
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA Group)
ร่วมสร้างปรากฏการณ์ความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมครั้งสำคัญ จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)
โครงการ “WeCYCLE” ร่วมกับ 6 ภาคีพันธมิตร ณ อาคาร WHA Tower

ไฮไลท์สำคัญของการก้าวสู่ปีที่ 5 ในครั้งนี้ คือการประกาศขยายพันธมิตรเพิ่มขึ้นอีก 2 รายล่าสุด ได้แก่ สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) และ บริษัท โทเทิล เอนไวโรเมนทอล โซลูชั่นส์ จำกัด (SK tes) จากเดิมที่มีพันธมิตรร่วมขับเคลื่อนหลักอย่าง การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IEAT) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (SCGP) และ บริษัท ธนโชค ออยล์ ไลท์ จำกัด การขยายความร่วมมือในครั้งนี้ช่วยส่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงการ WeCYCLE โดยสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการทรัพยากรตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ได้อย่างครบวงจรยิ่งขึ้น โดยเพิ่มศักยภาพในการรองรับวัสดุและของเสียได้หากหลายประเภท ตั้งแต่ พลาสติกใช้แล้ว กระดาษ น้ำมันทอด ขยะอินทรีย์/เศษอาหาร ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ทรัพยากรเหล่านี้สามารถกลับเข้าสู่กระบวนการใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดมูลค่าสูงสุด
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน 4 ปี ที่ผ่านมา โครงการ WeCYCLE ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม สามารถจัดการขยะรวมได้แล้วกว่า 235 ตัน และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงถึง 527 tCO2e โดยมีผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม อาคารคลังสินค้า ชุมชน เข้าร่วมอุดมการณ์แล้วกว่า 140 ราย
คุณจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)(WHA Group) เปิดเผยว่า “การเดินทางเข้าสู่ปีที่ 5 ของ WeCYCLE พร้อมกับการต้อนรับพันธมิตรใหม่ทั้ง VISTEC และ SK tes ในวันนี้ ถือเป็นหนึ่งในฟันเฟือง และกลไกสำคัญที่ช่วยสะท้อนความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัทฯ ภายใต้แนวคิด ‘WHA: SHAPE THE FUTURE FOR THAILAND’ด้วยการเป็นหนึ่งในผู้ร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทย เพราะขยะและของวัสดุใช้แล้วจะไม่ใช่สิ่งเหลือทิ้งอีกต่อไป แต่คือทรัพยากรที่มีคุณค่าเมื่อบริหารจัดการอย่างถูกวิธี ความร่วมมือที่แข็งแกร่งขึ้นในครั้งนี้ เป็นการผสานศักยภาพของผู้นำอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการทรัพยากร และสถาบันวิจัยชั้นนำ เพื่อสร้าง Ecosystem ที่สมบูรณ์และทรงพลัง รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ตอบโจทย์เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และเพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศไทยได้อย่างแท้จริง”

นอกจากนี้ ผู้บริหารจากองค์กรพันธมิตรยังได้ร่วมสะท้อนบทบาทของแต่ละองค์กรในการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ ดังนี้:
คุณสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวเสริมว่า “กนอ.
มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการ WeCYCLE ในวันนี้ ซึ่งการก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 ถือ เป็นโครงการต้นแบบที่สะท้อนถึงความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคชุมชน ในการร่วมกันขับเคลื่อน "นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ" (Eco-Industrial Estate) อย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดย กนอ. ขอชื่นชมทุกหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่ร่วมกันผลักดันแนวทางการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ กระบวนการคัดแยก การรวบรวม การรีไซเคิล และการหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ตลอดจนการสร้าง องค์ความรู้เพื่อยกระดับความตระหนักรู้ให้แก่ชุมชนและสถานประกอบการ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณขยะ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการ ขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนและ การมุ่งสู่ Net Zero ในอนาคต ทั้งนี้ กนอ. พร้อมให้การสนับสนุนและร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการเสริมสร้าง จิตสำนึกการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ การเติบโตอย่างสมดุลในฐานะสังคมคาร์บอนต่ำ และขอขอบคุณพันธมิตรทุกท่านที่ร่วมผลักดันโครงการให้เกิด ผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมืออันดีนี้จะเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนสืบไป “
คุณสาโรจน์ พุทธธรรมวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีมูลค่าเพิ่ม บริษัท
พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)(GC) กล่าวเสริมถึงความสำคัญของการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วนว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 4 ปีที่ GC ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ WeCYCLE เราได้ร่วมรวบรวมพลาสติกใช้แล้วผ่าน GC YOUเทิร์น แพลตฟอร์มบริหารจัดการพลาสติกใช้แล้วแบบครบวงจร ได้มากกว่า 80 ตัน หรือคิดเป็นขวดพลาสติกกว่า 4.8 ล้านขวด จากสมาชิกกว่า 113 บริษัทในนิคมอุตสาหกรรมของ WHA การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับจากการรวบรวมพลาสติกใช้แล้ว สู่การสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และผู้ใช้ปลายทางเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร ผ่านการขยายเครือข่ายการรวบรวมพลาสติก การพัฒนาต้นแบบ Community Waste Hub การส่งต่อพลาสติกใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลคุณภาพสูง รวมถึงการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ Upcycling และการใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิล (PCR) ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มคุณค่าของทรัพยากร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับสังคมไทย
คุณธเนศ สุวรรณนาวาสิทธิ์ Director, Packaging Materials Recycling บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)(SCGP) กล่าวว่า SCGP ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การบริโภค ไปจนถึงการนำวัสดุใช้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ สำหรับกิจกรรม WeCYCLE “กระดาษเก่าเราขอ” ในโครงการ WeCYCLE เป็นหนึ่งในความร่วมมือของ SCGP และภาคอุตสาหกรรม ในการนำกระดาษใช้แล้วจาก WHA ไปจัดการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การรวบรวม คัดแยก ส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลของ SCGP และนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ผ่านเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อัปไซเคิลต่าง ๆ จากกระดาษรีไซเคิลและส่งมอบให้แก่โรงเรียนในพื้นที่รอบนิคมอุตสาหกรรม WHA นอกจากนี้ SCGP ยังได้ต่อยอดแนวคิดในอีกหลาย ๆ ภาคส่วน อย่างภาคประชาชน ได้พัฒนาชุมชนต้นแบบด้านการจัดการทรัพยากรและชุมชนไร้ขยะ ส่งเสริมความรู้ด้านการบริหารจัดการวัสดุใช้แล้วอย่างถูกต้อง เพื่อลดปริมาณของเสีย ลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนถือเป็นหัวใจสำคัญในการผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นได้จริง และเป็นแรงขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน
คุณปัญจรส อินประคอง Managing Director บริษัท ธนโชค ออยล์ ไลท์ จำกัด กล่าวว่า “ธนโชคกรุ๊ปให้ความสำคัญของการเปลี่ยนน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วให้กลับมาสร้างคุณค่าใหม่ในรูปแบบพลังงานชีวภาพและเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย”
ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร นายกภาสถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) กล่าวว่า “VISTEC มีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ WeCYCLE ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมมาสนับสนุนการจัดการขยะอินทรีย์และเศษอาหารอย่างยั่งยืน ผ่านเทคโนโลยี GREENGEN Biodigester ที่ช่วยเปลี่ยนของเสียให้เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของงานวิจัยในการสร้าง Circular Innovation และขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำให้เกิดขึ้นได้จริงในระดับชุมชนและภาคอุตสาหกรรม”
Mr. Luc Bernardus Scholte van Mast - Managing Director บริษัท โทเทิล เอนไวโรเมนทอล โซลูชั่นส์ จำกัด (SK tes) กล่าวว่า “SK tes มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ WeCYCLE ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) อย่างยั่งยืน ซึ่งท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล การบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธีถือเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและ
ภาคธุรกิจ บทบาทของ SK tes ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ คือการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อขับเคลื่อนกระบวนการกู้คืนทรัพยากร (Resource Recovery) ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เปลี่ยนขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้กลับมาเป็นวัสดุที่มีมูลค่าในระบบหมุนเวียน พร้อมทั้งร่วมสร้างความตระหนักรู้แก่สังคมว่าวัสดุใช้แล้วไม่ใช่
สิ่งเหลือทิ้ง แต่คือจุดเริ่มต้นของทรัพยากรใหม่ ซึ่งความร่วมมือในระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่แข็งแกร่งของ
WeCYCLE จะช่วยส่งเสริมเป้าหมายด้านความยั่งยืนของ SK tes ในการร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลได้อย่างเป็นรูปธรรม”
ความร่วมมือภายใต้ข้อตกลง WeCYCLE ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ผ่านการลงมือทำจริง วัดผลได้จริง และเป็นต้นแบบของการบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างมั่นคง อันสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ภายใต้แนวคิด ‘WHA: SHAPE THE FUTURE FOR THAILAND’ ที่พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนและร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยอย่างแท้จริง
EPG เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปีบัญชี 68/69 (ต.ค.-ธ.ค.68)
เติบโตแข็งแกร่ง กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 101%

ดร.เฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG
ดร.เฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โพลีเมอร์และพลาสติกแปรรูปชั้นนำของโลก เปิดเผยว่า ในไตรมาส 3 ปีบัญชี 68/69 (ต.ค.-ธ.ค.68) บริษัทมียอดขาย 3,323 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มียอดขาย 3,388 ล้านบาท หรือ ลดลง 2% แต่มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 34.5% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 30 - 33% และ มีกำไรสุทธิที่ 336 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 100.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากธุรกิจร่วมทุนในแอฟริกาใต้มีสภาพคล่องดีขึ้น อย่างไรก็ตามไตรมาสนี้ บริษัทได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ สำหรับผลการดำเนินงานตาม 3 กลุ่มธุรกิจหลัก มีดังนี้
ธุรกิจฉนวนกันความร้อน/เย็น ภายใต้แบรนด์ Aeroflex มียอดขาย 1,041 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความต้องการสินค้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนบ้าง ขณะที่ยอดขายลดลง 6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากมีวันหยุดยาวในเดือนธันวาคม สำหรับสหรัฐอเมริกา ยอดขายของ Aeroflex USA Inc. เติบโตต่อเนื่อง จากความต้องการสินค้าฉนวนเกรดพรีเมียม รวมถึง Ultra Low Temperature Insulation และ Air Ducting System โดยเฉพาะจากกลุ่มลูกค้าโครงการในอุตสาหกรรม Semiconductor / Cloud / Data Center และยานยนต์ ซึ่งยังมีการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ส่วนตลาดในประเทศ ยอดขายของแอร์โรเฟลกซ์ทรงตัว สะท้อนภาคเอกชนที่ยังระมัดระวังการลงทุน อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในบางอุตสาหกรรม
แนวโน้มความต้องการสินค้าฉนวนยังเติบโตต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา มีโอกาสใหม่จากการลงทุนภาคอุตสาหกรรมตามกระแส Reshoring บริษัทมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มตลาดฉนวนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นและมีความต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ Aeroklas มียอดขาย 1,497 ล้านบาท ลดลง 12% จากช่วงเดียวกันของปีบัญชีก่อน และ ลดลงร้อยละ 10% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สะท้อนการฟื้นตัวที่ยังล่าช้าของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งในประเทศไทยและออสเตรเลีย จากกำลังการผลิตและอุปสงค์ตลาดที่ชะลอตัว สำหรับแอร์โรคลาสการผลิตส่งให้แก่กลุ่มลูกค้า OEM ยังคงชะลอตามภาพรวมอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม Aeroklas ใช้ช่วงเวลาดังกล่าวปรับโครงสร้างต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการฟื้นตัวของตลาดในระยะถัดไป ขณะที่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะออสเตรเลียและยุโรป ยังคงเผชิญความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่กดดันการใช้จ่าย โดยตลาดยุโรปยังได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง
สำหรับธุรกิจในออสเตรเลีย ยอดขายของ Aeroklas Asia Pacific Group Pty.,Ltd. (AAPG) ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อน จากวันหยุดยาวในเดือนธันวาคม อย่างไรก็ตาม AAPG มุ่งเน้นการบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด โดยต้นทุนมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
ขณะที่ 4 Way Suspension Products Pty., Ltd. มีผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการสินค้าใหม่ทั้งในตลาดออสเตรเลียและต่างประเทศ
Aeroklas ให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนอย่างรัดกุมและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันภายใต้แรงกดดันของอุตสาหกรรมยานยนต์ในขณะนี้
ธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก ภายใต้แบรนด์ EPP มียอดขาย 785 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีบัญชีก่อน และ เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัท อีสเทิร์น โพลีแพค จำกัด มีจุดเด่นจากมาตรฐานต่าง ๆ เช่น มอก./ GMP/ HACCP/ BRC และ FSC (Forest Stewardship Council) จึงเป็นที่ไว้วางใจจากกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมเลือกให้เป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก
บริษัทมีต้นทุนขายสินค้าที่ 2,176 ล้านบาท ลดลง 7% จากช่วงเดียวกันของปีบัญชีก่อน และลดลง 6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นอัตราการลดลงที่ช้ากว่าการลดลงของยอดขาย โดยบริษัทได้จัดหาวัตถุดิบจากหลายแหล่งผลิตเพื่อรักษาต้นทุนเฉลี่ยของวัตถุดิบให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และจะยังคงมุ่งเน้นการบริหารจัดการต้นทุนขายให้มีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างต่อเนื่อง ในไตรมาสนี้บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ 828 ล้านบาท ลดลง 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีบัญชีก่อน และลดลง 1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยบริษัทดำเนินการปรับโครงสร้างต้นทุนของธุรกิจในออสเตรเลียอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว อยู่ในระยะเริ่มต้นและเริ่มเห็นผลในบางส่วนเท่านั้น โดยผลกระทบเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานโดยรวมยังอยู่ในวงจำกัด
บริษัทมีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ 35 ล้านบาท โดยในไตรมาสนี้ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลดอลลาร์สหรัฐและแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์ออสเตรเลีย
นอกจากนี้ บริษัทได้รับส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ 64 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากการปรับตัวดีขึ้นของผลการดำเนินงานของ บริษัทร่วมในประเทศอินเดีย และประเทศจีน
ดร.เฉลียว กล่าวต่อว่า แม้ต้นทุนปัจจัยการผลิตบางส่วนมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในไตรมาส 4 ปีบัญชี 68/69 (ม.ค.-มี.ค.69) บริษัทมั่นใจว่ายังคงรักษาความสามารถในการทำกำไร และเดินหน้าสร้างการเติบโตให้เป็นไปตามแผนงาน ด้วยโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่ง ทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจน และการเพิ่มประสิทธิภาพในทุกมิติ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมั่นคงในปีบัญชี 68/69 ภายใต้นโยบาย ‘USE’ ซึ่งมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับองค์กร
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG: ดำเนินธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) โดยมีธุรกิจหลักคือ ฉนวนยางกันความร้อน/เย็น ภายใต้แบรนด์ AEROFLEX ชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ AEROKLAS และบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ภายใต้แบรนด์ EPP ทั้ง 3 ธุรกิจ ประสบความสำเร็จและเติบโตได้ด้วยนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ เป็นผู้นำทั้งตลาดในประเทศ และต่างประเทศ มีโรงงานรวมถึงเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมกว่า 100 ประเทศทั่วโลก
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ
ปุณณดา สงวนวงศ์ (โบว์) / วนิดา รักษ์กำเนิด (ดา)
โทร: 02-718-2621 มือถือ: 085-073-8383 / 095-804-6061
อีเมล์: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. / This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
BRR กางแผนปี 69 รุกธุรกิจ Refinery-พลังงานทางเลือก รับมือราคาน้ำตาลโลกผันผวน มุ่งสร้างความยั่งยืนระยะยา งบโค้งแรกปี 69 บุ๊กกำไรกว่า 241 ลบ. รายได้อยู่ที่ 1,423 ลบ.
บมจ.น้ำตาลบุรีรัมย์ หรือ BRR ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ทำกำไร 241 ลบ. มีรายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ 1,423 ลบ. ปัจจัยหลักจากปริมาณน้ำตาลส่งออกน้อยกว่าปีก่อนในช่วงเวลาเดียวกัน และผลผลิตอ้อยในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ตลาดน้ำตาลอยู่ในภาวะอุปทานเกินดุล กดดันราคาปรับตัวลดลง ด้าน “อนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ” แม่ทัพใหญ่ ประกาศทิศทางกลยุทธ์ปี 2569 มุ่งยกระดับห่วงโซ่คุณค่าผ่านโครงการโรงงานน้ำตาลทรายบริสุทธิ์ (Refinery) และรุกธุรกิจพลังงานทางเลือกเต็มตัว เพื่อสร้างเสถียรภาพท่ามกลางความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลก พร้อมชูเทคโนโลยีการเกษตรแม่นยำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

นายอนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BRR เปิดเผยว่า สำหรับแนวโน้มในปี 2569 บริษัทคาดการณ์การฟื้นตัวที่ชัดเจนจากการรีบาวด์ของราคาน้ำตาล และปริมาณผลผลิตอ้อยที่คาดว่าจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ โดย BRR มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนผ่านองค์กรจากผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ ไปสู่การเป็นผู้นำด้าน “พลังงานทางเลือกและธุรกิจชีวภาพ” (Green Energy & Bio-based Hub) ควบคู่ไปกับนโยบายการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว
ปัจจุบัน BRR ประสบความสำเร็จในการกระจายพอร์ตรายได้ไปยังธุรกิจเสริมที่ไม่ใช่น้ำตาล (Non-sugar) โดยมีรายได้จากธุรกิจโรงไฟฟ้าและปุ๋ยคิดเป็นสัดส่วนแต่ละธุรกิจเกือบ 10% และธุรกิจบรรจุภัณฑ์ชานอ้อย (Packaging) อีก 4% ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดการพึ่งพารายได้จากสินค้าโภคภัณฑ์เพียงอย่างเดียว และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ Balance Sheet ซึ่งธุรกิจหลักยังเป็นรายได้จากน้ำตาล 70–80% ของรายได้รวม
บริษัทได้เดินหน้ากลยุทธ์การบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด ทั้งในส่วนของพลังงาน ปุ๋ย และระบบโลจิสติกส์ และยกระดับกระบวนการต้นน้ำด้วยการนำเทคโนโลยี “การเกษตรแม่นยำ” (Precision Farming) มาใช้บริหารจัดการพื้นที่ปลูกอ้อย เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานและลดความสูญเสียในกระบวนการเก็บเกี่ยว
“สำหรับปี 2569 บริษัทฯ ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนกลยุทธ์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้นการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนากระบวนการผลิต ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในระยะยาว” นายอนันต์ กล่าว

ล่าสุดผลประกอบการของบริษัทในงวดไตรมาส 1/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 241.45 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีกำไร 402.72 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 40.04 มีรายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ 1,423.05 ล้านบาท ลดลง 938.39 ล้านบาท หรือร้อยละ 39.47 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากปริมาณขายที่ลดลง 30,730 ตัน ที่จะมีการขายในไตรมาส 2 ของปีนี้แทน
โดยราคาขายน้ำตาลเฉลี่ยในไตรมาสแรกของปี 2569 ปรับตัวลดลงตามตลาดโลกเฉลี่ยร้อยละ 28 ต่อตันน้ำตาล เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2568 รวมถึงราคาขายกากน้ำตาลที่ลดลงเฉลี่ยร้อยละ 37 และผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมรายได้จากการขายลดลง
WHA โชว์กำไรปกติปี 68 ที่ 5,261 ล้านบาท โต 16% สร้าง New Record High ติดต่อกัน
เป็นปีที่ 4 พร้อมประกาศพันธกิจ 2569 “WHA: SHAPE THE FUTURE FOR THAILAND”
สร้างโอกาสเพื่อธุรกิจอุตสาหกรรม และการลงทุนของไทยสู่ยุค “เศรษฐกิจใหม่”
บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA Group) ประกาศผลการดำเนินงานประจำปี 2568 แข็งแกร่ง โดยมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไร 18,232 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,135 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติ 18,108 ล้านบาท ขณะที่กำไรปกติ 5,261 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% (Y-Y) ทุบสถิติรอบใหม่สร้าง New Record High ต่อเนื่อง ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 สะท้อนศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มธุรกิจ พร้อมเผยทิศทางธุรกิจปี 2569 ภายใต้พันธกิจ “WHA: SHAPE THE FUTURE FOR THAILAND” เพื่อตอกย้ำบทบาทผู้บุกเบิกเศรษฐกิจใหม่พร้อมสร้างโอกาสการเติบโตให้กับประเทศไทย (New Economy, Unlocking the New Opportunities) เพื่อตอบรับเมกะเทรนด์โลกและเสริมความแข็งแกร่งให้กับ 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ด้วยเป้าหมายรายได้และส่วนแบ่งกำไรปี 2569 ที่ 20,000 ล้านบาท พร้อมอัดฉีดงบลงทุนรวมในปี 2569 ประมาณ 16,500 ล้านบาท ล่าสุดบอร์ดเคาะจ่ายปันผลรวมทั้งปี หุ้นละ 0.2107 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้น 10.5% (Y-Y) จ่อขึ้น XD วันที่ 11 พ.ค. 2569 กำหนดจ่ายเงินปันผล 28 พ.ค.นี้
เพาเวอร์บาย ในเครือเซ็นทรัล รีเทล รุกอีสาน เปิด “เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส”
วางหมาก Regional Tech & Lifestyle Destination
เพาเวอร์บาย ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เร่งเครื่องขยายตลาดภาคอีสานต่อเนื่อง เปิดสาขาใหม่ “เพาเวอร์บาย เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส” เป็นสาขาที่ 3 ในจังหวัดขอนแก่น และสาขาที่ 16 ในภาคอีสาน ตอกย้ำยุทธศาสตร์ “Selective Expansion” มุ่งลงทุนในหัวเมืองเศรษฐกิจศักยภาพสูง พร้อมยกระดับโมเดลสาขาสู่ “Regional Tech & Lifestyle Destination” รองรับความต้องการผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาค

ปัจจัยที่เลือกขยายสาขาที่ “ขอนแก่น” เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีองค์ประกอบของ “เมืองเศรษฐกิจยุคใหม่” ครบทั้งด้านกำลังซื้อและศักยภาพการเติบโต โดยมี GPP สูงเป็นอันดับ 2 ของภาคอีสาน อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ การศึกษา และการคมนาคมของภูมิภาค ควบคู่กับการขยายตัวของเมืองและโครงการที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง มีฐานประชากรกว่า 1.8 ล้านคน และครอบคลุมจังหวัดโดยรอบกว่า 10 ล้านคน ส่งผลให้ขอนแก่นกลายเป็นหนึ่งใน Strategic Retail Market ที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่ม New Gen นักศึกษา บุคลากรทางการแพทย์ และครอบครัวเมือง ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการใช้ชีวิตมากขึ้น
นายสุวิณ โกษีอํานวย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “การแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบันไม่ได้วัดกันเพียงเรื่องสินค้า แต่รวมถึงความสามารถในการสร้างประสบการณ์และเข้าถึงผู้บริโภคได้ตรงกับไลฟ์สไตล์ในแต่ละพื้นที่มากขึ้น เพาเวอร์บายจึงพัฒนา ‘เพาเวอร์บาย เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส’ ภายใต้แนวคิด ‘Regional Tech & Lifestyle Destination’ เพื่อยกระดับสาขาให้เป็นมากกว่าพื้นที่จำหน่ายสินค้า แต่เป็นศูนย์รวมเทคโนโลยีและโซลูชันการใช้ชีวิตยุคใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในภูมิภาคอีสาน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดภูมิภาค ขับเคลื่อนผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่
นอกจากนี้ เพาเวอร์บายยังจัดแคมเปญฉลองเปิดสาขาใหม่ “เพาเวอร์บาย เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส” ระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม – 17 มิถุนายน 2569 พบโปรโมชันพิเศษลดสูงสุด 50% พร้อมสิทธิพิเศษสมาชิก The 1, รับคูปองส่วนลดรวมมูลค่ากว่า 2,000 บาท จากพาร์ทเนอร์ที่ร่วมรายการ, โปรแกรมเก่าแลกใหม่รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 10,000 บาท, ผ่อน 0%,แลกคะแนนรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 40,000 บาท ผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ, ผ่อนนานสูงสุด 60 เดือน รวมถึงบริการจัดส่งและติดตั้งฟรี เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ และสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
เกี่ยวกับเซ็นทรัล รีเทล
บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “เซ็นทรัล รีเทล”) เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกรวมทั้งธุรกิจค้าส่งสินค้าหลากหลายประเภท ผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย (Multi-Format, Multi-Category Omnichannel Retail and Wholesale Platform) ในประเทศไทย และ ประเทศเวียดนาม บริษัทฯ มีเครือข่ายร้านค้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งทั้งหมด 3,723 ร้านค้า (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568) อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านขายสินค้าเฉพาะทาง ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต พลาซ่า และการจำหน่ายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Omnichannel โดยธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล ครอบคลุมทั้งหมด 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ (1) กลุ่มฟู้ด มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค วัตถุดิบอาหาร รวมถึงสินค้าและบริการด้านสุขภาพคนและสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งต่าง ๆ เช่น ท็อปส์ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ท็อปส์ ไฟน์ ฟู้ด ท็อปส์ เดลี่ ท็อปส์ แคร์ และโก โฮลเซลล์ ในประเทศไทย ส่วนประเทศเวียดนาม ได้แก่ โก ไฮเปอร์มาร์เก็ต (บิ๊กซี / GO!) ท็อปส์ มาร์เก็ต มินิ โก (go!) และ ลานชี มาร์ท (2) กลุ่มฮาร์ดไลน์ มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ และ e-Book ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ไทวัสดุ ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม เพาเวอร์บาย ออฟฟิศเมท บีทูเอส เมพ และเหงียน คิม (3) กลุ่มแฟชั่น มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต และ เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป และ (4) กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ มุ่งเน้นการให้เช่าพื้นที่สำหรับร้านค้าของกลุ่มบริษัทฯ และร้านค้าและบริการของบุคคลภายนอก เช่น โรบินสันไลฟ์สไตล์ ท็อปส์ พลาซ่า และ บิ๊กซี / GO! เวียดนาม โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินธุรกิจใน 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ทั้งหมด 63 จังหวัด และ ประเทศเวียดนามทั้งหมด 26 จังหวัด
หมายเหตุ:
บริษัทฯ ได้ขายกิจการห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต ในประเทศอิตาลี ตามมติของที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2568 (วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568) โดย ณ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เป็นวันที่ธุรกรรมการขายกิจการเสร็จสมบูรณ์
‘กลุ่มบริษัทศรีตรัง’ ขึ้นแท่นรับรางวัล CAC Change Agent Award
ตอกย้ำมาตรฐานธรรมาภิบาล-โปร่
กลุ่มบริษัทศรีตรัง โดยนางสาวอานุสรา จิตต์มิตรภาพ (ซ้าย) รองประธานกรรมการ และประธานกรรมการตรวจสอบ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA และ ศาสตราจารย์ ดร.วีรกร อ่องสกุล (ขวา) ประธานกรรมการบริษัท และประธานกรรมการตรวจสอบ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT เข้ารับรางวัล “CAC Change Agent Award” ประจำปี 2025 จากแนวร่วมต่อต้
เผยแพร่โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์
บริษัท เอ็ม ที มัลติมีเดีย จำกัด (ในนาม บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี หรือ STA)
CPL รับประกาศนียบัตรคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4
บริษัท ซีพีแอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CPL โดย ดร.กิติชัย วงษ์เจริญสิน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานคณะกรรมการพัฒนาความยั่งยืน รับมอบประกาศนียบัตรเครื่องหมายรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) จาก ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธานกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยบริษัทฯ ได้รับการรับรองต่อเนื่องเป็นปีที่ 4
การได้รับการรับรองในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ บมจ.ซีพีแอล กรุ๊ป ในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ และสร้างคุณค่าให้กับสังคมในระยะยาว
ปัจจุบัน บมจ.ซีพีแอล กรุ๊ป ประกอบธุรกิจ 3 ประเภทหลัก ได้แก่ การผลิตและจำหน่ายหนังสำเร็จรูป การรับจ้างฟอกหนัง และการผลิตและจำหน่ายรองเท้านิรภัยและอุปกรณ์นิรภัย (Safety Products) ที่รวมถึงการพัฒนาและทำตลาดเทคโนโลยีสมาร์ท เซนส์ (Smart Sense) เพื่อยกระดับโรงงานอุตสาหกรรมไปสู่สมาร์ท แฟคตอรี่ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีโอกาสและศักยภาพในการเติบโตตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก
*********************************
เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดย บริษัท ไอทูซี คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด (ในนาม CPL)
มณีนิล วณิชไพจิตร์ (มีนา) PR Manager โทร. 090 945 4050 Email : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
“MMM” เดินเกมรุกต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจบริหารงานขาย (BU2) ต่อเนื่อง
ล่าสุด คว้างานบริหารงานขาย ให้ “พาเวิร์คแอสเซท” มูลค่า 35 ล้านบาท
ไฮเออร์ ประเทศไทย ประกาศ ‘BamBam’ นั่งแท่น Brand Ambassador ต่อเนื่องปีที่ 2
เสริมแกร่งภาพลักษณ์ Global No.1 Brand ผู้นำเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับโลก

13 มีนาคม 2569 – ไฮเออร์ (ประเทศไทย) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์และนวั
มร. ต่ง เจี้ยนผิง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด “ภาพรวมการดำเนิ
จากความสำเร็จดังกล่าวฯ ไฮเออร์จึงได้เดินหน้าประกาศความร่วมมือกับ BamBam ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในฐานะ Brand Ambassador ประจำประเทศไทย เพื่อเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นและความผูกพันกับผู้บริโภคในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเป็นตัวแทนของความเป็น Global Star ที่สะท้อนภาพลักษณ์ Global No.1 Brand ของไฮเออร์ได้อย่างชัดเจน พร้อมถ่ายทอดความเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าพรีเมียมผ่านผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรับอากาศภายในบ้าน ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ตู้แช่ เครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ ทีวี และเครื่องทำน้ำอุ่น ซึ่งล้วนพัฒนาภายใต้แนวคิด Premium Brand ที่ให้ความสำคัญทั้งด้านคุณภาพ เทคโนโลยี และดีไซน์
“ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนแนวคิด Scenario Brands และ Ecosystem Brands ของไฮเออร์ ที่มุ่งพัฒนาเครื่องใช้ไฟฟ้าให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ พร้อมยกระดับประสบการณ์การใช้งานของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของ BamBam ในฐานะศิลปินระดับโลก และผู้นำความคิดสร้างสรรค์ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก” มร. ต่ง เจี้ยนผิง กล่าวสรุป
...........................................................
ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่
Facebook : Haier Thailand, Instagram : @haierthailand_official, X
(Twitter) : @ThailandHaier, YouTube : @HaierThailandOfficial,
TikTok : @haier_thailand และ Line OA : @haierthailand
หรือดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติ
MPJ สัญญาณบวกโค้งสุดท้ายส่งท้ายปี จ่อรับอานิสงค์โลจิสติกส์ ปี 69 สดใส