
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
บีโอไอเผยลงทุนครึ่งปีแรก 1.47 ล้านล้านบาท
สร้างงาน 8 หมื่นตำแหน่ง หนุนเศรษฐกิจโตยั่งยืน
บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ขยายตัวต่อเนื่อง มูลค่ากว่า 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและ AI ควบคู่กับอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เกษตรและแปรรูปอาหาร ช่วยสร้างงาน 82,000 ตำแหน่ง ซื้อวัตถุดิบในประเทศ 3.8 แสนล้านบาทต่อปี และสร้างมูลค่าส่งออกกว่า 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า แนวโน้ม
การลงทุนในประเทศไทยในปี 2569 ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (มกราคม - มิถุนายน) มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 1,299 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,473,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทยในฐานะฐานการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูง 2 อันดับแรกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับทิศทางโลก ได้แก่ อุตสาหกรรมดิจิทัล มูลค่า 1,115,260 ล้านบาท จาก 90 โครงการ รองลงมา ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 120,230 ล้านบาท จาก 179 โครงการ, เกษตรและแปรรูปอาหาร 61,388 ล้านบาท จาก 131 โครงการ, โลจิสติกส์และบริการมูลค่าสูง 40,217 ล้านบาท จาก 170 โครงการ, พลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน 39,461 ล้านบาท จาก 221 โครงการ, ยานยนต์และชิ้นส่วน 25,662 ล้านบาท จาก 122 โครงการ, แร่ โลหะ และวัสดุ 20,399 ล้านบาท จาก 128 โครงการ, เคมีและปิโตรเคมี 16,533 ล้านบาท จาก 110 โครงการ, เครื่องจักร ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ 13,093 ล้านบาท จาก 82 โครงการ
สำหรับอุตสาหกรรมที่มีจำนวนโครงการสูงสุด ได้แก่ อุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยส่วนใหญ่เป็นกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ จำนวน 198 โครงการ มูลค่า 26,354 ล้านบาท สะท้อนการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและระบบสาธารณูปโภค เช่น น้ำประปาและน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ในด้านพื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง มูลค่า 903,759 ล้านบาท จาก 513 โครงการ รองลงมา ได้แก่ ภาคตะวันออก มูลค่า 495,737 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 14,985 ล้านบาท ภาคใต้ 11,864 ล้านบาท ภาคตะวันตก 8,162 ล้านบาท และภาคเหนือ 7,733 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้ แม้ภาคเหนือจะมีมูลค่าการลงทุนไม่สูงเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น แต่มีอัตราการเติบโตของเงินลงทุนสูงถึงร้อยละ 93 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงถึงสัญญาณการขยายตัวของการลงทุนในสาขาที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกิจการด้านพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน เกษตรและแปรรูปอาหาร และการแพทย์
สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 877 โครงการ เงินลงทุนรวม 1,368,493 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 80 โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 1,121,742 ล้านบาท จาก 158 โครงการ สหราชอาณาจักร 47,193 ล้านบาท จาก 11 โครงการ จีน 45,766 ล้านบาท จาก 321 โครงการ ไต้หวัน 38,014 ล้านบาท จาก 47 โครงการ และญี่ปุ่น 32,790 ล้านบาท จาก 123 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล เช่น Data Center, Data Hosting, Cloud Service รองลงมาเป็นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น การผลิตอุปกรณ์แปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นแสงเพื่อรับส่งข้อมูลความเร็วสูง (Optical Transceiver), การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบของ PCB, ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์, การทดสอบแผ่นเวเฟอร์และวงจรรวม, การผลิตระบบเครือข่ายและระบบระบายความร้อนใน Data Center เป็นต้น นอกจากนี้ มีการลงทุนในกลุ่มชิ้นส่วนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่ม และวัสดุขั้นสูง ตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
ต่อศักยภาพของไทยในการเป็นฐานการลงทุนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
นอกจากนี้ การขอรับการส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ Smart and Sustainable Industry ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 132 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 17,158 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การประหยัดพลังงานและใช้พลังงานทดแทน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในการผลิตและบริการ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิต
ที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน
สำหรับการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีจำนวน 1,300 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1,306,386 ล้านบาท โดยโครงการเหล่านี้มีแผนจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มเติมกว่า 82,000 ตำแหน่ง ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน อาหาร และการผลิตขั้นสูง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศมูลค่ากว่า 386,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 42 ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด นอกจากนี้ คาดว่าจะสร้างมูลค่าส่งออกให้ประเทศกว่า 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี ช่วยเพิ่มรายได้ กระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเสริมความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
“เป้าหมายของการส่งเสริมการลงทุนไม่ได้วัดจากมูลค่าเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่บีโอไอจะให้ความสำคัญกับการลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยและคนไทย ทั้งการสร้างงานที่มีคุณภาพ การพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะและความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน การกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ตลอดจนการผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็วที่สุดผ่านกลไก Thailand FastPass เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ และทำให้คนไทยได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม” นายนฤตม์ กล่าว
PROUD คว้ารางวัลสูงสุดจาก Asia Pacific Property Awards 2026
ตอกย้ำผู้นำ Branded Residence ระดับลักชัวรี ตัวแทนไทยหนึ่งเดียวชิงชัยเวทีโลกปลายปีนี้
PROUD ประกาศความสำเร็จบนเวทีระดับนานาชาติ ส่งผลงานการพัฒนาโครงการ The Residences at InterContinental Phuket Resort กวาดรางวัลสูงสุดจากเวที Asia Pacific Property Awards 2026 สาขา Best Branded Residence Thailand และ Best Branded Residence Asia Pacific ระดับ “5-Star Best” ภายในงานประกาศรางวัล “The Asia Pacific Property Awards & The Asia Pacific Hotel Awards 2026” ตอกย้ำเบอร์ 1 Branded Residence ไทย การันตีคุณภาพโครงการที่ผสานมาตรฐานโรงแรมลักชัวรีระดับเวิลด์คลาส พร้อมได้รับเลือกเป็นตัวแทน 1 ใน 3 ของเอเชียแปซิฟิก และเป็นโครงการจากประเทศไทยเพียงหนึ่งเดียว สาขา Branded Residence เตรียมเข้าชิงรางวัลระดับโลก ณ กรุงลอนดอน ปลายปีนี้ ถือเป็นที่สุดแห่งความภูมิใจของผู้ที่ได้ครอบครอง

นายภูมิพัฒน์ สินาเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PROUD เปิดเผยว่า PROUD พร้อมส่งต่อคุณภาพและความภาคภูมิใจสู่ผู้ที่ได้ครอบครอง หลังประกาศความสำเร็จอีกขั้นบนเวทีอสังหาริมทรัพย์ระดับนานาชาติ คว้ารางวัลในงานประกาศรางวัล The Asia Pacific Property Awards 2026 จากโครงการ The Residences at InterContinental Phuket Resort ภายในงาน “The Asia Pacific Property Awards & The Asia Pacific Hotel Awards 2026” โดยสามารถกวาดรางวัลสำคัญระดับประเทศ สาขา Best Branded Residence Thailand และรางวัลระดับภูมิภาค สาขา Best Branded Residence Asia Pacific ซึ่งเป็นรางวัลที่ใหญ่ที่สุดในระดับภูมิภาคและเป็นที่ยอมรับมากที่สุดในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก จัดขึ้น ณ Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park เมื่อวันที่ 6–7 พฤษภาคม 2026
นอกจากนี้ โครงการยังได้รับรางวัลระดับ “5-Star Best ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของแต่ละสาขาในภูมิภาค Asia Pacific ส่งผลให้ได้รับเกียรติสูงสุดในการเป็น 1 ใน 3 โครงการตัวแทนจากเอเชียแปซิฟิก และเป็น Branded Residence จากประเทศไทยเพียงหนึ่งเดียว ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลรอบสุดท้ายบนเวทีระดับโลก International Property Awards ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในช่วงปลายปีนี้
ความสำเร็จในครั้งนี้แสดงถึงศักยภาพของ PROUD บริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทยที่สามารถก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนแถวหน้าของโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ อีกทั้งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของบริษัทที่มุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่ระดับสากลพร้อมแนวคิดเพื่อชีวิตดีที่ยั่งยืน (ALL IS WELL) ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความโดดเด่นของโครงการในฐานะ World-Class Branded Residences ที่หลอมรวมความแข็งแกร่งของแบรนด์โรงแรมลักชัวรีระดับโลกอย่าง InterContinental เข้ากับประสบการณ์การอยู่อาศัยได้อย่างสมบูรณ์แบบถ่ายทอดสู่การใช้ชีวิตจริง ซึ่งถือเป็นโครงการแห่งเดียวในโลกที่อยู่อาศัยสามารถเชื่อมต่อการใช้ชีวิตกับโรงแรมผ่าน บริการ สิ่งอำนวยความสะดวก และพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับ InterContinental Phuket Resort อย่างไร้รอยต่อ พร้อมสิทธิประโยชน์เหนือระดับจาก IHG One Rewards Diamond Elite และ PROUD Privileges ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าระดับ High-net-worth ได้อย่างแท้จริง

โครงการ The Residences at InterContinental Phuket Resort ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพสูงสุดบริเวณ หาดกมลา จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็น แหล่งท่องเที่ยวระดับโลก (Global Destination) โดดเด่นด้วยงานออกแบบภายใต้แนวคิด “Live Beyond Boundaries in Paradise” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ไตรภูมิกถา” ผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นภูเก็ตแบบ Sino-European และ Peranakan เข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว อีกทั้ง ความเป็น Private Luxury Living ผ่านการพัฒนาแบบ Low-density Residence จำนวนเพียง 111 ยูนิต ในอาคาร Low-rise 2 อาคาร เพื่อมอบความเป็นส่วนตัวสูงสุด พร้อมนวัตกรรมเพื่อการพักผ่อน และความยั่งยืน ภายใต้มาตรฐาน Fitwel ที่มุ่งเน้นสุขภาวะที่ดีและชีวิตที่ยืนยาวของผู้อยู่อาศัยซึ่งอยู่ในระหว่างการรับรองเพิ่มเติมในไตรมาส 3 ปีนี้
ด้วยมาตรฐานการบริการระดับโลกของ InterContinental ผสานแนวคิดการอยู่อาศัยที่มอบทั้งความเป็นส่วนตัว ความสงบ และประสบการณ์พักผ่อนเหนือระดับ ทำให้ The Residences at InterContinental Phuket Resort ไม่ได้เป็นเพียงคอนโดมิเนียมลักชัวรี แต่เป็น Branded Residence ระดับโลกที่สะท้อนคุณค่าของการใช้ชีวิตอย่างมีระดับ เป็นพื้นที่แห่งการพักผ่อน เพื่อเป็นบ้านพักตากอากาศส่วนตัว หรือเก็บสะสมเป็นทรัพย์สินคุณภาพระยะยาว ที่ควรค่าแก่การครอบครองสำหรับคนรุ่นปัจจุบันและส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถนัดหมายเพื่อเข้าชมโครงการได้ที่สำนักงานขาย ณ InterContinental Phuket Resort และติดต่อรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร 02-035-0999 หรือเว็บไซต์ The Residences at InterContinental Phuket Resort
SNP Paper ทะยานสู่เป้า 1,100 ลบ. พร้อมก้าวเป็นผู้ให้บริการบรรจุภัณฑ์กระดาษครบวงจร
SNP Paper เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่ผู้ให้บริการโซลูชันบรรจุภัณฑ์กระดาษครบวงจรที่สุดในไทย มั่นใจครึ่งปีแรกผลประกอบการฉลุย พร้อมกางยุทธศาสตร์เชิงรุกดันเป้ายอดขายปี 2569 แตะ 1,100 ล้านบาท ก่อนทะยานสู่ 1,500 ล้านบาทภายใน 3-5 ปี ชู 3 จุดแข็งเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง มาตรฐานระดับสากล
และบริการที่ฉับไว มัดใจคู่ค้าระดับ Global Brand

คุณชนาณัติ ชูนามชัยพร ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท เอสเอ็นพี เปเปอร์ จำกัด หรือ SNP Paper เปิดเผยว่า ในปี 2569 นี้ บริษัทได้เดินทางมาถึงปีที่ 34 จากจุดเริ่มต้นของธุรกิจครอบครัวในปี 2535 ในอาคารพาณิชย์ 3 คูหาย่านบางกรวย สู่การขยายฐานการผลิตในโรงงานแห่งที่ 2 บนพื้นที่กว่า 32 ไร่ ที่ได้ทุ่มงบลงทุน 400-500 ล้านบาท ติดตั้งเครื่องเดินกระดาษที่ทันสมัย ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจสู่ต้นน้ำด้วยการผลิตแผ่นกระดาษลูกฟูก และได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้รับจ้างผลิตให้กับองค์กรชั้นนำอย่าง SCG ปัจจุบันบริษัทดูแลโรงงานหลัก 2 แห่งจากทั้งหมด 5 แห่งในเครือ ซึ่งถือเป็นผู้ให้บริการโซลูชันบรรจุภัณฑ์กระดาษครบวงจรที่สุดในไทย
คุณชนาณัติ กล่าวว่า ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดบรรจุภัณฑ์ปัจจุบัน หัวใจสำคัญที่ทำให้ SNP Paper แตกต่างและเหนือกว่าคู่แข่งรายใหญ่ในตลาดคือ นวัตกรรมเทคโนโลยีและการลงทุนที่ไม่หยุดยั้ง ซึ่งบริษัทให้ความสำคัญกับการลงทุนในเครื่องจักรที่หลากหลาย ประสิทธิภาพสูง และมีความเร็วในกระบวนการผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่ม Global Brand และกลุ่มธุรกิจ B2B ที่เน้นงานพิมพ์ที่มีความซับซ้อน ความละเอียดสูง ความแม่นยำของเฉดสี และความแข็งแรงของโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ ซึ่งโรงงานทั่วไปไม่สามารถผลิตได้ ด้วยความได้เปรียบจากการเป็นองค์กรที่มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้บริษัทสามารถลงทุนเครื่องจักรฟีเจอร์ใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่องทุกปี
รวมถึงบริการเบ็ดเสร็จ และการตัดสินใจที่ฉับไว ด้วยโครงสร้างการบริหารงานที่ผสานความเป็นระบบสากลเข้ากับความยืดหยุ่นแบบธุรกิจครอบครัว ทำให้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของ SNP Paper สามารถให้คำแนะนำและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้แก่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะงานกลุ่ม B2B ที่เชื่อมโยงกับระบบโลจิสติกส์การส่งออก ซึ่งมีความเข้มงวดเรื่องเวลาสูง หากเกิดปัญหาหน้างานบริษัทสามารถตัดสินใจและจัดการเคลียร์ปัญหาได้ทันทีโดยไม่ต้องรอขั้นตอนอนุมัติหลายชั้นเหมือนองค์กรใหญ่ ส่งผลให้เกิดความลื่นไหลในบริการและได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากลูกค้า
อีกทั้งมาตรฐานสากลและการพัฒนาบุคลากร SNP Paper ลบจุดอ่อนของโรงงานกล่องกระดาษในไทยด้วยการเดินหน้ายกระดับมาตรฐานโรงงานจนได้รับการรับรองระดับสากลอย่างครบถ้วน อาทิ FSC, FSSC, GHP และ ISO รองรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการส่งออกสินค้าไปยังตลาดยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่นได้อย่างเต็มภาคภูมิ ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบเทคโนโลยีภายในเข้ามาวิเคราะห์ข้อมูล และการปรับปรุงโรงงานให้สะอาด ปลอดภัย นอกจากนี้ยังออกแบบกระบวนการผลิตที่ใช้เครื่องจักรควบคุมหลัก ช่วยลดผลกระทบจากการโยกย้ายของแรงงาน และทำให้สายการผลิตดำเนินไปได้อย่างไม่มีสะดุด
ขณะที่ด้านความยั่งยืน SNP Paper ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการขับเคลื่อนธุรกิจสีเขียว โดยการชูจุดเด่นวัสดุกระดาษรีไซเคิล ควบคู่กับการคว้าใบรับรอง Green System Level 3 และ EMS DIW Level 2 ทั้งยังขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์กับ TGO เพื่อช่วยคู่ค้าคำนวณการปล่อยคาร์บอนต่อกล่องได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ ยังดำเนินการภายในเพื่อลดมลพิษในโรงงานอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการใช้รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า, ติดตั้งโซล่าเซลล์ และระบบบำบัดน้ำเสียหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ 100% โดยไม่มีการปล่อยน้ำเสียออกสู่ภายนอก
สำหรับทิศทางผลการดำเนินงานในปี 2569 นี้ คุณชนาณัติ กล่าวว่า ครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ผลประกอบการเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ทุกประการ โดยในปี 2568 บริษัทประสบความสำเร็จในการปิดยอดขายที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท ส่วนปี 2569 ตั้งเป้าเติบโตเพิ่มขึ้น 10% คิดเป็นยอดขายรวม 1,100 ล้านบาท ซึ่งในไตรมาสแรกบริษัทสามารถทำผลงานได้ตามเป้าอย่างน่าพึงพอใจ
ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากที่ SNP Paper ใช้ช่วงชะลอตัวของตลาดปรับปรุงระบบ เทรนนิ่งบุคลากร และคว้ามาตรฐานอาหารปลอดภัยขั้นสูงอย่าง FSSC เพิ่มเติม ทำให้สามารถรุกตลาดกลุ่มอาหารและยาได้อย่างเต็มตัวในปีนี้ จนได้รับความไว้วางใจให้ผลิตบรรจุภัณฑ์แก่แบรนด์ระดับโลกอย่าง Heineken รวมถึงกลุ่มผู้ส่งออกในงาน THAIFEX ที่ต้องการส่งสินค้าไปยุโรป ส่งผลให้บริษัทกลายเป็นซัพพลายเออร์หลักที่คู่ค้าเจาะจงเลือกใช้จากมาตรฐานที่เหนือกว่าคู่แข่ง
นอกจากนี้ บริษัทยังได้มองเห็นโอกาสในการขยายโปรดักส์ไลน์ใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าการตลาด เช่น การลงทุนในเครื่องจักรใหม่เพิ่มอีก 2 ตัว เพื่อรับผลิตสื่อโฆษณาและสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทชั้นวางสินค้าจากกระดาษ สำหรับจัดวางในร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven และห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ซึ่งเป็นการเติมเต็มบริการให้กับฐานลูกค้าเดิมและเพิ่มกำลังการผลิตโดยรวมขึ้นอีก 10% สอดรับกับแนวโน้มยอดขายที่เติบโตขึ้น
คุณชนาณัติ กล่าวถึงเป้าหมายในอนาคตระยะ 3-5 ปีข้างหน้าว่า SNP Paper ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1,500 ล้านบาท โดยเราได้เตรียมความพร้อมซื้อที่ดินเพิ่ม 13 ไร่ สำหรับสร้างอาคารโรงงานและไลน์ผลิตใหม่ในปีหน้า และระหว่างที่รองรับคำสั่งซื้อที่ล้นหลามเกินกำลังการผลิตในปัจจุบัน บริษัทได้จับมือเป็นพันธมิตรทางการค้ากับโรงงานในสิงคโปร์เพื่อช่วยกระจายงาน ซึ่งถือเป็นการทดสอบตลาดและบริหารความเสี่ยง ก่อนจะประเมินเทรนด์เทคโนโลยีเพื่อลงทุนเครื่องจักรที่ล้ำสมัยที่สุดในอนาคต
“เราเชื่อว่าในทุก ๆ วิกฤติมีโอกาสเสมอ แม้ในยามที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน ส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนหรือราคาวัตถุดิบกระดาษในตลาดโลก แต่ด้วยการบริหารคลังสินค้าและการจัดซื้อวัตถุดิบเชิงรุก ทั้งการจัดหาในประเทศและการนำเข้าจากพันธมิตรต่างประเทศ เช่น เวียดนามและมาเลเซีย ทำให้ SNP Paper มีความพร้อมด้านวัตถุดิบเสมอ สามารถยืนราคาให้ลูกค้าได้ยาวนานโดยไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคา สิ่งเหล่านี้ร่วมกับสโลแกน ‘คุณภาพมาตรฐาน บริการด้วยใจ ก้าวไกลด้วยเทคโนโลยี’ คือรากฐานสำคัญที่จะนำพา SNP Paper เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนร่วมกับพันธมิตรธุรกิจทุกรายนับจากนี้” คุณชนาณัติ กล่าวทิ้งท้าย
CP LAND กางโรดแมป 3 ปี ปั้นแบรนด์โรงแรมใหม่ ‘bedZ’
บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND หนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทยในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ประกาศแผนยุทธศาสตร์ขยายธุรกิจโรงแรมระยะ 3 ปี (2569-2571) เตรียมเปิดโรงแรมใหม่เพิ่ม 15 แห่งทั่วประเทศ เพื่อตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ที่ต้องการ ผสานการทำงานและการพักผ่อน เข้าด้วยกัน ภายใต้เทรนด์ “Bleisure” (Business + Leisure) ซึ่งกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับโลก

คุณกีรติ ศตะสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CP LAND กล่าวว่า “CP LAND วางกลยุทธ์การเติบโตโดยมุ่ง ‘จัดพอร์ตการลงทุนอย่างสมดุล (Balanced Portfolio)’ ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯและหัวเมืองศักยภาพ ทั่วประเทศ โดยเน้นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพที่ตอบโจทย์เทรนด์การใช้ชีวิตยุคใหม่ ทั้งการอยู่อาศัย การทำงาน และการพักผ่อนที่ผสานกันอย่างลงตัว ซึ่งแบรนด์ bedZ จะถ่ายทอดนิยามของการพักผ่อน
พร้อมกันนี้ ขอแนะนำผู้บริหารผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการ คุณเยี่ยม เศรษฐบุตร ผู้อำนวยการกลุ่มงานธุรกิจโรงแรม บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ขับเคลื่อนกลยุทธ์ธุรกิจโรงแรม เพื่อถ่ายทอดทิศทาง และแนวคิดของแบรนด์ bedZ อย่างเป็นทางการ

คุณเยี่ยม กล่าวเสริมถึงแนวคิดการพัฒนาโรงแรม bedZ มาจาก customer insight ที่นักเดินทางอยากได้ประสบการณ์พักผ่อนที่ดีด้วยราคาที่เข้าถึง ภายใต้สโลแกน “Comfy bedZ, Happy Guests” ที่เน้นประสบการณ์ของผู้เข้าพักเป็นหัวใจสำคัญ การนอนหลับที่ดี คือหัวใจของความสุข เน้นความสบายในการพัก (Comfort), เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ (Smart Stay) และการเชื่อมต่อกับวิถีชีวิตของเมือง (Local Experience) เพื่อให้ทุกการเข้าพักเป็นมากกว่าการนอน โดยเราจะมีการทยอยเปิดโรงแรม bedZ ตาม strategic location ที่ตอบโจทย์นักเดินทางทั้งเมืองหลักและเมืองรองในเร็วๆนี้
bedZ ยังมุ่งสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงผู้เข้าพักเข้ากับเสน่ห์ของย่านโดยรอบ ผ่านการแนะนำสถานที่ท้องถิ่น คาเฟ่ ร้านอาหาร และจุดหมายที่น่าสนใจ เพื่อให้ผู้เข้าพักได้ใช้ชีวิตเหมือนคนพื้นที่ และค้นพบมิติใหม่ของการเดินทางในทุกครั้งที่เข้าพัก
เกี่ยวกับ บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน)
บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2531 ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้แนวคิด "Accessible Communities For Life - คุณภาพเพื่อทุกชีวิต" ประกอบด้วย 7 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1. ธุรกิจที่พักอาศัย บ้าน คอนโดมิเนียม 2. ธุรกิจอาคารสำนักงาน (ส่วนกลางและภูมิภาค) 3. ธุรกิจโรงแรม 4. ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม 5. ธุรกิจบริหารอาคาร 6. ธุรกิจพลังงาน 7. ศูนย์ประชุมไคซ์ – KICE ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ ขอนแก่น ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.CPLAND.co.th