
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
“BCC” ตอกย้ำผู้นำสายไฟฟ้าใต้ดิน ลุยโปรเจกต์แนวรถไฟฟ้า-หัวเมืองใหญ่
คว้างานสะสมหลากเส้นทางทะลุ 720 กม. ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน รองรับ Smart City
“บางกอกเคเบิ้ล” หรือ BCC ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดสายไฟฟ้าใต้ดินของไทย คว้างานเมกะโปรเจกต์ MEA และ PEA ลุยติดตั้ง “ระบบสายไฟฟ้าและสายเคเบิลใต้ดิน” ตามแนวรถไฟฟ้าและหัวเมืองใหญ่ในภูมิภาค ความยาวสายไฟสะสม 720 กม. ชูความพร้อมด้านเทคโนโลยีการผลิตสายไฟฟ้าคุณภาพสูง การันตีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล และสถาบันทดสอบทางไฟฟ้าระดับโลก มุ่งผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของไทยให้มีเสถียรภาพ รองรับการขยายตัวของ Smart City และเทคโนโลยีอัจฉริยะ พลิกโฉมทัศนียภาพเมือง ยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของคนไทย

นายพงศภัค นครศรี ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) ผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทได้มีบทบาทในการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย ด้วยการขยายระบบสายไฟฟ้าลงใต้ดินเพื่อยกระดับความมั่นคงทางพลังงานและสร้างทัศนียภาพที่ดีให้กับเมือง โดยล่าสุด BCC ได้รับงานโครงการติดตั้งระบบสายไฟฟ้าและสายเคเบิลใต้ดิน (Underground Cable) ภายใต้โครงการของการไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ทั้งตามแนวรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล สายต่างๆ ทั้งสายสีม่วง สายสีส้ม สายสีเขียว สายสีเหลือง สายสีชมพู และถนนสายสำคัญในหัวเมืองใหญ่ตามภูมิภาค อย่างจังหวัดเชียงราย สุรินทร์ ภูเก็ต และตรัง ซึ่งทยอยส่งมอบเพิ่มในปีนี้ 150 กิโลเมตร รวมเป็นความยาวสายไฟฟ้าสะสม (2023-2026) แล้วกว่า 720 กิโลเมตร ตอกย้ำศักยภาพของ BCC ในฐานะผู้นำตลาดสายเคเบิลและสายไฟฟ้าใต้ดินของประเทศไทย
“ด้วยความเชี่ยวชาญในการผลิตสายไฟฟ้าและสายเคเบิลยาวนานกว่า 60 ปี และประสบการณ์ในการบริหารจัดการเมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานมาแล้วกว่า 33 โครงการ ทำให้ BCC ได้รับความไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง เรามีเทคโนโลยีการผลิตที่ตอบโจทย์ ทั้งด้านความปลอดภัย ความทนทาน และประสิทธิภาพสูงสุด โดยออกแบบและผลิตสายไฟฟ้าแบบ Customized ให้ตรงตามความต้องการเฉพาะของแต่ละโครงการ ภายใต้กระบวนการผลิตด้วยเครื่องจักรที่ทันสมัย เลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง และผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการส่งมอบงานตรงเวลา และการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ” นายพงศภัค กล่าว

ทั้งนี้ BCC ได้ดำเนินการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน ครอบคลุมตั้งแต่สายไฟฟ้าแรงดันต่ำ (Low Voltage Cable) สายไฟฟ้าแรงดันปานกลาง (Medium Voltage Cable) ไปจนถึงสายไฟฟ้าแรงดันสูงพิเศษ (Extra High Voltage Cable) 230 กิโลโวลต์ (kV) ซึ่งผลิตจากทองแดงบริสุทธิ์สูง ที่นำไฟฟ้าได้ดีและมีประสิทธิภาพ พร้อมใช้วัสดุคอมปาวด์ (Compound) คุณภาพสูงในการผลิตฉนวนและเปลือกสายไฟ เช่น ครอสลิงค์โพลิเอทิลีน (XLPE) โดยเฉพาะสายไฟฟ้าแรงดันสูง 115 kV และสายไฟฟ้าแรงดันสูงพิเศษ 230 kV ที่ผ่านการทดสอบและรับรองมาตรฐานจาก KEMA Labs ซึ่งเป็นสถาบันทดสอบทางไฟฟ้าระดับโลก พร้อมการันตีคุณภาพสายไฟฟ้าและสายเคเบิลตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และสัญลักษณ์ Made in Thailand (MiT) จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
นอกจากนี้ BCC ยังตอกย้ำคุณภาพด้วยห้องปฏิบัติการทดสอบทางไฟฟ้าของบริษัท (Extra High Voltage Testing Center) ซึ่งเป็นหนึ่งในห้องปฏิบัติการทดสอบทางไฟฟ้าขนาดใหญ่ของประเทศไทย รองรับการทดสอบสายไฟฟ้าแรงดันสูงพิเศษ โดยดำเนินงานสอดคล้องตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 สอดคล้องกับมาตรฐาน TIS และ IEC เพื่อคุณภาพและความปลอดภัยขั้นสูงสุด
นายพงศภัค กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนผ่านระบบสายไฟฟ้าอากาศสู่ระบบสายไฟฟ้าใต้ดิน ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ (Smart City) อย่างยั่งยืน ซึ่งนอกจากจะช่วยจัดระเบียบภูมิทัศน์ของเมืองให้สวยงามน่าอยู่แล้ว ยังเป็นการยกระดับความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ พายุฝน หรือปัจจัยภายนอกที่อาจก่อให้เกิดไฟฟ้าขัดข้อง ซึ่งจะช่วยให้ระบบจ่ายไฟมีความเสถียร และเป็นการวางรากฐานโครงข่ายพลังงานให้พร้อมรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีอัจฉริยะ การขยายระบบขนส่งมวลชน การดำเนินธุรกิจที่ต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไปพร้อมกัน
“เราไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ผู้ผลิตสายไฟฟ้าเท่านั้น แต่เรามุ่งมั่นที่จะเป็นพันธมิตรผู้ร่วมสร้างและผลักดันโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าที่ทันสมัย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุดให้กับประเทศ เพื่อรองรับแนวโน้มการขยายตัวของ Smart City และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว เราพร้อมที่จะพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมสายไฟฟ้าและสายเคเบิลไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล และขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตแบบยั่งยืน” นายพงศภัค กล่าว
ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเปิดประมูลเส้นทางการพัฒนาสายไฟฟ้าใต้ดินในเขตเมืองเกาะแนวรถไฟฟ้าสายต่างๆ อย่างต่อเนื่องแล้วหลายสาย โดยยังคงมีแผนขยายไปยังเส้นทางใหม่ๆ อาทิ พื้นที่ฝั่งธนบุรี พื้นที่เกาะแนวรถไฟฟ้าสายสีส้ม บริษัทยังคงมองโอกาสในการพัฒนาโปรดักท์สายไฟฟ้าใต้ดินของบริษัท พร้อมเข้าร่วมประมูลงานใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเติบโตทางโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย
บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) เป็นผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย ก่อตั้งในปี พ.ศ.2507 ให้บริการครอบคลุม 7 กลุ่มการใช้งาน ได้แก่ 1.ระบบผลิตและส่งพลังงานไฟฟ้า (Transmission) 2.ระบบจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า (Distribution) 3.ระบบไฟฟ้าภายในบ้านพักและอาคาร (Construction and Building) 4.ระบบขนส่งและคมนาคม (Transportation and Mobility) 5.ระบบไฟฟ้าในโรงงาน และภาคอุตสาหกรรม (Industrial) 6.พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และ 7.ระบบไฟฟ้าในรถยนต์ (Automotive) เพื่อสร้างความปลอดภัยและขับเคลื่อนเมืองสู่อนาคต ปัจจุบัน มีลูกค้าโครงการขนาดใหญ่ของทั้งภาครัฐและเอกชนจำนวนมากที่ใช้สายไฟฟ้าของบางกอกเคเบิ้ล อาทิ โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 โครงการสายไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าสายสีชมพู โครงการรถไฟทางคู่สายตะวันออก และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำ เขื่อนอุบลรัตน์ นอกจากนี้ บริษัท มีส่วนสนับสนุนโครงการ ASEAN Power Grid โดยเฉพาะโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง (Luang Prabang Hydropower Project) ในประเทศลาว
บีโอไอเผยลงทุนครึ่งปีแรก 1.47 ล้านล้านบาท
สร้างงาน 8 หมื่นตำแหน่ง หนุนเศรษฐกิจโตยั่งยืน
บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ขยายตัวต่อเนื่อง มูลค่ากว่า 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและ AI ควบคู่กับอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เกษตรและแปรรูปอาหาร ช่วยสร้างงาน 82,000 ตำแหน่ง ซื้อวัตถุดิบในประเทศ 3.8 แสนล้านบาทต่อปี และสร้างมูลค่าส่งออกกว่า 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า แนวโน้ม
การลงทุนในประเทศไทยในปี 2569 ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (มกราคม - มิถุนายน) มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 1,299 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,473,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทยในฐานะฐานการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูง 2 อันดับแรกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับทิศทางโลก ได้แก่ อุตสาหกรรมดิจิทัล มูลค่า 1,115,260 ล้านบาท จาก 90 โครงการ รองลงมา ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 120,230 ล้านบาท จาก 179 โครงการ, เกษตรและแปรรูปอาหาร 61,388 ล้านบาท จาก 131 โครงการ, โลจิสติกส์และบริการมูลค่าสูง 40,217 ล้านบาท จาก 170 โครงการ, พลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน 39,461 ล้านบาท จาก 221 โครงการ, ยานยนต์และชิ้นส่วน 25,662 ล้านบาท จาก 122 โครงการ, แร่ โลหะ และวัสดุ 20,399 ล้านบาท จาก 128 โครงการ, เคมีและปิโตรเคมี 16,533 ล้านบาท จาก 110 โครงการ, เครื่องจักร ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ 13,093 ล้านบาท จาก 82 โครงการ
สำหรับอุตสาหกรรมที่มีจำนวนโครงการสูงสุด ได้แก่ อุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยส่วนใหญ่เป็นกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ จำนวน 198 โครงการ มูลค่า 26,354 ล้านบาท สะท้อนการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและระบบสาธารณูปโภค เช่น น้ำประปาและน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ในด้านพื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง มูลค่า 903,759 ล้านบาท จาก 513 โครงการ รองลงมา ได้แก่ ภาคตะวันออก มูลค่า 495,737 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 14,985 ล้านบาท ภาคใต้ 11,864 ล้านบาท ภาคตะวันตก 8,162 ล้านบาท และภาคเหนือ 7,733 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้ แม้ภาคเหนือจะมีมูลค่าการลงทุนไม่สูงเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น แต่มีอัตราการเติบโตของเงินลงทุนสูงถึงร้อยละ 93 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงถึงสัญญาณการขยายตัวของการลงทุนในสาขาที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกิจการด้านพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน เกษตรและแปรรูปอาหาร และการแพทย์
สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 877 โครงการ เงินลงทุนรวม 1,368,493 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 80 โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 1,121,742 ล้านบาท จาก 158 โครงการ สหราชอาณาจักร 47,193 ล้านบาท จาก 11 โครงการ จีน 45,766 ล้านบาท จาก 321 โครงการ ไต้หวัน 38,014 ล้านบาท จาก 47 โครงการ และญี่ปุ่น 32,790 ล้านบาท จาก 123 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล เช่น Data Center, Data Hosting, Cloud Service รองลงมาเป็นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น การผลิตอุปกรณ์แปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นแสงเพื่อรับส่งข้อมูลความเร็วสูง (Optical Transceiver), การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบของ PCB, ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์, การทดสอบแผ่นเวเฟอร์และวงจรรวม, การผลิตระบบเครือข่ายและระบบระบายความร้อนใน Data Center เป็นต้น นอกจากนี้ มีการลงทุนในกลุ่มชิ้นส่วนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่ม และวัสดุขั้นสูง ตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
ต่อศักยภาพของไทยในการเป็นฐานการลงทุนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
นอกจากนี้ การขอรับการส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ Smart and Sustainable Industry ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 132 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 17,158 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การประหยัดพลังงานและใช้พลังงานทดแทน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในการผลิตและบริการ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิต
ที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน
สำหรับการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีจำนวน 1,300 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1,306,386 ล้านบาท โดยโครงการเหล่านี้มีแผนจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มเติมกว่า 82,000 ตำแหน่ง ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน อาหาร และการผลิตขั้นสูง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศมูลค่ากว่า 386,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 42 ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด นอกจากนี้ คาดว่าจะสร้างมูลค่าส่งออกให้ประเทศกว่า 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี ช่วยเพิ่มรายได้ กระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเสริมความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
“เป้าหมายของการส่งเสริมการลงทุนไม่ได้วัดจากมูลค่าเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่บีโอไอจะให้ความสำคัญกับการลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยและคนไทย ทั้งการสร้างงานที่มีคุณภาพ การพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะและความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน การกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ตลอดจนการผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็วที่สุดผ่านกลไก Thailand FastPass เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ และทำให้คนไทยได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม” นายนฤตม์ กล่าว
“ศุภจี” ปลุกอุตสาหกรรมไทยรับโลกใหม่ ดัน Made in Thailand ชูไบโอเอเนอร์จี เซมิคอนดักเตอร์-โฟโตนิกส์ พร้อมทบทวนกฎหมาย
ปรับดัชนีสะท้อนเศรษฐกิจจริง เผยปลาย ส.ค. เตรียมเจรจาภาษีสหรัฐฯ
คุณศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่กระทรวงอุตสาหกรรม
โดยมี คุณวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารหน่วยงานร่วมประชุม

คุณศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยจากฐานภายในประเทศ ควบคู่รักษาขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก หลังคณะกรรมการอุตสาหกรรมแห่งชาติ หรือ กอช. ไม่ได้หารือร่วมกันมานานราว 4 ปี ขณะที่ภูมิรัฐศาสตร์และโครงสร้างอุตสาหกรรมโลกเปลี่ยนเร็ว
ประเด็นหลักคือการเปิดประตูตลาดภาครัฐให้สินค้า วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการที่ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะ 3 อุตสาหกรรมมูลค่าสูงและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง และเครื่องมือแพทย์ ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและ Green Procurement
คุณศุภจี กล่าวว่า ภาครัฐจะเป็นผู้ใช้งานสำคัญในการสร้างอุปสงค์ให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ ก่อนขยายสู่ตลาดเอกชนและตลาดต่างประเทศ แต่การให้แต้มต่อ Made in Thailand ต้องไม่ลดมาตรฐาน สินค้าที่ใช้ชิ้นส่วนไทยต้องได้มาตรฐานสากล และมีเกณฑ์นับ Local Content ชัดเจน
กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับมอบหมายให้เชื่อม “วิจัย-ผลิต-ตลาด-ลงทุน” ผ่านกลไก GMT SMEs ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม เพื่อยกระดับ SME ด้านประสิทธิภาพการผลิต เทคโนโลยี มาตรฐาน และสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศ ควบคู่การรับรอง MiT ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
“สิ่งสำคัญคือทำให้ตลาดกับการพัฒนาผู้ประกอบการเดินไปด้วยกัน นำความต้องการของตลาดมาเป็นโจทย์พัฒนา SME ให้เติบโตได้จริง และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค” คุณศุภจีกล่าว
อีกด้านหนึ่ง ที่ประชุมได้หารือการผลักดันพลังงานชีวภาพ ทั้งดีเซลและเบนซิน โดยต้องดูภาษีสรรพสามิต กลไกตลาด ความพร้อมของอุตสาหกรรมยานยนต์ และประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับอย่างสมดุล เชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจสีเขียว BCG และ ESG
คุณศุภจี กล่าวว่า อุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องเร่งเสริม ได้แก่ Biotechnology ดิจิทัล AI ยานยนต์รูปแบบใหม่ เครื่องมือแพทย์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งต้องมี Supply Chain ใหม่รองรับ เพื่อให้ไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานผลิต แต่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังหารือเรื่องการปรับดัชนีอุตสาหกรรมให้สะท้อนสถานการณ์จริง โดยมอบให้ TDRI ช่วยดูตัวเลข โดยเฉพาะอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อาจยังรวมอุตสาหกรรมเก่าที่เสื่อมถอย แต่ยังไม่รวมอุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโตเร็ว
คุณวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารหน่วยงานร่วมประชุมกล่าวว่า ตัวอย่างชัดเจนคือ Semiconductor และ Photonic โดยเฉพาะอุปกรณ์ Switch และ Transceiver แบบ Optical ที่เติบโตตามกระแส Data Center ทั่วโลก ผู้ประกอบการไทยบางรายมียอดขายเพิ่มขึ้นเท่าตัวต่อเนื่อง 2 ปี หากปรับฐานดัชนี MPI จากปี 2564 เป็นปี 2567 จะสะท้อนศักยภาพอุตสาหกรรมใหม่ได้แม่นยำขึ้น
ทั้งนี้ ที่ประชุมยังหารือเรื่องการปรับดัชนีอุตสาหกรรมให้สะท้อนสถานการณ์จริง โดยมอบให้ TDRI ช่วยดูตัวเลข โดยเฉพาะอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อาจยังรวมอุตสาหกรรมเก่าที่เสื่อมถอย แต่ยังไม่รวมอุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโตเร็ว
คุณศุภจีกล่าวว่า กอช.หยุดประชุมมานาน จึงมีร่างกฎหมาย 5-6 ฉบับต้องกลับมาทบทวน ทั้งกฎหมายโรงงาน กฎหมายกากอุตสาหกรรม กฎหมายปาล์มน้ำมัน และกฎเกณฑ์ใหม่ที่เกี่ยวข้อง ต้องดูให้รอบด้านก่อนเสนอ ครม. เพื่อให้ครอบคลุมโลกปัจจุบันและอนาคต
ต่อข้อถามมาตรการการค้าสหรัฐฯ คุณศุภจี กล่าวว่า ภายใต้มาตรา 301 และ 232 มีสินค้าประมาณ 72% ได้รับยกเว้นภาษีแล้ว เหลือ 28% ที่ยังต้องเจรจาต่อ โดยช่วงปลายเดือน ส.ค. นี้ จะเดินทางไปเจรจาประเด็นภาษีกับสหรัฐฯ เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้าของไทยให้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม กรอบเจรจากับสหรัฐฯ ไทยยังคงยึดเรื่องการค้าเป็นหลัก ไม่ได้นำประเด็นทางทหารไปแลกผลประโยชน์ทางภาษี แต่จะใช้ข้อมูลการค้า การลงทุน และความเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิต เพื่อชี้ให้เห็นประโยชน์ร่วมของทั้ง 2 ประเทศ
คุณศุภจี กล่าวว่า เอกชนไทยลงทุนในสหรัฐฯ แล้วเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์ และมีแผนลงทุนเพิ่มกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันส่วนหนึ่งของดุลการค้าไทยมาจากบริษัทสหรัฐที่ลงทุนในไทย จึงต้องมองทั้งการค้าและการลงทุนร่วมกัน
SNP Paper ทะยานสู่เป้า 1,100 ลบ. พร้อมก้าวเป็นผู้ให้บริการบรรจุภัณฑ์กระดาษครบวงจร
SNP Paper เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่ผู้ให้บริการโซลูชันบรรจุภัณฑ์กระดาษครบวงจรที่สุดในไทย มั่นใจครึ่งปีแรกผลประกอบการฉลุย พร้อมกางยุทธศาสตร์เชิงรุกดันเป้ายอดขายปี 2569 แตะ 1,100 ล้านบาท ก่อนทะยานสู่ 1,500 ล้านบาทภายใน 3-5 ปี ชู 3 จุดแข็งเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง มาตรฐานระดับสากล
และบริการที่ฉับไว มัดใจคู่ค้าระดับ Global Brand

คุณชนาณัติ ชูนามชัยพร ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท เอสเอ็นพี เปเปอร์ จำกัด หรือ SNP Paper เปิดเผยว่า ในปี 2569 นี้ บริษัทได้เดินทางมาถึงปีที่ 34 จากจุดเริ่มต้นของธุรกิจครอบครัวในปี 2535 ในอาคารพาณิชย์ 3 คูหาย่านบางกรวย สู่การขยายฐานการผลิตในโรงงานแห่งที่ 2 บนพื้นที่กว่า 32 ไร่ ที่ได้ทุ่มงบลงทุน 400-500 ล้านบาท ติดตั้งเครื่องเดินกระดาษที่ทันสมัย ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจสู่ต้นน้ำด้วยการผลิตแผ่นกระดาษลูกฟูก และได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้รับจ้างผลิตให้กับองค์กรชั้นนำอย่าง SCG ปัจจุบันบริษัทดูแลโรงงานหลัก 2 แห่งจากทั้งหมด 5 แห่งในเครือ ซึ่งถือเป็นผู้ให้บริการโซลูชันบรรจุภัณฑ์กระดาษครบวงจรที่สุดในไทย
คุณชนาณัติ กล่าวว่า ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดบรรจุภัณฑ์ปัจจุบัน หัวใจสำคัญที่ทำให้ SNP Paper แตกต่างและเหนือกว่าคู่แข่งรายใหญ่ในตลาดคือ นวัตกรรมเทคโนโลยีและการลงทุนที่ไม่หยุดยั้ง ซึ่งบริษัทให้ความสำคัญกับการลงทุนในเครื่องจักรที่หลากหลาย ประสิทธิภาพสูง และมีความเร็วในกระบวนการผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่ม Global Brand และกลุ่มธุรกิจ B2B ที่เน้นงานพิมพ์ที่มีความซับซ้อน ความละเอียดสูง ความแม่นยำของเฉดสี และความแข็งแรงของโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ ซึ่งโรงงานทั่วไปไม่สามารถผลิตได้ ด้วยความได้เปรียบจากการเป็นองค์กรที่มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้บริษัทสามารถลงทุนเครื่องจักรฟีเจอร์ใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่องทุกปี
รวมถึงบริการเบ็ดเสร็จ และการตัดสินใจที่ฉับไว ด้วยโครงสร้างการบริหารงานที่ผสานความเป็นระบบสากลเข้ากับความยืดหยุ่นแบบธุรกิจครอบครัว ทำให้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของ SNP Paper สามารถให้คำแนะนำและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้แก่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะงานกลุ่ม B2B ที่เชื่อมโยงกับระบบโลจิสติกส์การส่งออก ซึ่งมีความเข้มงวดเรื่องเวลาสูง หากเกิดปัญหาหน้างานบริษัทสามารถตัดสินใจและจัดการเคลียร์ปัญหาได้ทันทีโดยไม่ต้องรอขั้นตอนอนุมัติหลายชั้นเหมือนองค์กรใหญ่ ส่งผลให้เกิดความลื่นไหลในบริการและได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากลูกค้า
อีกทั้งมาตรฐานสากลและการพัฒนาบุคลากร SNP Paper ลบจุดอ่อนของโรงงานกล่องกระดาษในไทยด้วยการเดินหน้ายกระดับมาตรฐานโรงงานจนได้รับการรับรองระดับสากลอย่างครบถ้วน อาทิ FSC, FSSC, GHP และ ISO รองรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการส่งออกสินค้าไปยังตลาดยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่นได้อย่างเต็มภาคภูมิ ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบเทคโนโลยีภายในเข้ามาวิเคราะห์ข้อมูล และการปรับปรุงโรงงานให้สะอาด ปลอดภัย นอกจากนี้ยังออกแบบกระบวนการผลิตที่ใช้เครื่องจักรควบคุมหลัก ช่วยลดผลกระทบจากการโยกย้ายของแรงงาน และทำให้สายการผลิตดำเนินไปได้อย่างไม่มีสะดุด
ขณะที่ด้านความยั่งยืน SNP Paper ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการขับเคลื่อนธุรกิจสีเขียว โดยการชูจุดเด่นวัสดุกระดาษรีไซเคิล ควบคู่กับการคว้าใบรับรอง Green System Level 3 และ EMS DIW Level 2 ทั้งยังขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์กับ TGO เพื่อช่วยคู่ค้าคำนวณการปล่อยคาร์บอนต่อกล่องได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ ยังดำเนินการภายในเพื่อลดมลพิษในโรงงานอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการใช้รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า, ติดตั้งโซล่าเซลล์ และระบบบำบัดน้ำเสียหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ 100% โดยไม่มีการปล่อยน้ำเสียออกสู่ภายนอก
สำหรับทิศทางผลการดำเนินงานในปี 2569 นี้ คุณชนาณัติ กล่าวว่า ครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ผลประกอบการเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ทุกประการ โดยในปี 2568 บริษัทประสบความสำเร็จในการปิดยอดขายที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท ส่วนปี 2569 ตั้งเป้าเติบโตเพิ่มขึ้น 10% คิดเป็นยอดขายรวม 1,100 ล้านบาท ซึ่งในไตรมาสแรกบริษัทสามารถทำผลงานได้ตามเป้าอย่างน่าพึงพอใจ
ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากที่ SNP Paper ใช้ช่วงชะลอตัวของตลาดปรับปรุงระบบ เทรนนิ่งบุคลากร และคว้ามาตรฐานอาหารปลอดภัยขั้นสูงอย่าง FSSC เพิ่มเติม ทำให้สามารถรุกตลาดกลุ่มอาหารและยาได้อย่างเต็มตัวในปีนี้ จนได้รับความไว้วางใจให้ผลิตบรรจุภัณฑ์แก่แบรนด์ระดับโลกอย่าง Heineken รวมถึงกลุ่มผู้ส่งออกในงาน THAIFEX ที่ต้องการส่งสินค้าไปยุโรป ส่งผลให้บริษัทกลายเป็นซัพพลายเออร์หลักที่คู่ค้าเจาะจงเลือกใช้จากมาตรฐานที่เหนือกว่าคู่แข่ง
นอกจากนี้ บริษัทยังได้มองเห็นโอกาสในการขยายโปรดักส์ไลน์ใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าการตลาด เช่น การลงทุนในเครื่องจักรใหม่เพิ่มอีก 2 ตัว เพื่อรับผลิตสื่อโฆษณาและสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทชั้นวางสินค้าจากกระดาษ สำหรับจัดวางในร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven และห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ซึ่งเป็นการเติมเต็มบริการให้กับฐานลูกค้าเดิมและเพิ่มกำลังการผลิตโดยรวมขึ้นอีก 10% สอดรับกับแนวโน้มยอดขายที่เติบโตขึ้น
คุณชนาณัติ กล่าวถึงเป้าหมายในอนาคตระยะ 3-5 ปีข้างหน้าว่า SNP Paper ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1,500 ล้านบาท โดยเราได้เตรียมความพร้อมซื้อที่ดินเพิ่ม 13 ไร่ สำหรับสร้างอาคารโรงงานและไลน์ผลิตใหม่ในปีหน้า และระหว่างที่รองรับคำสั่งซื้อที่ล้นหลามเกินกำลังการผลิตในปัจจุบัน บริษัทได้จับมือเป็นพันธมิตรทางการค้ากับโรงงานในสิงคโปร์เพื่อช่วยกระจายงาน ซึ่งถือเป็นการทดสอบตลาดและบริหารความเสี่ยง ก่อนจะประเมินเทรนด์เทคโนโลยีเพื่อลงทุนเครื่องจักรที่ล้ำสมัยที่สุดในอนาคต
“เราเชื่อว่าในทุก ๆ วิกฤติมีโอกาสเสมอ แม้ในยามที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน ส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนหรือราคาวัตถุดิบกระดาษในตลาดโลก แต่ด้วยการบริหารคลังสินค้าและการจัดซื้อวัตถุดิบเชิงรุก ทั้งการจัดหาในประเทศและการนำเข้าจากพันธมิตรต่างประเทศ เช่น เวียดนามและมาเลเซีย ทำให้ SNP Paper มีความพร้อมด้านวัตถุดิบเสมอ สามารถยืนราคาให้ลูกค้าได้ยาวนานโดยไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคา สิ่งเหล่านี้ร่วมกับสโลแกน ‘คุณภาพมาตรฐาน บริการด้วยใจ ก้าวไกลด้วยเทคโนโลยี’ คือรากฐานสำคัญที่จะนำพา SNP Paper เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนร่วมกับพันธมิตรธุรกิจทุกรายนับจากนี้” คุณชนาณัติ กล่าวทิ้งท้าย

Aug 25,2026

Aug 25,2026