ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ ต้อนรับคณะผู้แทนด้านธุรกิจจากมณฑลเจ้อเจียง

นางสาวลัดดา โรจนาวิไลวุฒิ (แถวหน้า ที่ 4 จากขวา) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ที่ดินอุตสาหกรรม บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และ นางสาวศิญาภัสร์ จันทไชยโรจน์ (แถวหน้า ที่ 5 จากขวา) ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ต้อนรับ คณะเจ้าหน้าที่และนักลงทุนจากมณฑลเจ้อเจียง สภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ประจำมณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน (China Council for the Promotion of International Trade, Zhejiang Provincial Committee) ที่ได้มาเยี่ยมชมคลัสเตอร์อุตสาหกรรมยานยนต์ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 2 และนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเออีสเทิร์นซีบอร์ด 2 เพื่อศึกษาโอกาสการลงทุนในประเทศไทยและส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและไทย

BEAUTY เซ็นสัญญาแต่งตั้ง Carrot Mall ตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ประเทศจีน

ดร.พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ (ที่ 2 จากขวา)รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ คุณศิริการย์ พัฑฒิวีระนนท์ (ที่ 1 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บมจ. บิวตี้คอมมูนิตี้ (BEAUTY) ลงนามในสัญญาร่วมกับ Mr.Winston Yu (ที่ 2 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Carrot Mall เพื่อแต่งตั้ง Carrot Mall เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า Scentio Milk Plus Whitening Q10 Facial Foam  ผ่านช่องทางตลาดหลัก ( Gerneral Trade ) ที่ประกอบด้วยช่องทาง Offline และ Online  ในสาธารณรัฐประชาชนจีน (Mainland China)  ณ บมจ.บิวตี้ คอมมูนิตี้ ซ.นวลจันทร์ 34  เมื่อเร็วๆนี้

TOG ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ เสริมแกร่งธุรกิจ

TOG ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ เสริมแกร่งธุรกิจ เตรียมแผนขยายฐานลูกค้าใหม่สหรัฐฯ-ยุโรป หวังยอดขายเติบโตร้อยละ 7-10 ภายใน 3 ปี จากปริมาณคำสั้งซื้อเลนส์สายตาเฉพาะบุคคลและเลนส์พลาสติกมูลค่าเพิ่ม

นายธรณ์ ประจักษ์ธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยออพติคอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TOG เปิดเผยถึงผลการดำเนินการประจำปี 2561 โดยบริษัทฯ มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการรวม 1,841.57 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 1.92 โดยมีกำไรสุทธิ 146.03 ล้านบาท (ด้วยอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 7.62) ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 20.40 จากรายได้จากการขายและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น

บริษัทฯ ดำเนินการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่โดยเพิ่มตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง 4 ตำแหน่ง ได้แก่ Chief Commercial Officer (CCO), Chief Operating Officer (COO), Chief Administrative Officer (CAO) และ Chief Financial Officer (CFO) เพื่อช่วยส่งเสริมศักยภาพการบริหารงานและสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันทางธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการขยายฐานลูกค้าใหม่ทั่วโลกโดยเน้นภูมิภาคสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป  

นอกจากนี้บริษัทยังประกาศแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงใน 4 ตำแหน่งดังกล่าวดังนี้

          1) Mr. Lindsay Brown ในตำแหน่ง Chief Commercial Officer (CCO) รับผิดชอบการขาย การตลาดและพัฒนาธุรกิจทั่วโลก Mr. Lindsay Brown มีประสบการณ์ทำงานในตำแหน่ง General Manager EMEA ที่บริษัท Transitions Optical และ General Manager Global Key Accounts & Sales Director EMEA ที่ Hoya Vision Care

          2) นายชัยวัฒน์ จิตติคุณ ในตำแหน่ง Chief Operating Officer (COO) รับผิดชอบการผลิตและการบริหารซัพพลายเชน นายชัยวัฒน์ จิตติคุณ เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงหลากหลายตำแหน่งทั้งด้านการผลิต วิศวกรรม งานวิจัยและพัฒนาที่ HOYA LENS THAILAND

          3) นางสาวจิรสุดา สำเภาทอง ในตำแหน่ง Chief Financial Officer (CFO) รับผิดชอบการเงินและบัญชี นางสาวจิรสุดา สำเภาทอง มีประสบการณ์ทำงานในสายงานบัญชีและการเงินในธุรกิจการผลิตในหลากหลายอุตสาหกรรม เคยดำรงตำแหน่ง Vice President – Account & Finance ที่บริษัท ล่ำสูง จำกัด (มหาชน) ก่อนร่วมงานกับ TOG

          4) นางอมลรัตน์ ประจักษ์ธรรม ในตำแหน่ง Chief Administrative Officer (CAO) รับผิดชอบการบริการลูกค้า งานทรัพยากรบุคคล การจัดซื้อ ธุรการ การพัฒนาความยั่งยืน และธุรกิจผ่านบริษัทย่อยและบริษัทร่วมทั้งหมด นางอมลรัตน์ ประจักษ์ธรรม มีประสบการณ์ในธุรกิจเลนส์แว่นตา เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารการขายและการตลาด การบริหารซัพพลายเชนที่ TOG ก่อนรับตำแหน่ง CAO

บริษัทฯ วางแผนกลยุทธ์การขายและการตลาดโดยจะยกระดับการบริการลูกค้าที่เป็นเลิศ ความง่ายในทำธุรกิจกับคู่ค้า การตอบสนองที่เร็ว และพอร์ตโฟลิโอของผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย  ซึ่งจะทำให้บริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดโลก นอกเหนือจากการแข่งขันด้านราคาเป็นหลัก  เน้นนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่สุดยอดเทคโนโลยีเลนส์โปรเกรซีฟ “ZENITH” (ซีนิธ)  สำหรับผู้ที่มีปัญหาค่าสายตาสูงและซับซ้อน และเลนส์ป้องกันคลื่นแสงอันตรายและแสงสีฟ้า “BLULOC” (บลูล็อค) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการดูดซับคลื่นแสงในเนื้อวัสดุ เพิ่มเติ่มจากเลนส์พลาสติกมูลค่าเพิ่ม (Value-added Lenses) ให้แก่กลุ่มลูกค้าใหม่ภูมิภาคยุโรปและสหรัฐอเมริกา เนื่องจากผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงและกำลังเป็นที่นิยมในตลาดปัจจุบัน

นอกจากนี้บริษัทฯ เตรียมพิจารณาแผนขยายสายการผลิต RX AUTOMATION  เฟสที่ 2 ในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ เพื่อรองรับปริมาณคำสั่งซื้อเลนส์สายตาเฉพาะบุคคลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากกลุ่มลูกค้าในสหภาพยุโรป ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

 

เกี่ยวกับ TOG

TOG หรือ บริษัท ไทยออพติคอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2534 ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 475 ล้านบาท เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเลนส์สายตารายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และผู้นำในฐานะผู้ผลิตเลนส์อิสระในระดับสากล  โดย TOG เป็นบริษัทแห่งแรกของไทยที่ดำเนินธุรกิจการผลิตเลนส์สายตาเพื่อจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ค้าส่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งบริษัทฯ มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศมากกว่า 95% ได้แก่ ยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อเมริกา และเอเชียแปซิฟิค ตามลำดับ และในประเทศน้อยกว่า 5% โดยผลิตตามคำสั่งซื้อภายใต้เครื่องหมายการค้าของลูกค้า (Original Equipment Manufacturer หรือ OEM) นอกจากนี้ บริษัทฯยังจำหน่ายเลนส์สายตาภายใต้เครื่องหมายการค้า “TOG”, “Excelite®”, “ONE”, “DISCOVERY”, “FREEDOM”, “MAXIMA”, “SHADE”, “ZAPHIRE”, “BLULOC” และ “ZENITH”

ทั้งนี้ บริษัทฯ ประกอบธุรกิจในผลิตภัณฑ์และบริการ 4 ประเภท ได้แก่ เลนส์สายตาพลาสติก (Organic Lens), เลนส์สายตากระจก (Mineral Lens), เลนส์เฉพาะบุคคลหรือเลนส์สั่งฝนพิเศษ และบริการอื่นๆ ได้แก่ บริการตัดประกอบ (Glazing) ที่ใช้ในกระบวนการผลิตเลนส์สายตาพลาสติก, การให้บริการเคลือบเคมีผิวแข็ง, การเคลือบเคมีตัดแสงสะท้อน, บริการตัดประกอบเลนส์เข้ากรอบแว่น รวมไปถึงสินค้าซื้อมาเพื่อจำหน่ายต่อ เป็นต้น

 

____________________

 

TOG Reorganized Its Management Structure to Elevate the Business to the Next Level

TOG reorganized its management structure to enhance the business growth. The Company and its Subsidiaries are preparing the plan to extend the customer base focusing on the United States and the European Union markets. The Company anticipates 7-10% sales growth within 3 years from the volume of prescription lenses (Rx Lenses) and value-added lenses.

Torn Pracharktam, Chief Executive Officer of Thai Optical Group Public Company Limited or TOG, revealed that sales and service revenue for 2018 were 1,841.57 million Baht, being 1.92% lower than those of the previous year. Net profits were 146.03 million Baht with 7.62% net profit margin, or 20.40% decline from 2017 due to decreased of sales, increased of selling and administrative.

The Company reorganized its management structure by the appointment of 4 senior management positions namely Chief Commercial Officer (CCO), Chief Operating Officer (COO), Chief Administrative Officer (CAO), and Chief Financial Officer (CFO). The new management team’s goal is to help advance business management potential and to create competitive advantages supporting the new customer base expansion, which focuses on the United States and the European Union markets.

The company appointed 4 senior management positions as follows;

          1) Mr. Lindsay Brown as Chief Commercial Officer (CCO), who oversees sales, marketing and business development globally.  Prior to joining TOG, Mr. Brown was General Manager EMEA at Transitions Optical and General Manager Global Key Accounts & Sales Director EMEA at Hoya Vision Care.

          2) Mr. Chaiwat Chittikun as Chief Operating Officer (COO), who oversees manufacturing and operations including supply chain management.  Mr. Chittikun held several senior management positions at HOYA LENS THAILAND in various areas including manufacturing, engineering, and research & development.

          3) Ms. Jirasuda Sumpaotong as Chief Financial Officer (CFO), who oversees accounting and finance. Ms. Sumpaotong has strong expertise in accounting and finance in various manufacturing industries. Prior to joining TOG, she was Vice President of Account & Finance at Lam Soon (Thailand) Public Company Limited.

          4) Mrs. Amolrat Pracharktam as Chief Administrative Officer (CAO), who oversees customer service, human resources, procurement, corporate affairs, sustainability development and subsidiaries/affiliates. Previously, Mrs. Pracharktam has in-depth experience in the optical industry in business development, sales and marketing, and was Vice President of Supply Chain Management before being appointed as CAO.

The company outlined sales and marketing strategies by enhancing customer service excellence, ease of doing business with partners, quick response and a wide range of product portfolio offering.  These will enable the company to gain  competitive advantages in the global market, in addition to price competitiveness, new product offerings “Zenith” – progressive lens with the superlative patented technology "ZENITH" and “BLULOC" - 95% blue light reduction lens which is based on en-masse light absorption technology. The new offerings are anticipated to attract to new customers in the European and US regions as the products are high-value and high-margin, and are currently in the strong upward trend in these markets.

The company is considering the expansion plan of RX AUTOMATION Phase 2 in the second quarter of this year in order to support the volume of prescription lens orders which are expected to continuing increase from the customers in Australia and New Zealand.

 

About TOG

Thai Optical Group Public Company Limited (the Company) or TOG was established in 1991. TOG is Thailand’s largest manufacturer and distributor of ophthalmic lenses and one of the leading independent global manufacturers.  In addition to being the first Thai company to manufacture lenses for domestic and international original equipment manufacturers (OEMs), it markets the products under its own brand “TOG”, “Excelite™”, “ONE”, “DISCOVERY”, “FREEDOM”, “MAXIMA”, “SHADE”, “ZAPHIRE”, “BLULOC” and “ZENITH”. 

The company’s core business comprises of four units: organic lens, mineral lens, prescription lens, and other products and services – including glass mold manufacturing for plastic lenses, hard coating, multi-coating, glazing service, and trading.  The Company, with a registered capital of 475 million Baht, is a publicly listed company on the Stock Exchange of Thailand, using “TOG” as a trading ticker symbol.

ช่องซีหนัง ทุ่มทุนพันล้านบาท คัดสุดยอด “ซีรีส์-ภาพยนตร์อินเดีย” เพื่อคนไทยตลอด 24 ชั่วโมง

ช่องซีหนัง ทุ่มเงินลงทุนเต็มกำลัง เพื่อคัดสรรคอนเทนต์คุณภาพ ทั้งซีรีส์สุดฮอต รายการวาไรตี้ที่หลากหลาย และภาพยนตร์ดังมากมาย จากประเทศอินเดียส่งตรงถึงเมืองไทย มาสร้างความบันเทิงแบบครบรสตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมขยายกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึงทุกแพลตฟอร์ม ให้ชาวไทยได้นั่งเฝ้าหน้าจอรอชมความสนุกกันอย่างจุใจ 

วิกรัม ลาด ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยบริษัท ซี เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ได้เผยกลยุทธ์ปี พ.ศ. 2562 ว่า “ตอนนี้ช่องซีหนังเปิดตัวในไทยปีที่ 3 แล้ว จากประสบการณ์และกระแสตอบรับของผู้ชมชาวไทย ทำให้เรารู้ว่าควรเพิ่มความบันเทิงให้แก่ผู้ชมชาวไทยมากกว่าเดิมด้วย ซีรีส์ที่สดใหม่ และตื่นตาตื่นใจ ในด้านความสมจริง ไม่ว่าจะเป็น ซีรีส์ดราม่า ประวัติศาสตร์ อภินิหาร โดยรวมไปถึงการเสริมทัพความบันเทิงด้วยภาพยนตร์บอลลีวูด ที่การันตีด้วยรางวัลคุณภาพและทำรายได้กว่า 500 ล้านบาทขึ้นไป ที่บริษัทฯ ต้นสังกัดจากประเทศอินเดียได้ทุ่มทุนกว่าพันล้านบาทสำหรับสร้างสรรค์เนื้อหาทั้งหมดที่นำมาออกอากาศทางช่องซีหนัง และยังมีงบในด้านอื่นๆ เพิ่มเติมทั้งในส่วนของงบประมาณด้านการตลาด งบด้านการขยายช่องทางรับชมช่อง ซึ่งเพิ่มจากปีที่แล้วอีก 50%”

“จุดแข็งของซีหนัง ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือของ บริษัท ซี เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด บริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ในด้านภาพยนตร์ ทีวีและบันเทิงของเดีย เราสามารถคัดสรรซีรีส์ หรือภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเป็นสากลมากขึ้น มีความทันสมัย ไม่เคยออกอากาศที่ไหนมาก่อน และเลือกเรื่องที่มีจุดร่วมระหว่างไทยและอินเดีย เพื่อให้คนไทยเข้าถึงคอนเทนต์อินเดียได้ง่ายขึ้น รวมถึงปีนี้เรายังนำภาพยนตร์บอลลีวูดชั้นนำที่การันตีด้วยรางวัลต่างๆ และรายได้กว่า 500 ล้านบาทขึ้นไปมาให้ได้รับชมอย่างจุใจทุกค่ำคืน ตั้งแต่เวลา 21.50 น. โดยภาพยนตร์ที่ทุกท่านได้รับชมในแต่ละเดือน จะไม่มีการรีรัน ซึ่งหากพลาดจะเสียดายเป็นอย่างยิ่ง และยังคงมีซีรีส์ใหม่ อย่างเช่นซีรีส์เรื่อง “ราการ์ฟ พยัคฆ์ร้ายยอดสายลับ” ซึ่งเป็นแนวสืบสวนสอบสวน ในแบบที่คนไทยไม่เคยเห็นซีรีส์อินเดียแบบนี้ในไทยมาก่อน  รวมถึงซีรีส์ที่ออกอากาศช่วงไพร์มไทม์ตั้งแต่เวลา 18.50 น. เป็นต้นไป เราพยายามคัดเลือกเนื้อหาที่ทันสมัยขึ้น และหากเป็นแนวแฟนตาซีก็จะเลือกคอนเทนต์ที่มีความน่าสนใจ น่าตื่นตา และมีเรื่องราวที่คนไทยคุ้นเคย รวมไปถึงการปรับให้เนื้อหากระชับขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มคนไทยที่ชอบอะไรรวดเร็ว ไม่ยืดเยื้อ เพื่อให้ผู้ชมชาวไทยได้รับความบันเทิงอย่างเต็มอิ่ม”

“ในปีที่ผ่านมาเรามีการร่วมมือกับบริษัทฯ และแพลตฟอร์มหลายๆ ค่าย รวมทั้งขยายช่องทางการรับชมเพิ่มขึ้นอีกมากมายทั้งบนแพลตฟอร์มออนไลน์ อาทิ True ID, 3BB, AIS Play และ AIS Play Box รวมทั้งเคเบิ้ลทั่วประเทศ ที่ขณะนี้เราครอบคลุมกว่า 90% ซึ่งเรามั่นใจมากว่าจำนวนผู้ชมจะเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวภายในปีนี้ ตอนนี้เราแบ่งเป็นซีรีส์ 60%, ภาพยนตร์ 30%, และวาไรตี้ 10% ส่วนปีนี้เราจะเน้นหนักเพิ่มเติมไปที่อีเว้นท์ต่างๆ อาทิ บอลลีวูดฟิล์มเฟสติวัล ที่จัดเป็นประจำทุกปี เพื่อให้ผู้ชมชาวไทยได้ทราบถึงความเคลื่อนไหวที่เกิดในช่องซีหนัง ปีนี้เราจะทำการตลาดเชิงรุกให้มากขึ้น และเน้นไปที่คอนเทนต์เป็นหลัก โดยจะนำคอนเทนต์ที่น่าสนใจมากขึ้นมาให้ผู้ชมชาวไทยได้รับชม รวมถึงการเสริมทัพด้วยภาพยนตร์บอลลีวูดชั้นนำที่การันตีด้วยรางวัลต่างๆ และทำรายได้กว่า 500 ล้านบาทขึ้นไปมาให้ผู้ชม”

ติดตามชมความบันเทิงได้ 24 ชั่วโมง ที่ ช่องซีหนัง สามารถรับชมได้ผ่านกล่อง PSI ช่อง 100, Big 4 ช่อง 100, GMMz ช่อง 100, DTV ช่อง 100, Sunbox ช่อง 46, AIS Play, AIS Playbox, Primitime, Good TV, 3BB, และเคเบิ้ลทั่วประเทศ  หรือติดตามข่าวสารได้ที่  www.facebook.com/ZeeNungChannel

‘เอพี ไทยแลนด์’ เดินหน้าปรับวิสัยทัศน์ครั้งใหญ่ เปิดตัว 3 ธุรกิจใหม่ SEAC - VAARI - CLAYMORE 
ดันเป้ารายได้รวมแตะหลัก 60,000 ล้านบาท รุกมอบคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดให้คนในสังคม

  • ‘เอพี ไทยแลนด์’ ปิดปี ’61 คาดโตสวนกระแสกว่า 30% เติบโตเป็นประวัติการณ์ ขึ้นแท่นอันดับ 2 ผู้พัฒนาอสังหาฯ รายได้สูงสุด
  • เดินหน้าเต็มสูบ ชูวิสัยทัศน์และพันธกิจยิ่งใหญ่ พัฒนาระบบนิเวศใหม่ นำเทคโนโลยีเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตยุคใหม่ ทำวิสัยทัศน์ ‘มอบคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดให้คนในสังคม’

บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และนวัตกรรมการอยู่อาศัยของประเทศไทย ประกาศความสำเร็จคาดปิดปี 2561 ธุรกิจโดยรวมโตสวนกระแส 30% ขึ้นแท่นอันดับ 2 ผู้พัฒนาอสังหาฯ รายได้สูงสุด เดินหน้าประกาศวิสัยทัศน์ครั้งใหญ่ นำองค์กรก้าวสู่ศักราชใหม่ที่มากกว่าธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการเป็นรายแรกที่ริเริ่มสร้างสรรค์โลกแห่งคุณภาพชีวิตที่ดี ภายใต้แนวคิด ‘AP World, A New Vision of Quality of Life’ สร้างพิมพ์เขียวแห่งคุณภาพชีวิตที่ดีในวันข้างหน้า พร้อมเปิดตัว 3 ธุรกิจใหม่นอกธุรกิจอสังหาฯ อย่างสมภาคภูมิ ได้แก่ SEAC (เอสอีเอซี) VAARI (วาริ) และ CLAYMORE (เคลย์มอร์) มุ่งสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลกและการเติบโตที่ยั่งยืน ตั้งเป้าภายในปี 2565 ทั้ง 3 ภาคธุรกิจใหม่จะมีส่วนช่วยผลักดันรายได้รวมของเอพีให้เติบโตแบบก้าวกระโดดแตะหลัก 60,000 ล้านบาท  

นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) เปิดเผยว่า ในปี 2561  ที่ผ่านมาธุรกิจโดยรวมของเอพี ไทยแลนด์เติบโตมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เราคาดการณ์ว่า       ในปี 2561 บริษัทฯ จะสามารถสร้างรายได้รวมเติบโตขึ้นประมาณ 30% จากปีก่อนหน้า ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้เอพี ไทยแลนด์ ขยับขึ้นเป็นอันดับ 2 บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้สูงสุดของเมืองไทย การเติบโตแบบสวนกระแสของเอพีเป็นผลลัพธ์ของความสำเร็จในทุกธุรกิจที่เราดำเนินกิจการ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในสินค้าทั้งคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว และทาวน์โฮม ต่างได้รับ    การตอบรับที่ดีจากตลาด สะท้อนได้ทั้งจากยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี”

นอกจากนี้ ธุรกิจอื่นๆ ในเครือเอพี ทั้ง ธุรกิจ Property Agent ภายใต้ชื่อ ‘BC (บีซี)ที่ให้บริการรับฝากขาย ฝากเช่าอสังหาริมทรัพย์ทุกรูปแบบ และไม่ได้จำกัดอยู่ที่สินค้าของเอพีเพียงอย่างเดียว มีผลการดำเนินงานที่เติบโตแบบก้าวกระโดด มีอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อ-ขาย-เช่า ผ่าน บีซี รวมมูลค่าสูงกว่า 12,000 ล้านบาทก้าวขึ้นเป็น Property Agent อันดับ 1 ของประเทศอย่างเต็มภาคภูมิ และธุรกิจ Property Management ภายใต้ชื่อ ‘SMART (สมาร์ท)’ เป็นธุรกิจบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ด้วยประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ส่งผลให้วันนี้ สมาร์ทได้รับความไว้วางใจให้เข้าบริหารจัดการคุณภาพชีวิตในโครงการต่างๆ ที่ไม่ใช่แต่เฉพาะเครือเอพีกว่า 55,000 ครอบครัว ในกว่า 200 โครงการ ซึ่งก้าวต่อไปทั้งสองบริษัท ‘บีซีและสมาร์ท’ จะยังคงเดินหน้าขยายขอบเขตการให้บริการเพื่อเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ทั้ง 3 ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของเอพี ไทยแลนด์ในการเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับต้นๆ ของเมืองไทยที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการในทุกช่วงชีวิตของผู้บริโภคได้อย่างสมบูรณ์และครบวงจรที่สุด (Space Expert for Living Satisfaction) ซึ่งก้าวต่อไปจากนี้ เอพี ไทยแลนด์จะไม่หยุดอยู่เพียงภาคธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่จะก้าวไปสู่ศักราชใหม่ ภายใต้วิสัยทัศน์  ‘AP World, A New Vision of Quality of Life’ วิสัยทัศน์ในการสร้างพิมพ์เขียวแห่งคุณภาพชีวิตที่ดีในวันข้างหน้า ซึ่งจะสมบูรณ์ไปด้วยระบบนิเวศ (Eco System) ที่เอพีพัฒนาขึ้นอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อมุ่งสู่การเป็นรายแรกที่ริเริ่มสร้างสรรค์โลกแห่งคุณภาพชีวิตที่ดี อีกทั้ง ยังเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน บริษัทฯ จึงพร้อมเปิดตัว 3 ภาคธุรกิจใหม่ (Disruptive Business) ได้แก่ 1) VAARI ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการบริหารจัดการคุณภาพชีวิต 2) CLAYMORE ดำเนินธุรกิจสร้างและผลักดันนวัตกรรมดีไซน์ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่ยังไม่ถูกค้นพบ และ 3) SEAC ดำเนินธุรกิจในการดิสรัปวิธีการเรียนรู้ของคนในองค์กรและคน ในสังคมด้วยกระบวนการใหม่ๆ  ผ่านความร่วมมือจากสถาบันระดับโลก

ทั้ง 3 ธุรกิจใหม่จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยเสริมวิสัยทัศน์ในการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประสบความสำเร็จ เคียงคู่ไปกับ Core Business คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และบริษัทในเครือ ที่จะแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าภายในปี 2565 สามภาคธุรกิจใหม่นี้จะมีส่วนช่วยผลักดันรายได้รวมของเอพีให้เติบโตแบบก้าวกระโดดแตะหลัก 60,000 ล้านบาท 

นายอนุพงษ์ กล่าวว่า “หนทางในการไปถึงวิสัยทัศน์ในการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีนั้น มีความท้าทายหลัก 3 ประการที่เราจะต้องตระหนัก ต้องบริหารจัดการ และต้องเตรียมการทุกอย่างให้พร้อม นั่นคือ 1. โลกที่กำลังดิสรัปและทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คำถาม คือ เราจะนำ Technology มาช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกิดขึ้นได้อย่างไร 2. เราจะรู้จักและพัฒนานวัตกรรมให้สอดคล้องและตอบรับกับความต้องการที่ยังไม่ถูกค้นพบที่แตกต่างกันของคนในสังคมได้อย่างไร 3. เราจะพัฒนาความรู้ ความสามารถของ ‘คนในองค์กรและคนในสังคม’ ให้ก้าวทันกระแสดิสรัปชั่นได้อย่างไร ดังนั้นการขยายองค์กรสู่ 3 ภาคธุรกิจใหม่ล่าสุดของเรา จึงช่วยตอบโจทย์และเติมเต็มให้วิสัยทัศน์ในการมอบคุณภาพชีวิตแก่คนในสังคมให้เป็นผลสำเร็จ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของเอพีแข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

บริษัทใหม่ทั้ง 3 มีลักษณะการดำเนินธุรกิจ และเป้าหมายสำคัญแตกต่างกัน ดังนี้

  • บริษัท วาริ จำกัด: ดำเนินธุรกิจสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการบริหารจัดการคุณภาพชีวิต (LIFE MANAGEMENT ECOSYSTEM) ที่จะมาจุดประกายคุณภาพชีวิตในวันข้างหน้าให้มีประสิทธิภาพ สร้างสรรค์สังคมแห่งการอยู่อาศัยในอุดมคติให้เกิดขึ้น ลดทอนความซ้ำซ้อนที่เป็น Pain ของผู้อยู่อาศัยในวันนี้ และมอบประสบการณ์ใหม่ที่ยกระดับรูปแบบการดำเนินชีวิตให้ดียิ่งขึ้น ผ่านนวัตกรรมดีไซน์ ที่เข้าถึงทุกไลฟ์สไตล์ของคนในสังคม
  • บริษัท เคลย์มอร์ จำกัด: ดำเนินธุรกิจการพัฒนานวัตกรรมดีไซน์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการ ที่ยังไม่ถูกค้นพบของคนในสังคม ผ่านการสร้างทีมนวัตกรรมที่มีจิตวิญญาณในการเป็นผู้ประกอบการขึ้นภายในองค์กร มีบทบาทหน้าที่สำคัญในการเป็น Innovation Lab สร้างนวัตกรรมโดยใช้กระบวนการ Stanford Design Thinking ต่อยอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เดิมไปสู่ธุรกิจใหม่ โดยมีเป้าหมายให้นวัตกรรมที่คิดค้น จับต้องได้ และใช้งานได้จริง
  • SEAC (เอสอีเอซี): ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน ดำเนินธุรกิจในการดิสรัปวิธีการเรียนรู้ของคนในองค์กรและคนในสังคมด้วยกระบวนการใหม่ๆ มุ่งพัฒนาความพร้อม ความสามารถของคนให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในวันนี้และอนาคต โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันระดับโลก อาทิ Stanford University ที่มีมุมมองในเรื่องการเรียนรู้ตรงกัน เพื่อช่วยยกระดับขีดความสามารถและกระบวนการคิดของผู้นำในเมืองไทยและระดับภูมิภาคให้มีศักยภาพทัดเทียมผู้นำระดับโลก

“การรุกขึ้นมาปรับวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับเปลี่ยนโฉมหน้าของเอพี ไทยแลนด์ ไปสู่การเป็นบริษัทที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคมแทนที่จะเป็นเพียงผู้ส่งมอบที่อยู่อาศัยเพียงเท่านั้นซึ่งสุดท้ายแล้วนวัตกรรมหรือระบบนิเวศต่างๆ ที่ถูกพัฒนาจะเปิดกว้างให้บริการกับทุกคนไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นลูกค้าเอพีเท่านั้น โดยเราคาดหวังว่า ดอกผลที่เกิดขึ้นจากการขยายภาคธุรกิจ ภายใต้วิสัยทัศน์ AP World นี้ จะมีส่วนช่วยผลักดันรายได้รวมของเอพี ไทยแลนด์ให้เติบโตแบบดับเบิ้ล หรือตั้งเป้าสร้างรายได้รวมแตะหลัก 60,000 ล้านบาทภายในปี 2565”  นายอนุพงษ์ กล่าว 

นอกจากความสำเร็จด้านผลประกอบการณ์แล้ว ในปี 2561 ที่ผ่านมายังเป็นเกียรติยศของเอพี ไทยแลนด์ จากการคว้ารางวัลทรงเกียรติ ทั้งจากในประเทศและระดับนานาชาติ มาครองได้มากถึง 14 รางวัล อาทิ ‘บริษัทผู้ทรงอิทธิพลแห่งเอเชียประจำปี 2018’ จากเวที The Asia Corporate Excellence & Sustainability Awards (ACES) ประเทศสิงคโปร์, ‘ที่สุดของบริษัทพัฒนาคอนโดมิเนียมยอดเยี่ยมแห่งเอเชียประจำปี 2018’ จากเวที Property Guru Asia Property Awards 2018 และได้รับการจัดอันดับให้เป็น ‘The Most Admired Company 2018’ องค์กรพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ในใจผู้บริโภคประจำปี 2018 อีกด้วย   

“เอพี (ไทยแลนด์) กล้าที่จะแตกต่าง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดสำหรับคนไทย”

 

Page 1 of 46