เปิด Attraction ระดับโลกแห่งใหม่ของไทยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา การแสดงระบำสายน้ำที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

  • ไอคอนสยามตอกย้ำคอนเซ็ปต์ “Creating Shared Value” ที่เกิดขึ้นแล้วอย่างเป็นรูปธรรม และในสเกลที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลก เนรมิตการแสดงระบำสายน้ำผสมผสานแสง สี เสียง และมัลติมีเดีย ที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ – “ICONIC Multimedia Water Features” จิ๊กซอว์สำคัญตัวสุดท้าย ที่จะช่วยจุดประกายแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็น “Next Global Destination” อย่างแท้จริง
  • ต่อยอดความแข็งแกร่งของ “แผนแม่บทวิสัยทัศน์แห่งแม่น้ำเจ้าพระยา” (Chao Phraya River Master Vision) ที่ทำมาโดยตลอด เดินหน้าผนึกกำลังทุกภาคส่วน เสริมแกร่งการท่องเที่ยวประเทศไทย สาดกระจายผลประโยชน์ไปในวงกว้าง
  • จับมือบริษัทออกแบบน้ำพุชื่อดัง “Ghesa Water & Art” ผู้ออกแบบน้ำพุมาแล้วกว่า 3,000 โครงการทั่วโลก สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกบนแผ่นดินไทย เชิดชูและเผยแพร่ความงามสง่าของแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นที่ประทับใจไปทั่วโลก

วันนี้ ‘ไอคอนสยาม’ อภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคต สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของไทยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (PATA), สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA), สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB, บางกอก ริเวอร์ พาร์ทเนอร์ส, สมาคมการค้าธุรกิจในแม่น้ำเจ้าพระยา, สมาคมเรือไทย, ตลอดจนหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดพิธีเปิด Attraction ระดับโลกแห่งใหม่ ของประเทศไทย ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา “ICONIC Multimedia Water Features” ระบำสายน้ำผสมผสานแสง สี เสียง และมัลติมีเดีย ที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความยาวกว่า 400 เมตร ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเชิดชูและเผยแพร่ความงามสง่าของแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นที่ประทับใจไปทั่วโลก ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกและทั่วทั้งประเทศไทยให้เดินทางมาสัมผัสความงดงามของแม่น้ำเจ้าพระยา และนับเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของไอคอนสยามอีกด้วย

นายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “ไอคอนสยามได้พลิกโฉมการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ ด้วยคอนเซ็ปต์ ‘Creating Shared Value’ ซึ่งได้ทำให้เกิดขึ้นจริงแล้ว อย่างเป็นรูปธรรม และในสเกลที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลก โดยไอคอนสยามได้ประกาศ ‘แผนแม่บทวิสัยทัศน์แห่งแม่น้ำเจ้าพระยา’ (Chao Phraya River Master Vision) เมื่อ 5 ปีก่อน เป็นการบุกเบิกความร่วมมือระดับชาติครั้งประวัติศาสตร์ ของผู้ประกอบการและหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มีอยู่ในขณะนั้นและกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา รวมทั้งสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนภาคประชาสังคม โรงแรมห้าดาวริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และชุมชนต่างๆ ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ผนึกกำลังร่วมกัน จนถึงวันนี้ ได้เกิดความร่วมมือและการทำงานร่วมกันในรูปแบบต่างๆ มากมาย ตัวอย่างที่ชัดเจนล่าสุดก็คือการร่วมกันจัดงาน Amazing Thailand Countdown 2019 ที่มีผู้ชมพลุมากกว่า 1.5 ล้านคน โดยถ้านับเฉพาะที่ไอคอนสยาม ได้ต้อนรับผู้มาร่วมงานมากถึง 2 แสนคนในวันเดียว ซึ่งงานนี้ได้สร้างชื่อเสียงและเผยแพร่ภาพความยิ่งใหญ่และสวยงามของแม่น้ำเจ้าพระยาออกไปทั่วโลก ผ่านการรายงานข่าวของสื่ออันดับหนึ่งของโลกอย่าง CNN, BBC, Reuters เป็นต้น นี่คือส่วนหนึ่งของความร่วมมือตาม ‘แผนแม่บทวิสัยทัศน์แห่งแม่น้ำเจ้าพระยา’ เพื่อจุดประกายทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่สำคัญของโลก”

ไอคอนสยาม คือเมืองที่เป็นศูนย์รวมของความมหัศจรรย์อันหลากหลาย ทั้งศิลปะและวัฒนธรรม ผสมผสานรวมอยู่กับที่สุดของการช้อปปิ้งและความบันเทิง โดยการผนึกกำลังพันธมิตรองค์กรธุรกิจทั้งใหญ่และเล็กทุกขนาดและหลากหลายรูปแบบธุรกิจ รวมไปถึงผู้คนจำนวนมากจากนานาสาขาอาชีพ ด้วยปณิธานเดียวกันคือต้องการเชิดชูเรื่องราวอันมีคุณค่าและเป็นความภาคภูมิใจจากทุกมิติของความเป็นไทยที่มีอยู่ในชาติ นำเสนอในรูปแบบวิจิตรล้ำสมัย สร้างสรรค์สัญลักษณ์ใหม่ที่จะกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ ‘Creating Shared Value’ ประสานประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย แผ่กระจายความรุ่งเรืองไปทั่วทั้งในระดับชุมชน สังคม และประเทศ

ทั้งนี้ไอคอนสยามได้เคยประกาศองค์ประกอบสำคัญของโครงการคือ7 สิ่งมหัศจรรย์แห่งไอคอนสยาม”  สิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวแห่งใหม่ทั้ง 7 ที่จะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ครั้งแรกในประเทศไทย  ประกอบด้วย River Park พื้นที่ Community Space ขนาดใหญ่ริมน้ำ เนื้อที่กว่า 10,000 ตารางเมตร สุขสยาม เมืองแห่งมนต์เสน่ห์มหัศจรรย์วิถีไทย ทรูไอคอนฮอลล์ – ศูนย์ประชุมนวัตกรรมล้ำยุค รถไฟฟ้าสายสีทอง ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ ริเวอร์ มิวเซียม แบงค็อก พิพิธภัณฑ์ระดับโลก, ปรากฏการณ์รวมโลกในรอยไทย การรวมผลงานอันยอดเยี่ยมของศิลปินทุกแขนงกว่า 100 คน และ ระบำสายน้ำผสมผสานแสง สี เสียง และมัลติมีเดีย “ICONIC Multimedia Water Features” ที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในวันนี้ไอคอนสยามได้พิสูจน์ผลสำเร็จของสิ่งมหัศจรรย์ทั้ง 7 ตามที่ได้เคยประกาศไว้

เสริมแกร่งการท่องเที่ยวประเทศไทย และกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง

นาวาโท ปริญญา รักวาทิน นายกสมาคมการค้าธุรกิจในแม่น้าเจ้าพระยา กล่าวว่า “การมาของไอคอนสยามทาให้ผู้ประกอบการตลอดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตื่นตัวและคึกคักเป็นอย่างมาก โดยทุกฝ่ายได้เข้ามาพูดคุยและร่วมมือกัน ส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพและปริมณฑลกันอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด และมากไปกว่านั้น ยังเป็นแรงผลักดันให้มีการพัฒนาและปรับปรุงเรือให้มีความทันสมัย ปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิม รวมไปถึงการเกิดและเติบโตของธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นอีกมากมาย มีคอนโดมิเนียมใหม่ โรงแรมใหม่ ร้านค้าใหม่ ธุรกิจบริการใหม่ๆ เริ่มเข้ามาดำเนินการตามกันมา ซึ่งเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชนตลอดริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้นไปในทุกกลุ่ม ทุกระดับ ทั้งเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ กลางและเล็ก และครัวเรือนต่างๆ ด้วย ความเปลี่ยนแปลงนี้จะสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน และที่ผ่านมาสมาชิกของสมาคมการค้าธุรกิจในแม่น้ำเจ้าพระยา อาธิเช่น กลุ่มโรงแรม คอนโดมิเนียม เรือโดยสารท่องเที่ยว เรือภัตตาคาร สถานที่เที่ยวริมน้ำต่างๆ ที่เป็นสมาชิกทั้งหมดเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของประชาชน และนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศที่เพิ่มขึ้น

จากการจัดกิจกรรมรับเทศกาลของไอคอนสยามหลังการเปิดตัว ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลลอยกระทง การจัด Amazing Thailand Countdown 2019 ที่เพิ่งมีขึ้นในวันส่งท้ายปี ได้สร้างความยิ่งใหญ่อลังการด้วยความสวยงามของการจุดพลุ สว่างไสวไปตลอดพื้นน้ำระยะทางกว่า 1.4 กิโลเมตรให้ทุกคนได้เห็นกันมาแล้ว เชื่อได้ว่าหลังการเปิดไอคอนสยามและการเปิด ‘ICONIC Multimedia Water Features’ จะเป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวทางน้ำในแม่น้ำสายนี้ให้มีความคึกคักจากการเดินทางของนักท่องเที่ยวและคนไทยเข้ามาชมความสวยงาม ตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามและแปลกใหม่ที่น่าจะยังไม่เคยมีเกิดขึ้นมาก่อนบนริมฝั่งแม่น้ำของที่ใดในโลก ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น New Global Attraction อีกแห่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ และมั่นใจได้ว่าจะทำให้เศรษฐกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่บริเวณเกาะกรุงรัตนโกสินทร์ รวมถึงพื้นที่ริมน้ำบริเวณโดยรอบไอคอนสยาม เติบโตขึ้นจากเดิมมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา”

นายมนูญ พุฒทอง นายกสมาคมเรือไทย กว่าวว่า “ในกลุ่มสมาชิกสมาคมเรือไทยซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ให้บริการรับส่งผู้โดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งเรือด่วนเจ้าพระยา เรือท่องเที่ยว เรือข้ามฝาก และเรือภัตตาคาร โดยสมาคมฯ ได้มีการทำงานร่วมกับไอคอนสยาม และกรมเจ้าท่า และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง มีโครงการ ‘สุภาพบุรุษแม่น้ำเจ้าพระยา’ โครงการความร่วมมือในการจัดระเบียบการจราจรทางน้ำ และโครงการนำร่องจัดระเบียบการโดยสารและป้องกันการบรรทุกเกิน เพื่อรองรับกับจำนวนผู้โดยสารที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ตัวอย่างเช่น ในช่วงเทศกาลต้อนรับปีใหม่ที่ไอคอนสยามผนึกกำลังกับเครือข่ายภาคธุรกิจตลอดริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาร่วมกับจัดงานเคาน์ดาวน์ที่โด่งดังไปทั่วโลก ธุรกิจเรือโดยสารและเรือด่วนเจ้าพระยามีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นมากขึ้น 25% เปรียบเทียบกับช่วงเวลาปกติ ผู้ประกอบการเรือมีการเพิ่มเที่ยวการให้บริการ จากปกติ 160-180 เที่ยวต่อวัน เป็น 250 เที่ยวต่อวัน ทั้งนี้ โครงการต่างๆ ก็เพื่อช่วยกันยกระดับคุณภาพบริการการคมนาคมทางน้ำให้ดียิ่งขึ้น เป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญในการเสริมแกร่งให้กับการท่องเที่ยวในแม่น้ำเจ้าพระยา”

มร. เดวิด โรบินสัน ผู้อำนวยการ บางกอก ริเวอร์ พาร์ทเนอร์ส (บีอาร์พี) กล่าวว่า "การมาของไอคอนสยามได้ช่วยเติมเต็มความต้องการของนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ซึ่งวันนี้เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่า นอกเหนือจากการชม วัด วัง สถานที่สำคัญเชิงประวัติศาสตร์ ตรอกซอกซอยชุมชนริมน้ำ และสถานที่ท่องเที่ยวที่มีอยู่เดิมแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถใช้เวลากับการช้อปปิ้ง พักผ่อนสบายๆ ริมน้ำและทำกิจกรรมต่างๆ อันหลากหลายที่ไอคอนสยาม นักท่องเที่ยวสามารถมาเที่ยวแม่น้ำเจ้าพระยาและเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งได้อย่างสะดวกง่ายดายด้วยเรือโดยสารจำนวนมาก ซึ่งตรงนี้ต้องขอขอบคุณผู้ประกอบการเรือเหล่านั้นทุกคน สิ่งนี้ได้แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าคอนเซ็ปต์ ‘Creating Shared Value’ ได้เกิดขึ้นแล้วทั้งแม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากนั้นเรายังได้เห็นนักท่องเที่ยวชาวไทยซึ่งรักแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่แล้ว เดินทางมาท่องเที่ยวแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นจำนวนเพิ่มมากขึ้นจากปีก่อน ผู้ประกอบการโรงแรมที่เป็นสมาชิกของเราบางราย มีจำนวนลูกค้าเข้ามาใช้บริการกินดื่มริมน้ำเพิ่มมากขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน มากถึง 20% แต่ไม่ว่าตัวเลขจะเป็นอย่างไร มีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนมาก นั่นก็คือ การผนึกกำลังร่วมกันของผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา หรือเรียกว่าการ Collaboration คือตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำหรับชุมชนและสังคมริมน้ำทั้งหมด”

นางมิ่งขวัญ เมธเมาลี อุปนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) กล่าวว่า “กรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ติดต่อกันเป็นปีที่ 3  และเป็น 1 ในมหานครที่ถูกรายล้อมด้วยแม่น้ำลำคลองเฉกเช่นเดียวกับมหานครอื่น ๆ ในต่างประเทศ  หากแต่ว่า นับจากนี้เป็นต้นไปกรุงเทพจะไม่มีวันเหมือนเดิม เพราะการมาของ ‘ICONIC Multimedia Water Features’ ที่รังสรรค์ โดยไอคอนสยาม อันเป็น Attraction ระดับโลกที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำเจ้าพระยา จะยกระดับให้เป็นมหานครแห่งสายน้ำที่ทันสมัยที่คนทั่วโลกจับตามอง”

“ATTA เป็นองค์กรภาคเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร รับใช้ประเทศไทยมากว่าครึ่งศตวรรษ ปัจจุบันเรามีสมาชิกเป็นบริษัทธุรกิจนำเที่ยวอินบาร์ว มากกว่า 1,600 บริษัท ที่ทำหน้าที่นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวที่ดีที่สุดจากทั่วประเทศไปเสนอขายแก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และสิ่งที่ประจักษ์ต่อสายตาทุกท่านและคนไทยทั้งประเทศอยู่ในขณะนี้ ก็ถือว่าเป็นสินค้าที่ทรงคุณค่าที่สุดในการใช้เป็นแลนมาร์คในการส่งเสริมการตลาดและการขายโปรแกรมท่องเที่ยวประเทศไทยสำหรับ Travel Agent ได้เป็นอย่างดีที่สุด ขอขอบคุณไอคอนสยาม ที่ได้มอบสิ่งมหัศจรรย์สิ่งนี้เป็นของขวัญปีใหม่ เป็นของขวัญที่จะทำให้ประเทศไทยมีโอกาสเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว 2 ล้านล้านบาท เป็น 3 ล้านล้านบาท ในปีนี้ง่ายขึ้น” นางมิ่งขวัญ กล่าว

นายอภิภัทร์ เปรื่องการ ผู้อำนวยการด้านการสื่อสาร สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (PATA) ได้กล่าวว่า “การเปิดตัวของไอคอนสยาม ซึ่งนับว่าเป็น Attraction ระดับโลกแห่งใหม่ของประเทศไทยนั้น สอดคล้องตามกลยุทธ์ด้าน Destination Marketing ของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยว ไม่เพียงเฉพาะแค่สำหรับกรุงเทพฯ และประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมความแข็งแกร่งภาพลักษณ์ของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกด้วย”

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB กล่าวว่า “ตั้งแต่เปิดไอคอนสยามอย่างยิ่งใหญ่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และการเปิด Attraction ที่เป็นระดับโลกแห่งใหม่ในประเทศไทย อย่าง  ‘ICONIC Multimedia Water Features’ จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นให้กับกรุงเทพฯ และประเทศไทย ตอกย้ำและส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการจัดประชุม การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล และการจัดแสดงสินค้าระดับนานาชาติ หรือ ไมซ์เดสติเนชั่น ที่ครองใจนักเดินทางเพื่อธุรกิจจากทั่วโลก  โดยนักเดินทางกลุ่มไมซ์เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีอัตราการใช้จ่ายสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป 3-5 เท่า ดังนั้นจึงเป็นกลุ่มสำคัญที่สร้างรายได้เข้าสู่เศรษฐกิจของประเทศ โดยประเทศไทยมีจุดเด่นทั้งด้านความหลากหลายของเดสติเนชั่น การเป็นศูนย์กลางทางด้านธุรกิจ และยังมีการต้อนรับและการบริการที่ได้มาตรฐานจากคนไทยที่พร้อมให้การต้อนรับ ดังนั้นการเปิด ‘ICONIC Multimedia Water Features’ จึงเป็นการสร้างสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่สำหรับนักเดินทางกลุ่มไมซ์ที่จะสามารถชมความสวยงาม และยิ่งใหญ่ของระบำน้ำพุซึ่งเหมาะกับการเป็นหนึ่งในกิจกรรมอินเซนทีฟเมื่อเดินทางมายังประเทศไทย”

มร.แอนดรูว์ กัลแบรนด์สัน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา เจแอลแอล ประเทศไทย กล่าวว่า “ในช่วงระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่การประกาศพัฒนาโครงการไอคอนสยาม พัฒนาการของชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ ได้เริ่มต้นขึ้น เกิดการเชื่อมโยงระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของเมืองเข้าด้วยกันกับแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นศูนย์กลาง โดยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างทีมงานของไอคอนสยามและภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อพัฒนาการสัญจรและการเข้าถึงพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำ นับเป็นแบบอย่างที่ดีของโครงการภายใต้การนำของภาคเอกชน ซึ่งสร้างสาธารณะประโยชน์ที่สำคัญ”

“ตัวอย่างหนึ่งคือ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีห้องพักอาศัยของโครงการคอนโดมิเนียมแล้วเสร็จมากกว่า 7,000 ยูนิต ตลอดทั้งพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำ และยังมีอีกกว่า 4,000 ยูนิตที่มีกำหนดแล้วเสร็จในอีก 2-3 ปีข้างหน้านี้ จึงช่วยสร้างงานและสร้างอุปสงค์ใหม่ๆ ให้แก่ธุรกิจรายย่อยในพื้นที่”

“Attraction และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ของไอคอนสยาม กำลังเชื่อมประสานสร้างความแข็งแกร่งให้แก่สถานะความเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกของไอคอนสยาม ซึ่งมุ่งดึงดูดผู้มาเยี่ยมเยือนนับล้านๆ คนจากทั่วโลกในแต่ละปี โดยนอกจากไอคอนสยามจะช่วยสร้างงานประจำให้ผู้คนจำนวนหลายพันแล้ว ยังสร้างโอกาสให้เกิดการใช้จ่ายเงินของผู้ที่มาเยือนเป็นมูลค่ารวมกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปีในกรุงเทพฯ ซึ่งจะกระจายรายได้ออกไปในวงกว้างไปถึงธุรกิจชุมชนที่อยู่ถัดออกไปจากพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้วย” มร.แอนดรูว์ กล่าว

ผศ.ดร. พีรดร แก้วลาย อาจารย์และนักวิจัยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “ย่านคลองสานถือเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน เป็นพื้นที่ที่เสมือนเป็นจุดเริ่มต้นของความเจริญในอดีต และตลอดริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาก็เป็นแหล่งรวมทั้งประวัติศาสตร์ มีทั้งวัฒนธรรม ประเพณี เป็นชุมชนเก่าแก่ที่สวยงาม นี่คือแรงบันดาลใจและเสมือนเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือของหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม ด้วยความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการร่วมมือร่วมใจช่วยกันอนุรักษ์ และเชิดชู ทำให้ประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรมและสิ่งดีงามต่างๆ ของพื้นที่ตรงนี้ยังคงอยู่ต่อไป ตลอดจนจุดประกายสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาให้กลับมามีคุณค่าและเจิดจรัสอีกครั้ง ซึ่งการมาของไอคอนสยามซึ่งเป็นสมาชิกใหม่ของชุมชน ได้ใช้คอนเซ็ปต์ ‘Co-Creation’ และ ‘Creating Shared Value’ ในการพัฒนาโครงการ ด้วยการทำงานร่วมกับชุมชนซึ่งถือเป็นเจ้าของพื้นที่อย่างแท้จริง มีความรักความผูกพันกับพื้นที่และรู้จักพื้นที่ดีที่สุด ประกอบกับการร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้กลายเป็นกุญแจที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้ทั้งคุ้งน้ำเจ้าพระยาเติบโตไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน”

 

กำเนิด Attraction ระดับโลกแห่งใหม่ของประเทศไทย

นายสุพจน์ กล่าวว่า “‘ICONIC Multimedia Water Features’ คือ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของไอคอนสยาม เป็นการแสดงระบำสายน้ำผสมผสานแสง สี เสียง และมัลติมีเดีย ที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กว่า 400 เมตร และเป็นการแสดงระบำสายน้ำที่มีการผสมผสานสื่อมัลติมีเดียที่หลากหลายมากที่สุดในโลก สร้างสรรค์การแสดงที่ผสานวัฒนธรรมประเพณีของไทยเข้าไปอย่างกลมกลืน เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของไอคอนสยาม ที่ได้สร้างสรรค์ Attraction ระดับโลกแห่งใหม่ของประเทศไทยให้เกิดขึ้น ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเชิดชูคุณค่าและความสง่างามของแม่น้ำเจ้าพระยาให้โด่งดังไปทั่วโลก”

มร. คาลอส พิซซาร่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Ghesa Water & Art ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบน้ำพุชื่อดังระดับโลกที่ออกแบบน้ำพุมาแล้วทั่วโลกกว่า 3,000 โครงการ กล่าวว่า “การจับมือกับไอคอนสยาม เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ปรากฏการณ์ระดับโลกบนแผ่นดินไทย โดยเป็นการแสดงน้ำพุสุดตระการตา ที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดของโลกเท่าที่มีในปัจจุบัน มีหัวใจของการแสดงอยู่ที่การผสมผสานและนำเสนอความงดงามของวัฒนธรรมประเพณีไทยแบบดั้งเดิมเข้าไปอย่างกลมกลืน จัดแสดง ณ River Park ซึ่งเป็นพื้นที่กลางแจ้ง ที่เปิดรับทัศนียภาพอันสวยงามของแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเต็มตา เพื่อสร้างให้เป็น Attraction ใหม่ของประเทศไทยที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้ที่ใดในโลก”

ทั้งนี้ ไฮไลท์ของ ‘ICONIC Multimedia Water Features’ อยู่ที่การยิงน้ำพุขึ้นไปในอากาศด้วยเทคโนโลยี Compress Air Technology ผสมผสานเทคนิคการยิงน้ำพุแบบ 2D 3D และ 4D jets ที่สามารถหมุนได้เหมือนจอยสติ๊ก ยิงน้ำพุขึ้นไปในอากาศที่ความสูงต่างระดับกัน โดยความสูงระดับสูงสุดจะสูงถึง 35 เมตร และอีกหนึ่งไฮไลท์ก็คือ การยิงน้ำพุด้วยเทคโนโลยี Cybernetic Technology ด้วยความเร็ว 0.1 วินาที ออกมาเป็นรูปดอกไม้ กลายเป็นม่านน้ำสำหรับฉายภาพและแสง ประกอบดนตรีที่เน้นเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามแบบไทย เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างความเป็นสมัยใหม่และประเพณีความเป็นไทยแบบดั้งเดิม โดยการแสดงระบำสายน้ำผสมผสานแสง สี เสียง และมัลติมีเดีย ‘ICONIC Multimedia Water Features’ จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปชมฟรี ทุกวันๆ ละ 3 รอบ ในเวลา 18.30 น. 20.00 น. และ 21.00 น. ณ บริเวณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม

พร้อมกันนี้ ไอคอนสยามได้จัดกิจกรรมการประกวดภาพถ่าย “ICONIC Multimedia Water Features” ในหัวข้อ The Symphony of Chaophraya River เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยแสดงถึงความสวยงามของ ICONIC Multimedia Water Features ที่ถือเป็น New Global Attraction ในประเทศไทยผ่านทางภาพถ่าย เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปที่สนใจ สามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้โดยแบ่งการประกวดเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การประกวดภาพถ่ายจากกล้องถ่ายภาพ และการประกวดภาพถ่ายจากกล้องสมาร์ทโฟน ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท ผู้ที่สนใจสามารถโพสต์ภาพเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม ได้ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคมนี้เป็นต้นไป ประกาศผลผู้ชนะการประกวดในวันที่ 16 มีนาคม 2562 ดูรายละเอียดที่ www.iconsiam.com

CPRAM Transformation Roadmap ตอกย้ำความเป็นผู้นำ FOOD PROVIDER สู่มาตรฐานโลก พร้อมยกระดับขีดความสามารถประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของภูมิภาคเอเซีย

บริษัท ซีพีแรม จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารพร้อมรับประทานรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและผู้นำด้าน FOOD PROVIDER มาตรฐานโลก ดำเนินธุรกิจเคียงข้างสังคมอย่างเกื้อกูลในการร่วมส่งความเป็นอยู่ที่ดีให้ทุกคน จัดงานแถลงข่าวทิศทางธุรกิจ “CPRAM Transformation Roadmap” พร้อมเดินหน้าพัฒนาศักยภาพมาตรฐานยกระดับขีดความสามารถความเป็นผู้นำ FOOD PROVIDER และก้าวสู่ผู้นำนวัตกรรมอาหารของประเทศและในภูมิภาคเอเซีย

นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด กล่าวว่า ซีพีแรมเดินทางผ่านยุคต่างๆ จวบจนปัจจุบันยุคที่ 7 คือ “ยุคศรีอัจฉริยะ" แต่ละยุคใช้เวลา 5 ปี ยุคนี้ซีพีแรมยกระดับขีดความสามารถขององค์กรด้วย CPRAM 4.0 ขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยี และเป็นผู้นำ 3S (FOOD SAFETY, FOOD SECURITY, FOOD SUSTAINABILITY) สู่ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอาหารของโลก รวมถึงกำหนดยุทธศาสตร์องค์กรยุคที่ 7 ระยะ 5 ปีด้วย “CPRAM Transformation Roadmap” ซึ่งประกอบด้วย Organization Transformation, New Business (Vending machine, Catering Service), Digitalization, Robotization, และจัดตั้ง FTEC (Food Technology Exchange Center) พร้อมตั้งเป้าหมายยอดขาย 20,000 ล้านบาท ในปี 2019

ด้วยกลยุทธ์การขยายตลาดทั้งเชิงลึกตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของผู้บริโภค และเชิงกว้างสู่ภูมิภาคทั่วประเทศไทย มีสัดส่วนการยอดขายอาหารพร้อมรับประทาน 65% และเบเกอรี่ 35% ด้วยผลิตภัณฑ์กว่า 900 SKUs โดยมีสินค้าและบริการในกลุ่มบริษัท ซีพีแรม จำกัด อาทิ แบรนด์เจด ดราก้อน, แบรนด์เลอแปง, แบรนด์เดลี่ไทย, แบรนด์เดลิกาเซีย, แบรนด์ ซีพีแรม แคทเทอริ่ง, และแบรนด์ฟู้ดดี้ดี เป็นต้น จำหน่ายผ่านช่องทางร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร และร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ กว่า 20,000 แห่ง รวมถึงส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก

นายวิเศษ กล่าวอีกว่า หลังจากประกาศทิศทางองค์กร 5 ปี (ค.ศ. 2018-2022) เมื่อ 12 ธันวาคม 2017 ที่ผ่านมาในการขยายการผลิตไปสู่ภูมิภาคมากขึ้น มีโรงงานใหม่เกิดขึ้นอีก 5 แห่ง 2 แห่งในที่ตั้งใหม่คือ โรงงานลำพูน และโรงงานสุราษฎร์ธานี และอีก 3 แห่งในที่ตั้งเดิม คือโรงงานชลบุรี โรงงานขอนแก่น และโรงงานบ่อเงิน จังหวัดปทุมธานี ด้วยงบลงทุน 4,000 ล้านบาท ปัจจุบันได้สร้างแล้วเสร็จ ซึ่งมีกำลังการผลิตอาหารพร้อมรับประทานแช่เย็น และแช่เยือกแข็ง เพิ่มขึ้นอีก 50-70% รองรับการขยายตัวของตลาดที่เพิ่มขึ้นและช่วยเสริมสร้างศักยภาพการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจและการ    สร้างงานสร้างรายได้ในภูมิภาคขณะเดียวกันยังได้เข้าใกล้แหล่งวัตถุดิบในท้องถิ่น และช่วยให้อาหารที่ผลิตออกจากโรงงานกระจายไปสู่ร้านค้าในเวลาสั้นลงจากเดิมต้องใช้เวลา 6-7 ชม. ลดเหลือ 2-3 ชม.เท่านั้น

ปัจจุบัน ซีพีแรม ประกอบด้วยโรงงาน 7 แห่ง ได้แก่ ปทุมธานี 2 แห่ง, กรุงเทพฯ, ชลบุรี, ขอนแก่น, ลำพูน และสุราษฎร์ธานี นอกจากสำหรับผลิตสินค้าส่งให้กับเซเว่นอีเลฟเว่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร และร้านค้าชั้นนำในแต่ละภูมิภาคแล้ว อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือ เพื่อผลิต Local Product “อาหารท้องถิ่น” ในรูปแบบ “Chilled Food” หรืออาหารแช่เย็น สำหรับผู้บริโภคในท้องถิ่นโดยเฉพาะ จากเดิมมีเฉพาะเมนู Nationwide ซึ่งเป็นเมนูทั่วไป  ขายทั่วประเทศ แต่นับจากนี้จะมีสัดส่วนสินค้าเมนูอาหารท้องถิ่น 25 – 30% และอาหารเมนู Nationwide สัดส่วน 70 – 75% เช่น อาหารประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาหารประจำภาคเหนือ อาหารประจำภาคใต้ แต่การพัฒนาเมนูอาหารท้องถิ่น เราไม่ได้จะไปแข่งกับร้านอาหารพื้นเมือง เพราะถึงอย่างไรร้านอาหารท้องถิ่น มีความหลากหลาย และอร่อย แต่การที่เราพัฒนาเมนูท้องถิ่น เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคในเวลาดึก ที่ไม่มีร้านอาหารเปิดให้บริการแล้ว และเพื่อเติมเต็มตลาดของซีพีแรมในต่างจังหวัดด้วย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่นั้นๆ

นายวิเศษ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันซีพีแรมเตรียมจัดตั้ง FTEC (Food Technology Exchange Center) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการสร้างความร่วมมือ และประสานงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมอาหาร ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ประกอบด้วยนักวิจัย นักพัฒนา และผู้ใช้ ใน 3 เทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ Biotech, Digitech และ Robotech สู่ความยั่งยืนของอาหาร รวมถึงเป็นการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมอาหารไทยตั้งแต่ต้นน้ำจวบจนถึงปลายน้ำ FTEC ยังมีผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศในการบูรณาการศาสตร์ต่างๆ กับเทคโนโลยี เข้าด้วยกันเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุดในการร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร

“ ไม่เพียงเท่านั้น ซีพีแรมยังวางการใช้เงิน 1% ของยอดขายหรือปีละ 150-200 ล้านบาท ทุ่มให้กับการวิจัยและพัฒนาให้ได้มาซึ่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมของตนเอง เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจ ยกระดับองค์กรสู่ CPRAM 4.0 รวมถึงยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของภูมิภาคเอเซีย อีกทั้งยังใช้เทคโนโลยีชีวภาพ มาพัฒนาอาหารสุขภาพและอาหารสำหรับบุคคลเฉพาะกลุ่ม เช่นผู้สูงวัย อาหารเด็ก และอาหารของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ” เป็นต้น เราจะนำเอาเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบการผลิตอัตโนมัติมาร่วมทำงานในโรงงานในจุดที่ทำงานหนักและมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ ”

นายวิเศษ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จากการที่สังคมไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างชัดเจน ซีพีแรม จึงได้พัฒนาสินค้าออกมาตอบสนองความต้องการกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งตอนนี้ทำออกมาวางตลาดแล้ว คือ ข้าวต้มผู้สูงวัย มีคุณสมบัติ เคี้ยวแหลกง่าย ดูดซึมได้ดี และมีคุณค่าทางโภชนาการที่ผู้สูงอายุต้องการ เป็นเพราะกลุ่มผู้สูงอายุต้องการกินอาหารไม่เหมือนคนปกติ นอกจากนี้ ซีพีแรมยังได้พัฒนาอาหารสุขภาพและอาหารสำหรับบุคคลเฉพาะกลุ่ม เข้าไปตอบโจทย์ความต้องการ อาทิ กลุ่มผู้ป่วยหรือมีโรคประจำตัว ซึ่งต้องการอาหารคุณสมบัติพิเศษ เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ต้องการอาหารที่หวานน้อย หรืออาหารมีความหวานปกติ แต่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วอัตราการดูดซึมความหวานต่ำ ไม่ทำให้ปริมาณน้ำตาลในร่างกายปรับเพิ่มขึ้น เป็นต้น

มูลนิธิเอสซีจี มุ่งสร้างนักพัฒนารุ่นใหม่ พาต้นกล้าชุมชน รุ่น 3 ศึกษาแนวคิด Satoyama และ Satoumi ที่ประเทศญี่ปุ่น
เรียนรู้ศาสตร์แห่งการพัฒนา สู่การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน

ด้วยเชื่อมั่นว่าการพัฒนาเยาวชน คือ การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน มูลนิธิเอสซีจี จึงได้จัดกิจกรรมส่งเสริมศักยภาพนักพัฒนารุ่นใหม่ภายใต้ “โครงการต้นกล้าชุมชน” โดยพาต้นกล้าชุมชน รุ่นที่ 3 และพี่เลี้ยง รวม 20 คน ไปศึกษาแนวคิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนจากความหลากหลายทางชีวภาพแบบดั้งเดิมของชุมชนญี่ปุ่น

Satoyama & Satoumi คือ ศาสตร์แห่งการเรียนรู้คุณค่าของการสร้างภูมิทัศน์จากการทำเกษตรแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น เป็นความสัมพันธ์ของป่าไม้ พื้นที่เพาะปลูก พื้นที่ชุ่มน้ำ นาข้าว ทุ่งหญ้า การเพาะเลี้ยงปศุสัตว์ และที่อยู่อาศัยของชุมชนในเขตชนบท ช่วยสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

การเดินทางครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก The International Partnership for Satoyama Initiative (IPSI)  หน่วยงานกลางที่เชื่อมโยงกับองค์การระหว่างประเทศที่ดูแลเรื่องการอนุรักษ์และฟื้นฟูภูมิทัศน์แบบ Satoyama ทั่วโลก ในการนำชมและให้ความรู้แก่ต้นกล้าชุมชนและพี่เลี้ยง ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชนตนเอง

นอกจากนั้น คณะฯ ยังได้เยี่ยมชมหลังชมตลาดโอมิโจ ตลาดสดที่ใหญ่และเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยเอโดะ ที่มีร้านจำหน่ายอาหารทะเลสด ผักผลไม้ ร้านขายปลาตลาดสดโอมิโจที่มีมาตั้งแต่สมัยเอโดะ และตลาดเช้าทาคายาม่า ที่มีร้านจำหน่ายอาหารทะเลสด ผัก ผลไม้ ปลา และอาหารพร้อมรับประทาน รวมทั้งยังมีของที่ระลึกซึ่งเป็นงานฝีมือท้องถิ่นของชาวบ้านอีกด้วย ตลอดจนได้เยี่ยมชมหมู่บ้านมรดกโลกชิราคาวาโกะ ซึ่งเป็นบ้านสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ และได้รับคัดเลือกจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก เพื่อจุดประกายให้ต้นกล้าชุมชนนำไปพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ของชุมชนตนเอง ก่อให้เกิดวิถีชีวิตที่มีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนเป็นตัวขับเคลื่อนต่อไป

คุณสุวิมล จิวาลักษณ์ กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี กล่าวถึงการดูงานในครั้งนี้ว่า “ด้วยความเชื่อว่า ไม่มีการสร้างใดจะยั่งยืนไปกว่าการสร้าง ‘คน’ มูลนิธิเอสซีจีจึงส่งเสริมคนรุ่นใหม่ภายใต้ “โครงการต้นกล้าชุมชน” มาตั้งแต่ปี 2557 เพื่อสร้างนักพัฒนารุ่นใหม่ให้เป็นกำลังสำคัญในการดูแลและพัฒนาท้องถิ่นของตนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน ด้วยตระหนักดีว่าต้นกล้าชุมชนจะเติบโตหยั่งรากอย่างแข็งแรงได้ ต้องได้รับการพัฒนาที่เหมาะสม การพามาศึกษาดูงานจึงถือเป็นกิจกรรมพัฒนาศักยภาพที่มูลนิธิฯ ให้ความสำคัญ เพราะการเรียนรู้แนวคิดแบบ Satoyama และ Satoumi ในครั้งนี้ คล้ายคลึงกับการโครงการต้นกล้าชุมชนที่มูลนิธิฯ ดำเนินอยู่อย่างมาก เราคาดหวังว่าน้องๆ ต้นกล้าฯ จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ แล้วนำความรู้เรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม กลับไปปรับใช้เพื่อพัฒนากิจกรรมของชุมชน สังคม ให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนต่อไป”

ด้าน คุณสำรวย ผัดผล ผู้บริหารศูนย์การเรียนรู้โจโก้ เครือข่ายมูลนิธิฮักเมืองน่าน และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองจัง อ.ภูเพียง จ.น่าน นักพัฒนาชุมชนรุ่นพี่ที่ร่วมเดินทางกล่าวว่า “การมุ่งหาความสะดวกสบายด้วยการทำงานในเมืองใหญ่เป็นค่านิยมของสังคมโลก สำหรับเมืองไทย คนหนุ่มสาวที่เลือกทำงานในถิ่นบ้านเกิด ผู้ใหญ่มักจะมองว่าเรียนมาสูงทำไมต้องกลับมาอยู่บ้าน แต่ในประเทศที่เจริญแล้วอย่างญี่ปุ่น ค่านิยมที่ผลักคนหนุ่มสาวออกจากครอบครัวและชุมชน กลายเป็นประเด็นปัญหาใหญ่ที่มีความพยายามอย่างมากที่จะแก้ไขสถานการณ์นี้ ด้วยการลงทุนทั้งการวิจัย ทุ่มงบประมาณ ให้ความรู้ด้านต่างๆ รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งญี่ปุ่นระดมความร่วมมือทั้งนักวิชาการ องค์กรท้องถิ่น และมหาวิทยาลัย เพื่อเร่งสร้างฐานเศรษฐกิจ สร้างคุณค่าในชุมชนให้เกิดขึ้น เพื่อหวังให้คนรุ่นใหม่ตระหนักและเห็นคุณค่าของชุมชนแล้วกลับมาพัฒนาบ้านเกิด

ในประเทศไทยก็ประสบปัญหาคล้ายๆ กัน แต่ยังโชคดีที่มูลนิธิฯ เห็นความสำคัญ และริเริ่มโครงการต้นกล้าชุมชน ทำให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาสให้คนหนุ่มสาวได้กลับไปทำงานในบ้านเกิดได้อย่างภาคภูมิใจ ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่โอกาสในการเปิดโลกทัศน์ พวกเขาจะได้บทเรียนที่นำกลับไปเทียบเคียงกับเรื่องที่ตัวเองกำลังทำอยู่ในชุมชน ถือว่าเป็นการลงทุนพัฒนาคน สร้างนักพัฒนารุ่นใหม่ที่ดีวิธีหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลดีต่อต้นกล้าฯ ชุมชน และประเทศในระยะยาว”

ต้นกล้าพลอย พิไลวรรณ จันทร์แก้ว ต้นกล้าชุมชน รุ่นที่ 3 บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยมหิดลเจ้าของโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ่านงานศิลปะสื่อสารเพื่องานอนุรักษ์ธรรมชาติ จ.นครนายก กล่าวถึงความประทับใจว่า “เป็นโอกาสที่ดีครั้งหนึ่งในชีวิต ที่จะนำความรู้และประสบการณ์กลับไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนและองค์กร โดยเริ่มจากการปรับเปลี่ยนระบบการทำงานของตัวเอง และเน้นการทำงานเป็นทีมให้มากขึ้น คิดรูปแบบการตลาดให้พิถีพิถันกว่าเดิม ใช้การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่เรามีความถนัดเข้ามาต่อยอดให้น่าสนใจ ไม่ได้ขายแค่ความสวยงาม แต่ต้องทำให้สังคมตระหนักเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ขอขอบคุณมูลนิธิเอสซีจีมาก ถือเป็นบันไดขั้นแรกในการต่อยอดสู่ความสำเร็จสำหรับการเริ่มต้นพัฒนาผลิตภัณฑ์และชุมชนต่อไป

ด้าน ต้นกล้าโจ องอาจ มิเง ต้นกล้าชุมชน รุ่นที่ 3 บัณฑิตหนุ่มจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เจ้าของโครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า โดยชุมชนบ้านยางเปา อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า “ครั้งนี้เป็นการเดินทางต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตของผม การได้เจอผู้คน แนวคิด กระบวนการทำงานใหม่ๆ ทำให้ผมได้ทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ว่ามีมาตรฐานหรือมีคุณภาพแบบญี่ปุ่นไหม แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ ก็ใส่ใจทุกรายละเอียด และสิ่งสำคัญที่สุดคือการได้เรียนรู้แนวคิดแบบ Satoyama และ Satoumi ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผมชอบมาก เพราะสอดคล้องกับโครงการที่ทำอยู่ ทำให้ผมสามารถนำมาปรับใช้และต่อยอดได้

ผมตั้งใจว่าจะกลับไปขยายแนวคิดนี้ โดยเริ่มจากแบ่งปันประสบการณ์ให้เพื่อนที่กลับมาทำงานในชุมชนด้วยกันก่อน เพื่อผลักดันการพัฒนาแปลงเกษตรให้เป็นแหล่งเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ และมีแผนยกระดับชุมชนให้เป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้เกษตรอินทรีย์และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เพื่อให้พร้อมขยายผลสู่ชุมชนอื่นๆ การศึกษาดูงานทำให้เรามั่นใจว่า ชุมชนเราก็สามารถทำได้ ขอขอบคุณมูลนิธิเอสซีจีที่มอบโอกาสดีๆ ให้ผมและชุมชนครับ”

มูลนิธิเอสซีจีภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างนักพัฒนารุ่นใหม่ และยังคงมุ่งมั่น ต่อยอด สนับสนุนต้นกล้าชุมชนทุกคนให้เติบโตเป็นนักพัฒนารุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ ตลอดจนเป็นต้นแบบในการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนหรือชุมชนอื่นๆ ในการกลับมาพัฒนาชุมชนบ้านเกิด เพราะเชื่อว่าไม่มีใครรู้จักชุมชนดีไปกว่าคนในชุมชนเอง 

 

ซีเอ็มเอ็มยู เปิดเทรนด์ “การตลาดด้วยอินฟลูเอนเซอร์” ชี้ 62 “ไมโคร” มาแรง พร้อมเผยกลยุทธ์ “ซี้ด” ทริคมาเก็ตติ้งออนไลน์ คว้าใจชาวเน็ต

  • ซีเอ็มเอ็มยู ชี้ 5 วงการอินฟลูเอนเซอร์ครองโลกโซเชียล พร้อมแนะ การเงินการลงทุน – ไอที – สุขภาพ หันใช้อินฟลูเอนเซอร์ เร่งโอกาสธุรกิจโต

วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ ซีเอ็มเอ็มยู (CMMU) เปิดข้อมูลงานวิจัยการตลาดออนไลน์ พบว่า การตลาดด้วยผู้มีอิทธิพลบนโลกโซเชียล หรือ อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer Marketing) เหมาะสม และโน้มน้าวใจผู้บริโภคได้มากกว่าการตลาดแบบเก่า โดยเฉพาะ ไมโครอินฟลูเอนเซอร์ (Micro Influencer) มีแนวโน้มทรงอิทธิพล และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค ในปี 2562 โดย 5 วงการอินฟลูเอนเซอร์ที่พบมากที่สุดบนโลกโซเชียล ได้แก่ วงการท่องเที่ยว วงการอาหาร วงการแฟชั่นและความสวยความงาม วงการสุขภาพ และ วงการการเงินและการลงทุน โดยธุรกิจที่มีแนวโน้มหันมาใช้การตลาดดังกล่าวเพิ่มขึ้น ได้แก่ กลุ่มธุรกิจที่มีสินค้า และบริการ ที่มีความซับซ้อน เข้าใจได้ยาก และต้องการความน่าเชื่อถือสูงอย่าง กลุ่มธุรกิจการเงินการลงทุน กลุ่มสุขภาพ และกลุ่มไอที พร้อมแนะกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ “ซี้ด” (SEED Strategy) ช่วยสร้างความน่าสนใจ เอกลักษณ์ และความแตกต่างของธุรกิจ มัดใจผู้บริโภคยุคดิจิทัล

ดร.บุญยิ่ง คงอาชาภัทร หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) กล่าวว่า ประเทศไทยขึ้นแท่นประเทศที่มีค่าเฉลี่ยการใช้อินเตอร์เน็ต ดิจิทัลไซต์ และโซเชียลมีเดียสูงที่สุดของโลก ส่งผลให้ทุกธุรกิจเผชิญความท้าทาย และต้องเร่งปรับกลยุทธ์การตลาด ให้เท่าทันไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น จากข้อมูลงานวิจัยการตลาดกับกลุ่มผู้บริโภค จำนวน 1,031 คน พบว่า ประชาชนจำนวนร้อยละ 92.8 สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต และโซเชียลมีเดีย ผ่านเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ โดยแบ่งออกเป็น กลุ่มผู้ที่ออนไลน์เป็นประจำทั้งวัน จำนวนร้อยละ 48.5 กลุ่มผู้ที่ออนไลน์ช่วงหัวค่ำ และก่อนนอน เนื่องจากไม่สามารถใช้อุปกรณ์สื่อสารได้ระหว่างทำงาน จำนวนร้อยละ 35.9 และผู้ที่ใช้เวลาช่วงเช้า และระหว่างเดินทางไปทำงาน จำนวนร้อยละ 8.4 จากข้อมูลพฤติกรรมประชาชนที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการดำเนินธุรกิจ โดยเน้นให้น้ำหนักกับการตลาดออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตลาดออนไลน์ด้วยผู้มีอิทธิพลบนโลกโซเชียล หรือ อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer Marketing)

ดร.บุญยิ่ง กล่าวเพิ่มว่า เทรนด์การตลาดออนไลน์ดังกล่าว เริ่มแพร่หลายตั้งแต่ช่วงปี 2558 โดยเริ่มจากการใช้ ดารานักแสดง คนดังที่เป็นที่รู้จัก และพรีเซ็นเตอร์ และมีพัฒนาการของกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์เพิ่มขึ้น ทั้งบล็อกเกอร์ และยูทูปเบอร์ เน็ตไอดอล ที่เน้นการให้ข้อมูลในรูปแบบประสบการณ์ หรือการรีวิว ที่เข้าถึงง่าย และผู้บริโภคให้ความเชื่อมั่นสูง และคาดว่า กลุ่มไมโครอินฟลูเอนเซอร์ (Micro Influencer) ที่มียอดผู้ติดตามระหว่าง 10,000 – 100,000 คน จะมีแนวโน้มทรงอิทธิพล และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค ในปี 2562 เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มักมีลักษณะพิเศษคือ มีความถนัดเฉพาะด้าน มีชื่อเสียงเฉพาะกลุ่ม และเป็นตัวของตัวเอง ทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และมักจะได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภคที่มากกว่า

“การตลาดอินฟลูเอนเซอร์ขึ้นท็อปเทรนด์การตลาดน่าจับตา เนื่องจากไม่เพียงสร้างการรับรู้ และเข้าถึงผู้บริโภคผ่านการรีวิวแล้ว กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และโน้มน้าวสู่การตัดสินใจซื้อในท้ายที่สุด โดย 5 วงการอินฟลูเอนเซอร์ที่ประชาชนมักพบเห็นการรีวิวมากที่สุดบนโลกโซเชียล ได้แก่ วงการท่องเที่ยว วงการอาหาร วงการแฟชั่นและความสวยความงาม วงการสุขภาพ และวงการการเงินและการลงทุน ตามลำดับ โดยจากงานวิจัย พบว่า กว่าร้อยละ 75 ของผู้บริโภค เคยซื้อสินค้าหลังจากเห็นการรีวิวจากอินฟลูเอ็นเซอร์ โดยกลุ่มประเภทสินค้ามักซื้อตาม ได้แก่ เครื่องสำอาง อาหารเครื่องดื่ม ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว และสินค้าแ ฟชั่น เนื่องจากอิทธิพลของภาพ และวิดีโอรีวิว สามารถโน้มน้าวความรู้สึกร่วม มาสู่พฤติกรรมการบริโภคได้กว่าการโฆษณา”

นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจที่มีสินค้า และบริการ ที่มีความซับซ้อน เข้าใจได้ยาก และต้องการความน่าเชื่อถือสูงอย่าง กลุ่มธุรกิจการเงินการลงทุน กลุ่มสุขภาพ และกลุ่มไอที มีแนวโน้มจะหันมาใช้การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสามารถให้ข้อมูลเชิงลึก ด้วยการสื่อสารที่เข้าใจได้ง่ายกว่า สื่อการตลาดรูปแบบเดิมๆ ทั้งยังประหยัดงบประมาณการลงทุนจำนวนมาก

ขณะที่การทำการตลาดรีวิวผ่านอินฟลูเอนเซอร์จะกำลังเป็นที่นิยม การเลือกใช้สื่อที่เหมาะสม และสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นกุญแจสำคัญของการตลาดออนไลน์ ผู้ประกอบการ นักการตลาด ควรต้องเข้าใจพื้นฐานของผู้บริโภค เพื่อการตัดสินใจการทำกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสม โดยกลยุทธ์การทำการตลาดออนไลน์ผ่านอินฟลูเอนเซอร์ที่แนะนำ เพื่อสร้างความน่าสนใจ เอกลักษณ์ และความแตกต่างของธุรกิจ ได้แก่ กลยุทธ์ “ซี้ด” (SEED Strategy) ประกอบด้วย

  • ความจริงใจ (S: Sincere) ปัจจุบัน ผู้บริโภคมีช่องทางได้รับข้อมูลมากมาย และรู้เท่าทันการสื่อสารการตลาดมากขึ้น นักการตลาดจึงควรเลือกใช้สื่ออินฟลูเอนเซอร์ที่มีคาแรคเตอร์เป็นตัวของตัวเอง และเป็นธรรมชาติ
  • ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (E: Expertise) การรีวิวที่ประสบความสำเร็จ จนนำมาสู่การตัดสินใจซื้อสินค้า และบริการ นักการตลาดควรพิจารณาเลือกผู้ที่สามารถให้มากกว่าเพียงความรู้พื้นฐาน แต่ต้องมีความรู้ความถนัดเฉพาะด้านที่ตรงกับธุรกิจ
  • การเข้าถึง (E: Engagement) จำนวนผู้ติดตามมาก ไม่ได้สะท้อนการสื่อสารการตลาดที่มีประสิทธิภาพ นักการตลาดจึงควรศึกษาการเข้าถึงบนช่องทางของอินฟลูเอนเซอร์ โดยควรมีผู้ติดตาม กดถูกใจ (Like) เผยแพร่ต่อ (Share) และแสดงความคิดเห็น (Comment) รวมกันคิดเป็นร้อยละ 5 ของจำนวนผู้ติดตามทั้งหมด
  • ความแตกต่าง (D: Different) ท่ามกลางกลุ่มผู้มีอิทธิพลบนโลกโซเชียลที่มีจำนวนมากในปัจจุบัน การสื่อสารการตลาดที่สร้างความแตกต่างให้กับผู้บริโภค นับเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ จึงควรพิจารณาถึงเอกลักษณ์ที่โดดเด่น และแตกต่างของสื่อกลางการสื่อสาร ที่ตรงกันกับบุคลิกของแบรนด์ธุรกิจ

นอกจากนี้ ยังควรพิจารณาถึงรูปแบบเนื้อหา และช่องทางการสื่อสารของสื่อที่ใช้ ซึ่งจากการวิจัยพบว่า คอนเทนท์รีวิวสินค้าในรูปแบบวิดีโอ มีประสิทธิภาพมากกว่าเพียงรูปภาพ โดยช่องทางโซเชียลที่เข้าถึงผู้บริโภค 3 อันดับแรก ได้แก่ เฟซบุ๊ก (Facebook) อินสตาแกรม (Instagram) และยูทูป (YouTube) ทั้งนี้ จากสถิติตัวเลขการใช้จ่ายสื่อการตลาดดิจิทัลย้อนหลัง 5 ปี (ที่มา: สมาคมดิจิทัล ประเทศไทย ปี 2561) พบว่า เม็ดเงินการลงทุนบนออนไลน์แพลทฟอร์มโตกว่า 3.5 เท่า (ราว 10,000 ล้านบาท) และยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปี 2562 นี้ ดร.บุญยิ่ง กล่าวสรุป

ทั้งนี้ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ได้จัดสัมนาการตลาด “Such Seed Marketing: 2019 Influencer ครองเมือง” ขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ สำหรับผู้สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) โทรศัพท์ 02-206-2000 หรือเข้าไปที่ www.cmmu.mahidol.ac.th และเฟซบุ๊กแฟนเพจ www.facebook.com/suchseedmarketing

“ทาทา สตีล” แนะ 3 วิธีจับสัญญาณเตือนมลพิษทางอากาศที่มากับฤดูหนาว พร้อมชูความพร้อม มาตรการจัดการฝุ่น

ด้วยอากาศที่ร้อนระอุแทบจะทั้งปีของประเทศไทย ทำให้ใครหลายคนเฝ้ารออากาศเย็นๆ ในฤดูหนาวที่จะมาถึงช่วงสิ้นปีนี้ แต่จะรู้หรือไม่ว่าอากาศเย็นๆ ในช่วงฤดูหนาวนั้น มีภัยร้ายแอบแฝงมาในรูปแบบของฝุ่นละอองหรือฝุ่นพิษ เพราะอากาศที่เย็นจากด้านล่าง จะลอยตัวขึ้นไปถึงระดับหนึ่งแล้วไปต่อไม่ได้ เมื่อเจอกับอากาศข้างบนที่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าจึงร้อนกว่า เสมือนฝาชีที่ครอบมลภาวะเอาไว้ ซึ่งมลภาวะที่เกิดขึ้นก็มีที่มาจากหลายกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็น การเผาในที่โล่ง การคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้า รวมทั้งการผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรม ยิ่งสำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตประจำวันอยู่ในสถานที่ที่ได้รับมลพิษจากกิจกรรมเหล่านี้มากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสได้รับผลกระทบมากขึ้นในฤดูหนาว โดยเฉพาะผลกระทบทางสุขภาพ เช่น โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ เป็นต้น

นายวันเลิศ การวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ การผลิต บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตเหล็กชั้นนำของโลก อีกทั้งเป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็กทรงยาวรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยซึ่งมีโรงงานผลิตเหล็ก 3 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท เอ็น.ที.เอส.สตีลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ("NTS") จังหวัดชลบุรี บริษัท เหล็กก่อสร้างสยาม จำกัด ("SCSC") จังหวัดระยอง และบริษัท เหล็กสยาม (2001) จำกัด ("SISCO") จังหวัดสระบุรี ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการบำบัดมลพิษทั้งทางน้ำ และอากาศ ก่อนปล่อยออกสู่ธรรมชาติ ด้วย ทาทา สตีล คำนึงถึงจุดยืนความเป็นโรงงานที่เคียงคู่ชุมชนเสมอมา อีกทั้งมีมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีความรับผิดชอบต่อชุมชนโดยรอบ โดยการให้ความรู้ถึงวิธีการตรวจสอบ และรับมือกับความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นจากโรงงาน เพื่อความปลอดภัยและมั่นใจ สำหรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงนี้ ทาทา สตีล ได้แนะนำถึง 3 สัญญาณเตือน เมื่อเกิดมลพิษทางอากาศ เพื่อการรู้เท่าทัน และสามารถรับมือได้ด้วยตัวเอง โดยสัญญาณที่สามารถสังเกตได้ด้วยตัวเอง ดังต่อไปนี้

  1. ทัศนวิสัยในการมองเห็นเปลี่ยนไป ในช่วงที่มีฝุ่นละอองหนาแน่นกว่าปกติ หรือในภาวะที่เริ่มเกิดมลพิษทางอากาศขื้น วิธีการสังเกตเบื้องต้นดูได้จากทัศนวิสัยในการมองเห็นที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น กลุ่มก้อนอากาศที่ลอยตัวต่ำมีสีออกน้ำตาล หรือทัศวิสัยในการมองเห็นลดลงเนื่องจากมีหมอกควันปกคลุมมากขึ้น อาจสันนิษฐานได้ว่า จำนวนหมอกควันที่เกิดขึ้น และสีที่ผิดปกติเป็นหนึ่งในสัญญาณของสภาวะที่อากาศเริ่มมีค่ามลพิษมากผิดปกติ จำเป็นต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมถึงสภาวะของมลพิษทางอากาศในขณะนั้น เพื่อการรับมืออย่างเท่าทันสถานการณ์
  2. ควันที่ปล่อยออกจากโรงงานมีปริมาณมากผิดปกติ สำหรับชุมชนที่ตั้งอยู่ในบริเวณโรงงานอุตสาหกรรมที่มีกระบวนการผลิต โดยการเผาไหม้ที่ปล่อยควันออกสู่ธรรมชาติ ซึ่งมักมีความคุ้นเคยกับปริมาณของการปล่อยควันของแต่ละโรงงานอยู่แล้ว หากชุมชนพบว่ามีปริมาณการปล่อยควันจากโรงงานที่มากผิดปกติ ก็เป็นสัญญาณที่ต้องจับตามองถึงความผิดปกติของมลพิษทางอากาศที่อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
  3. ตรวจสอบผ่านแอปพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์ อีกหนึ่งวิธีที่ง่ายและสะดวกในการตรวจสอบความผิดปกติของอากาศที่ทุกคนสามารถทำได้ก็คือ การตรวจสอบผ่านแอปพลิเคชันที่มีฟังก์ชันตรวจวัดระดับปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ และแปรค่าออกมาในรูปแบบที่คนทั่วไปเข้าใจได้ เช่น กำหนดเกณฑ์สีต่างๆ เพื่อบ่งบอกระดับความรุนแรงของสถานการณ์มลพิษทางอากาศในแต่ละพื้นที่ ทำให้สามารถตรวจสอบสภาพมลพิษทางอากาศ เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีค่ามลพิษทางอากาศในระดับอันตรายได้ ตัวอย่างแอปพลิเคชันที่สามารถใช้ตรวจสอบมลพิษทางอากาศได้ เช่น ไทยแอร์ ควอลิตี้ (Thai Air Quality) แอร์ วิชวล (Air Visual) และ พลูม แอร์ รีพอร์ต แอป (Plume Air Report App) เป็นต้น

นอกจาก 3 สัญญาณข้างต้นที่ทุกคนสามารถตรวจจับความผิดปกติของมลพิษทางอากาศได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองแล้ว นายวันเลิศ ยังได้เปิดเผยเพิ่มเติมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในการจัดการมลพิษทางอากาศของ ทาทา สตีล ทั้ง 5 ข้อ ที่จะทำให้ชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงโรงงาน รวมทั้งในทุกภาคส่วน มั่นใจในมาตรการป้องกันมลพิษทางอากาศของ ทาทา สตีล ในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงนี้

  1. มั่นใจตั้งแต่ต้นกระบวนการผลิต ด้วยกรรมวิธี EAF (Electric Arc Furnace) ทาทา สตีล มีกระบวนการผลิตเหล็กที่ใช้กรรมวิธีการหลอมด้วยเตาหลอมไฟฟ้า EAF ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่นอกจากจะให้คุณภาพของผลิตภัณฑ์เหล็กที่ดี และมีเสถียรภาพมากกว่ากรรมวิธีหลอมเหล็กด้วยเตา IF (Induction Furnace) แล้ว ยังเป็นเทคโนโลยีที่รักษาสิ่งแวดล้อม โดยสามารถควบคุมสารมลทิน อาทิ ฟอสฟอรัส กำมะถัน โบรอน ฯลฯ ทำให้เหล็กที่ได้จากกระบวนการหลอมด้วยเตาไฟฟ้า EAF มีความบริสุทธิ์ และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ฝุ่นจากการหลอมเหล็ก (EAF Dust) ยังสามารถนำไปสกัดธาตุสังกะสี เพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตของอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้อีกด้วย
  2. การบำบัดก่อนปล่อยสู่ธรรมชาติด้วยระบบดักจับและกรองฝุ่น (Fume Plant) ในกระบวนการหลอมเหล็กอาจมีฝุ่นจากโลหะหนักที่เกิดขึ้นจากกระบวนการหลอม ซึ่งฝุ่นเหล่านี้อาจหลุดลอยออกสู่ธรรมชาติได้ ซึ่ง ทาทา สตีล มีมาตรการป้องกันโดยการติดตั้งอุปกรณ์ดักจับและกรองฝุ่น (Fume Plant) เพื่อดูดไอระเหยจากฝุ่นที่ปนเปื้อนโลหะหนัก และทำหน้าที่กรองฝุ่นก่อนปล่อยออกสู่ธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีในการป้องกันมลพิษทางอากาศที่ ทาทา สตีล นำมาใช้ เพื่อความมั่นใจของชุมชนรอบโรงงาน
  3. การป้องกันอีกชั้นด้วยรั้วต้นไม้รอบโรงงาน และติดตั้งแนวสแกนฝุ่น นอกจากจะมีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ด้วยเตาหลอมไฟฟ้า EAF และการนำเทคโนโลยีในการบำบัดมลพิษทางอากาศมาใช้ ก่อนปล่อยควันจากการเผาไหม้ในกระบวนการหลอมเหล็กออกสู่ธรรมชาติ โรงงานของ ทาทา สตีล ทั้ง 3 โรงงาน ยังมีการปลูกต้นไม้รอบโรงงาน เสมือนเป็นแนวรั้วธรรมชาติ อีกทั้งติดตั้งแนวสแกนฝุ่น เพื่อเป็นตัวกรองอีกชั้นหนึ่ง และยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อสร้างออกซิเจน ให้กับบริเวณรอบโรงงานอีกด้วย
  4. การตรวจสอบและรายงานผลอย่างสม่ำเสมอ นอกจากการปฏิบัติตามมาตรฐานการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด ทาทา สตีล ยังมีระบบการตรวจสอบและรายงานผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ (EIA Monitoring Report) ซึ่งถือเป็นการรายงานผลที่กำหนดมาตรฐานในการวัดคุณภาพอากาศที่สูงและละเอียดกว่าข้อกำหนดทางกฎหมาย และต้องรายงานผลทุก 6 เดือนต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ส่วนในระดับชุมชน มีการรายงานผลอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในโรงงานจังหวัดระยอง มีการติดตั้งเครื่องวัดออนไลน์ (CEMS: Continuous Emission Monitoring System) ตามข้อกำหนดเฉพาะของการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เพื่อให้ชุมชนสามารถตรวจสอบคุณภาพของอากาศได้ทุกเมื่อ เพื่อความมั่นใจในคุณภาพของอากาศที่ปล่อยออกจากโรงงาน
  5. การให้ความรู้และประสานงานความร่วมมือกับชุมชนโดยรอบ ด้วยจุดยืนของ ทาทา สตีล ในการเป็นโรงงานเคียงคู่ชุมชน จึงให้ความสำคัญกับการจัดกิจกรรมให้ความรู้ชุมชนเกี่ยวกับมาตรการการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงาน วิธีการสังเกตสัญญาณผิดปกติเมื่อเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งวิธีการรับมือ เพราะ ทาทา สตีล ตระหนักถึงความปลอดภัยของชุมชนบริเวณโดยรอบต้องมาก่อนเสมอ นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อชุมชน และเพื่อเปิดโอกาสในการพบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นของชุมชนต่อการดำเนินงานของโรงงาน เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันมลพิษทางอากาศของ ทาทา สตีล ที่ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่องยังได้รับการรับรองด้วยรางวัลการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมมากมาย เช่น รางวัล อุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 4 (Green Industry 4.0) จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม รางวัล “โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมเหมืองแร่ให้มีมาตรฐานสากลเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม ปี 2560 (CSR-DPIM)” เป็นต้น นอกจากนี้ ในปี 2562 ทาทา สตีล ยังคงมุ่งมั่นในการดำเนินการผลิตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการลงทุนติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ซึ่งเป็นนวัตกรรมเพื่อการลดการใช้พลังงานไฟฟ้า และเน้นการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ (Renewable Energy) ตอบโจทย์การเป็นบริษัททันสมัย ที่มีการดำเนินงานโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ นายวันเลิศ กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ ส่วนสื่อสารและกิจกรรมองค์กร โทรศัพท์ 02-937-1000 หรือเข้าไปที่ www.tatasteelthailand.com

Page 1 of 5