ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เดินหน้าดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งเต็มสูบ ผุดวีดีโอไวรัลเร่งโปรโมทแอปฯ ช่างไฟและร้านค้าปลีก

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผุดภาพยนตร์โฆษณาไวรัล 2 เวอร์ชั่น อัดดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งเต็มแรง ต่อยอดโปรโมทแอปพลิเคชั่นช่างไฟชไนเดอร์ และร้านค้าปลีก เผยเป็นเจ้าแรกของวงการที่ยกระดับการใช้เครื่องมือดิจิทัลในการส่งเสริมการขาย ในยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น สร้างแรงขับเคลื่อนรายได้ให้กับช่างไฟ และร้านค้าปลีกที่ขายอุปกรณ์ไฟฟ้าของชไนเดอร์ อิเล็คทริค อาทิ ตู้ไฟ เซอร์กิตเบรกเกอร์แบบต่างๆ สวิตช์ไฟฟ้า เพื่อสร้างความยั่งยืนด้านการสร้างรายได้ให้กับช่างไฟและร้านค้าปลีกให้เติบโตได้อย่างมั่นคงในยุคนี้

นายกุศล กุศลส่ง รองประธานฝ่ายธุรกิจค้าปลีก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย เผยว่า ในฐานะผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ในปี 2561 ที่ผ่านมาเราได้เปิดตัว แอปพลิเคชั่น mySchneider Electrician แอปพลิเคชั่นสำหรับช่างไฟ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่เป็นอย่างดี และล่าสุดแอปพลิเคชั่น mySchneider Retailer สำหรับร้านไฟฟ้า ที่จำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ซึ่งนับเป็นแอปพลิเคชั่นที่ช่วยอำนวยความสะดวกและให้ประโยชน์กับผู้ใช้งานผ่านอุปกรณ์สื่อสารคู่กายที่ขาดไม่ได้ในสมัยนี้”

และเพื่อให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้างมากขึ้น ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จึงได้จัดทำภาพยนตร์โฆษณาไวรัล ที่มีเนื้อหาที่เข้าถึงง่าย ที่ชมแล้วต้องอมยิ้ม แต่ได้รับสารที่เราต้องการจะสื่อแบบเต็มๆ เพราะกลุ่มเป้าหมายคือช่างไฟฟ้า และเจ้าของร้านค้าปลีกที่จำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่ต้องการการสื่อสารแบบตรงประเด็น

OPEN-TEC จับมือพันธมิตรระดับโลกจัดงาน Tech Spartan 2019 : Pioneering your Enterprise with AI

เมื่อเร็วๆ นี้ OPEN-TEC ศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Knowledge Sharing Platform) ซึ่งขับเคลื่อนโดยบริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (ทีซีซีเทค) ผู้นำการให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานไอทีครบวงจร (Leading Integrated Technology Infrastructure Provider) นำโดยนายวรดิษฐ์ วิญญรัตน์ (ที่ 6 จากซ้าย) กรรมการบริหารและรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด ผนึกกำลังพันธมิตรระดับโลกได้แก่ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เอส เอ พี (ไทยแลนด์) จำกัด  ไอดีซี ไฟแนนเชียล อินไซต์ (IDC Financial Insights) รวมถึงพันธมิตรด้านมีเดีย อาทิ หอการค้าอเมริกันในประเทศไทย  ซีอาเซียน สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จัดเวทีสัมมนา Tech Spartan 2019 : Pioneering Your Enterprise with AI ณ Auditorium, C asean ชั้น 10 อาคาร CW Tower

โดยงานสัมมนาดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งเวทีใหญ่ของ OPEN-TEC ที่รวมเหล่าผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI) จากหลายภาคส่วน อาทิ นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ (ที่ 1 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการรไมโครซอฟท์ประเทศไทย Mr. Melvin Wong (ที่ 5 จากซ้าย) PreSales Lead for ASP Innovation Office, SAP Southeast Asia, Mr. Chang Foo  (ที่ 3 จากขวา) Chief Operating Officer, Tencent Thailand, Mr. Anthony Arundell (ที่ 1 จากขวา) Director, Sustainability Smart City Fraser Property Holdings Thailand, Hyong Kim, Ph.D. (ที่ 4 จากขวา) Director of CMKM, Drew D. Perkins Professor of ECE, Carnegie Mellon University และนายธีรพันธุ์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้อำนวยการสำนักสารสนเทศ (ที่ 2 ขวา)  บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นางวลีพร สายะสิต (ที่ 5 จากขวา) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (ทีซีซีเทค) นายไมเคิล อะราเน็ตตา (ที่ 3 จากซ้าย) รองประธานบริหาร ไอดีซี ไฟแนนเชียล อินไซต์ (IDC Financial Insights) นายวรนันท์ วรมนตรี (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้เชี่ยวชาญพิเศษอาวุโสด้านกลยุทธ์องค์กร บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ดร. อรทัย สังข์เพ็ชร (ที่ 4 จากซ้าย) รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์และวิจัย มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล และดร. ต่อตระกูล คงทรัพย์ (ที่ 6 จากขวา)  รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ไทยเบฟเวอร์เรจ ลอจิสติกส์ จำกัด ขึ้นเวทีแชร์องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial intelligence (AI)  ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเทรนด์สำคัญในฐานะ Game Changer ที่จะเข้ามาสร้างความยั่งยืนต่อโลกอนาคต อาทิ ข้อมูลเกี่ยวกับ หลักศีลธรรมของการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาแพลตฟอร์มทางด้าน AI ทั้งการสร้างระบบ Facial Recognition และระบบ Speech Recognition หรือการใช้หุ่นยนต์และ AI ทางด้านอารมณ์เพื่อขับเคลื่อนประสิทธิภาพในการทำงาน รวมถึงการอภิปรายระหว่างภาคธุรกิจและภาคการศึกษาในหัวข้อ Business and Academic Collaboration Model on AI Project และหัวข้อ Adopting AI Technology for Enterprise เพื่อเสริมความเข้าใจให้ผู้ร่วมสัมมนาสามารถจัดระเบียบโครงสร้างข้อมูล วางกรอบความคิด และกำหนดกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อต้องเผชิญกับความท้าทายภายใต้การพัฒนาที่รวดเร็วของเทคโนโลยี Artificial Intelligence  ทั้งนี้ เวที Tech Spartan 2019 ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากผู้บริหารและบุคลากรในหลายอุตสาหกรรม อาทิ Information Technology, Retails FMCG, Education, Finance Banking, Consultancy  รวมถึง Government  ฯลฯ

“ไบเทคคือบ้าน พนักงานคือลูก” ไบเทค ฉลองความสำเร็จ 20 ปี จัดงานขอบคุณพนักงานและครอบครัว

ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) จัดงานใหญ่ฉลองครบรอบ 20 ปี ไบเทค เพื่อขอบคุณพนักงานกว่า 1,000 คน ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ไบเทคคือบ้าน พนักงานคือลูก’ ภายในฮอลล์ EH100 เพื่อเป็นการขอบคุณและตอบแทนให้กับพนักงานที่เปรียบเสมือนครอบครัว ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จตลอด 20ปี ของไบเทค พร้อมทั้งจัดกิจกรรมและการแสดงต่างๆ อาทิ กิจกรรม Open House พาครอบครัวพนักงานเยี่ยมชมสถานที่และวิธีการทำงานภายในศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค, กิจกรรมมินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน ทาทา ยัง รวมถึงไฮไลท์การแสดงกายกรรมบนพื้นผ้าโรยตัวจากความสูงของฮอลล์ EH100 ระยะ 25 เมตร โดย เล้ง ราชนิกร แก้วดี อดีตแชมป์จากรายการ Thailand’s Got Talent Season 2 เป็นต้น

ครอบครัวบุรี พร้อมหน้าพร้อมตา

คุณปนิษฐา บุรี กรรมการผู้จัดการ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กล่าวว่า “ตลอด 20ปี ไบเทค มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด ทั้งในแง่ของรายได้และการเข้าใช้พื้นที่ โดยมีเป้าหมายให้ ไบเทค ขยับขึ้นไปสู่การเป็นอันดับ 1 ของตลาดนิทรรศการและการประชุมให้ได้ โดยมุ่งเน้นด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลเพื่อยกระดับและส่งมอบการบริการที่เป็นเลิศให้กับกลุ่มลูกค้าและผู้ใช้บริการ เพิ่มกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าเดิมและขยายไปยังกลุ่มเป้าหมายใหม่ ด้วยการผสมผสานการตลาดดิจิทัลอย่าง การทำโมบายมาร์เก็ตติ้ง (Mobile Marketing) การพัฒนาเว็บไซต์ การนำเสนอโปรแกรมต่างๆผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก เพื่อการเข้าถึงของข้อมูลข่าวสารและบริการของกลุ่มลูกค้าได้อย่างทั่วถึง”

ภาพความอบอุ่นภายในงานจากพนักงานไบเทค และครอบครัว

ในปัจจุบัน ไบเทค มีพื้นที่สำหรับการจัดนิทรรศการและการประชุมกว่า 70,000 ตารางเมตร แบ่งออกเป็น 10 ฮอลล์นิทรรศการ (Event Hall) 6 แกรนด์ฮอลล์ (Grand Convention Hall) 28 ห้องประชุม (Meeting Room) สามารถรอบรับผู้เข้าร่วมงานได้สูงสุดถึง 40,000 คนต่อวัน ซึ่งในปี 2561 ที่ผ่านมา ไบเทค ได้มีโอกาสรองรับงานนิทรรศการและอีเวนท์ระดับโลกรวมกว่า 115 งานจากหลากหลายภาคอุตสากรรม อาทิ งาน SENSATION THAILAND เทศกาลดนตรีระดับโลก  การประกวด Miss Grand Thailand 2018 รอบ Grand Final งาน Taiwan Expo 2018 ครั้งแรกในประเทศไทย งาน COSMEX 2018 งานแสดงเทคโนโลยีด้านการผลิต การบรรจุภัณฑ์ และบริการด้าน ODM/OEM เพื่ออุตสาหกรรมเครื่องสำอางงานเดียวในอาเซียน ที่จะจัดขึ้นพร้อมกับงาน in-cosmetics Asia 2018 งาน METALEX 2018 งานแสดงเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีโลหะการที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน เป็นต้น

“สำหรับการจัดงานฉลองครบรอบ 20ปี ไบเทค ในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อที่จะตอบแทนความทุ่มเทของพนักงาน ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของไบเทค ที่คอยส่งมอบบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าและผู้ใช้บริการ อีกทั้งยังสร้างความผูกพันและความภูมิใจของพนักงานที่มีต่อองค์กรที่ได้ดำเนินงานมากว่า 20 ปี เพื่อตอกย้ำความสำคัญของพนักงานของไบเทค ด้วยคอนเซ็ปต์ ไบเทคคือบ้าน พนักงานคือลูก” คุณปนิษฐา บุรี กล่าวปิดท้าย

ครอบครัว ‘ไบเทคคือบ้าน พนักงานคือลูก’

ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค หรือ Bangkok International Trade & Exhibition Centre: BITEC ครอบคลุมทุกสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการจัดคอนเสิร์ตหรือไลฟ์สไตล์อีเว้นท์ มีทำเลที่ตั้งให้ทั้งผู้จัดงานและผู้เข้าร่วมเดินทางได้สะดวกสบายทั้งทางรถยนต์ การขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีบางนา และห่างจากสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิเพียง 14 กิโลเมตร สำหรับผู้ที่สนใจสามารถรับชมคลิปวิดีโอบอกเล่าเรื่องราวของ 20 ปี ไบเทคได้ที่

หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับฝุ่นควันและมลพิษนอกบ้าน มาเปลี่ยนห้องที่บ้านไว้ดูหนัง ฟังเพลง ให้ใจ ร่มๆ แบบวันเดียวจบกันดีกว่า

ช่วงนี้มองฟ้าตอนไหนก็รู้สึกไม่ค่อยจะปลอดภัย ทั้งที่จริง ๆ แล้วฝุ่นจิ๋ว ๆ ที่เกินค่ามาตรฐาน หรือที่เรียกกันว่า PM 2.5 ที่กำลังฮิตติดทุกชาร์ท และเป็นปัญหาอยู่ในหลายพื้นที่ ขณะนี้ มันก็เริ่มส่อเค้ามาตั้งนานแล้ว แต่ที่ทำให้เรารู้สึกสด หดหู่ นั่นก็อาจจะเป็นเพราะว่า คนส่วนใหญ่ที่เดินตามถนนหนทางใส่หน้ากากเพื่อป้องกันตัวเอง ให้ปลอดภัยและห่างไกลจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกาย และหลายคนเลือกที่จะทำกิจกรรมที่ชื่นชอบอยู่กับบ้าน และ 1 กิจกรรมยอดฮิตก็คือ การดูหนัง ฟังเพลง แล้วจะดีกว่ามั้ย หากจะปรับเปลี่ยนห้องที่มีให้เพิ่มอรรถรส โดยที่บรรยากาศและคุณภาพเสียงนั้นไม่ต่างจากโรงหนังตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำที่เราคุ้นเคย ให้กิจกรรมที่ว่าฟินคนเดียว หรือให้ฟินกันทั้งบ้านก็คงจะดีไม่น้อย

CPRAM Transformation Roadmap ตอกย้ำความเป็นผู้นำ FOOD PROVIDER สู่มาตรฐานโลก พร้อมยกระดับขีดความสามารถประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของภูมิภาคเอเซีย

บริษัท ซีพีแรม จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารพร้อมรับประทานรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและผู้นำด้าน FOOD PROVIDER มาตรฐานโลก ดำเนินธุรกิจเคียงข้างสังคมอย่างเกื้อกูลในการร่วมส่งความเป็นอยู่ที่ดีให้ทุกคน จัดงานแถลงข่าวทิศทางธุรกิจ “CPRAM Transformation Roadmap” พร้อมเดินหน้าพัฒนาศักยภาพมาตรฐานยกระดับขีดความสามารถความเป็นผู้นำ FOOD PROVIDER และก้าวสู่ผู้นำนวัตกรรมอาหารของประเทศและในภูมิภาคเอเซีย

นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด กล่าวว่า ซีพีแรมเดินทางผ่านยุคต่างๆ จวบจนปัจจุบันยุคที่ 7 คือ “ยุคศรีอัจฉริยะ" แต่ละยุคใช้เวลา 5 ปี ยุคนี้ซีพีแรมยกระดับขีดความสามารถขององค์กรด้วย CPRAM 4.0 ขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยี และเป็นผู้นำ 3S (FOOD SAFETY, FOOD SECURITY, FOOD SUSTAINABILITY) สู่ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอาหารของโลก รวมถึงกำหนดยุทธศาสตร์องค์กรยุคที่ 7 ระยะ 5 ปีด้วย “CPRAM Transformation Roadmap” ซึ่งประกอบด้วย Organization Transformation, New Business (Vending machine, Catering Service), Digitalization, Robotization, และจัดตั้ง FTEC (Food Technology Exchange Center) พร้อมตั้งเป้าหมายยอดขาย 20,000 ล้านบาท ในปี 2019

ด้วยกลยุทธ์การขยายตลาดทั้งเชิงลึกตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของผู้บริโภค และเชิงกว้างสู่ภูมิภาคทั่วประเทศไทย มีสัดส่วนการยอดขายอาหารพร้อมรับประทาน 65% และเบเกอรี่ 35% ด้วยผลิตภัณฑ์กว่า 900 SKUs โดยมีสินค้าและบริการในกลุ่มบริษัท ซีพีแรม จำกัด อาทิ แบรนด์เจด ดราก้อน, แบรนด์เลอแปง, แบรนด์เดลี่ไทย, แบรนด์เดลิกาเซีย, แบรนด์ ซีพีแรม แคทเทอริ่ง, และแบรนด์ฟู้ดดี้ดี เป็นต้น จำหน่ายผ่านช่องทางร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร และร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ กว่า 20,000 แห่ง รวมถึงส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก

นายวิเศษ กล่าวอีกว่า หลังจากประกาศทิศทางองค์กร 5 ปี (ค.ศ. 2018-2022) เมื่อ 12 ธันวาคม 2017 ที่ผ่านมาในการขยายการผลิตไปสู่ภูมิภาคมากขึ้น มีโรงงานใหม่เกิดขึ้นอีก 5 แห่ง 2 แห่งในที่ตั้งใหม่คือ โรงงานลำพูน และโรงงานสุราษฎร์ธานี และอีก 3 แห่งในที่ตั้งเดิม คือโรงงานชลบุรี โรงงานขอนแก่น และโรงงานบ่อเงิน จังหวัดปทุมธานี ด้วยงบลงทุน 4,000 ล้านบาท ปัจจุบันได้สร้างแล้วเสร็จ ซึ่งมีกำลังการผลิตอาหารพร้อมรับประทานแช่เย็น และแช่เยือกแข็ง เพิ่มขึ้นอีก 50-70% รองรับการขยายตัวของตลาดที่เพิ่มขึ้นและช่วยเสริมสร้างศักยภาพการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจและการ    สร้างงานสร้างรายได้ในภูมิภาคขณะเดียวกันยังได้เข้าใกล้แหล่งวัตถุดิบในท้องถิ่น และช่วยให้อาหารที่ผลิตออกจากโรงงานกระจายไปสู่ร้านค้าในเวลาสั้นลงจากเดิมต้องใช้เวลา 6-7 ชม. ลดเหลือ 2-3 ชม.เท่านั้น

ปัจจุบัน ซีพีแรม ประกอบด้วยโรงงาน 7 แห่ง ได้แก่ ปทุมธานี 2 แห่ง, กรุงเทพฯ, ชลบุรี, ขอนแก่น, ลำพูน และสุราษฎร์ธานี นอกจากสำหรับผลิตสินค้าส่งให้กับเซเว่นอีเลฟเว่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร และร้านค้าชั้นนำในแต่ละภูมิภาคแล้ว อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือ เพื่อผลิต Local Product “อาหารท้องถิ่น” ในรูปแบบ “Chilled Food” หรืออาหารแช่เย็น สำหรับผู้บริโภคในท้องถิ่นโดยเฉพาะ จากเดิมมีเฉพาะเมนู Nationwide ซึ่งเป็นเมนูทั่วไป  ขายทั่วประเทศ แต่นับจากนี้จะมีสัดส่วนสินค้าเมนูอาหารท้องถิ่น 25 – 30% และอาหารเมนู Nationwide สัดส่วน 70 – 75% เช่น อาหารประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาหารประจำภาคเหนือ อาหารประจำภาคใต้ แต่การพัฒนาเมนูอาหารท้องถิ่น เราไม่ได้จะไปแข่งกับร้านอาหารพื้นเมือง เพราะถึงอย่างไรร้านอาหารท้องถิ่น มีความหลากหลาย และอร่อย แต่การที่เราพัฒนาเมนูท้องถิ่น เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคในเวลาดึก ที่ไม่มีร้านอาหารเปิดให้บริการแล้ว และเพื่อเติมเต็มตลาดของซีพีแรมในต่างจังหวัดด้วย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่นั้นๆ

นายวิเศษ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันซีพีแรมเตรียมจัดตั้ง FTEC (Food Technology Exchange Center) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการสร้างความร่วมมือ และประสานงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมอาหาร ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ประกอบด้วยนักวิจัย นักพัฒนา และผู้ใช้ ใน 3 เทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ Biotech, Digitech และ Robotech สู่ความยั่งยืนของอาหาร รวมถึงเป็นการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมอาหารไทยตั้งแต่ต้นน้ำจวบจนถึงปลายน้ำ FTEC ยังมีผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศในการบูรณาการศาสตร์ต่างๆ กับเทคโนโลยี เข้าด้วยกันเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุดในการร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร

“ ไม่เพียงเท่านั้น ซีพีแรมยังวางการใช้เงิน 1% ของยอดขายหรือปีละ 150-200 ล้านบาท ทุ่มให้กับการวิจัยและพัฒนาให้ได้มาซึ่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมของตนเอง เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจ ยกระดับองค์กรสู่ CPRAM 4.0 รวมถึงยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของภูมิภาคเอเซีย อีกทั้งยังใช้เทคโนโลยีชีวภาพ มาพัฒนาอาหารสุขภาพและอาหารสำหรับบุคคลเฉพาะกลุ่ม เช่นผู้สูงวัย อาหารเด็ก และอาหารของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ” เป็นต้น เราจะนำเอาเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบการผลิตอัตโนมัติมาร่วมทำงานในโรงงานในจุดที่ทำงานหนักและมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ ”

นายวิเศษ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จากการที่สังคมไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างชัดเจน ซีพีแรม จึงได้พัฒนาสินค้าออกมาตอบสนองความต้องการกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งตอนนี้ทำออกมาวางตลาดแล้ว คือ ข้าวต้มผู้สูงวัย มีคุณสมบัติ เคี้ยวแหลกง่าย ดูดซึมได้ดี และมีคุณค่าทางโภชนาการที่ผู้สูงอายุต้องการ เป็นเพราะกลุ่มผู้สูงอายุต้องการกินอาหารไม่เหมือนคนปกติ นอกจากนี้ ซีพีแรมยังได้พัฒนาอาหารสุขภาพและอาหารสำหรับบุคคลเฉพาะกลุ่ม เข้าไปตอบโจทย์ความต้องการ อาทิ กลุ่มผู้ป่วยหรือมีโรคประจำตัว ซึ่งต้องการอาหารคุณสมบัติพิเศษ เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ต้องการอาหารที่หวานน้อย หรืออาหารมีความหวานปกติ แต่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วอัตราการดูดซึมความหวานต่ำ ไม่ทำให้ปริมาณน้ำตาลในร่างกายปรับเพิ่มขึ้น เป็นต้น

Page 1 of 2