแวร์แพลตฟอร์มที่เป็นระบบเปิดโดยเฉพาะ  จึงทำให้ Z9264F-ON เป็นตัวเลือกที่ตรงจุดประสงค์ดังกล่าว ลูกค้าสามารถเลือก Z9264F-ON เพื่อรันแพคเกจ OS10 Open Edition ของเดลล์ อีเอ็มซี บนฐานการใช้ซอฟต์แวร์ OpenSwitch ของ Linux Foundation หรือเลือกที่จะดาวน์โหลด OpenSwitch หรือ SONiC ในเวอร์ชันฟรี จาก Open Compute Project เพื่อให้ได้ความสามารถใหม่ยกเซ็ต รวมถึงชุมชนที่ผลักดันเรื่องของนวัตกรรมและการประสานความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

“ทั้งซอฟต์แวร์ โอเพ่นซอร์ส และ ฮาร์ดแวร์ Open Networking ต่างทำงานสอดประสานกัน” พอล ปาร์กเกอร์-จอห์นสัน หัวหน้านักวิเคราะห์ ACG Research กล่าว “จากการศึกษาของเราเมื่อเร็วๆ นี้ เราคาดว่าตลาดอุปกรณ์ระบบสวิตช์ และเราเตอร์ของดาต้าเซ็นเตอร์ จะเติบโตจาก 8.1 พันล้านเหรียญในปี 2018 ไปสู่ 19.9 พันล้านเหรียญในปี 2023 สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของระบบโครงสร้างผู้ให้บริการคลาวดห์ รวมถึงแหล่งความต้องการใหม่ในการนำ ‘edge cloud’ มาใช้ในองค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซ และผู้ให้บริการ  ทั้งนี้ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เชื่อมต่อเครือข่ายแบบโอเพ่นซอร์ส จะมีบทบาทสำคัญในการใช้งานเหล่านี้ และเติบโตโดยรวมอยู่ในอัตรา 40 เปอร์เซ็นต์ จนถึงปี 2023  และคิดเป็นส่วนแบ่ง 15 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาดังกล่าว”

“เรารู้สึกตื่นเต้นที่เห็นเดลล์ อีเอ็มซี อยู่ในสถานะผู้นำในเรื่องของระบบเชื่อมต่อเครือข่ายแบบโอเพ่นซอร์ส และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องความริเริ่มด้าน OpenSwitch” อาร์พิท โจชิปุระ ผู้จัดการทั่วไปในส่วน Networking และ Orchestration ที่ The Linux Foundation กล่าว “นวัตกรรมระบบเปิดที่ให้ความเร็วในระดับสูงสุด เป็นที่อุตสาหกรรมต้องการ และเรารู้สึกตื่นเต้นที่เห็นชุมชนก้าวไปสู่การตอบสนองความท้าทายดังกล่าวได้”

เกี่ยวกับเดลล์ อีเอ็มซี

เดลล์ อีเอ็มซี เป็นส่วนหนึ่งของ เดลล์ เทคโนโลยีส์ ที่มุ่งช่วยองค์กรธุรกิจเปลี่ยนโฉมดาต้าเซ็นเตอร์ไปสู่ความทันสมัย ในระบบอัตโนมัติ โดยใช้เทคโนโลยีชั้นนำของอุตสาหกรรมทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบควบรวม เซิร์ฟเวอร์ สตอเรจ และระบบปกป้องข้อมูล ให้พื้นฐานที่เชื่อถือได้สำหรับธุรกิจที่ต้องการพลิกโฉมไอที ด้วยการสร้างไฮบริดคลาวด์ พร้อมปรับโฉมธุรกิจด้วยการสร้างแอพพลิเคชันเพื่อการใช้งานบนคลาวด์และโซลูชันบิ๊กดาต้า ทั้งนี้ เดลล์ อีเอ็มซี ให้บริการลูกค้าครอบคลุม 180 ประเทศ รวมถึง 98 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรในทำเนียบ Fortune 500 ด้วยสายผลิตภัณฑ์แห่งนวัตกรรมที่สมบูรณ์ที่สุดในอุตสาหกรรมทั้งระบบงานหลักจนถึงระบบคลาวด์ 

Page Visitor

017139356
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
24817
48871
236665
13840651
182389
1383188
17139356
Your IP: 3.231.102.4
2021-03-04 10:13