February 12, 2026

กิจกรรม CSR ไตรมาส 4 “บิส โฟกัส” จับมือผู้ประกอบการใจดี คืนรอยยิ้มสู่...ผู้สูงวัย สถานสงเคราะห์คนชรา หลวงพ่อลำใย

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive
 

“บิส โฟกัส” จับมือผู้ประกอบการใจดี คืนรอยยิ้มสู่...ผู้สูงวัย

         นิตยสารบิส โฟกัส กรุ๊ป นำพนักงานจิตอาสา ร่วมพัฒนาสังคม คืนรอยยิ้มสู่...ผู้สูงวัย จัดกิจกรรม CSR ส่งมอบความสุข เสริมสร้างกำลังใจแก่ผู้สูงวัย ในโครงการ CSR ไตรมาส 4 ประจำปี 2568 ฉลองครบรอบ 14 ปี ร่วมมือกับผู้ประกอบการใจดีมอบสิ่งของอุปโภค-บริโภค พร้อมเลี้ยงอาหารกลางวัน ณ สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อลำไยอุปถัมภ์) จังหวัดกาญจนบุรี

         “สถานสงเคราะห์คนชรา” เป็นสถานที่ที่จัดตั้งขึ้น เพื่อดูแลผู้สูงอายุที่ประสบปัญหาความยากลำบากด้านที่อยู่อาศัยหรือขาดผู้อุปการะ โดยให้ความคุ้มครอง ดูแล และมีที่พักอาศัยให้กับผู้สูงอายุ เปรียบเสมือนที่พึ่งพิงอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ที่ถูกทอดทิ้ง และผู้สูงอายุที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ซึ่งนิตยสารบิส โฟกัส จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ และสนับสนุนหน่วยงานที่ให้การดูแลผู้สูงอายุ โดยถือเป็นนโยบายในด้านการช่วยเหลือสังคมของเรา และเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาสังคมให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น

คุณณัฐวิริยา รบไพรินทร์ ประธานโครงการ CSR ไตรมาส 4

        คุณณัฐวิริยา รบไพรินทร์ ประธานโครงการ CSR ไตรมาส 4 ประจำปี 2568 กล่าวว่า โครงการนี้เป็นกิจกรรมต่อเนื่องของนิตยสารบิส โฟกัส กรุ๊ป ซึ่งเราได้ดำเนินโครงการมาทุกปี ทุกไตรมาส สำหรับในครั้งนี้เราได้ร่วมกับผู้ประกอบการหลายภาคส่วนในการรวบรวมสิ่งของอุปโภค-บริโภค เพื่อมามอบให้แก่ผู้สูงอายุ ณ สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อลำใยอุปถัมภ์) จังหวัดกาญจนบุรี

       ทั้งนี้ เนื่องจากความสามารถในการลดอัตราการเกิดและการตายให้ต่ำลง ประกอบกับอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ประชากรวัยสูงอายุจำนวนเพิ่มมากขึ้นจึงก่อให้เกิดปัญหาตามมา ได้แก่ ปัญหาผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง ไม่ได้รับการเอาใจใส่และดูแลเท่าที่ควร ปัญหาด้านสุขภาพที่เสื่อมโทรมของผู้สูงอายุ และปัญหาทางเศรษฐกิจ และสังคม เป็นต้น

       ปัจจุบันปัญหาผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งมีจำนวนมากในทุกจังหวัดทั่วประเทศแม้รัฐบาลบอกว่าจะไม่ทอดทิ้ง แต่ก็ให้การช่วยเหลือได้ไม่ทั่วถึง เพราะมีหลายปัจจัยทำให้ข้อมูลตกหล่น ผู้สูงอายุหลายคนจึงต้องอยู่อย่างเดือดร้อนโดนทอดทิ้งตามลำพังหรือการอาศัยเพื่อนบ้าน หรือผู้น้ำใจและศรัทธาให้ความช่วยเหลือเท่าที่ทำได้

       โดยเราได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาผู้สูงวัยที่ถูกทอดทิ้งในสังคม อีกทั้ง ประเทศไทยได้เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบเต็มตัว จึงอยากเป็นอีกส่วนหนึ่งของสังคมในการช่วยเหลือไปยังส่วนนี้ ดังนั้นโครงการ CSR ไตรมาส 4 ประจำปี 2568 จึงมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ เพื่อส่งเสริมสุขภาพอนามัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้ดียิ่งขึ้น  

       พร้อมทั้ง เป็นการช่วยให้กำลังใจแก่ผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้คลายความเครียด มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ถือเป็นการสร้างจิตสาธารณะให้แก่พนักงานของนิตยสารบิส โฟกัส ให้ตระหนักและมองเห็นความสำคัญในการช่วยเหลือสังคม รวมไปถึง ช่วยส่งเสริมการสร้างคุณธรรมและจริยธรรมในสังคม

คุณธนวัฒน์ สนธิ ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อลำใยอุปถัมภ์) 

      ด้านคุณธนวัฒน์ สนธิ ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อลำใยอุปถัมภ์) จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ในปัจจุบันมีคนเข้ามาให้ความช่วยเหลือสนับสนุนมาอย่างสม่ำเสมอเฉลี่ยสัปดาห์ละ 2-3 ราย ไม่ว่าจะเป็น บริษัทรายใหญ่ รายย่อย โดยจะเข้ามาเลี้ยงอาหารกลางวัน บริจาคสิ่งของ รวมทั้ง จัดกิจกรรมนันทนาการให้แก่ผู้สูงอายุ หากเป็นรายย่อยส่วนใหญ่จะเข้ามาทำกิจกรรมเนื่องในวันเกิด

       ขณะที่ บริษัทจะเป็นในรูปแบบการจัดสัมมนา หรือการทำกิจกรรม CSR แล้วเลือกมาดำเนินกิจกรรมที่สถานสงเคราะห์ของเรา เนื่องจากจังหวัดกาญจนบุรีอยู่ใกล้กรุงเทพฯ และมีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย จึงมีความสะดวกทั้งในแง่ของการเดินทางและที่พัก นอกจากนี้ ชาวบ้าน ชาวสวนที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงก็ได้นำวัตถุดิบ อาหารสด ผัก ผลไม้ เพื่อใช้ในการประกอบอาหารมามอบให้เป็นประจำ

ภาพกิจกรรม 1

ภาพกิจกรรม 2

       ขณะเดียวกัน การที่นิตยสารบิส โฟกัส ได้เข้ามาดำเนินกิจกรรม CSR ในครั้งนี้ ทางสถานสงเคราะห์ฯ ของเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง โดยในส่วนของงบประมาณของสถานสงเคราะห์ฯ เราจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ผ่านทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี ประมาณ 8 ล้านบาทต่อปี เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายภายในสถานสงเคราะห์ แต่จะมีข้อจำกัดในด้านค่าอาหาร เนื่องจากมีงบให้ 80 บาทต่อคนต่อวัน ซึ่งหากเฉลี่ย 3 มื้ออาหารแล้วตกอยู่ที่ประมาณกว่า 20 บาท โดยในจำนวน 80 บาท จะเฉลี่ยรวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการประกอบอาหารด้วย เช่น ค่าแก๊ส และค่าเครื่องปรุง

       อย่างไรก็ตาม การที่สถานสงเคราะห์ฯ ยังคงอยู่ได้ในปัจจุบันเป็นเพราะมีผู้มีจิตศรัทธามาเลี้ยงอาหารอย่างสม่ำเสมอ มีการนำข้าวสาร วัตถุดิบของสด ผลไม้มามอบให้เป็นประจำ ถือเป็นการช่วยเหลือเราได้เป็นอย่างดี ทำให้เราสามารถทำเมนูที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้สูงอายุได้ทานอาหารที่หลากหลาย ได้สารอาหารที่ครบถ้วน โดยแต่ละมื้ออาหารเราจะมีทั้งของคาว ของหวาน ผลไม้ รวมทั้ง นมที่เป็นอาหารเสริมแคลเซียมอีกด้วย ซึ่งในจำนวน 80 บาท ไม่เพียงพอให้จัดอาหารได้ครบอย่างแน่นอน แต่ด้วยได้สิ่งของบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาจึงสามารถช่วยเติมเต็มในส่วนนี้ได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากการเลี้ยงอาหารกลางวัน บริจาควัตถุดิบ อาหาร เครื่องดื่มแล้ว ผู้มีจิตศรัทธายังได้มอบเงิน และสิ่งของเครื่องใช้อื่นๆ มาให้อีกด้วย

       สำหรับการดำเนินงานของเราจะติดปัญหาอยู่ 2 ด้าน คือ การฌาปนกิจศพ และการเจ็บป่วยเฝ้าไข้ ซึ่งเมื่อผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์ฯ เกิดล้มป่วยจนต้องเข้ารับการรักษา ต้องใช้สิทธิบัตรทองในการรักษา และกรณีต้องนอนโรงพยาบาลนั้น เนื่องจากผู้สูงอายุของเราไม่มีญาติแล้วจึงไม่มีคนไปเฝ้าไข้ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องจ้างคนไปเฝ้าไข้ โดยจ้างคืนละ 500 บาท ซึ่งในส่วนนี้จะมีเจ้าอาวาสวัดทุ่งลาดหญ้าจัดตั้งกองทุนไว้ให้

       โดยสถานสงเคราะห์ฯ ของเรา จัดตั้งขึ้นจากพระมงคลสิทธิคุณ (หลวงพ่อลำใย) เจ้าอาวาสวัดทุ่งลาดหญ้า จังหวัดกาญจนบุรี สร้างขึ้นเพื่อสนองพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ซึ่งพระองค์ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์ ถึงแม้ปัจจุบันท่านจะมรณภาพไปแล้ว แต่ท่านได้ก่อตั้งกองทุนเฝ้าไข้และฌาปนกิจศพไว้ให้เรา

        ขณะเดียวกัน ในปัจจุบันสสถานสงเคราะห์ฯ มีผู้สูงอายุที่เป็นคุณยาย จำนวน 73 ท่าน และคุณตา 5 ท่าน เพราะสถานสงเคราะห์ฯ ได้มีการเปิดรับคุณตาเพิ่มเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เนื่องจากนายกองค์การบริหารส่วนจังหวักกาญจนบุรีคนใหม่ คือ นพ.ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ ได้มีนโยบายให้รับผู้สูงอายุเพศชายเพิ่ม จากเมื่อก่อนเป็นคุณยายทั้งหมด ดังนั้นปัจจุบันจึงมีจำนานผู้สูงอายุรวมทั้งหมด 78 ท่าน

       “ผู้สูงอายุที่เข้ามายังสถานสงเคราะห์ฯ ของเรา จะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยเราก็เฝ้าไข้ให้ รวมทั้ง การเสียชีวิต หากมีญาติมารับกลับเราก็ส่งมอบให้ตามปกติ แต่ในกรณีที่ญาติไม่รับกลับ เราก็จัดการฌาปนกิจศพให้เรียบร้อย มีการทำพิธีทางศาสนาครบถ้วน เก็บกระดูก ทำบุญกระดูก และทำบุญกระดูก100 วัน อีกทั้ง ยังมีการลอยอังคารด้วย” คุณธนวัฒน์กล่าว

       สำหรับคุณสมบัติของผู้สูงอายุที่จะเข้ามาอยู่ในสถานสงเคราะห์ฯ เนื่องจากปัจจุบันมีสถานบริการประเภทนี้เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากมาก เพื่อที่จะไม่เป็นการแย่งกลุ่มเป้าหมาย หรือไปแข่งขันการบริการกับเอกชน เราจึงเน้นกลุ่มผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจน ขาดคนดูแล ไม่มีที่อยู่อาศัย และอยู่ร่วมกับครอบครัวไม่ได้ สำหรับผู้สูงอายุเพศหญิงจะมีเขตความรับผิดชอบใน 6 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม  และสุพรรณบุรี ขณะที่ เพศชายเนื่องจากอยู่ในช่วงทดลองจึงจำกัดพื้นที่เฉพาะกาญจนบุรี

      “ในอนาคตท่านนายก อบจ. ได้มีนโยบายให้เริ่มขยายเป็นการรับผู้สูงอายุที่ความพิการเพิ่มอีกด้วย เนื่องจากเรามีสถานที่กว้างขวาง มีพื้นที่กว่า 30 ไร่ ซึ่งสามารถรองรับผู้สูงอายุได้อีกเป็นจำนวนมาก โดยผู้สูงอายุเพศชายที่พึ่งเปิดรับ เราคาดว่าจะสามารถรับได้มากถึง 25 ท่าน ภายในปี 2569 อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอาจจะมีการขยายอาคารเพิ่มขึ้น เพราะยังคงมีพื้นที่เหลืออยู่อีกมาก อีกทั้ง รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับเรื่องผู้สูงอายุ เนื่องจากได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ดังนั้นเราจึงมีแผนที่จะขยายอาคารเพิ่มโดยการรับเงินอุดหนุนเฉพาะกิจจากรัฐบาล” คุณธนวัฒน์กล่าว

       คุณธนวัฒน์กล่าวต่อถึงสิ่งที่อยากจะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมว่า หลักๆ จะยังคงเป็นการรับบริจาคทั้งเงิน และสิ่งของเครื่องใช้ อาหาร วัตถุดิบต่างๆ ที่นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเราไม่ได้ดูแลผู้สูงอายุแต่ที่สถานสงเคราะห์ฯ เท่านั้น เรายังให้การดูแลผู้สูงอายุตามพื้นที่ต่างๆ ที่เป็นโดยเฉพาะผู้สูงอายุกลุ่มติดเตียง ซึ่งเป็นการทำงานเชิงรุก ถือเป็นการช่วยส่งเสริม แบ่งเบาภาระให้คนที่ดูแลญาติที่เป็นผู้สูงอายุในบ้านท่านนายก อบจ. จึงได้จัดทำโครงการปันน้ำใจ ให้พวกเราออกไปเยี่ยมตามบ้านและนำของบริจาคไปให้

      อีกทั้ง เนื่องจากหากบริจาคในนามของบริษัทจึงไม่สะดวกที่จะนำสิ่งของต่างๆ ไปมอบให้แก่ผู้สูงอายุเองตามบ้านได้ ดังนั้นเราจึงเป็นคนกลางในการแจกจ่าย เพื่อใช้ของที่ได้รับบริจาคมาอย่างคุ้มค่า ไม่หมดอายุก่อน ด้วยการนำไปกระจายช่วยเหลือคนอื่นๆ ต่อไป โดยเราพร้อมที่จะเป็นสะพานบุญให้แก่ผู้ที่อยากจะมาบริจาคสิ่งของแก่เรา

      ขณะที่ ภาครัฐอยากจะให้เข้ามาส่งเสริมด้านวิชาการมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านการดูแลสุขภาพ เนื่องจากที่เราประสบปัญหาในปัจจุบันเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิต ซึ่งทำให้เขาอยู่ร่วมกับครอบครัวไม่ได้ ดังนั้นจึงส่งให้มาอยู่ในสถานสงเคราะห์ฯ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ และผู้ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว พอเข้ามาอยู่ต้องได้รับการดูแลที่เหมาะสม แต่ปัญหาคือในสถานสงเคราะห์ฯ ของเรายังไม่มีนักจิตวิทยา จึงอาจจะส่งผลให้ดูแลได้ไม่ตรงจุดเท่าที่ควร

      อีกทั้ง ยังขาดผู้เชี่ยวชาญในด้านการจัดกิจกรรมนันทนาการ และการทำกายภาพบำบัด ซึ่งปัจจุบันได้มีการดำเนินการกันเองเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนนี้ไม่ใช่ว่าทาง อบจ. ขาดแคลนงบประมาณ แต่เป็นการขาดบุคลากรในด้านนี้ เนื่องจากเป็นวิชาชีพเฉพาะจึงจัดหาคนได้ยากกว่า

      คุณธนวัฒน์กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากจะเชิญชวนบริษัทต่างๆ ที่มีแผนจัดกิจกรรม CSR หรือสัมมนาต่างๆ อยากเชิญชวนมาที่จังหวัดกาญจนบุรี เรามีครบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น สถานที่ท่องเที่ยว ที่พักผ่อน การเดินทางที่สะดวก เมื่อมาแล้วก็สามารถแวะมาทำกิจกรรม CSR ในพื้นที่ได้ ซึ่งในจังหวัดของเราไม่ได้มีสถานสงเคราะห์เพียงแห่งเดียว ยังมีที่อื่นๆ ทั้งผู้สูงอายุ เด็ก ผู้พิการ ท่านสามารถเลือกสรรได้ตามสะดวก สามารถท่องเที่ยวตามสถานที่สวยงาม และทำบุญ CSR กับสถานสงเคราะห์อีกด้วย

Page Visitor

012282926
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
3939
8770
36745
91569
264933
12282926
Your IP: 216.73.216.23
2026-02-12 10:57
© 2024 Biz Focus Magazine All Rights Reserved.